แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 11 : Level 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 58
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    22 ต.ค. 62

นาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มสิบสองนาทีของวันศุกร์ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดต๊อกแต๊กเป็นเสียงเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนผมในตอนนี้

ผมไม่ฟังเพลงเวลาทำงานเพราะรู้สึกว่าตั้งสมาธิได้ยากเหลือเกิน ผมวอกแวกได้ง่ายมากถ้ามีคนเปิดเพลงเพราะหูของผมค่อนข้างไวต่อเสียงดนตรี สมาธิของผมจึงถูกรายละเอียดลูกเล่นยิบย่อยในเพลงดูดไปจากงาน

ผมชอบกลางคืนที่สงบเงียบ มันทำให้หัวของผมแล่น แต่ก็ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่

ผมปิดแล็ปท็อปตอนห้าทุ่มครึ่งเพราะสัญญากับแดนสรวงไว้ว่าจะ(พยายาม)นอนไม่เกินเที่ยงคืน เช็คโทรศัพท์ที่ปิดเสียงไว้ตั้งแต่สามทุ่มกว่าๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงาน แจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสีเขียวเด้งมาบอกว่าแดนสรวงส่งข้อความอะไรมาสักอย่าง

DaenSrwang: วันหยุดนี้ ขอไปดูหนังกับเพื่อนได้มั้ย *สติ๊กเกอร์ตุ๊กตาไล่ฝนหน้าเอ๋อทำท่าขอร้อง*

ส่งมาตอนสี่ทุ่มนิดๆ เขาอาจจะนอนแล้วก็ได้ ค่อยตอบตอนเช้าแล้วกัน ผมกดออกก่อนจะเข้าไปส่องเฟซบุ๊กเจ้าตัวไปเรื่อยเปื่อย อาทิตย์นี้แดนสรวงหนีร้อนไปเขื่อนเชี่ยวหลานที่สุราษฎร์ฯ น้ำสีเขียวใสเหมือนมรกต...สวรรค์ชัดๆ ฝีมือถ่ายภาพของเขาไม่เลวเลย ถึงขนาดทำให้คนติดบ้านอย่างผมรู้สึกอยากไปเที่ยวด้วยได้

แต่อยากก็แค่ส่วนอยาก เสียงเล็กๆ ในสมองของผมร้องเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิด เพราะแค่ระยะทางสั้นๆ เดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปบริษัทผมก็หน้ามืดแล้ว นับประสาอะไรกับการตะลอนขึ้นเขาลงห้วยปุเลงๆ แบบแดนสรวงล่ะ

ว่าแต่ช่วงนี้เทพเจ้าอพอลโลยิ่งโปรดปรานประเทศไทยอยู่ด้วย หวังว่าแดนสรวงจะไม่ได้ลืมโบกครีมกันแดดนะ เพราะผมยังอยากอยู่กับเขานานๆ...

DaenSrwang: ธาร

DaenSrwang: โกรธเหรอ

DaenSrwang: ไม่ไปก็ได้ ;_;

โทรศัพท์ผมสั่นขึ้นมาสามวืด แดนสรวงยังไม่นอน ไหนว่านอนไม่เกินห้าทุ่มไง

อย่าบอกนะว่าเฝ้าโทรศัพท์รอผมตอบ...

TStream: โทษๆ นึกว่านอนแล้ว

TStream: เพื่อนที่ว่าน่ะใคร

แดนสรวงเงียบไปอยู่นาน นานจนผมเริ่มสังหรณ์แปลกๆ หวังว่าจะไม่ใช่-

DaenSrwang: แมท

...นั่นไง

ผมหรี่ตา รัวแป้นพิมพ์ตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ไม่ให้ไป" แดนสรวงจึงส่งสติ๊กเกอร์น้ำตาท่วมกลับมาและเริ่มฟลัดข้อความเป็นการประท้วง

DaenSrwang: อยากดูหนัง

DaenSrwang: อยากดูหนัง

DaenSrwang: อยากดูหนัง

DaenSrwang: อยากดูหนัง

งอแงแล้วสิ ผมขมวดคิ้ว ช่วงนี้มีหนังอะไรเข้าหว่า ทำไมกระต่ายป่าของผมถึงได้อยากไปดูขนาดนั้น...

อ้อ ไอ้หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่นั่น ผมเห็นเขาแชร์ในเฟซบุ๊กว่าอยากดูอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วไอ้ฝรั่งขี้นกนั่นก็มาแสดงความคิดเห็นว่าไอก็อยากดู ไปดูด้วยกันมั้ย แล้วคุณคิดว่ากระต่ายป่าของผมทำยังไง?

เขาก็มาขออนุญาตแฟนอย่างผมไง แล้วเรื่องอะไรผมจะปล่อยให้กระต่ายไปกับหมาป่าล่ะวะ

TStream: ไปกับฉัน

DaenSrwang: นายดูรู้เรื่องเหรอ

ก็อาจจะไม่... ผมไม่ใช่สาวกหนังหรืออะไรเทือกๆ นี้เลย ใช้ชีวิตไร้แก่นสารสุดๆ

แต่ไม่ยอมให้ไปกับเจ้านั่นหรอกนะ!!

TStream: ไม่งั้นก็ไม่ต้องไป

DaenSrwang: *สติ๊กเกอร์น้ำตาท่วม*

เขาหายไปพักหนึ่งแล้วส่งรายละเอียดรอบฉายมา หนึ่งทุ่มครึ่งแบบ 4Dx แดนสรวงจริงจังมากจนผมชักจะสงสัยแล้วว่าไอ้หนังเรื่องนี้มันมีอะไรดี

 

 

แล้วตลอดทั้งวันเสาร์แดนสรวงก็เดินไปเดินมาอยู่ในห้องผม ประเดี๋ยวก็จับโทรศัพท์ ประเดี๋ยวก็โยนมันลงโซฟาเหมือนโดนลวกมือ แล้วก็จับโทรศัพท์อีก ผมมองเขาจนเริ่มรู้สึกเวียนหัว

"ถ้ากลัวสปอยขนาดนั้น ทำไมไม่ดูตั้งแต่วันแรกๆ ล่ะฟะ"

"ก็ตอนแรกจะรอดูกับแม- กับเพื่อนไง..."

แดนสรวงหยุดเดินเมื่อผมเริ่มขมวดคิ้ว แมท แมทอีกแล้ว เขาไอแห้งๆ ก่อนจะเดินมานั่งข้างผม ดึงมือผมไปคลึงเล่น "ก็...แมทก็ติ่ง เลยอยากไปดูกับคนคอเดียวกันเฉยๆ.."

"ฉันกำลังขัดความสุขแกงั้นสิ" ผมไม่มองหน้าเขา พูดเรียบๆ แต่ในใจร้อนเป็นไฟ 

"ธาร นายกำลังโกรธ" แดนสรวงเอาหัวมาดันไหล่ผมเบาๆ "หรือไม่ก็กำลังหึง"

ก็ถูกของเขา อารมณ์ผมเย็นลงนิดหน่อยเพราะแดนสรวงกำลังทำตัวน่ารัก ปกติเขาไม่ค่อยเข้าหาผมเท่าไหร่ มีแต่ผมนี่แหละที่ดูจะวอแวกับแดนสรวงเหลือเกิน

....

มันควรจะสลับกันไม่ใช่เรอะ ทำไมถึงกลายเป็นผมติดแดนสรวงแทนล่ะ เมื่อก่อนแดนสรวงเดินตามผมต้อยๆ เลยนะ!

แต่ก็กระดากอายเกินกว่าจะถาม ศักดิ์ศรีมันค้ำคอจนผมต้องทำเมินความรู้สึกไม่ถูกต้องที่สะกิดยิกๆ ในใจไป

"แล้วเราจะออกกันกี่โมงดี" ผมรั้งเอวเขามากอด รู้สึกว่าแดนสรวงตัวเกร็งนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาชำเลืองมองนาฬิกาบนผนัง มันบอกเวลาสามโมงสี่สิบ

"สักห้าโมงก็ได้มั้ง...จะได้ไปหาข้าวกินก่อนด้วย"

"อืม" ผมรับคำ ฝังหน้าลงบนบ่าเขา กลิ่นหอมอ่อนจางของแดนสรวงทำให้ผมรู้สึกสบายใจชอบกล หลังๆ มานี้ผมก็เลยเสพติดกลิ่นของเขามากเป็นพิเศษ แดนสรวงเบียดกลิ่นกาแฟที่ผมเคยชอบชิดซ้ายไปเลย "แกใช้น้ำหอมอะไรน่ะ"

ผมจะได้ไปหามาไว้บ้าง เวลาทำงานเครียดๆ ปวดหัวจะได้หาย...

"หือ ฉันไม่ใช้น้ำหอมนะ" แดนสรวงว่าพลางยกเสื้อตัวเองขึ้นดม "กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มรึเปล่า"

"งั้นน้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้ออะไร"

"ไฮยีน"

"ไม่ใช่ มันไม่แป้งเด็ก" ผมว่าพลางดึงคอเสื้อยืดเขาออกกว้างๆ ก่อนจะฝังหน้าลงไปใหม่เพื่อทดสอบ "...มันเป็นกลิ่นตัวแกเอง"

ลักพาตัวเขามาขังไว้ที่นี่เลยดีไหมนะ ผมเริ่มคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมันคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าเราได้อยู่ด้วยกันมากกว่านี้

"สรวง แก-"

คำพูดของผมถูกเสียงเรียกเข้ามาตรฐานของโทรศัพท์แดนสรวงขัดจังหวะ และเมื่อเห็นชื่อสายเรียกเข้าเขาก็กระเด้งตัวออกห่างผมทันทีราวกับไฟฟ้าช็อต

"เฮ้" ผมส่งเสียงประท้วง "แค่คุยโทรศัพท์ไม่ใช่วิดีโอคอลสักหน่อย"

แต่แดนสรวงส่ายหน้า ดูเหมือนว่าเขาจะกลัวพ่อมาก แต่ก็ยังอุส่าห์เปิดลำโพงให้ผมที่ต่อมความใส่ใจเริ่มทำงาน

"อยู่ไหน" คำแรกก็เสียงเข้มมาเชียว กระต่ายป่าของผมหงอหมดแล้วเนี่ย

"สรวงอยู่กับเพื่อน...จะไปดูหนังครับ" เขาชำเลืองมองผมอย่างไม่สบายใจ คงกลัวจะโกรธกับคำว่าเพื่อนสินะ แต่เอาเถอะ ถ้าพ่อเขาจะดุขนาดนี้ผมไม่ถือก็ได้

"หนังกี่โมง"

"ทุ่มครึ่งครับ"

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง และเมื่อพูดอีกครั้งก็ดูจะมีกระแสความโกรธเจืออยู่ "แล้วจะกลับกี่โมง"

"...ห้าทุ่มครับ หนังสามชั่วโมง"

"ไปตั้งแต่เช้าเลยนะ เฝ้าโรงหรือไง"

"สรวง...เปล่า.."

พ่อของแดนสรวงแค่นหัวเราะโกรธๆ "ทำตัวให้มันดีๆ อย่าให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน แดนสรวง"

"...ผมไม่ได้ทำอะไรผิด" เขาพูดทั้งๆ ที่หน้าซีดเผือด "ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี"

"ตัวแกเองรู้อยู่แก่ใจ" ปลายสายว่าพลางถอนหายใจหนักๆ "ฉันคงเลี้ยงแกมาผิดทาง"

"พ่อครับ"

"กลับบ้านอย่าให้เกินที่รับปาก หรือถ้าจะไม่กลับ...ก็ไป เก็บข้าวของไปอยู่กับมันเลย" ว่าจบก็ตัดสายไปดื้อๆ ทิ้งแดนสรวงที่ขอบตาเริ่มจะแดงๆ ไว้ให้ผมปลอบ

...จริงๆ แล้วผมก็ปลอบใจใครไม่เป็นหรอก ผมตบบ่าเขาเบาๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่คิดว่าตัวเองจะพูดอะไรดีๆ เป็นเสียด้วย ดังนั้นความเงียบจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แดนสรวงห่อไหล่ ช้อนสายตามองผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ เขาขยับเข้ามาใกล้ผมอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ก่อนจะเอื้อมมือมากอดผมหลวมๆ ผมลูบหัวเขาแล้วเราก็นั่งแช่กันอยู่แบบนั้นจนถึงเวลาต้องไป

 

ระหว่างที่รอหนังฉายแดนสรวงก็เปิดรูปตัวละครในเรื่องพร้อมกับเล่าเรื่องให้ผมฟังแบบคร่าวๆ เพราะเขาจะไม่มาคอยอธิบายอะไรทั้งนั้นในโรงหนัง มันรบกวนคนอื่นและเสียมารยาท คงน่ารำคาญพิกลถ้าคุณมาดูหนังที่สำคัญกับคุณมากๆ และคุณอยากที่จะด่ำดิ่งและซาบซึ้งไปกับมัน แต่กลับต้องมาได้ยินเสียงอธิบายตัวละครให้เจ้าโง่คนไหนไม่รู้ที่ไม่อินอะไรเลย

และคุณ พวกคุณต้องเห็นแววตาของแฟนผมตอนนี้ มันทอประกายระยิบระยับราวกับเด็กได้ของเล่นเชียวล่ะ ผมบอกได้เลยว่าเขามีความสุขกับมันจริงๆ ปกติตอนอยู่กับผม แดนสรวงไม่ใช่คนพูดมากเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้เขากำลังพล่ามน้ำไหลไฟดับเกี่ยวกับหินและฝุ่นอะไรสักอย่างจนผมฟังไม่ทัน ผมไม่ใช่แฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ผมก็ไม่ได้เอ่ยขัดเขา คงเพราะผมอยากเห็นแววตาแบบนี้ของแดนสรวงไปนานๆ

แต่พอเราเข้าไปดูหนังยาวสามชั่วโมงและออกมา แดนสรวงก็...ก็ร้องไห้เป็นเผาเต่า น้ำตางี้ไหลพรากๆๆ จนไหล่ผมเปียกหมดแล้ว ผมพูดอะไรไม่ได้มากใช่ไหม อืม ไม่ได้ ถึงจะโฉดชั่วแค่ไหนผมก็ไม่ใช่พวกขี้สปอยล์หรอกน่า เอาเป็นว่ามันดีมากแล้วกัน ผมยังแอบน้ำตาซึมเลย ไปดูหนังโรงกันนะครับ อย่าดูหนังซูม

“นายจะกลับบ้านสภาพนี้งั้นเหรอ” ผมถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ตอนนี้จิตใจกระต่ายป่าของผมกำลังเปราะบาง ผมไม่อยากให้เขากลับไปเจออะไรแย่ๆ มากกว่าเดิม

แดนสรวงส่ายหัวพรืดก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจิ้มเบอร์โทร “ฮัลโหล...แม่ครับ คืนนี้สรวงไม่กลับนะครับ...ไม่เอา แม่ครับ *ติ๊ด* เค้า... เค้า ฮืออออออออ”

....ผมจะคอยตัดสปอยล์ออกให้ครับ สบายใจได้...

....

เอาเป็นว่าผมตัดที่แดนสรวงคุยกับแม่เขาออกไปหมดเลยแล้วกัน โชคดีที่เราเดินออกมาจากโรงกันไกลแล้วพอสมควร เพราะแดนสรวงกำลังเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสามชั่วโมงก่อนให้แม่ของเขาฟัง และพ่อก็เดินผ่านมาหาน้ำกินและได้ยินสปอยล์เข้าพอดี ผมได้ยินเสียงสบทดังลั่นออกมาจากโทรศัพท์ แดนสรวงถึงกับสะดุ้งแล้วดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู

“พ่อ คืนนี้สรวงไม่กลับบ้านนะ” มือของผมถูกคนข้างๆ คว้าไปบีบเบาๆ อย่างลืมตัว เขาเม้มปากแน่น “ไม่งั้น...สรวงจะสปอยล์หนังทั้งหมด จะตามถึงค่ายเลยคอยดู”

สีหน้าแดนสรวงดูดีขึ้นนิดหน่อยเมื่อเขาวางสาย และถ้าผมมองไม่ผิด มันมีความสะใจเล็กๆ ซ่อนอยู่ด้วย แต่สักพักเขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังจับมือผม แดนสรวงปล่อยมือ “...โทษที”

บางทีผมก็รู้สึกว่า...แดนสรวงไม่กล้าแตะตัวผมเท่าไหร่นัก

“จะจับก็จับ” เมื่อเห็นแดนสรวงยังอ้ำๆ อึ้งๆ ผมก็เลยคว้ามือเขามาจับเสียเองแล้วเริ่มออกเดินนำ “ไป กลับบ้าน”

“...อือ” ผมรู้สึกถึงแรงกระชับที่มากขึ้นบนฝ่ามือ ในใจอุ่นๆ ขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังอดกังวลเรื่องพ่อของแดนสรวงอยู่ลึกๆ ไม่ได้ ดูเหมือนเรื่องจะไม่ง่ายเสียแล้วสิ ว่าแต่ไอ้ค่ายที่ว่าหมายถึงอะไรน่ะ ค่ายทหาร? แล้วแบบนี้ผมจะโดนเล่นมั้ยวะ...

 

 

ธารหลับไปแล้วเมื่อผมออกมาจากห้องน้ำ เขาคงจะเพลียน่าดูแต่ก็ไม่บ่นสักคำ ผมนั่งลงที่ปลายเตียง ไล่สายตาดูความเป็นธนากรทุกอย่างที่ออกมาจากโทนห้องสีเข้มของเขา ก่อนจะเบนสายตากลับมายังเจ้าของห้อง

ธารน่ะร้าย ผมหมายถึง...ธารที่ผมรู้จักน่ะ ไม่มีทางใจดีกับผมขนาดนี้หรอก เขาขี้รำคาญจะตายไป ไม่ใช่คนที่จะงอแงด้วยได้เลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ใช่คนที่จะทนเสียเวลารับสารในเรื่องที่เขาไม่สนใจได้นานด้วย

แต่...เขาเปลี่ยนไป ผมคิด เขยิบเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขาอีกนิดหน่อย ธารใจดีกับผม และความใจดีนั้นก็ทำให้ผมรักเขามากกว่าเดิม...มากมาย

ผมอยากเล่าให้คุณฟัง ถึงเรื่องของมหาสมุทร

รู้ไหมครับว่ามนุษย์เพิ่งสำรวจมหาสมุทรได้แค่ห้าเปอร์เซนต์ น้อยยิ่งกว่าที่เราสำรวจดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ เสียอีก

ความลึกสูงสุดที่อนุญาตสำหรับการดำน้ำท่องเที่ยวคือ สี่สิบเมตร

ความลึกสูงสุดที่วาฬสีน้ำเงินแหวกว่ายได้คือ ห้าร้อยเมตร

ความลึกสูงสุดที่แสงอาทิตย์จะส่องลงมาถึงคือ หนึ่งพันเมตร หลังจากนั้นจะมีแต่ความมืด จึงมีชื่อเรียกว่า Midnight zone

ความลึกเฉลี่ยของมหาสมุทรแปซิฟิกคือสี่พันสองร้อยแปดสิบเมตร

และที่ Hadal zone ระดับความลึกหกพันเมตร มนุษย์จะถูกแรงดันน้ำบดขยี้เป็นผุยผง

ความลึกสูงสุดที่โลกสำรวจพบตอนนี้คือ 10,911 เมตร... Challenger Deep (ซึ่งคงจะเป็นชื่อนิยายเรื่องนี้ หากผมเป็นตัวนำ)

ลึกลับ น่าพิศวง และก็อันตรายถึงตาย...เหมือนใครบางคน

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ระดับไหนแล้ว

แต่ผมก็รักของผมมาตั้งสิบปี แถมธารก็รักผม เอ่อ ดูเหมือนว่าจะรักผม...เพราะเขาก็ไม่เคยพูดคำว่ารักกับผมหรอก แต่แบบว่า ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้ว และผมก็จะไม่ยอมให้อะไร...หรือใครมาขัดขวางหรอกนะ

ผมโน้มตัวลง ลังเลนิดหน่อยว่าธารจะถือหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ เขาหลับไปแล้วนี่นา ในเมื่อไม่รู้ก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็เลยจูบหน้าผากเขาเร็วๆ แล้วผละออก สะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ดีๆ ธารก็พลิกตัวหันหลังให้ ผมนั่งนิ่งด้วยความร้อนตัวราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าแอบทำอะไรไม่ดี แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมาจึงระบายลมหายใจออกจากอก ย่องไปปิดไฟและกลับมานอนข้างๆ ธาร

 

 

คนด้านหลังผมแทบจะหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน แต่ผมเนี่ยสิ พลุในหัวระเบิดเปรี้ยงไปถึงไหนๆ แล้วไม่รู้ ใช่ครับ ผมตื่นอยู่ ตื่นตั้งแต่ที่แดนสรวงมานั่งที่ปลายเตียงแล้ว ผมไม่ได้แกล้งหลับเพราะมีแผนอะไรหรอก ก็แค่เพลียจริงๆ แต่เป็นคนหลับยากตื่นง่าย ใครจะไปรู้ว่าฟ้าจะประทานโบนัสมาให้ในเวลาแบบนี้วะ ขอบคุณพระพุทธ พระเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ขอบคุณครับ

ผมค่อยๆ พลิกตัวกลับมาเมื่อหัวใจเริ่มเต้นช้าลง และใบหน้าเริ่มหายร้อน ถ้าไม่นับตอนเมา นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเว้ยที่แดนสรวงจูบผม ถึงจะแค่ที่หน้าผากก็เถอะ เป็นครั้งแรกที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานเลยล่ะ

คิดอีกที เมื่อก่อนกระต่ายป่าตัวนี้ติดผมแจเลยนะ ทำไมตอนนี้ถึงเป็นผมที่วอแวกับแดนสรวงล่ะ มันควรจะสลับกันไม่ใช่รึไง...

ผมมองคนข้างตัวที่หลับปุ๋ย หลับได้หลับดีจนน่าฟัดให้ตื่น ก่อนจะชะโงกไปหอมแก้มเขาเป็นการเอาคืน

ให้ตายเถอะ ผมหุบยิ้มไม่ได้




...ช่วงนี้สนไม่ค่อยว่างเลย ไม่แน่ว่าอาจต้องหยุดเขียนนิยายไปสักพัก TT

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #21 TheViper_ (@HongTae_) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 00:16

    โอ้ยยยมีแต่คำว่าน่ารัก จัดการกับปัญหาหรืองานก่อนก็ได้แต่อย่าทิ้งหายยาวนะเราหลงรักเรื่องนี้ไปแล้วจะรอตอนต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้ไรท์จ้า
    #21
    1
    • #21-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 11)
      8 พฤษภาคม 2562 / 16:22

      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ❤✨
      #21-1
  2. วันที่ 27 เมษายน 2562 / 22:11
    โอตอนนี้น่ารักค่ะแงงง สู้ๆนะคะ
    #15
    1
    • #15-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 11)
      8 พฤษภาคม 2562 / 16:12

      ขอบคุณค่าา
      #15-1