แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 13 : Level 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    22 ต.ค. 62

แดนสรวงย้ายเข้ามาอยู่กับผมได้สองเดือนแล้ว

บางครั้งเจ้ากระต่ายป่าก็กระโดดหายไปเที่ยวที่ไหนเสียก็ไม่รู้ บอกก่อนบ้าง ลืมบอกบ้าง เสื้อผ้าในตู้ก็เริ่มคละรวมกันไป ไม่แบ่งแยกโมโนโทนกับสีสดใสแบบเด็กๆ แล้ว บางคืนที่นอนดึกและเหนื่อยเป็นพิเศษก็ทำให้เผลอตื่นสายไปบ้าง ด้วยอารามรีบร้อนผมก็คว้าเสื้อเชิ้ตสีอ่อนสบายตาของแดนสรวงมาใส่โดยไม่รู้ตัว ทำเอาลูกน้องในออฟฟิศงงเป็นไก่ตาแตก และทั้งที่แบ่งใช้โต๊ะทำงานตัวเดียวกันได้แท้ๆ อาณาเขตห้องนั่งเล่นก็กลายเป็นฐานทัพ (ที่ทำงาน) ของพ่อเทวดาตกสวรรค์ไปซะแล้ว

ผมสาบานได้ว่าถ้าเป็นคนอื่นมาป่วนบ้านผมแบบนี้ มันต้องไม่ตายดีแน่

แต่พออีกฝ่ายเป็นแดนสรวง ที่ควรจะขัดหูขัดตาก็กลับกลายเป็นความธรรมดาสามัญที่ไม่มีอะไรน่าขุ่นเคืองใจ

มันก็แค่เป็นของมันแบบนั้น เท่านี้เอง

 

จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่า เท่านี้เอง หรอกครับ

ขณะนี้เป็นเวลาประมาณห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืนในโลกยุทธภพเจี้ยนหลิง ดวงจันทร์สีเลือดลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้ามืดครึ้ม แสงสีแดงส่องลงมากระทบเทวรูปสีขาวที่ยืนจังก้าอยู่หน้าปากทางเข้าดันเจี้ยนที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานมานี้ ดวงตาแผ่รังสีการฆ่าฟันออกมารุนแรงจนสองสามคนในปาร์ตี้ชักเท้าถอย

ตรงกันข้าม แดนสรวงก้าวเข้าไปประกาศการท้าทายกับเทพเฝ้าประตูนั้น ยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า “จะสู้เลยไหม”

เขาเป็นหัวหน้าปาร์ตี้ เดิมทีแดนสรวงตั้งใจจะมากับผมแค่สองคน บังเอิญมีคนตาไวเห็นเข้าพอดี เลยได้อานิสงส์ตามเข้ามาด้วย แน่นอนว่ามาขอพึ่งบุญคนอื่นแบบนี้ พวกเขาย่อมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ตัวประกอบ 1 2 3 พยักหน้ารัวเป็นไก่จิกข้าวสาร

“ดี ฝากพวกคุณคอยก่อกวนตอนมันจะใช้ท่าโจมตีใหญ่แล้วกัน ผมจะคอยดึงบอสเอง”

แล้วการต่อสู้ก็เปิดฉากขึ้น แดนสรวงถีบตัวขึ้นจากพื้น ไม่ใช้กระบี่ ดาบ หรือมีด หรืออาวุธอะไรทั้งนั้น อาศัยกำปั้นและพลังปราณเพียวๆ ซัดใส่เป้าหมายอย่างหนักหน่วง

เทวรูปนี้ตัวสูงใหญ่ไม่ใช่เล่น การเคลื่อนไหวจึงออกจะเชื่องช้าไปบ้าง หรือไม่แดนสรวงก็เร็วเกินไป เขาเตะใส่ข้อพับหลังเข่าจนมันล้มลง (แย่งงานตัวประกอบ 1 2 3) ก่อนจะกระโจนหลบฝ่ามือที่ฟาดลงมา หมุนตัวกลางอากาศด้วยท่าร่างสวยงาม แล้วจึงศอกใส่ลิ้นปี่ยักษ์ใหญ่เสียงดังทึบ! จนมันเซถอยไปก้าวหนึ่ง

โดนการโจมตีดุเดือดของแดนสรวงมากๆ เข้า เทพเฝ้าประตูนี้ก็ไม่สนใจปลาซิวปลาสร้อยคนอื่นอีก ดวงตาแดงก่ำแผดรังสีอำมหิต คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดประมาณ

มาแล้ว!

ตัวประกอบ 1 2 3 คนหนึ่งเตะใส่ข้อพับหลังเข่าเลียนแบบแดนสรวง อีกสองคนช่วยกันเสกโซ่ตรวนเส้นหนาหนัก ตรึงแขนและขาของมันไว้อย่างสุดความสามารถ

“ธาร!

“รู้แล้วน่า” ผมยิ้มมุมปาก เก๊กท่าดีดนิ้ว เป๊าะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่เขตอาคมของคนโฉด

สาเหตุที่ผมไม่ได้เข้าร่วมในการโจมตีและก่อกวนบอสก็เพราะผมมีภารกิจสำคัญยิ่งยวดหนึ่งอย่าง- ใช้เลือดตัวเองสร้างเขตอาคม ควบคุมเทวรูปนี้

เขตอาคมเรืองแสงสีแดงวาบออกมา แลดูชั่วร้ายหาที่ใดเปรียบ เทวรูปสีขาวคำรามหวดซ้ายป่ายขวาอยู่ได้ไม่นานก็สิ้นฤทธิ์ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้มนต์ดำโดยสิ้นเชิง

“เอาล่ะ ทีนี้ก็เปิดประตูซะ” ทันทีที่ผมออกคำสั่ง เทวรูปสีขาวก็กลับหลังหัน ผลักประตูหินขนาดใหญ่ให้เปิดออกช้าๆ ดวงตาเรืองๆ หลายคู่จ้องมองพวกเราอยู่ในความมืด ผมผิวปากหวือ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมดันเจี้ยนนี้ถึงไม่ถูกเคลียร์เสียที “ไหนๆ ก็ไหนๆ กำจัดพวกปลาซิวปลาสร้อยให้ด้วยเลยแล้วกัน”

สิ้นเสียง สัตว์อสูรที่คอยดักซุ่มโจมตีอยู่รายทางก็ถูกหิ้วคอขึ้นมาจับกระทืบไปทีละตัวสองตัวตายอย่างน่าอนาจ พวกเรารุดไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ค่าประสบการณ์ของผมก็เพิ่มขึ้นทีละนิดทีละหน่อยเพราะสัตว์อสูรพวกนี้เดิมทีไม่ได้เลเวลสูงอะไร เพียงแต่มีเยอะมากจนถ้าให้จัดการเองทั้งหมดก็คงจะเสียเวลาและพลังงานไม่ใช่เล่น

กึก

แดนสรวงหยุดเดิน ยกมือซ้ายขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว

วินาทีต่อมา พื้นดินเบื้องหน้าระเบิดออก!

ผมหรี่ตาผ่านฝุ่นดินที่ฟุ้งตลบ เห็นหนวดที่เป็นปล้องๆ หนึ่งคู่กวัดแกว่งไปมา และเสียงเหมือนฝีเท้าหลายร้อยคู่ที่ย่ำลงบนพื้นดินอย่างสับสน ตัวประกอบคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าหลุดสบทคำหยาบคายออกมา ก่อนจะรีบดีดตัวถอยหลัง

ตะขาบยักษ์สีทองแดงตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาทักทายพวกเรา

เทวรูปสีขาวกระโดดเข้าไปจู่โจมมันทันทีที่ผมออกคำสั่ง ยักษ์ใหญ่สองตัวฟัดกันไปมาอย่างรุนแรงจนเศษหินร่วงกราวลงมาจากเพดานถ้ำ แดนสรวงส่งสัญญาณให้ทุกคนถอยหลบฉากไปก่อน ตัวเขาเองอยู่ใกล้กับเวทีมวยที่สุด หรี่ตาค้นหาจุดอ่อนและสังเกตวิธีโจมตีของตะขาบยักษ์อย่างตั้งอกตั้งใจเหมือนกับทุกอย่างที่เขาทำ

ผมมองดูแดนสรวง ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไม ทั้งที่ผมควรจะจับตามองเจ้าร้อยขาที่อาละวาดอยู่แต่กลับไม่สามารถละสายตาไปจากผู้ชายที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าไปได้

แดนสรวงที่เคร่งขรึม แดนสรวงที่สีหน้าเรียบเฉย แดนสรวงในมุมที่ผมไม่รู้จัก แดนสรวงที่ผมไม่เคยเห็นในสายตาเมื่อสิบปีก่อน ตลอดเวลาสองเดือนที่เราอยู่ด้วยกันทำให้ผมรู้ ว่าผมรู้เรื่องของเขาน้อยมาก และผมก็อยากรู้เรื่องของเขาให้มากกว่านี้จริงๆ

เปรี้ยง!

เสียงหินที่ถูกซัดจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดึงสติผมกลับมาอย่างหยาบคาย เทวรูปสีขาวป่นละเอียดกลายเป็นผงแล้วค่อยๆ สลายไป เจ้าร้อยขาหันหัวขวับมาทางผมก่อนที่ขายุ่บยั่บจะไต่เข้ามา

ไอ้- ฉิบหาย ผมสบทในใจ อัญเชิญผีสีดำออกมาเป็นตัวตายตัวแทนแล้วรีบหายตัวแวบไปทางอื่น เพราะผมเป็นคนควบคุมเทวรูป เมื่อมันสลายไปค่าความเกลียดชังจึงตกใส่หัวผมเต็มๆ แล้วตะขาบนี่เลเวลเท่าไหร่? ร้อยยี่สิบ! แล้วผมเลเวลเท่าไหร่? ไม่ถึงร้อยด้วยซ้ำ! ผมก็ต้องหนีสิวะ!

แดนสรวงขยับร่าง พริบตาเดียวทั้งสองฝ่าเท้าก็กระทืบลงบนหัวตะขาบ ผมสาบานได้เลยว่าได้ยินเสียงกระดองแข็งๆ แตกร้าวดังแว่วมาด้วย เจ้าร้อยขาคลั่งใหญ่เมื่อมีมนุษย์อยู่บนหัว แดนสรวงคว้าหนวดของมันไว้เพื่อทรงตัว รวบรวมพลังปราณสีขาวไว้บนฝ่ามือก่อนจะ... ฉีกกระชากหนวดคู่นั้นออก

เสียงคำรามสังเคราะห์แหลมเล็กฟังดูชั่วร้ายดังหวีดขึ้นชวนให้แสบแก้วหู ผมยกมือขึ้นปิดหู ตะโกนถามอดีตพนักงานผู้พัฒนาเกมเจี้ยนหลิงใน VR gear ด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง

“พวกแกจะใส่เสียงคำรามโง่ๆ นี่มาทำไมวะ!!

“ก็เพราะโทปาซเสนอว่าถ้ามันเป็นใบ้ก็จะไม่ได้อรรถรสในการเล่นเกมน่ะสิ!!

“ผู้เล่นสะเทือนใจมากเลยครับ! ซาบซึ้งใจมากเลยครับ! คุณผู้พัฒนา”

แดนสรวงหัวเราะ “โทปาซได้ยินคงเสียใจแย่-” เสียงของเขาขาดหายไปเพราะขาลื่นไถล แดนสรวงเซวูบ พลิกร่างลงพื้น

ตัวประกอบ 1 ทำท่าจะถลันเข้าไปช่วย แดนสรวงกลับห้ามเขาไว้ “เล็งที่หัว โจมตีระยะไกลเท่านั้น” ตัวเขาเองไปไหนไม่ได้เพราะดึงค่าความเกลียดชังของบอสไปไว้ที่ตัวเองแล้ว ถ้าแดนสรวงหนี เจ้าร้อยขาจะยิ่งอาละวาด ยิ่งจัดการยากไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงเหลือแค่ตัวประกอบ 2 3 ที่กำลังใช้โซ่ตรึงตะขาบยักษ์กันคนละเส้น พร้อมกันนั้นก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตมันไปด้วย

“คุณไปจัดการพวกไข่รอบๆ ที่ฟักออกมา!” ผมตะโกนบอกตัวประกอบ 1 ที่ยืนเอ๋อ ก่อนจะอัญเชิญผีสีดำออกมาอีกรอบและส่งให้มันไปปกป้องแดนสรวง สีหน้าของเขาเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด คงจะถูกพิษเข้าแล้ว

ผมรวบรวมปราณมืดไว้บนฝ่ามือ กะว่าจะซัดใส่เพียวๆ แบบแดนสรวงดูบ้าง แต่เจ้าร้อยขาดันดิ้นพล่านขยับไปขยับมาจนผมเล็งไม่ถนัด จะว่าไปจริงๆ ผมก็เป็นกีคเก็บตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คะแนนวิชาพละห่วยบรมเชียวล่ะ

คงจะต้องเสียเวลาสักหน่อย...

ผมหลับตา พยายามนึกถึงโมชั่นการร่ายคาถาแยกร่างที่เคยแอบฝึกตามตัวละครเมื่อสิบปีก่อนเพราะเห็นว่ามันเท่ดีแล้ววาดมือตาม ปากก็พึมพำคาถาไปด้วย

นับว่าการกินอาหารขยะและการอดหลับอดนอนตลอดหลายปีไม่ได้ทำให้สมองผมฝ่อไปเสียทีเดียว หลังจากคลำทางเปะปะจนทำร่างเงาเก๊ๆ ระเบิดไปสองสามตัว ผมก็ได้ร่างที่สมบูรณ์พร้อมออกมาตรงหน้า

แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่งอยู่ดี

เจ้าร้อยขารวบรวมกำลังสลัดโซ่ที่ตรึงมันจนขาดสะบั้น คนถูกลำตัวที่ปัดป่ายไปมาของมันกระแทกลอยไปติดผนัง ปากกระอักเลือดพรวดเป็นอัตโนมัติ บาดเจ็บภายในกันทั้งคู่ ตะขาบยักษ์กำลังฉุนเฉียว เมื่อเห็นคนพลาดท่าก็ตั้งใจจะไปเหยียบซ้ำ คิดไม่ถึงว่าแดนสรวงจะยังเข้าไปขวาง คราวนี้ไม่ใช่แค่ติดพิษ แต่ท่อนแขนถูกกัดเสียจมเขี้ยว

แดนสรวงกัดฟันกระชากแขนซ้ายออกมาจากปากมัน ฝืนยกขาขึ้นถีบอีกทีก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่า ในมือเหมือนมีประกายแสงบางอย่าง แต่แล้วประกายที่ว่าก็เลื่อนหลุดลงจากมือ ร่างอาบเลือดล้มลงไปกองกับพื้น

“สรวง!!” เหมือนเวลาหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนั้น เพลิงโทสะพุ่งขึ้นในอก ผมสบตากับร่างเงาของตัวเอง รู้สึกเหมือนกำลังส่องกระจกเพราะแม้แต่สีหน้าเราก็ยังเหมือนกัน

“ฆ่า” เอ่ยคำเดียว ใบหน้าที่เหมือนกับต้นแบบทุกประการก็เหยียดยิ้ม เห็นเพียงเงารางๆ สีดำพุ่งตัวเข้าหาเหยื่อราวกับภูตพราย มันกระโดดขึ้นไปบนกระดองแข็งๆ แล้วเล็งดาบปักลงไปในรอยแตกที่แดนสรวงทำไว้ ความเจ็บปวดส่งผลให้ตะขาบยักษ์ยิ่งอยู่ไม่สุข เจ้าร่างเงาจิ๊ปากอย่างรำคาญใจ คุกเข่าลงทรงตัว สองมือกุมด้ามดาบแน่น ดวงตาวาวโรจน์ ผมรู้สึกว่ามันกำลังดูดพลังไปจากร่างหลักอย่างผม

เฮ้ยๆๆๆ ทำแบบนี้ได้เหรอวะ ฉันเป็นเจ้านายแกนะโว้ย

สักพัก...เจ้าร้อยขาก็อ่อนแรงลง ในขณะที่พลังเริ่มไหลกลับเข้าร่างของผม เพียงแต่ปริมาณมัน...เหมือนจะมากขึ้น

ปล้องขาสีเหลืองอ่อนสั่นกระตุกเบาๆ และล้มลงในที่สุด

เพียงแต่เจ้าร่างเงาดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ มันลงมือคว้านกระดองหนาๆ จนเป็นรู คว้าระเบิดกิ๊กก๊อกจากไอดีใหม่ที่ผมเผลอเอาติดมาด้วยยัดใส่ลงไป แล้วกระโดดออกไปหาแดนสรวง

บึ้ม!

อานุภาพระเบิดเลเวลสิบอาจไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่ก็เพียงพอที่จะระเบิดหัวตะขาบยักษ์เป็นจุลได้

ผมกวาดตามองไปรอบๆ ทุกคนอยู่ในสภาพสลบเหมือด แดนสรวงยกตำแหน่งหัวหน้าปาร์ตี้ให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ ผมจัดการแบ่งไอเทมที่ดรอปมาให้แต่ละคนและ (ด้วยความเสียดายอย่างสุดแสน) ก็จัดการยัดยาสลายพิษที่แดนสรวงหลอมเผื่อไว้ให้ใส่ปากเจ้าตัวประกอบทั้งสามคนแล้วเตะออกไปจากปาร์ตี้ ขอบใจมาก ถ้าไม่มีพวกเขา เราอาจชนะก็จริงแต่ต้องเหนื่อยกว่านี้แน่นอน

เมื่อจัดการส่งคนกลับเสร็จและเงยหน้าขึ้นมาผมก็ต้องสบทดังลั่น “ไอ้ร่างเงา! ไอ้ตัวปลอมบัดซบ! แกทำอะไร!

ตัวผม...ไม่สิ ตัวโคลนของผมปรายตามองมาอย่างหงุดหงิด ใบหน้าที่เหมือนกับผมทุกประการอยู่ห่างจากแดนสรวงไม่ถึงคืบ “ป้อนยาไง”

“แก...” เส้นเลือดบนขมับผมเต้นตุบๆ เราไม่ควรจะโมโหเกม มันเป็นแค่เกมเท่านั้น เป็นแค่โค้ดไม่รู้กี่ล้านบรรทัดที่ประกอบกันขึ้นมา ไม่ใช่เลือดเนื้อคนจริงๆ เสียหน่อย “ถอยออกไป ฉันทำเอง”

โค้ดไม่รู้กี่บรรทัดที่ประกอบขึ้นเป็นตัวผมอีกคนเลิกคิ้ว ยักไหล่ทำนองว่า “เรื่องสิ” ก่อนจะโยนยาสลายพิษลูกกลมๆ เข้าปากตัวเอง โน้มตัวลงไปประกบปากกับคนที่ยังสลบไม่รู้เรื่องต่อหน้าต่อตาผม

สารเลว!!!!!!!!

ปราณมืดในมือซัดออกไปโดยไม่ได้คิด อีกฝ่ายก็เพียงแค่ดูดกลืนมันแล้วส่งกลับมาให้ร่างหลักอย่างผม “ใจเย็นก่อน-”

สีหน้าผมมืดครึ้ม ก้มตัวลงไปเก็บก้อนหินบนพื้นมาปาใส่มันเหมือนไล่หมาจรจัดที่จะมาขี้หน้าบ้าน ร่างเงาเพียงแค่โยกหัวหลบก็พ้น แถมยังมาทำหน้าตายียวนกวนประสาทอยู่อีก

แม่ง! เหมือน! เหมือนผมมากจนน่าโมโห!!

“นี่ผมช่วยชีวิตคุณไว้นะ ถ้าระบบตรวจจับได้ว่าคุณกระทำการที่เข้าข่ายล่วงละเมิดผู้เล่นคนอื่นขึ้นมาเดี๋ยวจะโดนแบนไม่รู้ตัว ได้อ่านกฏตอนแรกบ้างไหม หรือโควตาแปดบรรทัดใช้ไปหมดแล้ว?”

ฝีปากระดับนี้ เพิ่งโดนเองถึงได้รู้ว่ามันเจ็บแสบขนาดไหน

“งั้นตอนนี้ก็ไสหัวไปได้แล้ว”

“ไม่ปฎิเสธด้วยนะว่าเมื่อกี้คิดจะจูบจริงๆ”

“หุบปากน่า!! ไอ้คอมพิวเตอร์”

“อย่างน้อยคอมพิวเตอร์อย่างผมก็แตะต้องเขาได้แล้วกัน!!” ไม่ว่าเปล่ายังช้อนร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นมากอดอีก ผมล็อคคอเจ้าร่างเงาบัดซบไว้ก่อนที่มันจะก้มลงไปฉวยโอกาสกับแดนสรวง “ทำไมคอมพิวเตอร์อย่างแกถึงได้หน้าหนาไร้ยางอายขนาดนี้”

“ด่าผมก็เท่ากับด่าตัวคุณเองนั่นแหละ! วิจารณญาณของผมก็มาจากคุณทั้งนั้น!

“.....”

อย่าให้ใครรู้เชียวว่านายธนากรผู้รักการเขียนโปรแกรมยิ่งชีพกำลังตีกับคอมพิวเตอร์เหมือนเด็กแย่งของเล่นกันไม่มีผิด การลับฝีปากของเราเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ็บแสบขึ้นเรื่อยๆ และเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนป่วยนิ่วหน้า ทำเอาหนึ่งมนุษย์หนึ่งคอมพิวเตอร์ชะงักกึก

““สรวง””

คนถูกเรียกค่อยกะพริบตาอย่างมึนงง แววตาเลื่อนลอยเพราะพิษไข้มองเราสองคนสลับไปมา “...ทำไมมีธารสองคน”

“เจ้านี่เป็นร่างเงา” ผมคลายมือที่ล็อคคอร่างเงาออกเล็กน้อย- “นายสิร่างเงา” –ก่อนจะกลับไปล็อคแน่นเหมือนเดิม

แดนสรวงเอียงคอมองคนที่กอดเขาไว้อยู่ หยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา “คุณเป็นคอมพิวเตอร์”

“ไม่ ไม่ ฉันคือธาร”

“ธารจะเรียกคนอื่นว่าคุณหรือไม่ก็แก แม้แต่น้ำเสียงที่ใช้ก็แข็งด้วย แต่คอมพิวเตอร์ถูกกำหนดไม่ให้ใช้คำหยาบคาย คำว่าแกให้ความรู้สึกได้สองแบบ คะเนจากน้ำเสียงแล้วคำว่า แก ของธารออกจะเป็นไปในแง่ลบมากกว่า ดังนั้นคุณจึงต้องพูดคำว่า นาย แทน” แดนสรวงยันตัวลุกขึ้นนั่ง ยิ้มซนๆ “ถ้าไม่เชื่อก็ลองเรียกผมว่า แก ดูสิ”

เจ้าร่างเงาที่น่าสงสารอ้าปาก แต่พอพูดเสียงก็ออกมาเป็นคำว่า “นาย” อยู่ดี

“นี่แหละคือความแตกต่างของมนุษย์กับคอมพิวเตอร์” ผมว่าพลางปล่อยมือ “ฉันชนะ”

ตัวโคลนของผมเอียงคอ ดวงตาสีก้นสมุทรเพ่งพินิจอดีตผู้พัฒนามันขึ้นมา เอ่ยช้าๆ “...ถ้าคอมพิวเตอร์อย่างผมถูกกำหนดให้พูดจาดี ก็เพราะจริงๆ แล้วคุณชอบแบบนี้ใช่ไหม?” เจ้าร่างเงากดยิ้มมุมปากแบบที่ผมชอบทำ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แดนสรวง “ระหว่างผมกับเขา ใครกันแน่ที่ชนะ? คุณอดีตนักพัฒนาชอบใครมากกว่ากัน?”

“ธารสิ”

“ทั้งที่ผมถูกสร้างขึ้นมาตามใจคุณน่ะหรือ?”

แดนสรวงมองธนากรตัวจริงและธนากรตัวปลอมสลับกัน “เพราะ...คุณไม่ใช่ธาร”

ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นคำตอบที่เจ้าคอมพิวเตอร์คาดไม่ถึง มันกะพริบตาปริบๆ ความงุนงงฉายอยู่บนใบหน้า “ผมเป็นโปรแกรมที่ใช้วิจารณญาณของเขาในการตั้งค่าขั้นพื้นฐาน มีการปรับแก้พฤติกรรมบางอย่างเพียงเล็กน้อยตามคำสั่งของเกมเท่านั้น กล่าวโดยสรุปแล้ว ผมก็คือธารที่ดีกว่าธาร”

“เอ่อ คุณเหมือนเขามากทีเดียว และผมในฐานะทีมพัฒนาก็รู้สึกภูมิใจที่เราสามารถพัฒนาสมองกลจนมาถึงจุดนี้ได้ แต่สิ่งที่คุณแสดงออกมาก็แค่ชั้นนอกสุดของความเป็นปัจเจกของคนที่คุณรับเอาวิจารณญาณของเขามาใช้เท่านั้น” กล่าวจบ กระต่ายป่าก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเงอะงะ สีแดงบนใบหน้าลามไปถึงใบหู “อีกอย่าง...ธารของผมมีคนเดียว”

“พูดได้ดี” ผมรวบตัวแดนสรวงมากอด ไม่สนใจเจ้าร่างเงาที่ทำหน้าตาเหยเกแล้วจัดการเฟดตัวเองออกเงียบๆ อีกต่อไป น่าเสียดายที่ VR gear รุ่น 1.7.2 นี้ยังไม่รองรับข้อมูลยิบย่อยอย่างหน่วยพันธุกรรม (แหงล่ะ ถ้าจะทำละเอียดขนาดนั้น ราคาก็คงแพงหูฉี่ชนิดที่คนธรรมดาไม่มีกำลังซื้อกันพอดี) ผมไม่ได้กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกสบายใจจากร่างตรงหน้า จะว่าไปผมก็เพิ่งสังเกตว่าจมูกไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นี่คงเป็นความไม่สมจริงอย่างหนึ่งของเกมที่เข้าใจได้ล่ะมั้ง

“จริงสิ” แดนสรวงผละออกจากผม มองซ้ายมองขวาก่อนจะก้มลงหยิบประกายแสงที่เขาทำตกพื้น ผมเพิ่งสังเกตว่ามันคือขวดแก้วเล็กจิ๋วใบหนึ่ง แดนสรวงส่งมันให้ผมด้วยท่าทางเหมือนเด็กที่เอาใบเกรดที่ได้สี่ทุกวิชามาอวดพ่อ “พิษจากตะขาบยักษ์อเมซอนตอนยังเป็นๆ เอาไปเจือจางผสมกับน้ำตาปีศาจในอัตราส่วนหนึ่งต่อร้อย จะได้ยาพิษสำหรับบำเพ็ญตบะอัพเลเวลของอาชีพหมอผีโดยเฉพาะ...โอ๊ย!?

“ใช่เรื่องที่แกต้องประเคนตัวเองไปให้มันกัดจนแขนพรุนไหม!?” ผมหยิกแก้มเขาทั้งสองมือ ใส่แรงไม่ยั้ง แม่ง ผมเกือบหัวใจวายตายแล้ว หมอนี่ยังมาทำหน้าระรื่นเหมือนไม่ได้โดนงาบจนเกือบหัวขาดไปเยี่ยมปรโลกแบบเส้นยาแดงผ่าแปดงั้นแหละ

“แต่...” แดนสรวงน้ำตาคลอเบ้า “นายรู้ไหมว่ามันราคาสูงมาก ใช้ไม่หมดเอาไปขายต่อก็ยังคุ้ม- อื้อ!?

ไม่ต้องพูดแล้ว ผมจัดการปิดปากเขาด้วยริมฝีปากของตัวเอง มือข้างหนึ่งเลื่อนไปจับท้ายทอย อีกข้างประคองใบหน้าเขาไว้ กดจูบลงไปอย่างเอาแต่ใจ

เนิ่นนาน จนลมหายใจเริ่มสะดุดจึงผละออกจากกัน

แดนสรวงหอบเบาๆ ซุกใบหน้าร้อนผะผ่าวลงบนบ่าผมอย่างอ่อนแรง ปากพึมพำเสียงสั่น “...นิสัยไม่ดี”

ผมหัวเราะ แกล้งเป่าลมหายใจร้อนๆ ใส่หูอีกฝ่าย กระต่ายป่าหดคอ หน้าแดงเป็นมะเขือเทศสุก

“นิสัยไม่ดีแบบนี้ก็มีฉันแค่คนเดียวในโลกนั่นแหละ”





======

คนเขียนกลับมาแล้วค้าบ ขอโทษที่หายไปนานมากๆๆ เลยนะ ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว น่าจะมีเวลามากขึ้นแล้ว (♡˙︶˙♡)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #26 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 12:44

    ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆ เลย
    #26
    0
  2. วันที่ 22 กันยายน 2562 / 12:43

    โอ้ยคิดถึงเรื่องนี้มากเลยค่ะะ ดีใจที่กลับมานะคะ น้อนแดนสรวงยังคงน่ารักเหมือนเดิมม
    #25
    0