ตอนที่ 9 : ตอนที่ ๘ อาหารของอินทุภรณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    16 ม.ค. 60


ตอนที่ ๘ อาหารของอินทุภรณ์

 

 

ใต้ต้นไม้ที่โตแทรกชานระเบียงขึ้นมาคือโต๊ะอาหารตัวเตี้ยเกือบติดพื้นทว่ายาวเกือบสองวา

 

 

อาหารเกือบสิบอย่างวางเรียงรายอยู่บนจานชามลวดลายแปลกตาและไม่เข้าชุดกันส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย บนพื้นมีเบาะผ้าสีน้ำตาลวางอยู่เจ็ดที่ด้วยกัน สองแฝดนั่งตรงข้ามกัน ถัดจากแฝดธาตุดินคือพิมายและสิงขรตามลำดับ ส่วนฝั่งแฝดธาตุไฟคือรักษ์นาราและภาคินทร์ นั่นทำให้ภาคินทร์ต้องมานั่งเผชิญหน้ากับคู่อาฆาตอย่างคุณครูวิชาประวัติศาสตร์อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

 

ส่วนเบาะผ้าตรงหัวโต๊ะฝั่งสองแฝดนั้นถูกจับจองโดยแม่ของรักษ์นาราหรือ อินทุภรณ์

 

 

ความแตกต่างของรูปลักษณ์ที่เห็นทำให้ภาคินทร์อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 

ผมที่หยักศกเล็กน้อยคงเป็นสิ่งที่สองแม่ลูกมีเหมือนกันมากที่สุดแล้ว แต่พอหันไปเห็นผมสีน้ำตาลอ่อนของคนข้างตัวเทียบกับสีดำขลับดุจนกกาน้ำที่ยาวจรดเอวของคนนั่งหัวโต๊ะแล้ว ภาคินทร์ก็ไม่รู้สึกถึงความคล้ายอีกเลย นอกจากนั้นแม่ของรักษ์นารายังมีรูปร่างสูงโปร่งยิ่งกว่าพิมายเสียอีก ดวงตายาวรีล้อมกรอบด้วยขนตางอนหนา ผิวสีน้ำผึ้งเนียนลออและปากแดงอิ่ม ทั้งหมดคือองค์ประกอบของหญิงงามอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อรวมเข้ากับสีเงินเย็นเยียบและความกร้าวกรานอย่างน่าประหลาดในแววตา จึงดูเป็นคนดุจนถึงขั้นน่ากลัวได้อย่างง่ายดาย

 

 

ภาคินทร์เห็นความคล้ายคลึงหลายส่วนในเครื่องหน้าของสองแม่ลูก แต่ด้วยรูปร่างที่ต่างกันเกินไปทำให้เมื่อมองไปอีกทีก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว

 

 

“แล้วคุณลุงก็วิ่งไล่ตามพวกผมเข้าไปในตรอกแคบๆ จากนั้นป๊าบ! ติดกับดักของเราเข้าเต็มๆ”

 

 

“น้าอินท์น่าจะได้เห็นสีหน้าลุง เขาโกรธจนหน้าแดงเป็นพริกเลย”

 

 

สองแฝดครอบครองบทสนทนาส่วนมากในอาหารมื้อนี้ ทั้งคู่เพิ่งจะโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจถึงวีรกรรมการหนีออกจากบ้านครั้งล่าสุดโดยมีสิงขรวิ่งไล่ตามจับอย่างเหนื่อยยากแต่ก็ไม่สำเร็จ

 

 

“เฮ้ย ฉันยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนะเว้ย พูดอะไรเกรงใจกันบ้าง” คนถูกเผาประท้วงเสียงขุ่น

 

 

“ใช่ๆ พูดอะไรเกรงใจบ้าง” พิมายเหมือนจะเข้าข้าง ก่อนจะกลายเป็นการซ้ำเติมไปอย่างรวดเร็ว “จะเล่าทั้งทีก็เล่าให้หมดสิ”

 

 

แม่ของรักษ์นาราหรือทำเพียงยิ้มน้อยๆ อย่างเอ็นดูมากกว่าจะตักเตือน เธอหันมาไถ่ถามลูกสาวบ้างเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็ถูกตุลย์กับติณห์แย่งพูดอยู่ดี

 

 

ส่วนภาคินทร์ นอกจากไหว้สวัสดีและแนะนำตัวกับอินทุภรณ์แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะนิสัยของเขาเองผสมกับไม่อยากพูดอะไรมากต่อหน้าสิงขร อีกสาเหตุเป็นเพราะสองแฝดไม่เปิดโอกาสให้พูดทั้งยังจงใจกีดกันเขาออกจากบทสนทนาอีกด้วย

 

 

“เบื่อรึเปล่า” รักษ์นาราหันมาถามภาคินทร์ในที่สุด เมื่ออาหารคาวทั้งหลายพร่องไปมากแล้ว “ขอโทษนะ เราไม่นึกเลยว่าตุลย์กับติณห์จะทำตัวขี้แพ้ชวนตีได้ขนาดนี้”

 

 

ความเข้าใจของรักษ์นาราทำเอาภาคินทร์เลือกไม่ถูกเลยว่าจะส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจให้คนข้างตัวหรือว่าจะส่งสายตาแสดงความสมเพชไปให้คนที่กำลังพูดอยู่ดี เพราะเด็กสาวดันนึกว่าเจ้าแฝดนรกโกรธที่เขาเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ เลยมาทำตัวเกเรต่อบนโต๊ะอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าพวกนั้นกำลังโกรธที่เขาถูกชวนมาด้วยต่างหาก

 

 

“ไม่หรอก” เด็กหนุ่มธาตุอาโปตอบพร้อมมุมปากที่กดเป็นรอยยิ้มเหยียดแสยะ “บันเทิงไปอีกแบบเหมือนกัน”

 

 

“หือ?”

 

 

ตอนนั้นเองที่เสียงของอิทุภรณ์ดังข้ามโต๊ะมา เรียกสายตาทุกคู่ให้หันมายังเขา “แล้วพ่อหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนั้นละว่าไง”

 

 

“ครับ?” คำขานของเขากลายเป็นคำถามไปด้วยในตัว เนื่องจากไม่ทันได้ฟังบทสนทนาเมื่อครู่ ที่จริงเขาไม่ได้ให้ความสนใจมาพักใหญ่แล้วเนื่องจากขี้เกียจฟังคู่แฝดพล่ามเรื่องไร้สาระ

 

 

“จะค้างคืนที่นี่ด้วยหรือเปล่าน้าจะได้เตรียมหมอนมุ้งไว้ให้”

 

 

ภาคินทร์เกือบจะหลุดคำว่า ครับ? ไปอีกรอบแล้วถ้าไม่ใช่เพราะตุลย์หรือติณห์นี่แหละที่โวยวายขึ้นเสียก่อน

 

 

“น้าอินท์!! ไปชวนทำไมกัน นี่คนแปลกหน้านะ เพิ่งเจอกันครั้งแรกอย่าไว้ใจง่ายๆ สิครับ”

 

 

“ใช่ๆ หน้าตาอันธพาลขนาดนี้ห้ามไว้ใจเด็ดขาดเลย” แฝดอีกคนเสริมอย่างรวดเร็ว เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนน่าสาดน้ำมะตูมในแก้วเข้าใส่ “เกิดดึกๆ ดื่นๆ ลุกขึ้นมาขโมยข้าวของจะทำไง”

 

 

“ไม่หรอก สกุลเขาออกจะรวยเสียขนาดนั้น คงไม่สนใจเครื่องเรือนเก่าๆ ในบ้านของน้าหรอก จริงไหมจ้ะ” ดวงตาสีเงินยวงพิศมองมาทางเด็กหนุ่ม เอ่ยคำเข้าข้างให้ด้วยเหตุผลอันน่าแปลกใจยิ่งจนคนฟังแทบตามไม่ทัน

 

 

“ครับ?” ฉะนั้นจึงเป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มต้องอุทานกึ่งถามกลับไป

 

 

“ที่น้าพยายามจะพูดก็คือ เป็นถึงสกุลหลักของผู้ใช้กสิณอาโปทั้งที คงไม่ขัดสนเรื่องเงินทองขนาดต้องมาลักเล็กขโมยน้อยจากเรือนจนๆ หลังนี้หรอก จริงไหมจ๊ะ”

 

 

ภาคินทร์หันไปมองสิงขรแทบจะในทันที เนื่องจากตอนที่แนะนำตัว เด็กหนุ่มจงใจเอ่ยแค่ชื่อโดยไม่บอกนามสกุล ที่จริงแล้วเขาไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ใช้กสิณด้วยซ้ำ

 

 

สี่สกุลหลักอาจจะเป็นที่นับหน้าถือตาและโด่งดัง ทว่าก็เป็นเพียงแต่ในนามเท่านั้น น้อยคนนักที่จะรู้ว่าคนในสกุลเหล่านั้นหน้าตาเป็นเช่นไร หรือถึงรู้ก็คงรู้จักเพียงผู้นำสกุลและคนที่เป็นปัญจราชศัสตราเท่านั้น ไม่ใช่เด็กนอกคอกนิสัยเกเรที่ยังไม่มีความสำคัญใดเช่นภาคินทร์

 

 

ทำให้เหลือความเป็นไปได้เดียวเท่านั้นคือมีคนบอก

 

 

“อย่ามองฉัน” คนเป็นครูแก้ตัวเสียงคานยาง ขณะตีมือพิมายที่กำลังยื่นมาฉกปลาทรายทอดกระเทียมชิ้นสุดท้ายไปดังเพียะ “ฉันเพิ่งรู้ว่าแกมาด้วยก็ตอนจะเดินขึ้นเรือนนี่เอง”

 

 

เด็กหนุ่มเลยตัดสินใจว่าถามไปตามตรงน่าจะเป็นการดีที่สุด

 

 

 “รู้ด้วยเหรอครับว่าผมนามสกุลชลัชพงษ์”

 

 

“รู้สิ อยู่ในรั้ววังมาตั้งหลายศก(๒)เรื่องเจ้าขุนมูลนายน้าถนัดอยู่แล้ว อีกอย่างหน้าเธอออกจะเหมือนพ่อเสียขนาดนี้ ถ้าดูไม่ออกก็คงจะเกินไปหน่อย”

 

 

 

(๒) ศก มีความหมายเท่ากับปี ในนิยายเรื่องนี้ระยะเวลา ๑ ปี เท่ากับ ๑,๐๐๐ วัน หากเป็นช่วงเวลาไม่เกินสิบศกจะนิยมเรียกเป็นจำนวนวันมากกว่า แต่ถ้านานกว่านั้นจะใช้วิธีระบุวันเวลาด้วยจำนวนศกในรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินแทน เช่น วันที่สองร้อย ศกที่สิบเอ็ดในรัชสมัยเจ้าหลวงกวินทรา

 

“ครับ” ภาคินทร์พยายามคุมน้ำเสียงให้สุภาพและนิ่งเรียบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนอกเหนือจากพรสวรรค์ดุจอสุรกายแล้ว ก็มีการถูกทักว่าคล้ายกับบิดาเพียงไรนี่แหละที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจได้มากพอกัน แต่เห็นแก่รักษ์นาราและอาหารเลิศรสที่อินทุภรณ์ลงมือทำให้ ภาคินทร์จะพยายามใจเย็นให้สมกสิณธาตุของตนเองให้ได้

 

 

ดวงตาสีน้ำตาลของสิงขรเหลือบมองเขาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันไปพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฝากโต๊ะแทน

 

 

“จะขโมยตัวหลานฉันไปถึงเมื่อไรกันอินท์ ปล่อยพวกมันกลับบ้านกลับช่องได้แล้ว”

 

 

รักษ์นารากระซิบให้ภาคินทร์ฟังว่าตุลย์กับติณห์ชอบมาขอนอนค้างที่บ้านเธอบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่กำลังทะเลาะหรือมีเรื่องงอนกับสิงขร และเมื่อครู่ทั้งสองเพิ่งจะขอค้างยาวแบบไม่มีกำหนดกลับโดยที่อินทุภรณ์ก็ตอบตกลงอนุญาตเช่นเคย

 

 

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ยังไงเธอก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าเด็กๆ จะอยู่บ้านรึเปล่า” เจ้าของดวงตาสีแสงจันทร์เท้าค้างแล้วหรี่ตามองคู่สนทนาอย่างกึ่งตำหนิกึ่งหยอกเย้า

 

 

“ไม่สนใจบ้าอะไร นั่นมันหลานฉันนะเว้ย”

 

 

“กล้าพูดนะ ใครกันที่มัดทั้งคู่แล้วพาไปส่งหน้าสถานพินิจตอนสองยามได้หน้าตาเฉย” พออินทุภรณ์เปิดฉาก สองแฝดก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี แถมยังเทเสียงไปเข้าข้างเจ้าของเรือนมากกว่าญาติแท้ๆ อย่างสิงขรเสียด้วย

 

 

“พูดมาได้นะครับคุณลุง”

 

 

“หน้าไม่อายจริงๆ ด้วย”

 

 

“หนวกหูน่าเจ้าพวกลูกกรอก ฉันไม่จับโยนเข้าซังเตไปเลยก็ดีเท่าไรแล้ว เธอก็เหมือนกันนะอินท์เลิกให้ท้ายพวกมันได้แล้ว”

 

 

“จ้าๆ รู้แล้ว” อินทุภรณ์ขานรับ แต่ฟังแวบเดียวก็รู้ว่ากำลังประชด สิงขรกัดฟันกรอดแถมยังต้องหงุดหงิดมากกว่าเดิม เมื่อเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายในจานถูกพิมายที่นั่งอยู่ข้างกันฉกไปแล้ว คนเป็นครูโวยวายเสียงดัง ขู่จะตัดคะแนนจิตพิสัยเด็กสาวธาตุวาโยให้ได้ แต่คนถูกขู่กลับเคี้ยวหงุบหงับแบบไม่สนใจเลยสักนิด

 

 

ภาคินทร์เฝ้ามองบทสนทนาและสีหน้าที่สมาชิกบนโต๊ะอาหารมื้อนี้มีให้กันอย่างฉงน แม้จะต่างสถานะกันมาก แต่ก็สนิมกันมากอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน อดีตสาวชาววัง สมาชิกสกุลหลัก ฝาแฝดผู้ถูกปิดบังตัวตน สายลมจากต่างแคว้น และเด็กสาวที่มีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้ภาคินทร์รู้สึกสงสัยจนเกือบจะเป็นความเคลือบแคลงในท่าทีที่สิงขรมีให้อินทุภรณ์มากที่สุด

 

 

เด็กหนุ่มรู้เรื่องราวความรุ่งโรจน์ของสิงขรสมัยหนุ่มๆ ดี แต่เพราะแบบนั้นแหละเขาถึงไม่เข้าใจว่าสิงขรเอาเวลาที่ไหนไปทำความรู้จักมักจี่กับพนักงานวิเสทได้ หรือจะบอกว่าเพิ่งมารู้จักหลังอินทุภรณ์ออกจากวังมาก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะเป็นถึงลูกชายคนรองของสกุลหลักแห่งปฐวี ก็ไม่น่ามีความคิดที่จะเหยียบย่างเข้ามาในเขตสลัมต่างแคว้นแม้แต่น้อย

 

 

“แล้วแกละ”

 

 

ภาคินทร์สะดุ้งจากภวังค์เมื่อคนที่เขากำลังวิเคราะห์หันมายิงคำถามใส่

 

 

“ไปสนิทกันหนูรักษ์ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมถึงได้มาที่นี่ได้”

 

 

“ก็แค่มากินข้าว ไม่เห็นจะแปลก” เด็กหนุ่มธาตุอาโปจงใจตอบอย่างยียวนผสมหลบเลี่ยงคำถามอย่างแนบเนียน ทั้งยังจงใจฉกห่อหมกในกระทงใบตองขนาดเล็กตรงหน้าสิงขรซึ่งเหลือเป็นชิ้นสุดท้ายมาอีกด้วย

 

 

“หนีเที่ยวแบบนี้ พ่อไม่ว่ารึไง” สิงขรจงใจป่วนประสาทเป็นการเอาคืนเช่นกัน เพราะรู้ดีว่าเขาไม่ชอบให้พูดถึงพ่อ

 

 

“อย่างกับตาแก่จะสน”

 

 

“หยาบคาบ ฉันอายุเท่าพ่อแกนะเว้ยยังไม่แก่สักหน่อย อีกอย่างแกน่ะเป็นลูกคนโปรดเชียวนา ป่านนี้คงเป็นห่วงแย่แล้วไม่เหมือนน้องแกหรอก”

 

 

เมื่อประโยคนั้นผ่านออกมาจากปากสิงขรทั้งโต๊ะก็เงียบกริบ โดยเฉพาะภาคินทร์ รอบกายของเด็กหนุ่มราวกับจะมีไอเย็นแผ่ซ่าน พาให้บรรยากาศในโต๊ะอึมครึ้มขึ้นอีกหลายเท่า มือขวาของเด็กหนุ่มบีบแก้วน้ำที่เสลาขึ้นจากไม้แน่นจนเริ่มได้ยินเสียงลั่นเปรี้ยะ สองแฝดนั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัว พิมายหยุดมือจากปลาทอดแล้วเงยหน้าขึ้นมาได้ในที่สุด รักษ์นาราทำได้เพียงหันมองอย่างเป็นกังวลแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เนื่องจากยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนัก

 

 

จนกระทั่ง...

 

 

“เด็กๆ น้าวานให้ช่วยไปหยิบขนมจากครัวมาหน่อยได้ไหม” อินทุภรณ์เอ่ยอย่างรู้จังหวะ จนเกือบจะเหมือนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไปด้วย “วันนี้เป็นบัวลอยไข่หวานเชียวนะ”

 

 

“บัวลอย!!!/บัวลอย!!!/บัวลอย!!! สองแฝดตาลุกวาวไม่ต่างจากพิมายเลยสักนิด แต่สำหรับตุลย์และติณห์มีเหตุผลว่าต้องการหลีกหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดปนอยู่ด้วย ในขณะที่เด็กสาวตัวสูงทำไปด้วยความเห็นแก่กินล้วนๆ

 

 

หลังจากนั้นภาคินทร์ก็ลุกพรวดจนเกือบจะเป็นการเสียมารยาท ทว่าเขาไม่สนอีกแล้ว “ใกล้ย่ำค่ำแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน ขอบคุณสำหรับอาหารครับ”

 

 

อินทุภรณ์ยิ้มรับอย่างอ่อนโยนคล้ายไม่รู้ถึงความขุ่นมัวที่เจือมาในคำลา

 

 

“ถ้าชอบก็มาอีกได้ทุกเมื่อเลยนะ”

 

 

“ดะ...เดี๋ยวเราไปส่งนะ” รักษ์นาราลุกตามไปติดๆ เช่นกัน

 

 

และทันทีที่ทั้งโต๊ะเหลือเพียงผู้ใหญ่สองคน...

 

 

“โอ๊ย!!” สิงขรบริภาษพร้อมยกมือขึ้นมากุมศีรษะ เมื่ออินทุภรณ์เขวี้ยงแก้วน้ำที่ทำจากกะลาใส่ และมันโดนกลางกระหม่อมของครูหนุ่มเข้าอย่างจัง “ไม่ปาใส่ตัวเองมั้งละ เธอเองก็พูดเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

 

 

“ฉันพูดเพื่อหยั่งเชิงต่างหาก และแค่นั้นก็รู้แล้วว่า วิรุณ เป็นพ่อที่ไม่ได้ความขนาดไหน ปล่อยให้ปัญหามันคาราคาซังมาได้ตั้งหลายศก เธอนั้นแหละไปพูดจี้ประเด็นทำไม เลยอดถามเรื่องที่อยากรู้เลย” ดวงตาสีแสงจันทร์วาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์ อดีตสาวชาววังเท้าคางมองภาพของเด็กหนุ่มที่กำลังก้าวยาวๆ อย่างเร่งรีบราวกับจะหลีกหนีอะไรบางอย่างโดยมีลูกสาวของเธอวิ่งตามไปติดๆ

 

 

“หน้าเหมือนพ่อมันอย่างกับโขลกพิมพ์ แค่เห็นก็คันไม้คันจะแย่ใครจะไปอดใจไหว อีกอย่างฉันไม่นึกนี่หว่าว่ามันจะอ่อนไหวขนาดนั้น” คำแก้ตัวของสิงขรช่างฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด

 

 

“เราทุกคนต่างอ่อนไหวต่อบาดแผลกันทั้งนั้น”

 

 

“ผิดแล้วอินท์ นั่นมันแค่รอยข่วนเท่านั้น” มือหนาของครูหนุ่มเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำของภาคินทร์จากฝั่งตรงข้ามขึ้นมา เสี้ยนไม้ชี้หักขึ้นมาตามแรงบีบ สิงขรคว่ำแก้วลง เสียงตึงตังเหมือนบางอย่างกระทบโต๊ะดังขึ้นจากการกระทำนั้น “นี่ต่างหากบาดแผลของจริง”

 

 

เมื่อสิงขรยกแก้วออก สิ่งที่เหลืออยู่คือก้อนน้ำแข็งหนึ่งก้อนที่มีรูปทรงเหมือนแก้วใบนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

 

 

“และถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนเด็กนั่นจะคุมไม่อยู่จนสร้างบาดแผลให้คนอื่นเสียเองได้แล้ว”

 

 

 






 

 

“ภาคินทร์!! รอก่อน!!

 

 

เพราะช่วงก้าวที่ต่างกันมาก กว่ารักษ์นาราจะตามมาทันร่างของเด็กหนุ่มผู้ใช้กสิณอาโปก็เดินไปถึงกลางทุ่งดอกหญ้าขาวแล้ว

 

 

“เธอรู้เหมือนกันใช่ไหม” เขาหยุดเท้าแต่ไม่ยอมหันมามองเธอ “เรื่องของพ่อกับน้องชายฉัน”

 

 

รักษ์นาราใช้เวลาช่วงสั้นๆ เพื่อปรับลมหายใจก่อนจะอธิบาย “เราไม่รู้หรอก เราเพิ่งรู้ว่าภาคินทร์มีพี่น้องก็เมื่อครู่นี้เอง แต่แม่กับครูสิงมักทำแบบนี้เสมอ บางทีก็รู้อะไรต่อมิอะไรเยอะมากจนเราก็แปลกใจเหมือนกัน เราขอโทษแทนด้วยถ้าแม่กับครูพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป”

 

 

สิ้นประโยคเสียงถอนหายใจยาวเหยียดก็ดังขึ้น

 

 

“ทำไมถึงชอบขอโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำอยู่เรื่อย” ภาคินทร์ไม่เพียงหันกลับมาเท่านั้น เขายังเดินเข้ามาใกล้อีกหลายก้าว “เธอไม่ใช่คนที่ต้องรับผิดชอบในการกระทำคนอื่นเสียหน่อย”

 

 

“แต่ภาคินทร์กำลังเศร้า”

 

 

คนส่วนมากคงเลือกคำว่าโกรธไม่ก็หงุดหงิดไปแล้วถ้าดูจากกริยาของเขา แต่เพราะนี้คือรักษ์นารา ไม่ใช่เพียงไม่เชื่อในข่าวลือหรือตัดสินเขาที่เปลือกนอก แต่เธอยังสามารถมองทะลุหน้ากากอันบึ้งตึงที่เขาแสร้งสวมมาถึงสีหน้าที่แท้จริงได้อีกต่างหาก

 

 

“เราเลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง”

 

 

เด็กหนุ่มถอดถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เนื่องจากความขุ่นมัวเริ่มตกตะกอนไปบ้างแล้วเขาจึงคิดอ่านได้ดีขึ้น เขาพูดเองแท้ๆ ว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะโถมอารมณ์เข้าใส่คนที่ไม่รู้อะไรด้วยอย่างรักษ์นารา และอย่างที่เด็กสาวเคยว่าไว้ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด

 

 

ภาคินทร์ขยับแขนขวามาเบื้องหน้า เผยให้เห็นรอยแดงไหม้ที่ยังคงมีเลือดซึม ไม่มีคำพูดใดระหว่างกัน ทว่ารักษ์นาราก็ก้าวเข้ามาจนชิด ดวงตากลมโตช้อนมองเขาเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะวางมือลงไปบนแผล ไออุ่นแทรกซ่าน กระจายทั่ว เลือนหาย และแล่นผ่านเข้ามาใหม่

 

 

เด็กหนุ่มต้องยอมรับว่าสัมผัสเหล่านี้ทำให้เขาสงบลงได้เยอะ ประหนึ่งสัตว์ป่าที่ถูกเกลี่ยกล่อมจนเชื่องเฉื่อย ร่างสูงเอนตัวไปข้างหน้าจนหน้าผากแตะเข้ากลางกระหม่อมของเด็กสาว มือเล็กที่วางอยู่บนท่อนแขนถูกทาบทับด้วยฝ่ามือหนาอีกข้าง สัมผัสที่เพิ่มมาและการกระทำอันไม่คาดคิดทำให้เจ้าของพลังชะงักงัน ความอบอุ่นของสายพลังที่หาคำอธิบายไม่ได้จึงพลอยหยุดลงและถูกแทนที่ด้วยอุณหภูมิของร่างกายแทน

 

 

รักษ์นารายืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้ากระดิกกระเดี้ยว ที่จริงแล้วเด็กสาวไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ด้วยซ้ำ รักษ์นาราได้แต่หวังให้เสียงของเหล่าเรไรที่ถมเต็มความเงียบระหว่างกัน ดังพอจะกลบเสียงหัวใจเธอที่กำลังเต้นโครมครามไปด้วยได้

 

 

ผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ในที่สุดภาคินทร์ก็ถอนหายใจแผ่วยาวแล้วขืนตัวออกห่าง เว้นช่องว่างให้รักษ์นาราหายใจหายคอได้มากขึ้นเช่นกัน

 

 

“เธอเป็นประเภทดึงดูดแต่ตัวปัญหาจริงๆ เสียด้วย”

 

 

คำพูดของเขาช่างน่าฉงน

 

 

“จ๊ะ?”

 

 

คำอุทานของเธอแทนคำถาม ทว่าไม่มีคำตอบใดคืนกลับมา รักษ์นาราจึงตัดสินใจรักษาภาคินทร์ต่อ เลือดหยุดไหลไปแล้ว เหลือเพียงผิวเนื้อที่ถลอกปอกเปิกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

 

“ตาเธอ...”

 

 

คำพูดที่น่าฉงนยิ่งกว่าเดิมทำให้เด็กสาวเผลอตัวเงยหน้าขึ้นมองคนพูด ลมแรงพัดวูบมา หิ่งห้อยนับร้อยที่เร้นกายอยู่ในพงดอกหญ้าขาวถูกพัดขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง แสงนวลอันไหวระริกทาบทับเงาร่างของพวกเขา

 

 

“สาบานได้ว่าเมื่อกี้ตาของเธอมัน...” ภาคินทร์ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ พอดีกับที่บาดแผลซึ่งสองแฝดทำไว้หายไปจนสิ้น “ช่างเถอะ ฉันกลับก่อนละ ไม่ต้องตามมาส่งหรอกฉันจำทางได้”

 

 

เขาหันหลัง ก้าวยาวๆ จนเกือบเป็นการเดินหนี เสียงของรักษ์นาราดังไล่ดัง

 

 

“...เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ”

 

 

แต่ภาคินทร์ไปไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียแล้ว

 



##########


สนทนา : ไม่รู้จะตัดตรงไหนเลยเอามาลงให้เต็มๆค่ะ ฉากบทโต๊ะอาหารแก้หลายรอบมากกว่าจะเกลี่ยบทออกมาได้ใกล้เคียงกันแบบนี้ //ตัวละครชักจะเยอะเกินไปแล้ว ฮืออออ

ส่วนฉากหิ่งห้อยตอนท้าย...สนองนี้ดตัวเองล้วนๆ 555555




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1106 46070 (@46070) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 19:38
    ทุกคนจิ้นจารย์สิงขรกับแม่รักษ์นารา แต่ไหงเราดันจิ้นจารย์กับพิมายซะงั้น ทั้งที่โรงเรียนทั้งที่บ้านเลย แถมเมื่อกี้ยังมีฉากจารย์ตีมือพิมายเพราะแย่งข้าวแก้กินด้วย ฮ่าๆๆๆๆ
    #เรือบาป
    #เลี้ยงต้อยเลยค่ะจารย์
    #1106
    1
    • #1106-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 9)
      29 มิถุนายน 2561 / 21:22
      มันจะไม่ใช่แค่คู่จิ้นนี่สิคะ อุ๊ฟฟฟฟฟ
      #1106-1
  2. #850 lady-zeara (@lady-fair) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2560 / 15:09
    หวานละมุน
    #850
    0
  3. #140 Flourish (@flourish) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 20:26
    มุ้งมิ้งงงง ง่อวววว
    #140
    0
  4. #139 tang9 (@iwonder_5) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 20:00
    ฟินนนนนน อิอิ
    #139
    0
  5. #138 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 09:51
    ว๊ากกกกกก อิหนูคินทร์คนเนียนนนนนน มีเนียนไปซบเขาด้วยยยยยย แน่ะๆ #ควรโฟกัสที่ปมเรื่องไหม555555555 ทำไมนี่เริ่มเดาปูมหลังของหนูรักษ์ไปไกลลิบแล้วล่ะ มันมีซัมติงงงงงง

    นี่เดาว่า รุ่นพ่อแม่ต้องรู้จักกัน รวมถึงคุณลุงสิงขรด้วย ลางสังหรณ์มันกระตุกยิบๆ เพราะงั้นไรท์จ๋า

    ขอตอนต่อด้วยจ่ะ 5555555555 #อ้อนซึ่งหน้านี่แหละ
    #138
    0
  6. #137 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 23:34
    ชอบสนุก สองแฝดตัวป่วนจริงๆ
    แม่ของรักษ์กับอาจารย์ต้องมีอะไรแน่ๆทำไม่ถึงรู้เรื่องเยอะจัง พ่อของรักษ์คือใครรอคะ
    #137
    0
  7. #134 Ms. P (@putterpt) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 22:38
    ปมเยอะมากกกกกกกกกกก
    #134
    0
  8. #133 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 22:35
    ภาคินทร์...ร้ายกาจมาก|-'_`-|
    #133
    0
  9. #131 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 21:43
    ภาคินทร์ทำไรง่ะ เขินแทน -///-

    ฉากหิ้งห้อยโรแมนติกเว่อออ
    #131
    0
  10. #130 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 21:33
    ขอบคุณที่อัพคะ
    #130
    0