ล้ น ใ จ รั ก ชุดรักคือเธอ (บุษบา + คาวี)

ตอนที่ 39 : Who are ‘อีหวึ่ง’? [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 401
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    30 ม.ค. 64

เสียงหัวเราะกังวานอย่างขบขันดังไปตลอดทางที่รถพ่วงบุโรทั่งขับผ่าน บุษบากุมหน้าท้อง กลั้นหัวเราะแทบตายกว่าจะเดินออกจากงานมาได้ เขาอาศัยจังหวะที่ อบต. มิ่งได้รับเชิญเข้าไปในบ้านพาเธอวิ่งออกมา แขกเหรื่อหลายคนมองตามอย่างสงสัย พอมีใครถามคาวีก็ประกาศว่า…ปวดท้องหนัก แถมยังบอกอีกด้วยว่า…

‘ขี้ส้วมไหน ก็ไม่สุขใจเท่าส้วมที่บ้าน’

คาวีอมยิ้มมองใบหน้าหวานที่แต้มรอยยิ้มขบขัน ถูกใจเรื่องไหนไม่ถูกใจ ดันถูกใจเรื่องขี้นะแม่คุณ…ผู้หญิงอะไรเฟอะฟะ น่ารักชะมัดยาดเลย แบบนี้แล้วเขาจะอดใจไหวหรือ

รถพ่วงบุโรทั่งจอดหน้าบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งมียายสูงวัยยืนโบกมือหย็อยๆ เรียกสองหนุ่มสาว หญิงชราเดินหลังค่อมกลับไปนั่งตรงเพิงหน้าบ้านซึ่งปลูกไว้สำหรับพักผ่อน บนนั้นมีข้าวต้มมัดหลายมัดเรียงบนกระจาด บุษบาลงจากรถก็เห็นว่านางกำลังหยิบข้าวต้มมัดใส่ถุงพลาสติก

“มาเอาข้าวต้มมัดไปกินเด้อ” นางบอกเป็นภาษาท้องถิ่น

“ขอบคุณหลายๆ ครับยาย” คาวียกมือไหว้ขอบคุณ พร้อมทั้งดันตัวหญิงสาวให้นั่ง ส่วนเขาก็หย่อนก้นนั่งติดกัน

“บ่เป็นหยัง พาอีหล่าไปงานแต่งมาเหรอ” ยายพยายามพูดกลางผสมภาษาท้องถิ่นบุษบายิ้มให้ ไม่อยากจะบอกว่าเธอฟังออกแม้จะพูดไม่คล่องก็ตาม ‘อีหล่า’ คนอีสานใช้แทนตัวลูกหลาน นัยว่าเรียกอย่างเอ็นดู

“ครับยาย พา ‘อีหวึ่ง’ ไปเปิดหูเปิดตา” คาวีบอกเสียงกลั้วขำ พยักพเยิดหน้ามาทางเธอ คนที่พอฟังออกทีแรกงง

Who are… ‘อีหวึ่ง’?

แล้ว ‘อีหวึ่ง’ แปลว่าอะไร

หญิงสูงวัยหัวเราะจนน้ำหมากกระฉอก ยกผ้าเช็ดหน้าซับพลางขำ ก่อนส่งสายตาอ่อนโยนมาให้หญิงสาว จากที่ขำเรื่องขี้ๆ คราวนี้บุษบาขำไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าอีหวึ่งแปลว่าอะไร

“เอิ้นกันเป็นตาฮักน้อ คนนี้ตัวจริงแม่นบ่”

“บ่เคยมีตัวจริงตัวปลอม มีแต่คนนี้คนเดียวครับยาย” คาวีตอบไม่ตรงคำถาม กระนั้นหญิงสูงวัยที่ผ่านน้ำร้อนน้ำเย็นมามากกว่าก็เข้าใจ นางหันไปค้นล่วมยาซึ่งวางอยู่ในตะกร้าหมากพลู

“มาๆ ยายสิผูกแขนให้ มาใกล้ๆ ยายสิอีหล่า”

บุษบาที่ยังงงๆ ถูกคาวีสะกิดให้เขยิบตัวไปใกล้หญิงชรา คำอวยพรพรั่งพรูออกจากริมฝีปากที่เปื้อนน้ำหมาก เป็นคำอวยพรที่ไพเราะคล้องจองและมีเอกลักษณ์ด้วยภาษาท้องถิ่นคาวียื่นแขนไปด้านหน้า โดยที่นั่งอยู่ในท่าช้อนหลังหญิงสาว คนนั่งหน้าเลยพลอยหน้าแดงวินาทีต่อมาเธอก็ต้องตัวแดงเป็นกุ้งลวกกับคำอวยพรสุดท้ายของคุณยาย

“ฮักกันโดนๆ เด้อ…”

 

ความสงสัยบวกกับความอายทำให้หญิงสาวหลบหน้าหนุ่มเจ้าของบ้าน ด้วยการหานู่นหานี่ในครัวทำจนไม่มีเวลาว่าง ส่วนคาวีเมื่อเห็นดังนั้นจึงออกไปดูฟาร์มและสวนกล้วยซึ่งแม้เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว กระนั้นงานในไร่ก็ยังไม่หมดไป เพราะคนงานยังต้องตัดแต่งกิ่งใบกล้วย ตัดแต่งหน่อและกำจัดวัชพืช

แต้วกลับมาจากบ้านงานแต่งพร้อมมะยม เด็กสาวช่วยบุษบาทำกับข้าวมื้อเย็นรอเจ้านาย กว่าคาวีจะกลับถึงบ้านก็หลังหกโมง งานในฟาร์มโคกำลังวุ่น มีแม่โคหลายตัวกำลังตั้งท้อง ชายหนุ่มจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด สองหนุ่มสาวกินข้าวเย็นกันโดยไม่พูดไม่จา ส่วนหนึ่งเพราะบุษบาตั้งหน้าตั้งตากิน ราวกับประกาศว่าอย่าชวนคุย คาวีเลยรามือไม่พูดก่อกวน ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อนึกถึงสีหน้าตอนที่หญิงชราอวยพรให้ เธอหน้าแดงซ่านจนน่าจับมาหอมสักหลายๆ ฟอดทีเดียว

การหลบหน้าหลบตาไม่ยอมสบตาหรือพูดจายุติในเช้าวันรุ่งขึ้น บุษบาลงมาช่วยสมทรงในครัวเช่นทุกวัน ส่วนคาวีออกไปที่ฟาร์มตั้งแต่เช้าตรู่เหมือนเดิม เช้านี้หญิงสาวทำข้าวต้มกระดูกหมู สมทรงเลยอาสาผัดผักบุ้งให้ แต้วเข้ามาช่วยเด็ดผักพร้อมเสนอให้นายสาวทำยำไข่เค็มเพิ่มอีกอย่างโดยย้ำว่านายชอบ สาวดอกไม้เลยต้องทำกับข้าวเพิ่มอีกอย่างไปโดยปริยาย เพราะเจ้าของบ้านหนุ่มชอบ

“กับข้าวที่งานแต่งเมื่อวานอร่อยนะป้าสม” แต้วชวนคุยขณะเด็ดผักบุ้ง

“อืม ได้ยายแป้นหมู่บ้านข้างๆ มาเป็นแม่ครัวใหญ่” สมทรงพูดถึงเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มีฝีมือทางด้านการทำอาหารจนเลื่องลือไปหลายหมู่บ้าน มีงานอะไรทุกคนต่างไปจ้างมาเป็นแม่ครัว

“ก้อยเนื้อแซ้บแซบ แต้วเห็นอ้ายยมห่อใส่ถุงกลับบ้านด้วยแหละป้า” แต้วพูดฉอดๆ

ฟังแล้วสมทรงนึกอยากจะแพ่นกบาลลูกชาย งานไหนงานนั้น พกถุงพลาสติกไปด้วย!

บุษบาฟังสองสาวต่างวัยคุยกันเพลิน ก่อนแอบย่นคิ้ว ‘ก้อยเนื้อ’ มันทำจากเนื้อดิบๆไม่ใช่หรือ อึ๋ย…หญิงสาวทำหน้าสยอง เคยเห็นเพราะครั้งหนึ่งน้องชายคนเล็กเคยเล่นแผลงๆเอามาขึ้นโต๊ะ ต่างกันตรงที่ไม่ใช่เนื้อวัว คิดถึงน้องชายแล้วขนอ่อนบนต้นแขนหญิงสาวลุกชันแม่เคยบอกว่าเธอได้รับถ่ายทอดฝีมือการทำอาหารจากแม่มาหมดจนไม่เหลือให้น้องชายผู้ชื่นชอบการทำอาหารเหมือนกัน

เธอผิดอย่างนั้นหรือ บางทีก็มีคำถามนี้ดังอยู่ในหัวแต่คำตอบคือ…ไม่! มหาเสน่ห์ต่างหากล่ะที่ได้รับมันไปมากกว่าเธอ เพียงแต่เจ้าน้องชายมีตรรกะความคิดผิดแผกและเพี้ยนไปเอง เลยจับนู่นจับนี่ผสมกันจนมั่ว

ข้าวต้มกระดูกหมูส่งกลิ่นหอมฉุยคลุ้งไปทั่ว บุษบาวางมือจากงานหน้าเตา เดินไปหยิบจานชามมาวางเรียงไว้ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้…

“ป้าสมคะ” สาวดอกไม้เรียกสมทรงที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตา นางทอดปลาหมึกแห้งเพิ่มอีกอย่าง ทำไปทำมากับข้าวจะล้นโต๊ะ แต่ไม่ว่าจะเยอะอย่างไรก็หมดเกลี้ยงเพราะคนกินตัวใหญ่

“คะ คุณเดหลี” สมทรงขานรับ

“อีหวึ่งแปลว่าอะไรคะ”

สองสาวต่างวัยสบตากัน ก่อนที่สมทรงจะรีบนำปลาหมึกซึ่งทอดได้ที่ขึ้นมาพักไว้ในตะแกรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำมัน แต้วเองก็วางมือจากการหั่นหอมหัวใหญ่ ทั้งสองมองบุษบา

“คุณเดหลีไปได้ยินคำนี้มาแต่ไหนคะ” สมทรงถามด้วยสีหน้ากึ่งๆ ยิ้ม

“คุณคาวีค่ะ”

“อ่า แล้วนายเรียกใครคะ” คราวนี้แต้วเป็นคนถาม

“หือ เอ่อ…” หญิงสาวอึกอัก ก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “เรียกเดหลีนี่แหละค่ะ เขาคุยกับคุณยายเจ้าของบ้านที่อยู่ตรงทางโค้ง…”

“ตายละ! นายนี่ปากร้ายจริงๆ” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ใบหน้าคนพูดกลับเอ็นดูเจ้านายเหลือแสน

“ป้าน่ะ คำพูดกับสีหน้าไม่เข้ากันเลย” แต้วท้วง “นายปากร้าย ก็ต้องทำหน้าดุๆ ด้วยสินี่อะไร ทำหน้าเอ็นดูเหมือนชอบใจที่นายเรียกคุณเดหลีอย่างนั้น”

บุษบาพยักหน้าเห็นด้วย คำพูดและใบหน้าของสมทรงต่างกันจริงๆ ด้วย

“แหมนังแต้ว…ที่นายเรียกคุณเดหลีแบบนั้น ก็เพราะเอ็นดูคุณเดหลีนี่” แม้จะอยากใช้คำว่า ‘รัก’ แต่สมทรงก็ไม่อาจพูดออกไป เพราะไม่รู้ว่าสองหนุ่มสาวสานสัมพันธ์กันถึงระดับนั้นหรือยัง

“เอ็นดูอะไร เรียกอีหวึ่ง” คนที่เคยโดนพ่อเรียกแบบนี้บ่นปอดแปด

“ตกลงอีหวึ่งมันแปลว่าอะไรคะ” บุษบาถามสองสาวที่ทำท่าจะถกเถียงกัน

สมทรงโบ้ยไปให้แต้วเป็นคนบอก…

“อ่า ความหมายมันมีสองมุมนะคะคุณเดหลี” แต้วเกริ่นจนสมทรงหลุดหัวเราะพรืด

‘นังเด็กนี่ช่างสำบัดสำนวน มีที่ไหนความหมายสองมุม’

“คุณเดหลีอยากฟังมุมไหนก่อน”

คิ้วโก่งเรียวขมวดพันกันยุ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมมีสองมุม “แล้วแต่แต้วจะอธิบายดีกว่า” เธออยากฟังทั้งสองมุมนั่นแหละ

“เอ่อ พ่อหนูเรียกหนูแบบนั้นบ่อยๆ น่ะค่ะคุณเดหลี”

ฟังแล้วบุษบาใจชื้น แบบนี้ก็น่าจะใกล้เคียง ‘เอ็นดู’

“แต่หนูไม่ชอบเท่าไร เฮ้อ…หนูไม่รู้จะอธิบายยังไง คือที่พ่อหนูเรียกเนี่ย เพราะเอ็นดูลูกสาวแน่ๆ แต่กับนายน่ะ หนูไม่รู้…” แต้วอุบอิบในตอนท้าย

ยิ่งฟังบุษบายิ่งงง แต้วอธิบายได้แบบต้องคูณ ‘งอ.งู’ เข้าไปอีกร้อยตัว

“พอๆ เถอะนังแต้ว ยิ่งแกพูดคุณเดหลีเธอยิ่งงง” แม่บ้านสูงวัยห้ามปรามเด็กสาว แล้วหันมาบอกนายสาว “สรุปว่านายเอ็นดูคุณเดหลีค่ะ” นางสรุปสั้นๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมยิ้ม

“แล้วมันแปลว่าอะไรล่ะคะ อีหวึ่งเนี่ย!”

คราวนี้สองสาวต่างวัยต่างโบ้ยกันไปมา เมื่อบุษบาถามหาความหมายตรงๆ ตัว จนในที่สุดคนอ่อนวัยกว่าก็พ่าย แต้วทำหน้าลำบากใจที่จะตอบ พอโดนถามย้ำ เด็กสาวจึงหลุดออกมา บุษบาแทบจะกรีดร้องให้ลั่นบ้านเมื่อฟังความหมายตรงๆ ตัวของมัน…คนอีสานใช้เรียกเด็กหรือไม่ก็ลูกสาว

 

อีหวึ่ง ใช้เรียกเด็กหรือผู้หญิงเฟอะฟะ ซุ่มซ่าม!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น