ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 23 : ร้านค้าสมบัติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 165 ครั้ง
    12 ต.ค. 63

จำนวนหัวข้อของตำรับยาโบราณมีมากกว่าจำนวนหัวข้อของยาแห่งชีวิตมาก

‘ตำรับยาโบราณ ลูกกลอนอัคคี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 9850 เหรียญทอง’

‘ตำรับยาโบราณ ยาน้ำแสงสวรรค์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 3505 เหรียญทอง’

‘ตำรับยาโบราณ อาหารทิพย์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 6510 เหรียญทอง’

เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตำรับยาโบราณที่ช่วยยื้อชีวิตอารี วารีจำเป็นต้องศึกษาจากตำรับยาโบราณจำนวนมาก แต่ข้อมูลของตำรับยาโบราณมีราคาที่แพงมาก

จากเงินที่เหลืออยู่ วารีสามารถซื้อข้อมูลของตำรับยาโบราณได้เพียงแค่ 2 อันเท่านั้น 

เคล็ดลับอ่านเร็วช่วยให้วารีอ่านหัวข้อทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว เธอพบหัวข้อที่กำลังมองหาอย่างรวดเร็ว

“อันนี้ค่ะ” วารีชี้ไปที่หัวข้อ 10 สถานที่ที่มีตำรับยาโบราณมากที่สุด พร้อมเงื่อนไขในการเข้าถึง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 3220 เหรียญทอง

ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง วารีใช้จ่ายเงิน 7009 เหรียญทอง เพียงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ถ้าเป็นคนทั่วไปคงรู้สึกเสียดายมาก แต่วารีไม่ได้รู้สึกเสียดายเลย เงินที่จ่ายไปก็เหมือนกับการลงทุน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำมีส่วนช่วยอย่างมากสำหรับแผนการต่อไปของเธอ

วารีแตะที่ลูกแก้ว ข้อมูลเกี่ยวกับ 10 สถานที่ที่มีตำรับยาโบราณมากที่สุด พร้อมเงื่อนไขในการเข้าถึง ก็เข้ามาในหัวของเธอ

สถานที่ส่วนใหญ่ยากในการเข้าถึงแม้จะรู้เงื่อนไขในการเข้าถึงก็ตาม ในนั้นมีเพียง 3 สถานที่เท่านั้นที่พอเป็นไปได้สำหรับวารี และทั้ง 3 สถานที่ก็อยู่ค่อนข้างไกลจากบ้านของเธอ

สิ่งที่วารีเป็นห่วงไม่ใช่อันตรายจากการเดินทาง แต่เป็นอารีที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน ถ้าเธอต้องไปยังสถานที่เหล่านี้ ก็จำเป็นต้องจากบ้านไปเป็นระยะเวลานาน แต่นี้เป็นหนทางเดียวที่เหลืออยู่ของวารี จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้

ตอนนี้วารีอยากแยกร่างได้ เพื่อดูแลอารีในขณะที่ไปศึกษาตำรับยาโบราณในสถานที่ห่างไกล แต่เวทมนตร์แยกร่างมีเพียงระดับจอมเวทย์เท่านั้นที่ใช้ได้ เธอจำเป็นต้องให้คนอื่นมาดูแลอารี

ปกติแล้วทุกครั้งที่วารีเดินทางมาที่เมืองคูเนส เธอก็จะฝากอารีให้กับท่านเมดิคุสซึ่งเป็นหมอประจำหมู่บ้านคอยดูแล ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 1 – 2 อาทิตย์เท่านั้น แต่วารีก็รู้สึกรบกวนท่านเมดิคุสมากแล้ว การดูแลผู้ป่วยตลอดคืนไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

‘พวกครูส...ไม่ได้แน่...’

วารีกับพวกครูสมีสัญญาเลือดคอยค้ำคออยู่ จึงไม่ต้องกังวลว่าอารีจะได้รับอันตรายจากพวกครูส การให้พวกครูสคอยดูแลอารีก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เธอคงปล่อยให้พวกครูสดูแลอารีได้อย่างวางใจ แต่ตอนนี้วารีไม่อยากพึ่งพาพวกครูสเลย โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเธอ

ถ้าไม่มีตัวเลือกอื่น วารีคงต้องพึ่งพาพวกครูส แต่ตอนนี้เธอมีทางเลือกอีกทางที่อยากลองดู

“ต้องการอะไรอีกไหม?” พนักงานหญิงถาม ตอนนี้เธอเริ่มชินกับปริมาณเงินอันมหาศาลของวารีแล้ว

วารีพยักหน้า

“อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนเอเดนค่ะ”

 

 

หลังจากได้รับข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด วารีก็ออกจากสมาคมนักผจญภัย

วารีรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารข้างทาง

แกงเนื้อจานหนึ่งและข้าวหนึ่งถ้วย ราคา 3 เหรียญทองแดง

ทานเสร็จก็เดินดูตลาดรอบๆสักพัก ก่อนจะเดินไปยังใจกลางของเมือง

บริเวณใจกลางเมืองมีผู้คนอยู่มากกว่าบริเวณชานเมืองเป็น 2 เท่า อาคารบริเวณใจกลางเมืองมีความหรูหราและสูงใหญ่กว่าอาคารบริเวณชานเมือง

วารีตรงไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่มีป้ายหน้าอาคาร เขียนว่า ‘ร้านค้าสมบัติ’

ผู้คนที่เดินเข้าออกอาคารนี้แต่งตัวดูมีภูมิฐาน พนักงานต้อนรับก็แต่งตัวได้สะอาดเรียบร้อยกว่าร้านค้าอื่นมาก ด้วยเสื้อผ้าอันซกมกของวารีจากการเดินทางไกลทำไมพนักงานต้อนรับชายห้ามไม่ให้เข้าไป

“เด็กจากสลัมที่ไหนมาอยู่ตรงนี้! ยาม! เอาตัวเด็กนี้ออกไปห่างๆจากที่นี่!” พนักงานต้อนรับชายมองวารีอย่างรังเกียจ ก่อนจะเรียกยามให้มาไล่วารีออกไป

ร้านค้าสมบัติ เป็นร้านค้าระดับสูงที่ขายเพียงสินค้าที่มีราคา 500 เหรียญทอง ขึ้นไป กลุ่มลูกค้าหลักของร้านค้าสมบัติคือขุนนางระดับสูงหรือบุคคลจากตระกูลดัง คนทั่วไปไม่มีทางมีเงินพอที่จะซื้อของในร้านค้าสมบัติ นับประสาอะไรกับเด็กผู้หญิงเนื้อตัวเต็มมอมแมมอย่างวารี ถ้าพนักงานชายปล่อยให้วารีไปรบกวนลูกค้าท่านอื่น คนที่เดือดร้อนก็จะเป็นตัวเขาเอง

วารีเข้าใจพนักงานชายที่ต้องทำตามหน้าที่ แม้คำพูดและท่าทีของพนักงานชายจะค่อนข้างแย่ แต่เธอก็เคยชินกับสายตาดูถูกเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือเวลา เธอไม่อยากเสียเวลาไปมีเรื่องกับพนักงานชาย

“ด...เดี๋ยวก่อนค่ะ หนูแค่มาซื้อ ‘กระเป๋ามิติ’…นี่ค่ะเงิน สามารถตรวจสอบได้เลยค่ะ” วารีรีบพูดพลางยื่นตั๋วเงินมูลค่า 1000 เหรียญทอง ให้กับพนักงานชายเมื่อเห็นยามที่ยื่นอยู่กำลังเดินเข้ามา

พนักงานชายขมวดคิ้ว มองวารีอย่างสงสัย แล้วคว้าตั๋วเงินจากมือวารีไปอย่างรุนแรง ก่อนจะใช้วงเวทย์เพื่อตรวจสอบ และผลก็ปรากฏว่าตัวเงินนี้เป็นของจริง ใบหน้าของพนักงานชายบูดเบี้ยว แต่จากนั้นก็ยิ้มสดใสก่อนกล่าวว่า...

“นี่มันตั๋วเงินปลอม! ช่างกล้านัก! ยาม! จับนังเด็กนี้ไปส่งให้ทหาร!” พนักงานชายกล่าวพลางเก็บตั๋วเงินในมือเข้ากระเป๋าเสื้อของตัวเอง

พนักงานชายไม่คิดว่าเงินนี่เป็นของวารี เขาคิดว่าวารีโชคดีเก็บตั๋วเงินนี่มาได้จากข้างถนน ทำให้เขาคิดแผนเก็บตั๋วเงินนี้ไว้เองแล้วส่งวารีไปให้ทหารแล้วนำตั๋วเงินปลอมที่เตรียมไว้ยัดข้อหาให้กับวารี แม้เธอจะพยายามปฏิเสธแต่ก็ไม่มีทางที่ใครจะเชื่อคำพูดของเด็กยากจนอย่างวารี

“เอ๊ะ?” สีหน้าของวารีมืดลงขณะโดนยามหิ้วปีกออกไป

พนักงานยิ้มอย่างชั่วร้าย เงิน 1000 เหรียญทองเป็นจำนวนที่มหาศาลมาก เขาสามารถมีชีวิตได้อย่างสุขสบายไปทั้งชีวิตด้วยเงินจำนวนนี้

‘อยู่ๆก็ได้เงิน 1000 เหรียญทอง...ชีวิตข้าช่างดีจริงๆ” พนักงานชายยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อนึกถึงเงิน 1000 เหรียญทองในกระเป๋า

วันหนึ่งพนักงานชายได้รายได้จากการทำงาน 1 เหรียญเงิน ซึ่งจำนวนนี้ก็ถือว่ามากกว่ารายได้ของคนทั่วไปหลายเท่า แต่ก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเงิน 1000 เหรียญทอง ต่อให้เขาไม่ใช้จ่ายเงิน ตลอดทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีทางเก็บเงินได้ถึง 1000 เหรียญทอง ความโลภอยากได้เงิน 1000 เหรียญทองไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

วารีไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี จึงหยิบตั๋วเงินอีกใบออกมา

“น...หนูยังมีตั๋วเงินอีกใบค่ะ ตั๋วเงินใบนั้นอาจมีข้อผิดพลาดบางอย่าง ได้โปรดปล่อยหนูลงก่อน” วารีพยายามดิ้นขณะแกว่งตั๋วเงินไปมา พนักงานชายตาลุกวาวทันทีเมื่อเงินตั๋วเงินมูลค่า1000 เหรียญทองอีกใบ

‘ยัยเด็กนี้มันจะโชคดีเกินไปแล้ว เก็บตั๋วเงินมูลค่า 1000 เหรียญทองได้ตั้ง 2 ใบ…ตั๋วเงินนั้นต้องเป็นของข้า!’

“ยาม...ปล่อยตัวเด็กนั้น!” พนักงานชายกล่าว ยามปล่อยตัววารีตามคำสั่ง

วารีถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะมองไปที่พนักงานชายกำลังเดินเข้ามา

“เอามาให้ข้าตรวจสอบ พอดีข้าเป็นคนใจดี ถ้าเป็นตั๋วเงินจริงข้าจะไม่เอาความเรื่องตั๋วเงินปลอมอันเก่า แต่ถ้ายังเป็นตั๋วเงินปลอมอีกล่ะก็ ได้เจอดีแน่!” พนักงานชายกล่าวอย่างใจดี แต่สายตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโลภขณะจ้องมองตั๋วเงินในมือวารี

วารียื่นตั๋วเงินให้กับพนักงานชาย ท่ามกลางสายตาของคนบนท้องถนนที่จับจ้องมา

‘ใช่แล้ว เอาตัวเงินมาให้ข้า แล้วข้าจะส่งเจ้าเข้าคุกเอง ยัยเด็กโง่!’ พนักงานชายหัวเราะอย่างชั่วร้ายในใจ ขณะรับตั๋วเงินมาไว้ในมือ

‘ที่เหลือก็แค่ตรวจสอบแล้วบอกว่าเป็นของปลอม...ฮ่าฮ่าฮ่า เงิน 2000 เหรียญทองของข้า!’ พนักงานชายกระหยิ่มยิ้มย่อง ก่อนจะตรวจสอบตั๋วเงินในมือด้วยวงเวทย์ ซึ่งตั๋วเงินนี้ก็เป็นของจริง เขาพยายามเก็บสีหน้ายินดีไว้ พยายามบังคับให้หน้าดูบูดบึ้ง

“นี่ก็ยังเป็นตั๋วเงินปลอม! จับเด็กนี้ไปให้ทหาร!” พนักงานชายกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว

แม้จะผ่านไปนาน แต่ยามก็ยังไม่ขยับเขยื้อน 

“ทำอะไรอยู่? รีบมาจับตัวนังเด็กนี้ไปสิ” พนักงานชายพยายามสั่งให้ยามมาจับวารี แต่ยามก็ยังไม่ยอมขยับ ในตอนนั้นพนักงานชายก็รู้สึกได้ถึงลางร้าย เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าคนรอบๆนั้นเงียบแปลกๆ พนักงานชายมองผู้คนที่อยู่รอบๆ สายตาของทุกคนจ้องมองไปด้านบน

พนักงานชายค่อยๆเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจอภาพโปร่งใสที่เขียนว่า...

‘ผลการตรวจ ถูกต้อง’ เป็นข้อความที่จะปรากฏขึ้นเมื่อตรวจสอบว่าตั๋วเงินเป็นของจริง

พนักงานชายมองวารีอย่างตกตะลึง วารีก็มองตอบด้วยรอยยิ้ม

“มันเขียนไว้แบบนี้ใช่ไหมคะ? บนวงเวทย์ของคุณน่ะ” วารีกล่าว ไม่มีทางที่เธอจะโดนหลอกซ้ำสองกับมุกเดิมๆแบบนี้

พนักงานชายหายตกตะลึง เขาชี้หน้าวารี

“ตุกติก...นี้จะต้องเป็นการเล่นตุกติกกันแน่ ข้าสาบานได้ว่าบนวงเวทย์ของข้าเขียนว่า ‘ผลการตรวจ ผิดพลาด’ แน่นอน” พนักงานชายพยายามอธิบายคนอื่นๆ

“ดูเหมือนคุณจะมีความรู้เกี่ยวกับวงเวทย์ค่อนข้างน้อยนะคะ เดี๋ยวหนูจะอธิบายให้ฟังเองค่ะ”

มานาถูกรวมไว้ที่ปลายนิ้วชี้ของวารี นิ้วชี้นั้นวาดไปมาบนอากาศทุกร่องรอยของเส้นมานาไว้ ไม่นานเส้นมานาเหล่านั้นก็ถูกวาดเป็นวงเวทย์อยู่กลางอากาศ

“วาดวงเวทย์…กลางอากาศ?” ชายที่มุงดูอยู่พึมพำอย่างมึนงง

“เธอเป็นนักสลักอักขระ 3 ดาว!” หญิงชราที่หน้าอกมีสัญลักษณ์ของผู้ช่วยนักสลักอักขระ 1 ดาว กล่าวอย่างตกตะลึง

เหล่าคนที่อยู่รอบๆได้ยินคำพูดนั้นก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่ต้องกล่าวถึงพนักงานชายที่อ้าปากค้างไปแล้ว

ในฐานะอาชีพที่ยากที่สุด จำนวนของนักสลักอักขระจึงมีค่อนข้างน้อย ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะพบนักสลักอักขระระดับ 1 ดาว ตามท้องถนน ไม่ต้องพูดถึงนักสลักอักขระระดับ 3 ดาว ที่มีเพียงผู้มีฐานะเท่านั้นที่จะได้พบ

การใช้พลังเวทย์ดั่งพู่กันและมานาดั่งน้ำหมึก วาดวงเวทย์ขึ้นกลางอากาศนั้นมีเพียงนักสลักอักขระ 3 ดาว เท่านั้นถึงจะทำได้ ความสามารถในฐานะนักสลักอักขระของวารีถึงระดับ 3 ดาวตั้งนานแล้ว การวาดวงเวทย์ด้วยมานาจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ

“นี่คือวงเวทย์ หน้าจอ ที่หนูวาดไว้บนตั๋วเงินค่ะ มันมีหลักการทำงานง่ายๆคือการแสดงตัวอักษรและรูปภาพที่คัดลอกมาจากสิ่งที่มีอยู่จริง หนูไม่สามารถกำหนดข้อความตามที่ตัวเองต้องการได้ค่ะ” วารีกล่าวพลางนำกระดาษที่เขียนลิสต์รายชื่อสิ่งของต่างๆวางไว้บนวงเวทย์ที่อยู่กลางอากาศ

หน้าจอโปร่งใสปรากฏขึ้น พร้อมตัวอักษรที่ตรงตามเนื้อหาในกระดาษ

พนักงานชายแทบไม่อยากเชื่อภาพที่อยู่ตรงหน้า เขานึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่จึงลองหยิกหน้าตัวเองอย่างแรงจนใบหน้าบวมแดงด้วยความเจ็บปวด ไม่ว่าใครก็คงคาดไม่ถึงทั้งนั้น ว่าเด็กสาวยากจนคนหนึ่งจะเป็นนักสลักอักขระ 3 ดาว

ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงนักสลักอักขระ 3 ดาว แต่พนักงายชายก็ถอยไม่ได้แล้ว ถ้าเรื่องที่เขาโกงเงินลูกค้าแพร่ออกไป ไม่ใช่แค่ถูกไล่ออก ภาพลักษณ์ที่เขาสั่งสมมาก็จะหายไป ไม่มีใครกล้าจ้างเขาอีก!

“นี่ต้องเป็นแผนการของร้านค้าคู่แข่งเพื่อทำลายชื่อเสียงร้านค้าสมบัติของเรา! ใครเป็นคนส่งเจ้ามา!” พนักงานชายตะโกนเสียงดังพลางมองท่าทีของคนที่อยู่รอบๆ

“อย่างนี้นี่เอง...” 

“อา...จริงด้วย! ไม่มีทางที่อยู่ๆนักสลักอักขระ 3 ดาว จะปรากฏตัวที่นี่”

“นักสลักอักขระที่ไหนจะแต่งตัวแบบนั้น”

“นักสลักอักขระควรมีอายุหน่อยไม่ใช่เหรอ?”

“ต้องปลอมตัวมาแน่! ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีเด็กผู้หญิงเป็นนักสลักอักขระ 3 ดาว!”

เสียงซุบซิบแสดงถึงความไม่ไว้วางใจในตัวตนของวารีดังขึ้น พนักงานชายฉีกยิ้มกว้าง

“เจ้าคิดเหรอว่าวิธีตื้นๆแบบนี้จะทำลายชื่อเสียงของร้านค้าสมบัติได้? ไม่มีทาง!” พนักงานชายชี้หน้ากล่าวหาวารี ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบๆก็เชื่อคำพูดของพนักงานชาย

“หนูไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร แต่ตั๋วเงินนั้นเป็นของจริงอย่างแน่นอน ถ้าไม่เชื่อก็นำตัวเงินนั้นไปตรวจที่สมาคมนักผจญภัยได้ค่ะ” วารีกล่าวอย่างรู้ทันว่าพนักงานชายพยายามเบี่ยงประเด็นเรื่องของตั๋วเงินว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

“ไม่จำเป็น! ตั๋วพวกนี้เป็นของปลอมแน่นอน เจ้าตบตาข้าไม่ได้หรอก! เสียใจด้วยที่แผนการของเจ้าล้มเหลวแล้ว!” พนักงานชายรีบเก็บตั๋วในมือเข้ากระเป๋าเสื้อ

มีบางคนที่รู้สึกแปลกๆกับท่าทีของพนักงานชาย แต่พวกเขาก็ยอมรับได้ เพราะไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนจากร้านค้าคู่แข่ง ซึ่งการไปตรวจสอบที่สมาคมนักผจญอาจอยู่ในแผนของคู่แข่งก็ได้ นักสลักอักขระ 3 ดาว สามารถตบตาพวกเขาผ่านวงเวทย์ได้อย่าสบายๆ พวกเขาก็คาดว่าวงเวทย์หน้าจอก่อนหน้านี้ของวารีก็เป็นหนึ่งในกลลวงเช่นกัน

วารีมีสีหน้ามืดมน ถึงขนาดนี้แล้วพนักงานชายก็ยังไม่ยอมแพ้

ความจริงแล้วเธอไม่ต้องการเอาผิดพนักงานชาย เธอเพียงอยากได้เงินคืนเท่านั้น

“ดูเหมือนว่าหนูจะเข้าใจผิดไป ได้โปรดคืนตั๋วเงินปลอมพวกนั้นมาได้ไหมคะ?” วารีจำเป็นต้องหาทางลงให้กับพนักงานชาย เธอจึงพูดแบบนั้นออกไป แต่พนักงานชายกลับเข้าใจว่าตนเองเถียงชนะแล้ว จึงไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้เลย

“ตั๋วเงินพวกนี้เป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาล ถึงเจ้าจะเป็นนักสลักอักขระ 3 ดาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะอยู่เหนือกฎหมายได้! เจ้าจะต้องได้รับจากการที่มาหาเรื่องร้านค้าสมบัติลับ!” พนักงานชายกล่าวอย่างเที่ยงธรรม ในขณะที่ภายในใจยิ้มอย่างชั่วร้าย

ได้คืบจะเอาศอก! ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเงินเท่านั้น แต่ยังต้องการให้วารีถูกขังคุก!

วารีรู้สึกเสียดายเวลาที่ต้องมายืนเถียงไร้สาระเช่นนี้ เธอเดินเข้าใกล้พนักงานชาย

“จ...เจ้าจะทำอะไรน่ะ” พนักงานชายถอยไปอย่างหวาดกลัว

การเป็นนักสลักอักขระ 3 ดาว นั้นจะต้องเป็นระดับนักเวทย์ ขั้น7 เป็นอย่างต่ำ พนักงานชายเป็นเพียง นักเวทย์ ขั้น1 ไม่มีทางชนะเอาชนะได้

ยามก็ไม่กล้าเข้าไปห้าม เนื่องจากเขาเองก็เป็นเพียงนักเวทย์ ขั้น3 เท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างขั้นของระดับนักเวทย์กว้างใหญ่กว่าความแตกต่างระหว่างขั้นของนักเวทย์ฝึกหัดมาก

พวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าวารีเป็นเพียง นักเวทย์ฝึกหัด ขั้น9!

การใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับวารีเสมอ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน เธอไม่ได้ต้องการใช้กำลัง

“หนูอยากคุยกับผู้จัดการของร้านค้าสมบัติค่ะ” วารีกล่าว

พนักงานชายกำลังจะปฏิเสธ ก็มีคนๆหนึ่งเดินออกมาจากด้านในร้านค้าสมบัติ

หญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีมรกตและผมยาวเงางาม อยู่ในชุดเครื่องแบบของร้านค้าสมบัติ

“เจ้าอยากคุยกับข้าเหรอ?” หญิงสาวถาม

วารีมองหญิงสาวนัยน์ตาสีมรกตอย่างหวาดระแวง

คนทั่วไปอาจไม่รู้สึก แต่วารีมีความรู้สึกไวต่ออันตราย และเธอก็รู้สึกได้ถึงอันตรายจากหญิงสาวคนนี้ ความรู้สึกอันรุนแรงนี้ทำให้เธอคาดเดาได้ว่า หญิงสาวคนนี้อย่างน้อยก็อยู่ในระดับจอมเวทย์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 165 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น