Demon story : บันทึกของจอมมารแห่งปราสาทลำดับที่ 11

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 575 Views

  • 17 Comments

  • 29 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    143

    Overall
    575

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 : โรงเตี๊ยมม้า [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 ม.ค. 62

บทที่ 8

 



 

 

ประตูห้องพักปิดลง พร้อมกับข้าที่เดินดุ่มเข้าไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ก่อนจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ เอ่ยกับไอริสที่ไต่ออกมาจากกระเป๋าและขยายร่างเนื่องจากอุดอู้ในที่คับแคบเสียนาน

 



“เจ้าพวกเวรพวกนั้น สักวันข้าจะเผามันเสียให้หมด”

 

 


ข้าพึมพำ นางมังกรส่ายหัวอย่างระอา มองข้าทรุดตัวบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อย

ไม่ได้คุยเป็นเรื่องเป็นราวกับมนุษย์เสียนาน เล่นเสียเอาข้าหมดแรง

 

 

 


เสียงประตูเปิดไล่หลังตามมา ด้วยสาเหตุบางอย่าง ข้าเห็นเจ้าเด็กเอเดนทำหน้าแหยงๆใส่

 



 

“เมื่อครู่นี้ท่านทำหน้าโคตรจะน่ากลัวเลย”

“น่ากลัว?

“ใช่ เหมือนจ้องจะกินเลือดกินเนื้อพวกนั้น มีอะไรทำให้ท่านอารมณ์เสียรึเปล่า”

 


เจ้าเด็กนั่นวิจารณ์ตรงๆ ส่วนข้าเหลือบมองมันด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก พยายามไม่ถือกับประโยคที่พวกมนุษย์พูดกันเมื่อครู่

 



มนุษย์มักจะกลัวสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็นอยู่เสมอ ช่างงี่เง่าเสียจริง

ข้าถอนหายใจ

 

คงมีแต่ไอริสเท่านั้นแหละที่เข้าใจความรู้สึกนี้ เพราะนางเองก็เคยมีอดีตอันเลวร้ายกับพวกมนุษย์เช่นกัน ส่วนเจ้าเด็กไอเดนก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่ข้าไม่สบอารมณ์ต่อไป ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ

 



 

จนกระทั่งมันทำท่าว่านึกขึ้นมาได้แล้วเริ่มถามขึ้นมาอีกรอบ

 

“เอ่อ ข้าขอถามอย่างละเอียดหน่อยได้ไหม เวทมืดที่ท่านว่าคืออะไร”

 



ดูท่ามันยังติดใจเรื่องนี้ไม่หาย ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านนั้นมาแล้ว ข้าถอนหายใจพลางตอบ

 

“มันคือเวทที่ดูดเอาพลังชีวิตของผู้คน ส่วนมากมีในปิศาจก็จริง เพราะบางจำพวกก็ใช้ชีวิตโดยการดูดกลืนพลังชีวิตจากสรรพสิ่งต่างๆ แต่มนุษย์ผู้ใช้เวทย์จำพวกนี้เองก็มี มีอะไรจะถามอีกไหม--

 


ข้าเอ่ยตอบอย่างเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่ามันยังมีเรื่องข้องใจอีกหลายเรื่อง เอาเถอะ เห็นแก่ที่มันเก็บงำความสงสัยจนไม่กล้าถามเสียนาน วันนี้ข้าจะหยวนๆให้มันหน่อยก็แล้วกัน

 



“แล้วมีวิธีปราบมันไหม หรือดูยังไงว่าใครใช้เวทมืด” เจ้าเด็กนั่นถามต่ออย่างสงสัย

 

 

“ถ้าจะปราบคงต้องปราบที่ต้นตอ แต่เวทมืดนี่เจ้าต้องดูเอาเอง แต่ก็มีวิธีตรวจสอบง่ายๆเหมือนกัน อย่างใช้อัญมณี”

 



 

ข้าเอ่ย พลางคว้าถุงใส่อัญมณีในกระเป๋าเสื้อ พลางหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นก่อนที่จะร่ายมนต์ลงไป สักพัก อัญมณีบนมือข้าก็เริ่มทอประกายแสงสีแดงออกมาอย่างเด่นชัด นั่นเป็นสีประจำเวทของข้าเอง ซึ่งเป็นเวทธาตุไฟ ข้าอธิบายให้เจ้าเด็กบื้อนั่น

 


“แสงที่ออกมาจะแสดงเวทแต่ละธาตุ สีแดงคือธาตุไฟ สีน้ำเงินคือธาตุน้ำ สีเขียวคือธาตุดิน สีขาวคือธาตุลม สีทองคือธาตุแสง และสีม่วงคือธาตุมืด ยิ่งสว่างมากก็ยิ่งแสดงว่ามีพลังในธาตุนั้นมาก”

 

“ขอข้าดูด้วย”


 

 

เจ้าเด็กเอเดนเอ่ย พลางยื่นมือตัวเองขออัญมณีในมือข้า ข้าปล่อยให้มันร่วงลงไปในมือเจ้านั่นที่รองรับ

ทันทีที่อัญมณีร่วงลงมือของมัน แสงพลันดับวูบทันที เจ้าเด็กนั่นแสดงอาการผิดหวัง

 



“แล้วถ้าไม่มีแสงล่ะ”

“หมายความว่าเจ้าไม่มีพลังเวท”

 

ข้าเอ่ยตอบไปตามตรง เจ้านั่นมิวายเซ้าซี้ถามต่อ

 



“แล้วข้าจะมีได้ไหม”

“ไม่ พลังเวทเป็นพลังที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด คนมีก็คือมี คนไม่มีก็คือไม่มี มิเช่นนั้นนักเวทในดินแดนนี้จะหายากหรือ”

 

ข้าเอ่ย จำนวนนักเวทในแคว้นลาเซียนั้นมีน้อยเมื่อเทียบกับแคว้นอื่น พลังเวทนั้นเป็นพลังติดตัวแต่กำเนิด เป็นการดึงพลังธรรมชาติรอบตัวออกมาใช้ โดยมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนคือมานาหรือพลังชีวิต

 


เพราะเช่นนั้นเอง นักเวทจึงทรงพลัง และงดงาม อีกทั้งเป็นที่ยอมรับจากเหล่าราชวงศ์ แต่เพราะการใช้มานาแลกเปลี่ยนพลังชีวิตเช่นนั้นเอง นักเวทส่วนมากจึงอายุสั้นกันทุกคน


ซึ่งนั่นดูเป็นพรที่พวกมนุษย์มิปรารถนากันนัก...

 

 


สีหน้าเจ้าเด็กเอเดนดูผิดหวังอย่างชัดเจน ก่อนทำใจยอมรับแล้วส่งของในมือกลับคืนข้า ดูเหมือนว่ามันยังมีเรื่องที่คิดไม่ตกอยู่อีกเรื่องหนึ่ง

 

 

“ท่านนักเวท ข้ามีอีกคำถามสุดท้าย”

“ว่ามา”

 


“ธนูกับดาบของข้า จะสามารถจัดการกับเจ้าสิ่งที่ใช้เวทมืดนั่นได้ไหม”

 



ข้าเหลือบมอง พลางทิ้งคำตอบให้มันคิดเอาเอง

“นั่นขึ้นอยู่กับเจ้าจะใช้มันยังไง”

 



 

เจ้าเด็กนั่นถอนหายใจอย่างปลงตก ส่วนไอริสเข้าไปคลอเคลีย เจ้านั่นจึงยิ้มออกมาได้ ข้ากอดอกยืนมองพร้อมกับเอ่ย

 

“งั้นคืนนี้ก็รีบนอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะออกจากที่นี่แล้วเข้าเมือง”

 



เจ้าเด็กนั่นพยักหน้ารับคำ กระโดดขึ้นไปบนเตียงของมันแล้วหลับปุ๋ยไปในทันที ข้าดับเทียนในห้องพักลง นั่งกอดอกนิ่งในความมืด สายตาเฝ้ามองไปยังหน้าต่างด้านนอก ด้วยความรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่

 

 



 

ภายใต้เงามืดด้านนอก เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏ หมาป่าหลายตัวเดินล้อม แววตาสีเหลืองประกายกร้าวจ้องมองไปยังโรงแรมนักเดินทางที่ตั้งกลางสามแยกทางแพร่งนั้น

 

“ชู่ว เย็นไว้”

 

เสียงอย่างเงาหนึ่งเอ่ยเตือน มันเองก็จ้องมองไปยังทิศเบื้องหน้าเช่นกัน

 

“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่ว่าสักวันหนึ่ง

 

ก่อนที่พวกมันจะหายไปในความมืดมิด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #13 ??? (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:31

    สังหรณ์ใจว่ามีเรื่องอีกแหงๆ

    #13
    0