ดั่งดาวคอยเดือน (หย่งคัง - เพียงจันทร์)

ตอนที่ 26 : อาซิง = คุณชายหย่งคัง?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 486
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    16 พ.ค. 61

13

อาซิง = คุณชายหย่งคัง?

เริงออกมาดูสวนลำไยแต่เช้าตรู่ ต้นลำไยที่กำลังออกผลทำให้คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าของมันมองด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย นึกถึงสาเหตุที่ต้องสูญเสียที่ดินผืนนี้ไปก็ให้เจ็บใจ ไอ้พวกทำนาบนหลังคน ไอ้พวกสันดานหยาบ หากพวกมันไม่เปิดกาสิโนล่อให้คนไปเล่นพนันเขาคงไม่เสียอู่ข้าวอู่น้ำไปหรอก เริงรู้สึกเจ็บใจทุกครั้งที่นึกถึงตอนที่ตนต้องยกสวนแห่งนี้แลกกับหนี้พนันก้อนโต เขาต้องลดตัวไปอ้อนวอนพวกมัน ขอร้องให้ครอบครัวตนได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าสวนของตนต่อไป หย่งเล่อยอมแต่แลกด้วยข้อตกลงบางประการ เพราะความเป็นคนหน้าบางเขาจึงไม่ได้บอกใครว่าขายสวนนี้ไปแล้ว อีกอย่างไอ้เจ้าของสวนที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้มาดูดำดูดีนอกจากส่งคนมาดูแลคนเดียว จึงทำให้เขาสวมรอยเป็นเจ้าของสวนได้ถึงทุกวันนี้

มาแต่เช้าเลยนะนายคนงานชายทัก

อืม ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วต้องหมั่นมาดูสักหน่อยคนที่สวมรอยเป็นเจ้าของสวนหันไปบอก

ว่าแต่ปีนี้นายจะส่งลำไยขายให้เจ๊คิ้มอีกหรือเปล่า พอดีผมไปเจอเจ๊แกเลยฝากถาม

เริงนิ่วหน้า เอ็ดเสียงแข็งขายสิ แต่อย่าเอ็ดไปนะไอ้ธง ประเดี๋ยวไอ้พูนมันจะรู้

ได้จ้ะ ฉันรู้หรอกน่า รับรองเรื่องนี้จะเป็นความลับธงใช้มือปิดปาก เขาได้ส่วนแบ่งจากการนำลำไยสดไปแอบขายส่งให้เจ๊คิ้มแม่ค้าขายผลไม้รายใหญ่ของจังหวัด เรื่องนี้รู้กันเพียงไม่กี่คน เริงสั่งนักสั่งหนาห้ามให้พูนรู้เพราะพูนนั้นเป็นคนของบริษัทที่เข้ามาผูกขาดรับซื้อลำไยในสวนจันทัปปภา

อย่าให้หลุดล่ะ ขืนไอ้พูนมันไปรายงานเจ้านายมันข้าจะโดนต่อว่า ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนสับหลับหรอกนะ

จ้ะ ฉันกับพรรคพวกไม่พูดแน่ๆ แหมแต่จริงๆ มันก็เป็นสิทธิ์ของเรานะนาย เราเป็นเจ้าของอยากขายให้เท่าไหร่ก็ขาย นายไม่เห็นต้องเกรงใจพวกมันเลย

ไม่ได้ ข้ามีสัญญากับเขาว่ามีเท่าไหร่จะขายให้หมด เขาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ลำไยตั้งเป็นร้อยเป็นพันไร่เอ็งจะขายยังไงหมด

อืมก็จริงจ้ะ แต่ได้ข่าวว่ามันจะมาสร้างโรงงานแปรรูปเองแล้วไม่ใช่เหรอนาย

ใช่ อีกไม่นานเราก็ได้เห็นหน้าพวกมันเริงบอกหน้าเครียด โรงงานแปรรูปเสร็จเมื่อไหร่เขาคงได้พบกับหย่งเล่ออีกครั้ง และแน่นอนว่าเรื่องเขาขายสวนลำไยไปตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้วก็จะแดง แม้ตอนนี้หย่งเล่อจะยอมขายบ้านคืนให้แต่เริงก็หาได้สำนึกบุญคุณ ยังคงโกรธแค้นมาเฟียเจ้าของกาสิโนไม่มีเปลี่ยน

เขาว่าเป็นพวกต่างชาติใช่หรือเปล่านายธงยังซักอย่างใคร่อยากรู้

มันเป็นคนฮ่องกงเริงบอกยังให้คนฟังสงสัยในน้ำเสียงและสีหน้าของเจ้านาย หากฝ่ายนั้นเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่จริง แล้วทำไมเจ้านายเขาถึงทำหน้าโกรธเกลียดได้ทุกครั้งที่พูดถึง

งั้นฉันขอไปทำงานก่อนนะนายคนช่างสงสัยขอตัวเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเจ้านาย อย่างกับมีความแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน คนงานชายเดินจากไปทิ้งให้เริงมองต้นลำไยที่ยาวสุดลูกหูลูกตาด้วยความเจ็บใจ

การเก็บเกี่ยวผลผลิตในสวนจันทัปปภาเป็นไปได้ด้วยดีสำหรับทุกคนในสวน หากเว้นแต่สองคนเท่านั้นที่ดูไม่มีความสุขนัก คนแรกคือพูนซึ่งต้องคอยห้ามปรามเจ้านายไม่ให้เผลอเข้าไปอาละวาด เริงจ้างคนงานส่วนหนึ่งตัดลำไยไปขาย โดยมีการวางแผนนิดหน่อยเพื่อตบตาคน ปีนี้ผลผลิตดีแต่ยอดส่งเข้าโรงงานแปรรูปที่เฉียนติดต่ออยู่ก่อนกลับได้มากกว่าเดิมเล็กน้อยเท่านั้น

 

อีกคนที่ดูไม่มีความสุขบนใบหน้ายามเข้ามาดูสวนก็คือเจ้าของสวน หากไม่มีพูนคอยเตือนแล้วไซร้ ชายหนุ่มคิดว่าไอ้คนคิดคดโกงคงได้ทำอย่างนี้เป็นปีสุดท้าย หย่งคังยืนมองต้นลำไยที่มีไม้ค้ำตลอดแนวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา พูนรับปากว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จะปล่อยให้เริงทำอย่างนี้

งานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ในหมู่คนงานถูกจัดขึ้น วันนี้ทุกคนดูผ่อนคลายหลังจากเคร่งเครียดเก็บผลผลิตกันอยู่หลายวัน ดวงตาเรียวคมมองร่างเล็กที่เดินถือถ้วยถือชามมาวาง เพียงจันทร์กำลังช่วยมาลัยหากับข้าวมากินรวมกัน บรรยากาศค่อนข้างชื่นมื่นเพราะทุกคนไม่ได้รับรู้อะไร ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนดี หย่งคังเพิ่งรู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ได้อาละวาดเริง เพราะไม่งั้นคงไม่ได้เห็นรอยยิ้มน่ารักบนใบหน้าของแม่สาวจันทร์เจ้า ชายหนุ่มคิดว่าหลังๆ มานี้เขาทะเลาะกับเพียงจันทร์น้อยลง พูนคงรื่นหูรื่นตาขึ้นจมที่ไม่ต้องเป็นกรรมการห้ามศึกโต้วาที ชายหนุ่มยิ้มอย่างพึงใจเมื่อนึกเข้าข้างตัวเองว่าหญิงสาวคงอ่อนข้อยอมญาติดีด้วยแล้ว แม้จะไม่ถึงกับพูดจาภาษาดอกไม้แต่ก็ไม่ได้มีคำกระทบกระเทียบ พูดไปค้อนไปเหมือนแต่ก่อน

เธอไม่แกล้งเขา เขาไม่แหย่เธอแล้วโลกสงบสุข

มาๆ กับข้าวเสร็จแล้วมากินกัน ส่วนไอ้พวกขี้เมาไปนั่งไกลๆ กว่านี้หน่อย ตรงนี้เขาจะกินข้าวกินปลากันเสียงยายชม้ายเรียกหนุ่มสาวคนงานรวมถึงหัวหน้าคนงานและหลานชายของพูนด้วย ตาชดยิ้มโชว์ฟันสามซี่ในมือถือถ้วยต้มไก่บ้านส่งให้ภรรยา บรรยากาศมันรื่นหูเพราะอย่างนี้เอง

เอ้านั่งเลยพ่อมึง เดี๋ยวแม่จะตักข้าวให้ยายชม้ายพูดเสียงหวานจ๋อยกับสามี คนอื่นๆ ได้ยินเข้าต่างมีสีหน้าแตกต่างกัน บางคนยิ้มกว้าง บางคนยิ้มแหยๆ บางคนถึงกับทำหน้าเหยเกเลยก็มี

จะหวานเอาโล่ไปไหน แก่กันปูนนี้แล้วมีคนใจกล้าเอ่ยแซวสองตายายที่ครองรักเหมือนลิ้นกับฟันซึ่งพบกันทีไรก็เรื่องใหญ่เหมือนตามเนื้อเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย์

ยายชม้ายไม่ว่าอะไรได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือก ส่วนตาชดก็ยิ้มโชว์ฟันสามซี่เหมือนเคย ความหวานจนน้ำตาลยังอายทำให้หลายๆ คนมีรอยยิ้ม

แหมว่าแล้วยังมาค้อนอีกหญิงคนงานใจกล้านางเดิมพูดต่อก่อนกินข้าวเรามาร้องเพลงฉลองกันสักเพลงดีไหม

หือ จะดีเหรอ เขาว่ามันบาปนะร้องเพลงตอนกินข้าว

แหม ก็บอกว่าร้องก่อนกินข้าว ไม่ใช่ร้องตอนกินข้าวเสียหน่อย

เอ้าแล้วจะร้องเพลงอะไรให้ตาชดยายชม้ายเล่าหญิงคนงานวัยเดียวกันที่พูดแทรกขึ้นถาม

เพลงพี่เบิร์ดไงคนที่มีวัยไม่ห่างกันกับพี่เบิร์ดบอก

เพลงอะไรของเอ็ง ไหนๆ ร้องให้ฟังหน่อยสิคราวนี้ยายชม้ายเป็นคนสงสัยบ้าง เหตุใดอุ่นเพื่อนรุ่นน้องหล่อนถึงได้อยากร้องเพลงให้นัก

ลิ้นกับฟันพบกันทีไรก็เรื่องใหญ่…”

ยายชม้ายฟังแล้วตบเข่าฉาดยิ้มจนน้ำหมากกระเด็น

บ๊ะ เพลงคู่กัด ฉันเคยได้ยินเพลงนี้มาเหมือนกันตอนสมัยฉันเป็นสาว ความจำเอ็งดีเหมือนกันนะนังอุ่น นี่เอ็งคงมัวแต่ปลื้มพี่เบิร์ดอยู่ละสิท่าถึงไม่ได้แต่งงานแต่งการกับเขา แหม่นังนี่มัวแต่คลั่งนักร้อง

ใครได้ยินต่างหัวเราะกันร่วน อุ่นที่ครองตัวเป็นโสดมาจนอายุห้าสิบกว่าส่งค้อนให้ทุกคนแล้วจึงราฝีปากกับยายชม้าย

เอ้ามัวแต่หัวเราะกันอยู่นั่นแหละ กินๆ กับข้าวมันจะเย็นหมด

ทุกคนขยับเข้ามาต่างกินข้าวแกล้มรอยยิ้มกันถ้วนหน้า บทสนทนาหลักๆ ในวงกับข้าวส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคู่รักวัยดึกอย่างตาชดยายชม้าย รองๆ มาก็เป็นยายชม้ายแซวแม่อุ่นญาติห่างๆ กันว่าอยู่เป็นโสดนานจนเสียของ

เพียงจันทร์แอบมองคนที่เอาแต่ซดต้มไก่บ้าน หญิงสาวแอบอมยิ้มเมื่อรู้ถึงส่วนผสมสูตรเด็ดความอร่อยของตาชด ใครๆ ต่างรู้กันทั่วว่าตาชดมีสูตรเด็ดเคล็ดลับความอร่อยด้วยการใส่ใบ (กัญ) ชา ไม่มีใครรู้ว่าแกหามาได้อย่างไรหรือปลูกไว้ที่ไหนของสวน รู้เพียงอย่างเดียวว่าถ้าตาชดเข้าครัวและมีเมนูต้มไก่บ้านก็จะได้กินต้มไก่สูตรเด็ดของแกทุกครั้งไป

หญิงสาวนึกถึงเนื้อร้องของเพลงที่อุ่นเพิ่งร้องออกไปแล้วเกิดร้อนวูบที่หน้า

รักกันแต่ทำไมเป็นอย่างงี้

อึ๋ยสำหรับเธอกับอาซิงคงเหมาะสมกับเพลงแค่ท่อนแรกๆ นั่นหรอก

ท่าจะอร่อยนะนั่นมาลัยเอนตัวมากระซิบกระซาบกับเธอ

คงเพิ่งเคยกินน่ะ

ท่าจะใช่นะ ฉันเห็นตอนนั่งใหม่ๆ พี่ซิงเขาถามลุงพูนใหญ่ว่าไอ้นั่นอะไร ไอ้นี่อะไร

เพียงจันทร์พยักหน้า รีบสลัดความคิดเลอะเลือนออกจากหัวสมองแล้วหันมาโฟกัสความเป็นจริง อาซิงใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาเกือบทั้งชีวิตและที่ได้มาเหยียบแผ่นดินไทยก็เพราะมาเยี่ยมเยือนลุงของเขา ดีที่เขาพอพูดภาษาไทยได้ไม่งั้นคงไม่มีใครกล้าชวนชายหนุ่มพูดคุยเป็นแน่ ลองรัวภาษาจีนออกมาสิ แม่พวกนี้ได้วิ่งกระเจิงเหมือนตอนมีฝรั่งมาขอถ่ายรูปประกอบหนังสือท่องเที่ยวเป็นแน่

ว่าแต่จันทร์ญาติดีกับเขาแล้วแม่นบ่มาลัยถามหลังจากผ่านมาหลายสัปดาห์ที่เธอเอ่ยปากแนะนำเพื่อน

อืมช่วงนี้ฉันไม่ได้ทะเลาะกับเขาแล้วเพียงจันทร์อุบอิบบอกไม่กล้าสบตาเพื่อน จะให้ขยายความได้อย่างไรว่านอกจากไม่ทะเลาะกันแล้ว ยังแอบมองตากันจากหน้าต่างห้องทุกวัน ทุกคืนเธอจะเห็นเขามานั่งรอที่หน้าบ้าน พอเธอโผล่หน้าตรงหน้าต่างเขาก็มักจะโบกมือให้ ซ้ำบางคืนยังมีพูนนั่งอยู่ด้วย ฝ่ายนั้นเล่นเครื่องดนตรีของไทยเป็นก็มาสอนกัน แต่จะเล่นเพลงอะไรก็สุดที่เธอจะรู้เพราะตั้งใจเงี่ยหูฟังยังไงก็ฟังไม่ออกว่าเล่นเพลงอะไร

ดีแล้วละ มิน่าลุงพูนแกหน้าตาสดชื่นเป็นกองมาลัยเห็นดีด้วยแต่ไม่วายกระเซ้า

เกี่ยวกันที่ไหนล่ะ ที่หน้าตาลุงแกสดชื่นเพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จหรอก

 

ต่อเมื่อมีรถกระบะแล่นมาจอดอยู่ไม่ไกล วงกับข้าวที่มีเสียงพูดคุยกันโขมงโฉงเฉงก็เงียบลง เริงเปิดประตูรถก้าวลงมาพร้อมกับลูกน้องอีกสองคนที่หอบหิ้วถุงพะรุงพะรังเดินตามมาติดๆ ใบหน้ายิ้มแย้มทำให้หย่งคังเกิดอยากลุกขึ้นไปต่อยตงิดๆ หากไม่ได้พูนตบเข่าเอาไว้ก่อน

นายหอบอะไรมาเยอะแยะจ๊ะยายชม้ายทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนคนงานที่กำลังปาดน้ำลายรอ แน่นอนว่าในถุงพวกนั้นคงไม่แคล้วจะเป็น

เอาเหล้ากับกับแกล้มมาให้น่ะ เห็นว่าวันนี้จะกินเลี้ยงกันผิดจากที่ทุกคนคิดที่ไหนแล้วนี่อย่าบอกนะว่ากินกันแค่นี้ แหมพูนน่าจะเลี้ยงลูกน้องให้ดีกว่านี้นะ” เริงหันไปบอกเชิงต่อว่า ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเริงกำลังตำหนิหัวหน้าคนงานที่ไม่ยอมซื้อของมาเลี้ยงลูกน้องมากกว่านี้

ก็เลี้ยงกันตามมีตามเกิดครับพูนตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ รู้เลยว่าขณะนี้คนงานหลายคนกำลังรู้สึกเทิดทูนเริง

ไม่ได้ๆ เอานี่ไปสิเริงหันไปสั่งให้ลูกน้องเอาของฝากไปวางให้ ขี้เมาหลายคนกุลีกุจอเข้ามารับพร้อมทั้งยกมือไหว้ปลกๆ ราวกับเทวดามาโปรด

ไม่ต้องเกรงใจนะ คราวหน้าคราวหลังจะเลี้ยงฉลองอะไรกันก็ขอให้บอกขี้เมาหลายคนยกมือไหว้ปลกๆ อีกครั้ง เริงพยักหน้ารับก่อนมองเลยไปที่หลานชายพูนที่มาอาศัยอยู่ชั่วคราว จากที่เขาถามไถ่คนงานบอกว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันเข้ามาดูสวนกับลุงมันทุกวัน ทำราวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ซ้ำคนของเขายังรายงานมาว่าเคยเห็นพูนก้มหัวให้หลานชายอีกด้วย เริงหรี่ตาสงสัย

หย่งคังเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้องมอง ตาเรียวคมทอประกายวาววับยามสบเข้ากับดวงตาของคนที่หอบหิ้วของฝากมาฝากคนงาน หนุ่มหน้าหยกสบตาเริงอย่างไม่สะทกสะท้าน สร้างความไม่พอใจแก่เริง

คราวหน้าหัดสอนมารยาทหลานชายบ้างก็ดีนะพูน ไหนๆ ก็มาอาศัยเขาอยู่ชั่วคราว บ้านนี้เมืองนี้เขาเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ยังไงก็ควรทำบ้าง อย่างที่เขาบอกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม แกอยู่เมืองไทยมานานน่าจะรู้ดีเริงหันไปบอกพูน ฝ่ายคนโดนบอกกล่าวตักเตือนว่าไม่สั่งสอนหลานชายหาได้สนใจเริง กลับหันไปคว้าข้อมือขาวที่ขณะนี้กำหมัดเอาไว้ กรามหนาที่ขบกันแน่นทำให้พูนนึกกลัวว่าความอดทนของหย่งคังจะสิ้นสุดลง

เพียงจันทร์ขยับตัวอย่างอึดอัดเมื่อจู่ๆ บรรยากาศรอบข้างก็มาคุ หญิงสาวมองใบหน้าขาวที่ขึ้นสีของอาซิง แน่นอนว่าเขาฟังที่เริงพูดออกทุกคำ เธอไม่แปลกใจหรอกที่เขาจะโกรธ แค่สงสัยอยู่ติ๊ดนึงว่าทำไมลุงของเธอถึงได้มีสีหน้าร้อนรนปานนั้น แถมถ้าดูไม่ผิดเธอคิดว่าพูนกำลังโกรธแทนหลานชาย

อ่า ลุงกินข้าวด้วยกันไหมจ๊ะ

ในสนามรบมักมีวีรบุรุษฉันใด ในบรรยากาศมาคุย่อมมีฮีโร่ผู้กอบกู้สถานการณ์มาคุฉันนั้น

เริงละสายตาไปทางหลานสาวไม่หรอก กินกันเถอะเขายิ้มมองเจ้าของร่างบอบบางด้วยสายตาอ่อนลงลุงไปก่อนดีกว่า ป่านนี้ป้าแกรอกินข้าวแล้ว

เพียงจันทร์พยักหน้ารับรู้ด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ตอนนี้สองลุงหลานอย่างพูนกับอาซิงไม่หันไปมองเริงอีกเลย แม้ว่าอีกฝ่ายจะยืนรอให้ส่งขนาดไหนก็หาได้หันไป จนทำให้เริงเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปอย่างหัวเสีย

เสียงสตาร์ตรถดังขึ้นก่อนที่รถกระบะจะแล่นจากไป บรรยากาศครื้นเครงเดิมๆ ก็กลับมา ขี้เมาหลายคนเริ่มชักชวนกันร้องเพลง ส่วนวงกับข้าวก็หันมาพูดไปกินไปเหมือนเดิม ราวกับทุกคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อครู่ เพียงจันทร์ลอบสังเกตท่าทางของอาซิงกับพูนก็พบว่าทั้งสองพูดจาน้อยลง และคนในวงกับข้าวส่วนใหญ่ก็หลีกเลี่ยงจะพูดกับสองคนนี้ด้วย

ลุงผัดเผ็ดปลาไหลนี่อร่อยนะจ๊ะ มาลัยเป็นคนทำเธอเลื่อนจานผัดเผ็ดปลาไหลให้กับพูน กับข้าวในวงตักอย่างละสองที่ทุกคนจึงได้กินกันอย่างทั่วถึง

ขอบใจลุงอิ่มแล้วละ ขอตัวกลับบ้านก่อนนะ ไปๆ อาซิงลื้ออิ่มแล้วไม่ใช่เรอะพูดแค่นั้นก็ฉุดหลานชายที่นั่งนิ่งตั้งแต่เริงกลับให้ลุก เสียงสนทนาหยุดลงตรงนั้น พูนลาคนงานแล้วลากหลานชายเดินอาดๆ จากไป

 

มาลัยกับทิวขันอาสามาส่งเพียงจันทร์ โดยที่สองหนุ่มสาวซ้อนมอเตอร์ไซค์ตามรถเวสป้าสีเขียว ตอนแรกเพียงจันทร์ปฏิเสธอ้างว่ามันใกล้นิดเดียว แต่มาลัยไม่วางใจจึงชักชวนทิวให้มาด้วยกัน

ส่งตรงนี้ก็ได้น่าเธอร้องบอกเมื่อเห็นแสงไฟจากบ้าน

บอกจะส่งให้ถึงบ้านไงล่ะ ขับเร็วๆ เลยนะจันทร์อย่าสิมัวแต่โอ้เอ้ร่ำไรมาลัยบอกเสียงแข็งเพราะรู้ว่าเพียงจันทร์ชอบมองท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วไอ้ที่ไม่ยอมให้เธอมาส่งแต่ทีแรกก็คงเพราะอย่างนี้

แหมมันไม่อันตรายสักหน่อยคนอยากนั่งบนเจ้าเวสป้านานๆ บ่นอุบ

มันอันตรายเพราะค่ำมืดแล้ว จันทร์นี่บ่ฮู้จักระวังตัว

ก็ฉันเกิดและโตที่นี่ มาลัยจะให้ฉันระวังอะไรล่ะเพียงจันทร์ขับรถช้าเหมือนเดิม สายลมเย็นๆ พัดพาปอยผมปลิวระพวงแก้ม เจ้าตัวสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะแหงนมองท้องฟ้าอย่างที่ชอบทำ ความเร็วขนาดนี้บวกกับถนนในสวนที่โล่งถือว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ก็ระวังคนน่ะสิ ไว้ใจกันได้ที่ไหน แล้วนี่มันก็มืดค่ำแล้ว จันทร์บ่ควรขับรถชมวิวกินลม ถ้าชอบมากนักไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยออกมาแต่เช้าได้ รับรองเลยว่าฉันจะบ่ขับรถตามอย่างนี้

พรุ่งนี้เช้าไม่มีพระจันทร์กับดวงดาวนี่นาคนยังอยากกินลมชมเดือนชมดาวต่อเถียง

บ่เว้ากับจันทร์แล้วมาลัยว่าเมื่อมาถึงหน้าบ้านพอดี หญิงสาวสั่งให้ทิวกลับรถหลังจากกำชับให้เพียงจันทร์ขึ้นบ้านทันที

“ฟ่าวๆ ขึ้นบ้านไปเลย อย่าโอ้เอ้ล่ะ” เพียงจันทร์ยืนมองไฟท้ายรถที่แล่นหายไปในความมืด หญิงสาวอมยิ้มก่อนจะหมุนตัวกลับเพื่อขึ้นบ้าน สายตาเธอปะทะเข้ากับเจ้าของบ้านหลังน้อยที่ยังยืนคอยอยู่หน้าบ้านเขา

ยืนคอย?

หญิงสาวหน้าร้อนขึ้นกับความคิดสัปดนของเธอ ใครเขาจะมายืนคอยเธอกันยายจันทร์เบอะ ความคิดไม่รักดีทำให้หญิงสาวหวนคิดถึงเนื้อเพลงคู่กัดของพี่เบิร์ดอีกครั้ง ท่อนสุดท้ายมันว่าอย่างไรนะ

ฉันก็ยอม เธอก็ยอมให้กันสักที จะให้ดีเธอยอมก่อน ตกลงไหม

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

117 ความคิดเห็น

  1. #116 noodao (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 11:42

    ใจเย็นนะคะเฮียเรื่องลุงเริงจัดการทีหลังก็ยังไม่สาย

    ปล่อยให้ชูคอต่อไปไม่นานหรอก เงาหัวจะไม่มียังไม่เจียม

    #116
    0