เทวทูตปีกขวา 天神右翼 [นิยายแปลจีน]

ตอนที่ 53 : ทัณฑ์สวรรค์ [52]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,068
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    12 พ.ย. 59



-101-

                ผ่านไป 20 นาที ชาวสวรรค์ทั้งหมดต่างพากันอ้าปากค้าง จ้องมองเมตาตรอนด้วยสีหน้าด้านชาเป็นอย่างยิ่ง

                “ซาลาเปาลูกหนึ่งกำลังเดินอยู่บนถนน เดินๆอยู่ก็ถูกรถพุ่งเข้ามาชน ก่อนจะตาย มันจ้องมองเลือดที่ไหลออกมาจากร่างของตัวเอง ก่อนจะตะโกนออกมา ไอ้หยา ที่แท้ข้าก็เป็นไส้ถั่วแดงนี่เอง!’ ...” ดูเหมือนเมตาตรอนกำลังจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกเต็มที มุกตลกของเขายิ่งเล่าก็ยิ่งพิสดาร ยิ่งเล่าก็ยิ่งหนาวจนติดลบ

                พลังทำลายล้างของมุกแป้กเมตาตรอนช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ผมถึงขนาดรู้สึกเวียนหัวอยู่นิดหน่อย

                สุดท้าย แม้แต่จีซัสก็ยังทนไม่ไหว ก้าวออกมาพูดว่า “เมตาตรอน พวกเจ้าไม่ใช่ว่าจะแสดงละครกันรึ?”

                เมตาตรอนถึงได้หยุดเล่าเรื่องตลกของตัวเอง หันไปมองกราบิเอลกับราฟาเอล ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้ม “ใช่แล้ว ละครชุดนี้มีชื่อว่า ทัณฑ์สวรรค์พวกข้าเตรียมตัวกันมาอย่างเนิ่นนาน ข้าจะไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้”

                ในที่สุดเมตาตรอนก็เดินออกไปเสียที เหล่าผู้นั่งชมทั้งหลายต่างพากันโห่ร้องราวกับได้ฟื้นคืนกลับมาจากความตาย

 

                ราฟาเอลโบกมือให้ผมจากชั้นที่นั่งของชนชั้นศักดิ์สิทธิ์ ผมจึงกางปีกบินขึ้นไปหา เหล่านักแสดงทั้งหมดต่างก็ทยอยกันขึ้นไปเตรียมตัวอยู่ที่ด้านนอกวิหารแล้ว พอเมตาตรอนเห็นผมก็หัวเราะออกมา “ชุดตัวนี้ของเจ้าสวยสะดุดตาดีแท้ สีสันแสบตายิ่งนัก”

                ผมมองเขาอย่างเย็นชา รู้สึกอยากจะเตะเขาให้ตายๆไปซะ

                ราฟาเอลพูดว่า “เดี๋ยวต้องจัดการย้อมสีผมกับสีปีก กลับไปล้างออกก็ไม่เป็นไรแล้ว”

                อา... ผมรู้สึกอายอยู่เล็กน้อย เพราะไม่เคยได้แปลงโฉมเป็นซาตานอย่างจริงๆจังๆมาก่อน

 

                ตอนนั้นเอง เสียงกังวานใสดุจสายฝนโปรยของลูซิเฟอร์ก็ดังมา “ตอนนี้ยังพอมีเวลา ให้ข้าได้แนะนำมวลมนุษย์กับสวนเอเดนให้ทุกคนได้ฟังก็แล้วกัน” ผมอดสะดุ้งออกมาไม่ได้ก่อนจะหันไปมองเขา ใบหน้าของเขาประดับรอยยิ้มบางเบา บางเบาดุจภาพสะท้อนบนน้ำแข็ง คล้ายกับย้ำเตือนผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาถึงความห่างชั้นของกันและกัน “สวนเอเดนหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือสวนแห่งความชอบธรรม ตั้งอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 4 มีแม่น้ำ 4 สายค่อยหล่อเลี้ยงสร้างความอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำทั้ง 4 สายนี้แบ่งเป็นแม่น้ำยูเฟรติส แม่น้ำไทกริส แม่น้ำกิฮอนและแม่น้ำพิชอน...”

 

                กราบิเอลตบบ่าผมเบาๆ “ถ้าอยากดูก็ค่อยกลับมาดู ตอนนี้ไปเตรียมตัวก่อน”

                ผมหัวเราะแห้งๆออกมา ก่อนจะบินตามพวกเขาออกไป

 

                พอบินออกไปถึงที่ด้านนอกก็ต้องปะทะเข้ากับสายลมหนาวเหน็บที่พัดเข้ามา เครื่องแต่งกายถูกลมพัดจนเกิดเสียงดังพึ่บพับ กราบิเอลถอดเสื้อคลุมสีขาวดุจปุยเมฆออก เส้นผมสีทองพลิ้วไหวดุจเส้นไหม ส่องแสงระยิบระยับท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี งดงามอย่างหาใดเปรียบไม่ได้ เจ้าหล่อนคว้ามงกุฎสีเงินมาสวม สองเท้าเตะสลัดรองเท้าส้นสูงคริสตัลออกไป ก่อนจะใช้สองเท้าเปล่าเปลือยนั้นเดินมาถึงตรงหน้าผม ยักคิ้วหลิ่วตา “ฉากแรก พวกเราก็ต้องออกไปแล้ว อย่าลนซะล่ะ”

                ผมพยักหน้า ถอดชุด ผักกาดออกไป ก่อนจะสวมชุดคลุมยาวสีดำ เลิกคิ้ว ส่งยิ้มตอบเธอไปว่า “มหาเทพกราบิเอลผู้เลอโฉม โปรดเชื่อใจกระผม” กราบิเอลยื่นมือออกมาดึงๆจัดๆคอเสื้อของผม ก่อนจะขยิบตาซ้ายส่งมาให้แล้วเดินจากไป

                เมตาตรอนรับเสื้อของผมไปถือ ก่อนจะสะบัดไปมา “มิคาเอลน้อย โดนรังแกจนหนำใจเลยใช่มั้ยเนี่ย?” ผมตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ทันระวังน่ะ” เมตาตรอนยกส่วนที่ยังสะอาดอยู่บนผ้าขึ้นมาเช็ดตรงหางตาของผม จู่ๆก็รวมผมเข้าไปในอ้อมกอด “อย่าทำแบบนี้อีกเลย ไม่อย่างนั้น...ข้าจะเอาเจ้าทำเป็นกระเป๋าเดินทาง” ผมย้อนถาม “กระเป๋าเดินทาง?” เขาตอบว่า “ก็ถือไปถือมาทุกวันไง”

                ผมหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขากอดผมเอาไว้แน่นมาก ผมผลักเขาไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

                ในหัวยิ่งมาก็ยิ่งวิงเวียน หนักเสียจนลำคอคล้ายจะรับน้ำหนักไม่ไหว

                ผ่านไปครู่หนึ่ง ผมเห็นราฟาเอลที่เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วเดินมาทางพวกผม พอเห็นพวกเรา ก็ชะงักฝีเท้าไปทันที จ้องมาตาไม่กระพริบ ผมกำลังคิดจะเรียกเขา พลันเห็นเขาหลับตาลง ก่อนจะหันกายจากไป ไม่พูดอะไรซักคำเดียว ยามที่เขาหันมาชำเลืองมอง ที่มุมปากยังคงประดับไว้ซึ่งรอยยิ้มอ่อนโยนบางเบา

 

                ผ่านไปอีกซักพัก ในที่สุดพวกเราก็ถูกจับแยกกันเสียที สองมือของกราบิเอลยกขึ้นกอดอก ส่งเสียงถอนหายใจยาว “อยากจะจู๋จี๋กันก็รอให้แสดงเสร็จก่อนดีหรือไม่” เมตาตรอนมองเมินเจ้าหล่อน หันมาลูบศีรษะผมอย่างอ่อนโยน “ยัยผู้หญิงโสดซิงซิงนี่อิจฉาคนอื่นเขาอีกละ” เหมือนนี่จะเป็นจุดตายสำหรับกราบิเอล เจ้าหล่อนกัดฟันกรอดจ้องเมตาตรอนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะกระทืบเท้าวิ่งจากไป

                เมตาตรอนดูจะภูมิใจอย่างมากที่โจมตีกราบิเอลได้ เขาหยิบขวดแก้วใสขนาดเล็กออกมาเปิด ก่อนจะเทของเหลวหนืดสีดำลงบนเส้นผมและปีกของผม เมตาตรอนวาดมือผ่านศีรษะของผม ของเหลวนั้นก็กระจายออกไป

                เมตาตรอนหยิบกระจกขึ้นมาวางตรงหน้าผม

                ผมอ้าปากค้าง สีย้อมนี่จะทำงานรวดเร็วเกินไปแล้ว พริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมด ทั้งยังเงางามอีกด้วย ผมดำ ผิวขาว ตาสีควัน สุดยอดชะมัด

                แต่ว่าพอมองได้ซักพัก ก็ยิ่งรู้สึกว่าคนในกระจกไม่ใช่ตัวเองเลยซักนิด

                วันนี้ผมรู้สึกคล้ายร่างกายมันหมดแรงไปเสียดื้อๆ อ่อนเพลียติดต่อกันมาได้ซักพักหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในร่าง

 

                ตอนนั้นเองที่ด้านหน้า พลันเกิดเสียงตบมือดังราวกับฟ้าผ่า

                เมตาตรอนเก็บกระจกกลับไป ก่อนจะเอาผ้าคลุมสีดำมาผูกไว้บนไหล่ของผม “เริ่มแล้ว ไปเถอะ”

                ผมสวมถุงมือสีดำให้เรียบร้อย ก่อนจะผูกดาบปีศาจไว้ที่ข้างเอว จัดคอเสื้อให้เข้าที่ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก เดินไปทางประตูด้านข้างของวิหาร

 

                ด้านในวิหารศักดิ์สิทธิ์ แสงเทียนบนผนังต่างดับลงไปแล้ว บนโต๊ะทุกตัวกลับมีเทียนเพิ่มเข้ามา แสงเทียนสีเงินขาวเรืองรองราวกับเกล็ดของปลา ระหว่างที่นั่งชั้นล่างกับชั้นสอง มีเวทีที่ทำขึ้นมาจากหินแคลไซท์ โปร่งใสราวกับกระจก แต่กลับใหญ่พอๆกับสนามเด็กเล่นขนาด 200 เมตร สะเก็ดเล็กๆสีเงินยวงร่วงพราวลงมาจากเพดาน งดงามราวกับดาวดวงเล็กๆ ค่อยตกลงสู่พื้นเวที

                ลูซิเฟอร์ที่อยู่ด้านบนประกาศออกมาเบาๆ “ละครเวทีชุด ทัณฑ์สวรรค์นำแสดงโดยกราบิเอล ราฟาเอล มิคาเอล” เขายังคงรักษาท่านั่งแบบเดิมเอาไว้ ทับทิมสีแดงสดที่ติดอยู่บนอกเสื้อของเขาเปล่งประกายงดงาม ใบหน้างดงามโดดเด่น ขณะเดียวกันก็นุ่มนวลอ่อนโยน

                พอได้มองแบบนี้ ผมพลันรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะหมดสติ ผมพิงร่างเข้ากับผนัง พยายามควบคุมสติของตัวเอง ได้แต่สงสัยว่าเพราะตัวเองตื่นเวทีมากเกินไปหรือเปล่า

 

                เสียงฮาร์ปแว่วหวานดังขึ้นไปทั่วทุกทิศ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเคลิบเคลิ้ม เสียงบรรเลงเหล่านี้เป็นฝีมือของเหล่าผู้ที่ราฟาเอลฝึกสอนมาเป็นพิเศษ พวกเขาไม่เพียงบรรเลงฮาร์ป แต่ยังมีปี่สก็อต ปิคโคโล ฮาร์โมนิก้าร่วมบรรเลงด้วย

                กราบิเอลบินขึ้นไปบนเวที แสงสว่างจ้าส่องไปที่ร่างของเธอ รอบด้านของเจ้าหล่อนเพราะใช้เวทมนตร์บางอย่าง เหล่าต้นไม้ใบหญ้าพลันงอกงาม เธอเคลื่อนกายอยู่ท่ามกลางราตรีไปอย่างช้าๆ ฝีเท้าก้าวย่างแผ่วเบา เรียวเท้าขาวสะอาดดุจขนหงส์เยื้องย่างไปตามพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม

 

                เมตาตรอนตบบ่าของผมเบาๆ ผมแอบหยิกตัวเองเบาๆ แบกศีรษะหนักอึ้งขินขึ้นไปกลางอากาศ ขนปีกสีดำสนิทร่วงลงมาผสมรวมเข้ากับแสงสีเงินยวง เมื่อตกลงบนพื้นเวทีกระจ่างใสดุจคริสตัล ก็ราวกับเป็นอัญมณีนิลกาฬลึกลับก่อนหนึ่ง

 

                ผมก้าวขึ้นไปยืนบนใจกลางของเวที ในหัวพลันว่างเปล่า

 

 

-102-

                วิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัด บรรยากาศแปลกพิกลอย่างที่สุด กราบิเอลกำลังก้มลงเก็บดอกไม้บนพื้น สายตาของผมตกอยู่บนร่างของเธอ ผมคล้ายจะลืมไปแล้วว่าควรจะเข้าไปอย่างไร จนใครบางคนที่ด้านหลังส่งเสียงไอออกมาถึงค่อยได้สติ ผมเดินเข้าไปสองก้าว แตะบ่ากราบิเอลเบาๆ

                เธอหันหน้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะตกตะลึงจนดีดร่างลุกขึ้นมา สองมือยกขึ้นกอดตัวเอง “ปีศาจ? ทำไม...ที่นี่ถึงได้มีปีศาจ?”

                ราวกับมีเพลิงร้อนแผดเผาดวงตาของผม รู้สึกไม่มีสติราวกับคนจับไข้

                ผมคว้าข้อมือของเธอขึ้นมา ค่อยๆยกขึ้นอย่างช้าๆ

                เธอขัดขืนอย่างตื่นตกใจ สะบัดมือออกจากผม

                ผมซ้อมละครมากหลายร้อยครั้ง ซ้อมเสียจนต่อให้ในหัวว่างเปล่าก็ยังแสดงออกมาได้โดยอัตโนมัติ ผมก้มหน้าลง ปิดตาครึ่งหนึ่ง เส้มผมกับเงามืดทำหน้าที่ปิดดวงตาของผมเอาไว้ เธอน่าจะเห็นเพียงแค่มุมปากของผมที่โค้งขึ้น

                ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใช้มืออีกข้างคว้าตัวเธอไว้ กักขังเธอเอาไว้ ยิ้มเสียจนแม้แต่ตัวเองยังอดขนลุกไม่ได้ สีหน้าแบบนี้ ผมฝึกทำอยู่หน้ากระจกจนนับครั้งไม่ถ้วน แบบไหนที่ทำแล้วดูโรคจิตก็ทำแบบนั้น อีกทั้งพอมาอยู่ใต้แสงไฟเย็นเยียบราวกับห้องเก็บศพ ประสิทธิภาพย่อมเหนือความคาดหมาย

                ริมฝีปากของกราบิเอลซีดเผือด ดูเหมือนเธอเองก็กำลังอินกับบทอยู่เช่นเดียวกัน

                เธอส่ายหน้าไม่หยุด ทันใดนั้นก็สะบัดตัวออกจากมือของผมอย่างแรง

                เธอหันร่างวิ่งหนีจากไป ระหว่างที่วิ่งก็หันกลับมามองไม่หยุด

                ตอนนั้น ตามบทแล้วผมควรจะวิ่งตามออกไป จากนั้นราฟาเอลก็จะปรากฏตัวออกมา

                แต่ผมกลับวิ่งไม่ออก ผมพึ่งจะก้าวออกไปได้สองก้าว ภาพตรงหน้าพลันบิดเบือนหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งไปหลายตลบ ผมสะบัดหัวไปมา ใช้ไหวพริบแก้ปัญหาด้วยการกางปีกขึ้นบิน ขนปีกสีดำสนิทร่วงหล่นลงพื้น

                ผมได้ยินเสียงพวกสตาฟที่ด้านหลังเวทีส่งเสียงถอนใจยาวออกมา ถ้าเกิดถูกคนดูจับได้มีหวังโดนถล่มยกใหญ่แน่ๆ

                ผมดึงดาบออกมาจากข้างเอว กดเสียงต่ำพูดว่า “หยุด...” ได้ยินว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องขยายเสียงโดยธรรมชาติ ขอเพียงมีเสียงอะไรก็ตามดังขึ้น เมื่ออยู่ในที่นี้ก็จะกระจ่างชัด ทุ้มกังวานดุจดังอยู่ในความว่างเปล่า

 

                ผมจ้องมองเงาของตัวเองที่ราวกับกำลังจะกลืนกินร่างของกราบิเอล ผมเบิกตาออกกว้างก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมา พลันก็พุ่งตัวเข้าไปขวางหน้ากราบิเอลเอาไว้ กราบิเอลกรีดร้องอย่างตกใจ เซออกไปสองก้าว ก่อนจะรีบหันกายวิ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

                ผมยื่นดาบออกไปที่ด้านหน้า ประกายดาบเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจ่ออยู่ที่ลำคอของเจ้าหล่อน

                ผมเบือนหน้าไปน้อยๆ พูดอย่างเกียจคร้านว่า “อยู่ที่นี่”

                เธอปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ไม่!

                “เจ้าจะอยู่หรือไม่อยู่ ถึงยังไงที่นี่ ข้าก็จะ...” ผมลูบไปตามใบหน้าของเธอ ยิ้มอย่างชั่วร้าย “กินเจ้าซะ”

                กราบิเอลสมกับที่เป็นสาวโสดซิงซิง ลักษณะท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำ เธอส่ายหน้าไปมาช้าๆ จ้องมองผมอย่างรังเกียจ “ไม่ ไม่นะ... ไม่!

                ผมคว้าเส้นผมของเธอเอาไว้ ก่อนจะดึงขึ้นมาสูดดมอย่างหยาบคาย

 

                ในตอนนั้นเอง เสียงโลหะกระทบกันดังเสียดหูพลันก้องกังวาน

                ดาบสีดำสนิทในมือถูกดาบสีทองเจิดจ้ากระแทกโจมตี มือที่คว้าปอยผมสีทองเอาไว้พลันต้องคลายออก ผมถูกกระแทกจนต้องถอยออกมาก้าวหนึ่ง ก่อนจะรีบหันหน้าไปมอง

                เส้นผมสีแดงดุจกุหลาบเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ใบหน้าสลักเสลาปรากฏความกร้าวแกร่งอย่างที่ปกติไม่เคยมี ราฟาเอลในชุดเกราะสีเงินปรากฏกาย ถ้าเกิดมีม้าซักตัว ป่านนี้เขาได้กลายร่างเป็นเจ้าชายไปแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในชุดเกราะที่ทำจากเงินทั้งร่าง แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับลื่นไหลไม่มีสะดุด ทั้งยังมั่นคงสง่างามราวกับผู้เชี่ยวชาญในการรบ ทำเอาแม้แต่คนที่เรียนจบจากสำนักสวรรค์ยังหาข้อจับผิดไม่ได้

 

                ภายใต้การโจมตีอย่างหนักหน่วง ดาบทั้งสองเล่มปะทะกันจนเกิดประกายไฟแลบออกมา

                เพื่อเสริมความสมจริง เจ้าพวกกำกับบทบัดซบเหล่านี้ได้เตรียมฉากสำหรับให้ผมถอยฉากออกมา หมายถึงสะดุดถอยออกจากฉากน่ะ ผมถูกกดดันให้ล่าถอยไปทีละก้าวๆ ขณะที่เตรียมตัวกางปีกเพื่อรองร่างตอนล้ม สองขาลงสัมผัสพื้น

                ตอนนั้นเองที่ภาพในหัวพลันยุ่งเหยิง

                แสงเจิดจ้าบ้างเงินบ้างขวาบนเวทีพลิกหมุนสลับเปลี่ยนไปมา หนาวเหน็บสะเทือนเข้าไปถึงกลางหัวใจ

                ผมบอกไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เป็นความจริงหรือแค่เสแสร้ง ทุกอย่างมันพร่ามัวไปหมด ราวกับความฝันกำลังถูกกระชากเปิดออก

                ...ความจริงของผู้อื่น ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ใช่ความฝันของผม

                ...พลับพลึงแดง พลับพลึงแดงผู้งดงามเย้ายวน

                พลันเกิดภาพลวงตาขึ้นตรงหน้าผม ...ผมเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เส้นผมดำขลับดุจรัติกาล ดวงตาเปี่ยมเสน่ห์เจิดจ้าดุจดารา

 

                เขาบอกว่า ถูกต้อง นี่แหละคือวิสัยมนุษย์ เห็นแก่ตัว เป็นเหมือนยาเสพติดของวิสัยมนุษย์ บาปที่เป็นราวกับภาระหนักอึ้ง ละทิ้งความรู้สึกผิดบาปนั้นไปเสียเถิด ร่วงหล่นลงไปด้วยกัน

 

                เขาบอกว่า ความโลภ ความหยิ่งยะโส ความหยิ่งผยอง...เป็นบาปกำเนิดที่ข้ารักที่สุด

 

                เขาบอกว่า ไม่มีใครสามารถเป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล

 

                เขาบอกว่า ยอมเป็นจ้าวอยู่ในนรก ดีกว่าเป็นทาสอยู่บนสวรรค์!’

 

                เขากระชากเปิดอกเสื้อออกมาต่อหน้าผม เปิดเผยแผงอกเปลือยเปล่ารวมไปถึงกุหลาบแดงสีเลือดที่เบ่งบานอยู่บนผิวขาวราวกับหิมะนั่น

 

                เขาแสยะยิ้มกว้าง เขาบอกว่า... เขาบอกว่า...

                ถูกต้อง ข้ามันน่ารังเกียจ แต่ข้าก็ตรงไปตรงมายิ่ง ข้าบอกเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธข้า ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ ไม่ว่าเจ้าเป็นเป็นหัวหน้าอัครเทวทูตที่สูงศักดิ์เพียงใด ข้าจะจะลากเจ้าร่วงหล่นไปด้วยกัน

 

                เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง รอยยิ้มของเขากลับขมขื่นปนเปกับความผิวหวัง

 

                ...ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง กุหลาบแดงสีเลือดนั่นก็ค่อยๆสูญเสียสีสันทั้งหมดไป

 

                ร่างกายพลันกลับคืนสู่สติสัมปชัญญะ พริบตาเดียวร่างของผมก็พลิกร่วงลงไป แต่ที่ด้านหลังกลับไม่มีอะไรรองรับ ภาพลวงตาทุกอย่างพลันหายวับ แต่ผมกลับควบคุมตัวเองไม่ได้ ร่างของผมตกลงไปข้างล่างเรื่อยๆ สองตาเบิกกว้างขึ้นไม่หยุด

 

                ใครบางคนพุ่งเข้ามารับร่างของผมไว้ก่อนจะพากันล้มกลิ้งไปบนพื้นด้วยกันทั้งคู่ ผมที่ยังเรียกสติกลับคืนมาไม่ได้พลันได้ยินเสียงเรียกของเมตาตรอน “เจ้าเป็นยังไงบ้าง? มิคาเอล... มิคาเอล! มิคาเอล!

                ไฟ... ทุกที่ต่างเต็มไปด้วยไฟ... ไฟจากนรก...

                เปลวไฟพลันลุกท่วมขึ้นทั่วร่าง ลุกท่วมในดวงตา ตัวเองราวกับกำลังจะถูกแผดเผาไปให้มอดไหม้ ผมคว้าชายเสื้อของเมตาตรอนมากำเอาไว้แน่น

                เมตาตรอนถามขึ้นอย่างร้อนรน “เจ้าเป็นอะไรไป? บอกข้ามา ไม่สบายที่ตรงไหน? รีบบอกมาเร็วเข้า...”

                การแสดงบนเวทียังคงดำเนินต่อไป ขณะที่คนบางส่วนเริ่มหันมามองทางผมกันแล้ว ผมลองขยับลำคอ รู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกคนบีบคั้น ผมพูดอย่างยากลำบาก “แสดง... แสดงละคร...” เมตาตรอนพูดอย่างเป็นกังวล “เจ้าพล่ามบ้าอะไรอยู่? สารรูปเจ้าตอนนี้จะให้แสดงได้ยังไง? ข้าจะพาเจ้าไปส่ง” ผมขัดขืนสุดแรง “ไม่ได้ ต้องแสดง ทุกคนเตรียมตัวกันมานานขนาดนั้น ไม่สามารถ...”

                ทุกครั้งที่ขยับตัว ก็ราวกับกำลังถูกลากกลับเข้าไปในเปลวเพลิงมากขึ้นเท่านั้น ราวกับกำลังจะถูกมันเผาชีวิตให้มอดม้วย

 

                สองเท้าของผมกำลังเหยียบลงพื้น ก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง “ข้าแสดงแทนเขาเอง”

                ผมกับเมตาตรอนหันหน้าไปมองพร้อมกัน เสียงนั้นคล้ายดังก้องอยู่ยาวนาน

                ถุงมือสีขาวหิมะยื่นออกมาตรงหน้าเมตาตรอน “เอาบทละครมาให้ข้า”

                ผมปัดมือของเขาออก “ท่านไม่ต้องมายุ่ง!

                ลูซิเฟอร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์”

                เมตาตรอนรีบลุกขึ้นยืน บินขึ้นไปตรงคณะละครเพื่อเอาบท ลูซิเฟอร์ไม่มองมาทางผมเลยซักนิด คนรอบด้านกลับจ้องมาที่เขาจนแทบจะเกิดรู้พรุนนับไม่ถ้วน เขายังคงยืนด้วยท่วงท่าสบายๆอยู่เช่นเดิม เส้นผมสีทองทิ้งตัวอยู่บนอกเสื้อสีขาวสะอาด ทั่วร่างอาบด้วยรัศมีสูงส่งไม่อาจทำให้แปดเปื้อน

                โชคดีที่ช่วงซาตานออกโรงครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ห่างกันค่อนข้างนาน น่าจะพอทันการณ์อยู่

                ลูซิเฟอร์หันหน้าไปมองยังที่ไกลๆ พูดเสียงเบาว่า “เอาชุดมาให้ข้า”

                ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอดเสื้อคลุมออกมาคลุมบนร่างของเขา เขายังคงไม่หันมามองผม เพียงผูกเงื่อนผ้าคลุมอยู่เงียบๆพลางร่ายคาถาเงียบๆ หมอกดำสายหนึ่งอาบคลุมตั้งแต่ศีรษะลงมา ย้อมสีผม สีเสื้อ และสีปีกของเขาให้ดำสนิท

                เมตาตรอนยื่นบทละครส่งให้เขา เขารับไปก่อนจะนั่งลงที่ด้านข้าง พลิกอ่านเงียบๆ

                แค่สีผมและสีตาที่เปลี่ยนไป ที่เหลือส่วนอื่นๆกลับยังเหมือนเดิม ไม่มีความต่างอะไรมากนัก

                เทียบกับภาพลวงตาที่ผมพึ่งเห็น... แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

                การเคลื่อนไหวในการพลิกหน้าหนังสือของเขาไม่เร็วนัก แต่ความเร็วในการอ่านกลับน่าตกใจเป็นอย่างมาก ทำเอาผมนึกว่าเขากำลังเปิดพจนานุกรมอยู่ซะอีก

                สตาฟที่กำกับละครหันมาทำมือบอกเป็ยสัญญาณว่าถึงเวลาซาตานออกโรงแล้ว ลูซิเฟอร์วางบทละครในมือลง ปีกทั้ง 6 กางออก ก่อนจะบินขึ้นเวทีไปอย่างสง่างาม




----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนหน้าก็จะจบแล้ว (เฮ้!)


สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยัง งงๆ ก่งก๊ง เกี่ยวกับเนื้อหาในเรื่อง

สามารถถามทิ้งไว้ในคอมเมนท์ได้นะ 

แล้วเดี๋ยวจะเก็บเอามาทำเป็น TalkTalk ท้ายเรื่องให้ในรวดเดียวนะจ๊ะ

จุ๊บๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น

  1. #1618 palm4588 (@palm4588) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 13:32
    ภาพอนาคต?
    #1,618
    0
  2. #1311 nantika966 (@nantika966) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 01:57
    เห็นแจ้งเตือนนิยายเรื่องนี้แล้วเจ็บจี๊ดไม่เป็นอันทำอะไรเลย เลื่อนผ่านอย่างไวอ่ะ ซึ่งรีดก็อยากอ่านนะ

    เอ่อ...เริ่มรู้สึกว่ามันจัดแย้งยังไงชอบกลแฮะ..
    #1,311
    0
  3. #1310 NoEnd-Infinity (@--noon--) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 22:16
    โอ้โห ปมสารพัด
    #1,310
    0
  4. #1309 ผ่านมาอ่าน (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 20:39
    ในที่สุดก็ใกล้จบภาค1เเล้ว ยังงงๆค้างๆอยู่เลย รออ่านทัณฑ์สวรรค์ที่เเท้จริงค่ะ ตกสวรรค์ไปเลยค่ะ เมตาตรอนจะได้ขึ้นเเท่นพระเอกเเทน ฮ่าๆ น่าจะมีกฏสวรรค์ห้ามเมตาตรอนปล่อยมุข พี่เเกจะดูเป็นพระเอกมาก ผู้เเปลจะเเปลภาค2ต่อไหมค่ะ? เเปลต่อนะค่าา~ ลงเเดงเเล้วอ่าา เเดดิ้นรอต่อไป

    เรื่องนี้มันhappy end จริงๆสินะค่ะ T-T ขยันหยอดดราม่าทุกตอนเลยอ่ะ
    #1,309
    0
  5. #1308 พอยธนา (@pramotdplo) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 20:34
    โอ้ย เปิดๆๆๆๆๆปม
    #1,308
    0
  6. #1307 ManowandManow (@manowloveyou) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 19:50
    มิคจังเห้นอะไรกันอ่ะ
    #1,307
    0
  7. #1306 นานน (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 19:30
    เรื่องนี้รู้สึกน่าจะเศร้านะ อ่านแล้วหม่นหมองอ่า
    #1,306
    0
  8. #1305 Lifeลั้นลา (@erone) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 19:01
    จบภาค1มี2ต่อไหม? คือแบบถ้าจบไปเลยนี่มีหวังร้องไห้3วัน3คืนไม่อยากให้จบ โฮฮฮฮ เรื่องนี้มันเคยหวานยาวๆบ้างไหม กินมาม่าจนปวดใจแล้ว รอตอนต่อไปเน้อ
    #1,305
    0
  9. #1304 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 18:36
    จบภาคหนึ่งใช่มั้ยคะ ถ้าจบเรื่องนี่ไม่น่าใช่
    #1,304
    0
  10. #1303 Erica Lucia (@ericalucia8) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 18:34
    อู้ววววว
    #1,303
    0
  11. #1302 Ash-Grey (@saith) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 18:17
    ภาพนิมิตพวกนั้นมาจากไหนหว่า
    #1,302
    0
  12. #1301 Little princess (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 17:34
    ที่มิคเห็นเป็นภาพนิมิตในอนาคตโดยจีซัสหรือพระเจ้าหรือลางสังหรของมิคเอง? หรือสิ่งที่ลูซอยากให้เห็น?//เดาๆ
    #1,301
    0
  13. #1300 คณิกา (@yosita-fasai) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 17:27
    จบภาค1ใช่ใหมคะ
    #1,300
    0
  14. #1299 girl girl live (@babydogs) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 17:20
    มิคาเอลต้องฆ่าลูซิเฟอร์เหรอคะ ตกสวรรค์ไปด้วยกันได้ไหม
    #1,299
    0
  15. #1298 วิ้ปปิ้งครีม (@kanyapach) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 17:17
    มิ เป็นไรลูกก
    #1,298
    0
  16. #1297 Silvia Soland (@dgaryman) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 16:58
    ตอนหน้าจบคือจบภาคใช่ไหมคะ
    #1,297
    1
    • #1297-1 Little princess (จากตอนที่ 53)
      12 พฤศจิกายน 2559 / 17:30
      ยังไม่จบหรอกค่าาา รอฉากเจอหยางลู่ก่อนนน
      #1297-1
  17. #1296 Kornkanoklemsa (@Kornkanoklemsa) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 16:46
    ไม่อยากให้จบง่ะ T^T
    #1,296
    0