Demon story : บันทึกของจอมมารแห่งปราสาทลำดับที่ 11

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 589 Views

  • 17 Comments

  • 29 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    4

    Overall
    589

ตอนที่ 10 : บทที่ 9 : เข้าสู่เมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ม.ค. 62

บทที่ 9

 

 



พอมาถึงรุ่งเช้า หลังจากพักผ่อนกันเต็มที่แล้ว พวกเราก็เดินทางเข้าไปในเมืองกันต่อ

 



ข้ายืนนิ่งนึกระยะทาง จากป่าต้องห้ามสู่เมืองใช้เวลาประมาณสองวัน หากเร็วพอน่าจะไปถึงปราสาทน่าจะใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์

 



ทันทีที่ผ่านเมืองหน้าด่านเข้ามา ทุกอย่างดูครึกครื้นผิดจากบรรยากาศโรงเตี๊ยมม้า ผู้คนเดินกันขวักไขว่ พ่อค้าจากทุกสารทิศพากันเร่ขายสินค้า ชาวเมืองต่างเดินไปมากันรื่นเริง ว่าแล้วข้าก็นึกถึงอดีตที่ก่อเรื่องเดือดร้อนกับมนุษย์เล่นๆเพราะตอนนั้นนึกสนุกขึ้นมา

 


มีตั้งแต่เผาเมืองเล่นๆ หาเรื่องไปทั่ว

 



ครั้งนึงค่าหัวข้าเคยพุ่งเป็นเลขหลายหลัก จนท่านพ่อกลุ้มใจจนส่งคนมาคุมความประพฤติระยะใหญ่เลยทีเดียว เนื่องจากเกรงว่าข้าจะตายก่อนวัยอันควร ยังมิพอยังเอ่ยบ่นต่อว่าต่อไปนี้จะมีหน้าไปเป็นราชาจอมมารได้ยังไง ในเมื่อทำตัวเป็นลูกกระจ๊อก คอยป่วนชาวบ้านไปทั่วอย่างนี้

 


ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงได้เรียนรู้การปั่นหัวผู้อื่นจากเบื้องหลัง

 


และมีเรื่องเกิดขึ้นอีกอย่าง ในยามนั้น ข้านึกไปลักตัวราชาแดนมนุษย์มา ก็มิวายโดนด่าอีก สาเหตุน่ะหรือ คือโดนพวกนั้นถล่มปราสาทเสียเละเทะ

 


ไม่รู้จักประเมินกำลัง ไปทำยังไงให้ได้ถึงแพ้ ท่านพ่อกล่าวไว้เช่นนั้น

 

และเนื่องจากความรำคาญในความจู้จี้จุกจิก นับแต่นั้นมาข้าจึงอยู่อย่างสงบไม่ไปก่อเรื่องที่ไหนอีก

 



ตอนนี้ข้าเกียจคร้านเกินกว่าจะทำเช่นนั้นแล้ว เลยกลายเป็นว่าข้าชอบที่จะนั่งบนบัลลังก์เฉยๆ ลูบหัวมังกรใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแทน แต่ก็เหมือนกรรมตามสนองอย่างไรชอบกล เมื่อกลายเป็นว่าเรื่องวุ่นวายตามมาหาข้าเอง

 

เอาจริงๆพวกมนุษย์นั้นน่าสนใจและน่ารำคาญในสายตาข้าในเวลาเดียวกัน แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก เว้นแต่บางจำพวกหรือบางคน และในช่วงเวลาสั้นๆ ข้านั้นเคยเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์หลายอย่างมากเลยทีเดียว จึงสามารถปะปนกับพวกมนุษย์ได้โดยไม่ผิดแปลกอะไรนัก

 

ข้าหยุดคิดชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็มองไปรอบๆเพื่อหาสิ่งที่ตนต้องการ


สายตาข้าสอดส่องหาร้านค้าต่างๆ จนมาหยุดอยู่ที่ร้านขายอาวุธ และก็เป็นปกติของเจ้าเด็กเอเดนนั่น เมื่อเห็นอะไรที่มันสนใจมันจะวิ่งพุ่งเข้าใส่ทันทีแบบไม่รีรอหรือถามความเห็นอะไรใดๆ

 


และในกรณี เหมือนจะเป็นประตูร้าน

 

ข้ามองตาม ถ้าเกิดมันหกล้มขึ้นมา จะหัวเราะสมน้ำหน้ามันเข้าให้

 



พอย่างเท้าเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านก็ออกมาต้อนรับ พร้อมกับชี้ชวนให้ดูอาวุธต่างๆ

เอาจริงๆข้าไม่ได้ใส่ใจมากนัก คนที่อาการออกหน้าออกตามากเป็นพิเศษก็เห็นทีจะเป็นเจ้าเด็กนั่น

 


มันทำตาลุกวาวเมื่อเห็นดาบประเภทที่อัศวินเขาใช้กันที่ตั้งเรียงรายเป็นแผง หรือธนูคันงามแต่จากสายตาข้าแล้วหาอะไรดีไม่ได้ หรือโล่ที่พิงอยู่ข้างฝาสลักเป็นลวดลายสวยงามบรรจง แต่ราคาแพงหูดับตับไหม้

 


เอาจริงๆข้าก็มีจ่ายหรอก แต่ของที่กองๆในปราสาทของข้าดีกว่าพวกสัปปะรังเคพวกนี้เยอะ ของดีระดับผู้กล้ามาใช้กับจอมมาร แต่มิวายเป็นขยะในปราสาทเพราะฝีมือพวกบ้านั่นไม่ถึงเสียเอง ข้าปล่อยให้เจ้าเด็กเอเดนชื่นชมของพวกนั้นของมันแบบเดียวกับคนที่ไม่เคยเห็นอะไรสวยงามพึ่งเห็นอะไรแบบนี้ครั้งแรก

 


ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้าเด็กนั่นหรอกนะ ข้าแค่พูดความจริง….

 



“แล้วท่านจะรับอะไรไหม”

 

เจ้าของร้านชี้ชวน เอาจริงๆที่ข้าพอดูอยู่คือพวกคทาเวทย์ ซื้อมามิใช่เพื่อใช้งานหรอก แต่เพื่อถือไว้แสดงตนตบตาเฉยๆ เพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น เพราะยิ่งใกล้เขตเมืองหลวง โดยเฉพาะใกล้กับปราสาทมากเท่าไหร่ การตรวจตราของทหารยามก็คงมีมากขึ้นตามตัว จะเดินตัวเปล่าแบบชาวบ้านธรรมดาเข้าไปก็กระไรอยู่

 


 

ข้าเอ่ยความต้องการกับเจ้าของร้านไป เจ้าของร้านพยักหน้าหงึกๆแล้วก็หลบไปด้านหลัง ส่วนเจ้าเด็กเอเดนวิ่งมาหาข้าอย่างรวดเร็ว ถือของติดไม้ติดมือมาด้วย พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนข้ายกใหญ่

 

“ท่านนักเวทย์ ข้าอยากได้นี่อ่ะ”

 


เจ้าเด็กบ้านั่นเอ่ย รบเร้าเหมือนเด็กจะเอาของเล่น ข้ามองดาบและธนูในมือของมันด้วยสายตาว่างเปล่า เอาเถอะ ของที่มันพกติดตัวมาจากป่าก็ใช่ว่าจะเป็นของดีนัก ออกแนวถูลู่ถูกังพอประทังชีวิต มีไว้เพื่อล่าสัตว์แต่มิได้มีไว้เพื่อป้องกันตัวหรือสังหารผู้ใด ไม่เหลือบ่ากว่าแรงยอมยกๆให้มันซื้อไปก็ได้ ค่าที่มันยิงก็อบลินนั่นได้หรอกนะ

 

“เอาสิ แต่ที่เจ้าถือนั่นไม่ได้ดีกว่าของเดิมเลยสักนิด”

 


ข้ามองของที่มันเลือกที่ออกจะหรูหราเกินสมควร ยามใช้อาวุธลายตกแต่งหาใช่สิ่งจำเป็นไม่ ที่สำคัญคือการใช้งานต่างหาก พวกผู้กล้าทั้งหลายที่ใช้ดาบลายสังหารมังกรนี่ก็ล่อเป้าให้ไอริสตบร่วงแล้วโยนออกนอกปราสาทกันไปหลายคนแล้ว ข้ากวาดตามองรอบร้านหยิบดาบเล่มหนึ่งกับธนูอีกอันออกมา

 

“ดาบเอานี่ไป เลือกที่เหมาะกับตัวเจ้า ส่วนธนูอันนี้ น่าจะพอๆกับแรงที่เจ้าง้างมัน น่าจะขึ้นสายยิงได้เร็วกว่าอันเก่า น่าจะเอาไว้ยิงคนที่เจ้าไม่ชอบขี้หน้าให้ตายได้ไวขึ้น”

 

ข้าเอ่ย แม้ว่าจะรู้สึกตงิดอยู่ในใจเหมือนผู้ปกครองพาเด็กมาซื้อของก็ตามที ส่วนไอริสนางลอบมองผ่านกระเป๋าเสื้อยกแขนขีดๆดาบ เผยให้เห็นว่าดาบนั้นดีพอที่จะโดนเล็บมังกรแล้วไม่เป็นรอยอะไร ถือว่าเป็นอันผ่าน แต่ขณะเดียวกันก็มองเขม็งมาทางข้า เป็นเชิงตำหนิว่าสอนอะไรไม่ดีให้เด็ก

 

ข้ามองไปที่อื่นแล้วเอ่ยต่อ

 

“ส่วนลูกธนูก็เลือกเอาเอง แบบแหลมธรรมดายิงต้านลมดีและเร็ว ไอ้นี่เจ็บแบบคันๆ แบบหัวเกลียวอันนั้นเจาะเกราะได้ โดนไปทีแล้วเจ็บมากอยู่ แบบหัวบากจะฝังลึกในแผล ดึงออกยาก ถ้าโดนอาจจะใช้เวลาสักสองสามวันในการดึงออก”

 

“โห ท่านพูดเหมือนโดนธนูเจาะเองเลย”

 

ไอ้เด็กนั่นให้ความเห็นจนน่าตบหัวสักทีสองที


“แค่เคยโดนถากๆ”

“แต่ฟังดูท่านรู้เรื่องธนูหลายประเภทนี่ เหมือนท่านชอบความเจ็บปวดนะ

 

ข้ามองเขม็ง ไอ้เจ้าเด็กเวรนี่

 

เอาจริงๆสมัยที่ไปหาเรื่องชาวบ้านข้าเองก็โดนแผลเจ็บตัวมาเยอะอยู่ ทั้งดาบ ธนูและคมหอกก็รับมาหมดแล้ว อย่างมากก็แสบๆคันๆ ระคายผิวสักสี่ห้าวันก็หาย

 

ต่อให้ยกทัพมา หรือผู้กล้าจากที่ไหนก็ตาม การที่จะจัดการข้าได้ มันไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่มักจบลงด้วยการเป็นตอตะโกกันทั้งแถบ ส่วนข้าก็นั่งบนบัลลังก์สบายใจเป็นฉากจบปิดท้ายแบบทุกที

 

ข้าปล่อยให้เจ้าเด็กเอเดนชื่นชมอาวุธใหม่ของมันไป ในขณะที่เจ้าของร้านที่หายไปโผล่มาอีกครั้งพร้อมคทาเวทธรรมดา ข้ารับมันมาโดยไม่ตรวจสอบอะไรมากนัก โยนๆหมุนๆเหมือนกับเป็นของเล่นติดไม้ติดมือ ก่อนจะคว้าอัญมณีในถุงขึ้นมาพร้อมกับยื่นให้เจ้าของร้านอาวุธเป็นค่าตอบแทน

 

“นี่สำหรับค่าคทากับอาวุธเจ้าเด็กนั่น”

ข้าเอ่ย ขณะที่เจ้าของร้านอาวุธมองอัญมณีในมือเลิกลั่ก สายตาข้าพอดูออกว่าเจ้าของร้านนั่นน่าจะประมูลมูลค่ามันได้ เพราะเจ้านั่นเอาแว่นมาส่องแล้วทำตาโตขึ้นมา

 

แต่สำหรับจอมมารแล้วอัญมณีที่ถูกดึงเอาพลังไปก็หมดความหมาย มันก็แค่ก้อนหินที่มีสีธรรมดาๆ ซึ่งไม่น่าสนใจอะไร แต่สำหรับพวกมนุษย์คงจะไม่เป็นแบบนั้น เจ้าของร้านส่ายหัวไม่เอาทำให้ข้าประทับใจอยู่นิดหน่อยว่าในหมู่พ่อค้าชาวมนุษย์ ยังมีผู้ที่ไม่ถูกความโลภครอบงำเหลืออยู่

 

“มันออกจะมากเกินไปน่ะท่าน”

“ไม่เป็นไร ข้าขี้เกียจเอาเจ้านี่ไปแลกเป็นเงินแล้วเดินกลับมาที่นี่อีก รับๆไปซะ อย่าเรื่องมากนัก”

 

พอเอ่ยจบประโยคเจ้าของร้านก็มองข้าเหมือนกับมองตัวประหลาด พวกมนุษย์นี่เข้าใจยากชะมัด


----------------------------------------------

Talk

ปล่อยเขาเดินเล่นกันต่อไปนิดนึง อาจจะอืดๆหน่อยนะคะช่วงนี้ ชมนกชมไม้กันไป O<-----<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น