แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 12 : Level 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 พ.ค. 62

“...คุณก็เลยโทรมาหาผมตอนหกโมงเช้าเนี่ยนะ...”

“แมท ผมไม่กลับ USA แล้ว คุณจ้างผมกี่บาทผมก็ไม่กลับ”

เสียงคุยโทรศัพท์เบาๆ ของแดนสรวงลอยเข้าหูผมที่ยังสะลึมสะลืออยู่ มีความเคลื่อนไหวอยู่ที่ปลายเตียงแต่ผมขี้เกียจตื่นเลยปล่อยไปแบบนั้น

“ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าเป็นเพราะธาร แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดนะ ผมอายุยี่สิบหกแล้ว ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นคึกคะนองที่จะเที่ยวตะลอนๆ โดยไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีก เราทำแบบนั้นตลอดไปไม่ได้หรอก คุณก็รู้”

...แต่นายก็ยังเที่ยวอยู่เลยนา ผมเถียงแฟนตัวเองในใจ

“อืม ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลือกับเขา การท่องเที่ยวเป็นฝันของผมก็จริง แต่ธารเป็นมากกว่านั้น”

ผมหายใจสะดุด ลืมตา แดนสรวงนั่งอยู่ที่ปลายเตียงจริงด้วย แต่เงาหลังของเขาดูเหงา...เศร้า โดดเดี่ยว

โดดเดี่ยว?

ทั้งที่ผมอยู่ตรงนี้น่ะหรือ?

“ธารไม่ชอบไปไหนไกลๆ หรอก ผม...ไม่รู้สิ ผมไม่อยากเซ้าซี้เขา เที่ยวคนเดียวมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” แดนสรวงหัวเราะเบาๆ โคลงหัวไปทาง “ตอนนี้ผมมีแพลนจะไทยเที่ยวไทยอย่างเดียว ถ้าคุณจะเที่ยวเป็นเพื่อนผมก็คงเหนื่อยหน่อยล่ะนะ”

“นั่นสิ...งั้นอย่าดีกว่า”

เงียบไปสักพัก เขาก็หัวเราะขึ้นมาอีก “ได้ แบบนั้นก็ได้ ฝากทักทายโทปาซกับเจนนิเฟอร์ด้วย อืม รักษาตัวด้วยนะแมทธิว”

“เฮ้ อย่าว่าแฟนผมสิ ขอโทษเลยนะ เดี๋ยวสิ เฮ้ย—”  

แดนสรวงดึงโทรศัพท์ลงมาดูหน้าจอ แมทธิวตัดสายไปแล้ว

 

 

นาฬิกาบนผนังบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง แดนสรวงใส่เสื้อผ้าตัวเดิมที่ตากแห้งไว้เมื่อคืน สีหน้าดูกระสับกระส่ายเล็กน้อยเมื่อเห็นผมเดินออกมาจากห้องนอน

“ไง” ผมทัก คว้าขนมปังปิ้งทาเนยบนจานมายัดใส่ปาก เขายิ้มเจื่อนให้ผม บอกว่าจะขอตัวกลับเร็ว

ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพราะในปากยังเต็มไปด้วยขนมปัง

“พ่อเริ่มสงสัยว่าเสาร์อาทิตย์ฉันออกไปไหนน่ะ เขาคิดว่าฉันคบกับผู้ชายอยู่...”

“ก็คบจริงๆ นี่หว่า”

แดนสรวงถอนหายใจ ยกมือขึ้นลูบหน้า “พ่อต้องโกรธมากแน่ๆ”

ผมมองดูเขา ไม่ตอบอะไร ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่แดนสรวงพยายามเป็นเด็กดีของทุกคน ไม่โดดเรียน ไม่เถลไถลร้านเกม การบ้านก็ทำส่งทุกครั้ง บุหรี่ไม่สูบ อบายมุขไม่ยุ่ง โดนตำหนิอะไรมาก็ยิ้มรับ เพื่อนขอให้ช่วยอะไรก็ช่วย ผมไม่เคยได้ยินเขากล่าวนินทาว่าร้ายใคร แดนสรวงทำตัวดีมาตลอด ดีจนบางครั้งผมก็อดห่วงไม่ได้ว่าเขากำลังให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง

ผมอยากรู้ว่าคราวนี้เขาจะทำยังไงต่อ

สรวง...โลกอนุญาตให้เราโอบกอดได้แค่บางคนเท่านั้น เป็นกลางน่ะไม่มีหรอกในความสัมพันธ์ ถ้าเป็นกลางก็หมายความว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่มีใครพิเศษสำหรับแกเลย และแกก็ไม่ได้พิเศษสำหรับใครด้วย

“ขอ...กระดาษกับดินสอหน่อย”

ผมพยักหน้า หมุนตัวกลับไปที่ห้องนอนผสมห้องทำงานแล้วหยิบกระดาษรีไซเคิลกับปากกาออกมาให้ เพราะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ใช้ดินสอ มันลบเลือนได้ง่ายและก็ดู...โลเล ไม่ชัดเจน อะไรทำนองนั้น

แดนสรวงนั่งลงที่โต๊ะในห้องรับแขกและเริ่มขีดๆ เขียนๆ ลงไปในกระดาษ มองแล้วนึกถึงเด็กตัวเล็กๆ ที่นั่งวาดรูปเล่นด้วยสีเทียน แต่เมื่อผมชะโงกหน้าเข้าไปดูดีๆ ก็แทบสำลัก

Flowchart

แดนสรวงกำลังเขียน Flowchart การบอกพ่อว่าตัวเองเป็นเกย์

ผมกุมขมับ ...นั่นสิ เราเป็นโปรแกรมเมอร์กันทั้งคู่ ผมลืมไปได้ยังไงนะ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะใช้วิธีสิ้นคิดแบบนี้ แดนสรวงนี่มันแดนสรวงจริงๆ

แต่จะว่าสิ้นคิดก็ไม่ได้อีก โปรแกรมที่ดีนั้นมีรากฐานมาจาก Flowchart ที่ดี มันทำให้เราสามารถลำดับความคิดต่างๆ ออกมาจัดเรียงและแก้ไขได้โดยไม่สับสน ดีกว่าการคิดวนไปวนมาอยู่ในสมองจริงๆ นั่นแหละ

ปึง!

ผมเบิกตากว้าง รู้ตัวอีกทีมือก็ตบลงบนกระดาษอย่างแรง แรงจนแดนสรวงสะดุ้ง เพราะเขาดันเพิ่มทางเลือก เลิก ลงไปด้วย

“ลบ...” ผมสั่ง จ้องตาเขาเขม็ง ตกใจตัวเองเหมือนกันที่โกรธได้ขนาดนี้ แต่คงจะยังไม่เท่าที่แดนสรวงตกใจ เขาหน้าซีด พึมพำว่า “ขอโทษ” แล้วใช้ปากกาขีดฆ่าทางเลือกนั้นอย่างรวดเร็ว

ผมเพิ่งเห็นค่าของดินสอก็วันนี้แหละ ให้ตายสิ ต่อให้ขีดฆ่าไปแล้วก็ยังแสลงตาชะมัด

ความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วนปกคลุมพวกเราไว้ ผมถอนหายใจ ขยี้เรือนผมสีดำสนิทอย่างงุ่นง่าน ธาร ไอ้คนนิสัยไม่ดี ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้วะ ทีตอนมหาลัยโดนบอกเลิกแบบสายฟ้าแลบผมยังไม่โกรธเลย แล้วนี่กับคนที่เพิ่งคบกันได้แค่เดือนเดียว ทำไมผมเป็นเอามากขนาดนี้ ทำไมถึงหวงแดนสรวงขนาดนี้

“แกพลาดแล้วแดนสรวง” แทนที่จะขอโทษเขา ผมกลับโพล่งออกไปแบบนั้น มันน่าเอาหัวโขกกำแพงตายนัก “คบไปแล้ว ต่อให้อยากเลิกก็ไม่ยอมให้เลิกหรอก”

แดนสรวงยกมือขึ้นปิดหน้า ใบหูเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด เขาพึมพำเสียงอู้อี้ว่า อือ ไม่เลิก ใครจะไปอยากเลิกกันล่ะ แล้วผมก็หน้าร้อนตามไปอีกคน

“ถ้าพ่อแกไล่ออกจากบ้านจริงก็มาอยู่กับฉัน” ผมว่าพลางจิ้มคำว่า หาที่อยู่ ในกระดาษยับๆ แผ่นนั้นเมื่อเหตุการณ์สงบลง “จริงๆ ต่อให้ไม่โดนไล่ก็อยากให้มาอยู่ด้วยกันล่ะนะ”

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้...ที่ผมไม่คุ้นชินกับการอยู่คนเดียว ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมตั้งตาคอยวันเสาร์อาทิตย์เพราะรู้ว่าเขาจะมา

ผมเคยเป็นแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่รู้ว่าแดนสรวงไปต่างประเทศและช่องทางติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด ความรู้สึกร้าวลึกในอกเมื่อสำนึกได้ว่าข้างๆ ผมไม่มีเขาอยู่แล้ว มันเหมือนกับทุกวันที่ผมกลับมาจากที่ทำงาน เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วก็เจอแต่ความว่างเปล่า ผมพยายามย้ำกับตัวเองว่าแดนสรวงไม่ได้อยู่ที่นี่ เขามาเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ แต่มันกลับยิ่งทำให้ปวดใจกว่าเดิม

ผมคิดว่าตัวเองอาจจะแค่เหงาเฉยๆ เพราะมนุษย์ในวงโคจรของผมมีไม่กี่คนและผมก็คุยกับใครไม่ค่อยเป็นถ้าไม่ใช่เรื่องงาน ผมเคยลองติดสอยห้อยตามคะนิ้งกับกลุ่มเพื่อนของเธอไปแฮงค์เอ้าท์หลังเลิกงานแค่ครั้งเดียว และก็พบว่ามันเหนื่อยสิ้นดี

ผมไม่ได้เหงา เอ่อ เอาเป็นว่าคงจะเหงาแหละ แต่คนที่ทำให้ผมหายเหงาได้มีแค่คนเดียว

ยอมรับก็ได้ว่าผมคิดถึงแดนสรวงมาก แถมงานตอนนี้ก็รัดตัวจนไม่มีเวลาโผล่เข้าไปหาเขาในเกมเลย ผมจะลงแดงตายอยู่แล้วแต่คำว่าความรับผิดชอบมันค้ำคอ ก็เลยได้แต่กัดฟันทำงานให้มันเสร็จ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ห้าทุ่มกว่า แดนสรวงล็อคเอ้าท์ออกจากเกมไปแล้ว ทรมานชะมัด

“ธาร เอาไงดี” เสียงของแดนสรวงปลุกผมออกมาจากภวังค์ สีหน้ากระวนกระวายทำให้ผมต้องก้มลงไปมองโทรศัพท์ พ่อของเขาโทรมา “บอกไปเลยดีมั้ย”

ผมอ้ำอึ้งอยู่ในคอ ผมน่ะอยากให้บอกแน่อยู่แล้ว แต่แดนสรวงจะไหวเหรอ—

“ฮัลโหล พ่อครับ สรวงมีเรื่องจะบอก”

มือของผมถูกเจ้าของโทรศัพท์ตะครุบไปบีบเล่นอย่างลืมตัว มือแดนสรวงเย็นมาก แถมปากก็สั่นขนาดนั้น ผมยกมืออีกข้างลูบๆ บ่าเขาให้ใจเย็น แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะเย็นไม่ไหวแล้ว เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกระจก จิ้มปุ่มเปิดลำโพงให้ผมร่วมรับรู้แล้วก็แทบจะตะโกนใส่เครื่องมือสื่อสารที่น่าสงสารนั่นอยู่ร่อมร่อ

 

“พ่อครับ สรวงมีแฟนแล้ว แฟนเป็นผู้ชาย”

 

ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก เรากอดคอกันรอรับระเบิด

เป็นความเงียบที่ทำให้รู้สึกว่าเสียงลมหายใจดังหนวกหูได้ขนาดนี้

“...มึง”

“ขอโทษที่ทำให้พ่อเสียใจ ขอโทษครับ”

“มึงมาเก็บของออกจากบ้านไปเลย”

บทสนทนาจบไปแล้ว แค่สี่ประโยค ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที แต่สีหน้าแดนสรวงดูราวกับไปวิ่งรอบสนามกลางแดดเปรี้ยงมาสักสิบรอบได้ เขาหลับตา เอนหลังพิงโซฟา เอ่ยว่า “มันจบแล้ว” ด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

ความหนักหนาของสถานการณ์เมื่อครู่ทำให้ผมกอดเขาแน่นขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องใช้ความกล้ามากมายแค่ไหนถึงจะเข็นประโยคที่เก็บไว้เป็นสิบปีออกมาได้ แดนสรวงไม่ได้ขี้ขลาดเลย เขาเข้มแข็งมากถึงจะตัวสั่นอยู่ก็เถอะ

เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางให้กลับแล้วถ้าเลือกจะมากับผม แต่เขาก็เลือก

สักพัก...โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์แม่ แดนสรวงรับโดยไม่ลังเล

“เราบอกพ่อแล้วเหรอ พ่อโกรธมากเลยนะ”

เสียงนั้นนุ่มหูไม่ต่างกับแดนสรวง เขาพยักหน้า แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าปลายสายมองไม่เห็นจึงส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ คนเป็นแม่ถามไถ่ความรู้สึกของลูกชายด้วยความกังวล ไม่มีความโกรธเจืออยู่ในน้ำเสียงเลยแต่แดนสรวงก็ยังตอบเสียงอ่อย

 “วันนี้พ่อไปค่ายตอนเก้าโมงใช่มั้ยครับ ผม...จะกลับไปเก็บของช่วงนั้น”

“แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน”

“สรวงอยู่กับธาร...” ผมขยับตัวนิดหน่อยเมื่อได้ยินชื่อตัวเองในบทสนทนา ปลายสายดูไม่ตกใจอะไรเท่าไหร่นัก เรียกว่าไม่ตกใจเลยจะดีกว่า เธอบอกว่าพ่อของแดนสรวงไปค่ายตอนเก้าโมง กลับมาอีกทีเที่ยง ถ้าจะเก็บของก็รีบมา

“พาแฟนมาด้วย แม่อยากเห็นหน้า” ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงหวานๆ นั่นมันเคลือบยาพิษอยู่ ทำเอาอดเสียวสันหลังวาบๆ ไม่ได้เลย

 

 

บ้านของแดนสรวงเป็นทาวน์โฮมสีขาวที่ค่อนข้างรก มีพื้นที่สวนเล็กๆ นิดหน่อยอยู่ด้านข้าง ตรงที่จอดมีรอยยางล้อรถใหญ่แต่น่าจะขับออกไปแล้ว แดนสรวงไขกุญแจเข้าไปโดยไม่กดกริ่ง แม่ของเขากำลังนั่งเครียดอยู่ตอนที่เราโผล่หน้าเข้าไป

เธอรู้สึกตัวเมื่อเราเอ่ยสวัสดี แม่ของแดนสรวงเป็นผู้หญิงที่สวยมาก แถมน้ำเสียงและท่าทางการวางตัวก็ดีอีก แดนสรวงคงได้นิสัยแนวนี้มาจากแม่ของเขา

“สรวงขึ้นไปดูเก็บของก่อนนะ แม่ขอยืมตัวแฟนเราประเดี๋ยวเดียว” เธอแตะข้อศอกผม ยิ้มหวานอย่างคนมารยาทดี “ได้ใช่ไหมคะ”

ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยิ้มแห้งๆ ตอบและทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา พึมพำขอบคุณเมื่อเธอรินน้ำให้ ก็เข้าใจว่าเธอเป็นห่วงลูกชาย พ่อแม่ผมก็เป็นแบบนั้นแค่ทำตัวตามสบายกันมากกว่า...

“ธาร?”

“ครับ”

“ตอนแรกที่สรวงบอกว่ามีแฟนก็คิดไว้แล้วล่ะว่าต้องเป็นเธอแน่ๆ” เธอมองสำรวจผมอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้ายิ้มน้อยๆ ไม่บอกอารมณ์ “ก็คงจะห้ามไม่ได้หรอกเนอะ เพราะเขาชอบเธอมาตั้งหลายปีแล้ว มีคนมาจีบตั้งเยอะแยะก็ไม่เอา”

ผมไม่รู้จะตอบอะไร จริงๆ ก็ไม่มีอะไรต้องตอบ

“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาสนใจสรวงได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเธอจบกันไปนานแล้วหรือ” น้ำเสียงเรื่อยๆ เมื่อครู่เปลี่ยนไป ดวงตานั้นหรี่ลงทำให้ผมร้อนๆ หนาวๆ “เล่นสนุกอะไรอยู่รึเปล่า”

ผมจ้องหน้าเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ได้เล่นครับ”

“ได้คุยกับพ่อแม่ฝั่งนั้นหรือยัง”

“คุยเรียบร้อยแล้วครับ พ่อแม่ผมรักแดนสรวงยิ่งกว่าผมเสียอีก”

ความโล่งใจพาดผ่านดวงตาของเธอแวบหนึ่ง แล้วก็หายไป “ฉันไม่อยากเห็นลูกชายตัวเองร้องไห้แล้ว”

แต่แดนสรวงขี้แยมากนะ... ผมมองเข้าไปในตาเธอ และก็เข้าใจ ความหมายของประโยคนั้นคือ ไม่อยากเห็นแดนสรวงร้องไห้เพราะผม

ผมรับประกันไม่ได้หรอก และคนที่รับปากในเรื่องที่รู้ทั้งรู้ว่าทำไม่ได้น่ะเรียกว่าคนโกหก “ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”

เงียบไปพักใหญ่ แล้วคนเป็นแม่ก็ถอนหายใจเหมือนจำยอม “สรวงจะมีแฟนเป็นผู้ชายก็ยังพอรับได้อยู่หรอก แต่เธอ... สรวงกับเธอเนี่ยนะ”

ผมไม่โกรธหรอกที่เธอพูดแบบนั้น ขนาดผมยังคิดเลย แต่แดนสรวงเลือกแล้ว เขาเลือกผม

แดนสรวงลงมาหลังจากที่เราคุยกันเสร็จไม่นาน แบกเป้ใบเขื่องที่ดูปอนๆ สมบุกสมบันใบหนึ่ง ในมือมีกระเป๋าใส่แล็ปท็อปอีกใบ “สรวงอาจมาเอาของเพิ่มอีกวันหลัง อย่าเพิ่งทิ้งนะครับ”

“ไม่มีใครกล้าทิ้งหรอกจ้ะ”

 

 

หลังจากนั้นเราก็กลับคอนโด แล็ปท็อปสีขาววางข้างแล็ปท็อปสีดำบนโต๊ะทำงาน VR gear รุ่นเก่าวางข้างรุ่นใหม่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง เสื้อผ้าหลากสีทำให้ walk in closet เล็กๆ ของผมดูไม่เหมือนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปลดล็อคอีกต่อไป และตัวแดนสรวงเองก็ทำให้ผมรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านจริงๆ จังๆ ขึ้นมา

“คีย์การ์ด” ผมโยนบัตรสี่เหลี่ยมใบแข็งๆ ให้เขา ลืมมองไปเลยว่าแดนสรวงกำลังสำรวจชั้นวางของตรงปลายเตียงอยู่ แต่เขาหันมารับมันไว้ทัน

 "ปกตินายกินข้าวเช้าเย็นที่ไหน"

"ซื้อหนมปังเซเว่นกินระหว่างทางน่ะสิ" ผมตอบพลางคลี่ยิ้ม พูดดักทางเผื่อเขาจะบ่นอะไรอีก "หรือว่าแกจะทำให้ฉันกิน?"

"อือ เอาข้าวกล่องตอนเที่ยงด้วยมั้ย" แดนสรวงพยักหน้า ก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงชั้นวาง หาที่เสียบสายชาร์ตโทรศัพท์ "เดี๋ยวจัดของเสร็จก็ไปหาซื้อกล่องข้าว..."

เขาเงียบเสียงลงเมื่อผมเดินเข้าไปกอดเอวจากด้านหลัง ฝังหน้าลงกับบ่าเกร็งๆ นั้นก่อนจะเลื่อนไปจูบที่คอ

"ธ-ธาร..."

"ฉันถือว่าวันนี้ไปขอแกมาแล้ว" ถึงฝั่งนั้นจะไม่ค่อยเต็มใจ approve ก็เถอะ แต่ก็ขอแล้ว ขอแล้วอ่ะ ผมจะเอารางวัลของผม

"ห้องน้ำ ขอ...อาบน้ำก่อน"

"อาบทำไม หอมอยู่แล้ว" ผมกดปลายจมูกลงบนแก้มอีกฝ่าย แต่เมื่อแดนสรวงดิ้นขลุกขลักไปมาก็จำต้องปล่อยมือ กระต่ายป่าคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วรีบกระโดดเข้าไปในห้องน้ำ สักพักเสียงอู้อี้นั้นก็เรียกผมอีก

"ธาร มีเรื่องบางอย่างที่นายต้องรู้"

"หือ"

"ฉันมี...แผลเป็นที่ตัว แบบว่าแผลผ่าตัดน่ะ..."

"เหรอ แล้วยังไง" ผมเลิกคิ้วแม้จะรู้ว่าคนในห้องน้ำไม่เห็นก็ตาม มือก็ง่วนแกะพลาสติกห่อขวดเจลหล่อลื่นสีขาวไปด้วย

...แอบซื้อไว้ตั้งแต่คืนที่จูบกันตรงประตูแล้วแหละ แบบว่า ผมน่ะมองเห็นเหตุการณ์นี้มาตั้งแต่คืนนั้นแล้ว และก็เตรียมอะไรๆ ไว้พร้อมแล้วด้วย มีแต่คนนั่นแหละที่ไม่พร้อมสักที

อะไรนะ ผมชักจะหน้าหนาเกินไปแล้วงั้นเหรอ ไม่เอาน่า ของแบบนี้มันด้านได้อายอดนะ อีกอย่างประเทศไทยควรจะเปิดกว้างกับเรื่องแบบนี้ได้แล้ว เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือน่ารังเกียจสักหน่อย ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เหมือนพยายามเอาปัญหาไปยัดๆ ไว้ใต้พรม เดินทีก็สะดุดหน้าคะมำที ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง

ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิด สักพักแดนสรวงก็เดินออกมา หน้าขึ้นริ้วสีแดงจางๆ เมื่อเห็นของในมือผม สีหน้าเหมือนยอมรับชะตากรรมได้แล้วว่าวันนี้...ไม่รอดชัวร์

"แกจะใส่เสื้อผ้าทำไม เดี๋ยวก็ต้องถอดแล้ว" ผมยิ้มตาหยีให้เขา ไม่รู้เหมือนกันว่าเคยยิ้มกว้างขนาดนี้มาก่อนไหม

"ถอดเลย"

แดนสรวงยังอิดออด ผมดันไหล่เขาให้นอนลงบนเตียงเบาๆ ก่อนจะเริ่มลอกคราบกระต่ายป่า ไม่นานรอยแผลเป็นที่ว่าก็ปรากฏสู่สายตา

"เกิดอะไรขึ้น" ผมถามขณะไล้ปลายนิ้วผ่านรอยเย็บสีจาง

"ตกเขาน่ะ..." มือสั่นๆ รั้งข้อมือผมไว้ไม่ให้ซนไปมากกว่านี้ ลังเลอยู่นานก่อนจะยอมอธิบาย "...ม้ามแตก แล้วก็ขาหัก"

ผมหายใจสะดุด ใจแกว่งไปไกล ถึงแม้ว่าแดนสรวงจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อนผมก็ยังใจหาย 

ผมเกือบเสียเขาไปแล้ว...ตลอดกาล

สัมผัสแผ่วเบาที่มุมปากดึงผมกลับมา ใบหน้าแดนสรวงอยู่ห่างไปไม่ถึงเซนต์ ให้ตายสิ เขายังจูบไม่ได้เรื่องเหมือนเดิมเลยจริงๆ มุมปากผมกระตุกยิ้ม โน้มตัวลงไปสั่งสอนให้เขารู้เสียบ้างว่าจูบของจริงเป็นยังไง ผมรู้สึกว่าเนื้อตัวเราทั้งคู่ร้อนขึ้น ต่อให้เปิดแอร์เหงื่อก็ยังไหลลงมาตามกรอบหน้า

"...ธาร" แดนสรวงพึมพำ ปากคอสั่นเมื่อเราผละออกจากกัน

"ว่าไง"

ใบหน้าของผมฝังอยู่ที่ซอกคอเขา ทำให้พลาดสีหน้าของกระต่ายป่าตอนที่ขอร้องออกมา

"ทำ...เบาๆ นะ"

ผมนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหาเสียงตัวเองเจอ "จะพยายาม" ผมตอบไปแบบนั้น 

ยิ้มร้ายให้คนที่หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ รู้ทั้งรู้ว่าใบหน้าตัวเองก็คงเห่อร้อนไม่ต่างกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #24 TheViper_ (@HongTae_) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 20:47
    จิกหมอนจะขาดแล้ววววกลัวมาม่าจังฮื่อออออ
    #24
    1
    • #24-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 12)
      22 กันยายน 2562 / 11:07
      เรื่องนี้เน้นน่ารักค้าบ มีแต่มาม่าหมูสับ เด็กน้อยเนอะะ
      #24-1
  2. วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 21:02

    ฮื่ออไปขอกับคุณแม่แล้ววววววว

    ตอนนี้ก็ดีงามเช่นเดิมค่ะ--
    #23
    1
    • #23-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 12)
      22 กันยายน 2562 / 11:05

      ขอบคุณค้าบ
      #23-1
  3. #22 SK.Ryo (@Anjin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 16:21

    เบาๆนะธาร เดี๋ยวน้องเจ็บ//เขินโว้ยยย
    #22
    1
    • #22-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 12)
      22 กันยายน 2562 / 11:05

      ธารฝากบอกมาว่า ของแบบนี้มันห้ามกันได้ที่ไหน 55555
      #22-1