ตอนที่ 10 : ตอนที่ ๙ กรวดทรายของครอบครัวภาคินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2007
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    20 ม.ค. 60

ตอนที่ ๙ กรวดทรายของครอบครัวภาคินทร์

 

 

ภาคินทร์ไม่มาโรงเรียนได้สามวันแล้ว

 

 

                แต่สิงขรจะว่าอะไรได้ในเมื่อเจ้าตัวเองนั่นแหละที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ และคงเพราะแบบนั้นรักษ์นาราจึงไม่ถูกว่าแม้แต่ครึ่งคำไปด้วย ทั้งที่เอาแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่างตลอดคาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์

 

 

เด็กสาวมีเรื่องมากมายให้ต้องครุ่นคิด ทั้งเรื่องของตนเองและเรื่องเกี่ยวกับภาคินทร์ เธอพอจะมองออกว่าเขาใช้ความกราดเกรี้ยวกลบเกลื่อนความเศร้า ทำตัวโมโหร้ายเพราะไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร แถมยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบให้พูดถึงพ่อกับน้องชายขนาดไหน นั่นคือสิ่งที่รักษ์นารารู้ ส่วนเรื่องไม่รู้คือเธอควรจะทำเช่นไรเพื่อช่วยเขาดี

 

 

อีกอย่างการกระทำก่อนกลับของเขาทำให้เธอฟุ้งซ่าน สัมผัสที่เอนเข้าหาอย่างกะทันหัน สายตาที่ไม่อาจตีความได้และคำพูดที่เกือบจะเหมือนไร้ความหมายทว่ากลับแฝงเร้นไปด้วยความใน

 

 

ถ้ารู้มาก่อนว่าความฟุ้งซ่านจะสร้างภาระแก่หัวใจได้มากมายขนาดนี้เธอคงไม่วิ่งตามเขาไปตั้งแต่แรก

 

 

“เฮ้อ” รักษ์นาราถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่เท่าไรของวันแล้วไม่ทราบ ทว่านี่เป็นครั้งแรกของวัน ที่สุ่มเสียงอันอ่อนโยนกระซิบเจรจาพาทีด้วย

 

 

ความสุขหล่นหายไปอีกหนึ่งแล้วนะสาวน้อยของเรา

 

 

มันเป็นเวลาพักเที่ยง และรักษ์นารากำลังนั่งพับเพียบอยู่ใต้ซุ่มที่ทำจากโครงไม้ซึ่งมีต้นกันภัยเลื้อยรัด ใบสีเขียวเข้มปลายแหลมซึ่งเบียดแทรกกันอย่างหนาแน่นช่วยสร้างร่มเงาจากแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี ดอกสีม่วงอ่อนที่อัดตัวเป็นกระจุกช่อแต่งแต้มสีสันชวนมอง ทว่าเด็กสาวกลับไม่มีแก่ใจจะชื่นชมมันแม้แต่น้อย

 

 

“มันหายไปหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้วละคะ” เด็กสาวตอบเสียงเรียบ ปิ่นโตเถาใหญ่ถูกนำออกมาจากย่าม อีกไม่นานพิมายจะตามมา

 

 

ลอยหายตามพ่อหนุ่มคนนั้นไปสินะ

 

 

รักษ์นาราชะงัก หน้าแดงขึ้นมาอย่างง่ายดายอีกครั้ง เธอคร้านที่จะโต้แย้งด้วยรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วก็จะถูกรุกไล่จนไปไม่เป็นอยู่ดี เพราะฉะนั้นเด็กสาวจึงถือโอกาสที่ได้อยู่ตามลำพังนี้ปรึกษาเจ้าของเสียงแว่วหวานผู้เป็นเสมือนมารดาคนที่สองของเธอเสียเลย

 

 

“หนูควรทำยังไงดี” เด็กสาวถามสั้นง่าย ไม่มีความจำเป็นต้องสาธยายหรือเท้าความให้เสียเวลาเพราะมาลีรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอดียิ่งกว่าใครทั้งนั้น สถานที่ที่เธอไป อาหารที่เธอทาน และคนที่เธอชอบ กระทั่งรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่รักษ์นาราไม่สนใจจะจำ มาลีก็ยังล่วงรู้ได้

 

 

พิมายชอบพูดประมาณว่าน่าอึดอัดอยู่บ่อยๆ แล้วเปรียบเทียบเธอเป็นนักโทษที่ถูกจับตามองโดยผู้คุม แต่ไม่จริงเสียหน่อย รักษ์นาราอุ่นใจกับความคิดที่ว่ามาลีอยู่กับเธอตลอดเวลามากกว่า ถ้าเป็นไปได้เธออยากจะพูดคุยกับแม่คนสองของเธอคนนี้ตลอดวันเลยด้วยซ้ำ

 

 

ทว่านอกเหนือไปจากเหตุผลด้านความแปลกแยกและอาจทำให้คนอื่นมองเธอเป็นเด็กวิกลจริตที่พูดคนเดียวแล้ว หลังๆ มานี้เสียงของมาลีช่างแผ่วเบาเหลือเกิน เป็นเสียงกระซิบอย่างโรยแรง ที่ราวกับจะถูกความวุ่นวายรอบด้านกลืนหายไปได้ทุกเมื่อ แม้ไม่เคยกล่าวออกไป แต่รักษ์นาราก็เป็นกังวลอยู่เสมอ ว่าวันหนึ่งเธอและมาลีอาจจะไม่สามารถพูดคุยกันได้อีก

 

 

ถามเขาคำตอบที่สั้นง่ายไม่แพ้กันทำให้เด็กสาวตัวเล็กสั่นหน้าอย่างรวดเร็ว

 

 

“ไม่เอา... ถ้าไปเซ้าซี้เรื่องส่วนตัวของเขาเข้าภาคินทร์ต้องรำคาญแน่ๆ หนูแค่อยากรู้ว่าต้องทำยังไงเขาถึงจะหายเศร้าเท่านั้นเองนะคะ”

 

 

ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้วสาวน้อยของเรา เชือกที่ถูกขมวดเป็นปมย่อมไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยตนเอง รวมทั้งไม่อาจมีผู้ใดคลี่คลายได้หากไม่รู้ว่าปลายเชือกอยู่ที่ใด

 

 

“แต่หนูไม่มีสิทธิ์ เราเป็นแค่....”

 

 

ถ้อยคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น รักษ์นาราลังเล ละอายตนเหลือเกินที่กล่าวออกไปว่าเธอและภาคินทร์เป็นเพื่อนกัน พอพิจารณาดูแล้วเด็กสาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายยินดีจะเป็นเพื่อนกับเธอหรือไม่ ในเมื่อเขารักสันโดษเสียขนาดนั้น เธอไม่อยากเป็นคนไร้ยางอายที่คิดเข้าข้างตนเองเพียงเพราะเหตุบังเอิญที่ทำให้ได้รู้จักกัน

 

 

ไม่มีสิทธิ์หรือไม่กล้าทวงถึงสิทธิ์นั้นกันแน่

 

 

เช่นเคยที่เจ้าของเสียงหวานอ่อนโยนอ่านท่าทางของเธอได้เฉียบขาด บทสนทนาระหว่างเธอและแม่คนที่สองสิ้นสุดลงตรงนั้นเมื่อพิมายวิ่งถลาเข้ามาพร้อมถามเสียงดังว่าในปิ่นโตของเธอมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นไม่นานตุลย์และติณห์ก็ตามมาสมทบ

 

 

เพราะถูกปิดบังจากสองสกุลหลักว่าไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา สองแฝดจึงไม่เคยมาโรงเรียน ทั้งคู่เรียนที่บ้านโดยมีสิงขรกับอินทุภรณ์สลับกันสอนให้ แต่ยามกลางวันเช่นนี้ ครูคนหนึ่งก็ติดงานหลัก อีกคนก็ติดอยู่ในครัว สองแฝดจึงมักหนีมาโรงเรียนเพื่อทานอาหารเที่ยงรวมกับรักษ์นาราเป็นการแก้เบื่อเสมอ

 

 

“เรารู้ความจริงแล้ว” ติณห์กล่าวขึ้นอย่างก่ำกวม ทว่าเรียกความสนใจผู้ฟังได้เป็นอย่างดี

 

 

“เกี่ยวกับน้องชายของคุณพี่มาดนักเลง” ตุลย์ต่อประโยคให้อย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้รักษ์นาราหรือพิมายได้ไถ่ถาม

 

 

 “เราไปสืบมา ได้ความว่าคุณลุงวิรุณ ชลัชพงษ์ ผู้นำสกุลอาโปคนปัจจุบันมีลูกชายสองคน”

 

 

“แต่คนส่วนมากกลับเข้าใจว่ามีแค่คนเดียวคือพี่ภาคินทร์”

 

 

“ทำไมกันละ”

 

 

“นั้นสิทำไมกันเนอะ”

 

 

สองแฝดลีลาถ่วงเวลาโดยการถามเองตอบเองอยู่นานจนพิมายชักหมดความอดทน

 

 

“ถ้าไม่คิดจะเล่าก็กลับไปช่วยงานน้าอินท์เลยไป๊!! เสียเวลาฉันจะกินข้าว” ว่าแล้วก็จ้วงแกงดอกแคจากในปิ่นโตเข้าปากไปคำเบ้อเร้อเป็นการระบายอารมณ์

 

 

“ใจเย็นๆ สิขอรับลูกพี่” ตุลย์กระเถิบเข้าไปบีบนวดต้นแขนเด็กสาวตัวสูงอย่างประจบ

 

 

“กำลังจะถึงทีเด็ดแล้ว” ติณณ์หยิบฝาปิ่นโตขึ้นมาแสร้งทำเป็นพัดให้อย่างเนิบช้าประหนึ่งเป็นนางสนม

 

 

“ให้มันเด็ดจริงเถอะ” พิมายกล่าว “จะว่าไปพวกแกไม่ชอบตานั่นไม่ใช่เหรอ แล้วไหงอยู่ดีๆ ถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยได้ หรือเปลี่ยนใจอยากญาติดีด้วยแล้ว”

 

 

“ไม่มีวัน//ไม่มีวัน” มุมปากบิดคว่ำขณะทั้งสองประสานเสียงตอบ แต่ก็ยังไม่เลิกสวมบทบาทลูกน้องตัวน้อยผู้น่าหมั่นไส้อยู่ดี “นี่มันความอยากรู้อยากเห็นต่างหากขอรับลูกพี่”

 

 

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เคยได้ยินไหมขอรับ”

 

 

“เราไปตามสืบมาเพราะคิดว่าอาจจะเจออะไรดีๆ ที่ช่วยเล่นงานพี่ชายหน้าโหดได้ต่างหาก”

 

 

“ไม่ดีเลยนะจ๊ะ” รักษ์นาราที่นั่งฟังอยู่นานแสดงความคิดเห็นออกมาในที่สุด “ไปล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่นเขาแบบนั้นมันเสียมารยาทออก”

 

 

“ทีหมอนั่นยังรู้เรื่องของเจ้าสองตัวนี้แล้วก็เรื่องพ่อฉันแล้วเลย” พิมายให้เหตุผล เลือกจะเข้าข้างสองแฝดเพราะอยากรู้อยากเห็นไม่ต่างกันผสมกับอยากแก้แค้นเป็นการส่วนตัว แม้ภาคินทร์จะไม่ได้เอ่ยถึงสีตาหรือแคว้นกำเนิดของพ่อเธอให้ระคายหูอีก แต่ก็ใช่ว่าความไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรกยินเรื่องราวและตั้งแต่แรกพบพานจะหายไปเสียหน่อย

 

 

เพราะถึงแม้จะชอบแซวให้รักษ์นาราได้อายม้วน ทว่าพิมายก็ไม่เคยคิดสนับสนุนความชอบพอครั้งนี้แม้แต่กระผีก อันธพาลอารมณ์ร้อนกับสาวน้อยบอบบางตัวกะเปี้ยก ไม่เด็ดขาด ไม่มีทาง เธอคนหนึ่งแหละที่ขอคัดค้านหัวชนฝา เพื่อนตัวเล็กของเธอแสนดีเกินไป ดีเกินความเหลวแหลกของภาคินทร์ไปมากเลยทีเดียว

 

 

พิมายกล้าพูดเลยว่าเธอหวังให้ความลับที่สองแฝดกำลังจะเล่าเป็นเรื่องน่าอายไม่ก็เลวทรามสุดๆ รักษ์นาราจะได้ตาสว่างและเลิกชอบเจ้านักเลงปากเสียคนนั้นเสียที

 

 

“ตะ...แต่ว่า...” รักษ์นาราพยายามจะแย้ง ทว่าเพราะไม่ได้มีฝีปากคมเป็นกรรไกรเหมือนคนรอบตัว จึงไม่สามารถคิดหาถ้อยคำมาหักล้างเหตุผลของพิมายได้ นอกจากนั้นแล้วยังไม่ทันต่อความอยากเล่าของสองแฝดอีกด้วย โดยเฉพาะกับติณณ์ เนื่องจาก..

 

 

 

 

 

 

“น้องชายพี่ภาคินทร์เป็นวาลุกา!!

 

 

 

 

แฝดธาตุดินโพล่งออกไปเสียแล้ว จุดสูงสุดของเรื่องราวและความลับอันสำคัญยิ่งที่อุตส่าห์อดหลับอดนอนไปตามสืบกันมาถึงสามวันเต็มๆ ถูกพ่นออกไปอย่างไร้ชั้นเชิงเสียแล้ว

 

 

ตุลย์แปะหน้าผากเข้ากับฝ่ามืออย่างอ่อนใจขณะใช้มืออีกข้างตบกะโหลกคู่แฝดไปด้วย ข้อหาไม่มีความอดทน

 

 

ส่วนผู้ฟังอีกสองคนนั้นตกอยู่ในอิริยาบถคล้ายกันแต่ความรู้สึกข้างในนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พิมายอ้าปากค้าง นับว่ายังดีที่เคี้ยวข้าวหมดคำไปแล้ว มิเช่นนั้นมาดกุลสตรีที่มีเพียงน้อยนิดคงปนละเอียดไม่มีเหลือ เด็กสาวตัวสูงนิ่งค้างเหมือนยังประมวลผลสิ่งที่ได้ยินไม่เรียบร้อยดี

 

 

ส่วนรักษ์นาราแม้จะนิ่งงันไม่ต่างกัน แต่สีหน้าและแววตาเป็นคนละเรื่องกับพิมายเลยทีเดียว

 

 

วาลุกา คือคำที่ใช้เรียกคนที่เกิดจากพ่อแม่ผู้ใช้กสิณแต่ตนเองกลับไม่สามารถใช้กสิณได้ วาลุกาที่หมายถึงกรวดทราย เป็นได้แค่คนไร้ค่าในสายตาของครอบครัว มันเป็นภาวะพบได้น้อยมาก แต่ก็ใช้ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย รักษ์นาราเคยอ่านเจอว่าในสมัยก่อน เหล่าสกุลหลักถึงกับฆ่าเด็กที่เป็นวาลุกาทิ้งทันทีเพื่อปกป้องเกียรติยศของสกุลก็มี

 

 

ส่วนในสมัยนี้...รักษ์นาราไม่รู้เหมือนกันว่าเหล่าสมาชิกสกุลหลักของยุคนี้ปฏิบัติเช่นไรกับวาลุกา อย่างที่บอกว่ามันเป็นภาวะที่พบได้น้อยมากๆ จึงไม่เคยมีบันทึกว่ามีวาลุกามาเกิดขึ้นหลายสิบศกแล้ว

 

 

หรือบางทีอาจจะมี แต่ถูกปิดบังไว้เหมือนสถานะของสองแฝด และเหมือนกับที่น้องชายของภาคินทร์ไม่มีตัวตนในสายตาคนทั่วไป

 

 

อยู่ๆ คำพูดของสิงขรในโต๊ะอาหารมื้อนั้นฟังดูเข้าเค้าขึ้นมาทันที

 

 

...ภาคินทร์เป็นลูกรักของพ่อ ไม่เหมือนน้องชาย...

 

 

รักษ์นาราลุกขึ้นยืนโดยพลัน สีหน้าหมองเศร้าและหวั่นไหวจนเกือบจะเรียกได้ว่าเปราะบาง

 

 

“พี่รักษ์” แฝดธาตุไฟร้องเรียกเมื่อเด็กสาวเริ่มต้นก้าวเท้าออกจากซุ้มต้นกันภัย “ดะ...เดี๋ยวก่อนพี่รักษ์ นั่งลงก่อนเถอะ มันยังมีอีกนะเรื่องของน้องชายพี่ภาคินทร์ คือว่า....”

 

 

“ขอโทษนะ แต่พี่ฟังต่อไม่ได้จริงๆ” รักษ์นาราเหลียวกลับมาร้องบอกขณะก้าวยาวๆ อย่างเร่งรีบจนเกือบเหมือนเป็นการเดินหนี ดังเช่นที่ภาคินทร์เคยทำ...




##########


สนทนา : ฮัลโหลลลลล ศัพท์เฉพาะคำใหม่มาพร้อมกับมาม่าหม้อใหม่แหละค่ะ lol คือเรื่องนี้ตัวละครมันเยอะ แถมแต่ละตัวก็มีสตอรี่ดราม่าเป็นของตัวเองเลยต้องปูพื้นกันนานนิดหนึ่ง ว่าง่ายๆคือผ่านมาเก้าตอนแล้วยังไม่เข้าเนื้อหาหลักเลย 55555 เดี๋ยวจะพยายามสปีดให้นะคะ ทางนี้ก็อยากเขียนฉากบู๊จะแย่แล้วเหมือนกัน








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #540 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 20:09
    ปมเพียบ
    #540
    0
  2. #149 Mazato Yume (@sleeplezzrr) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 22:27
    รอเจ้าค่ะ //ตั้งเต็นท์ปักธงรอ
    #149
    0
  3. #148 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 19:35
    รอน้าาา
    #148
    0
  4. #146 HERRINNE POTTER (@zinnialalo) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 10:06
    คล้ายๆพวกสควิบใช่ไหมค่ะ วาลุกาอะ
    #146
    3
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #146-3 HERRINNE POTTER (@zinnialalo) (จากตอนที่ 10)
      21 มกราคม 2560 / 20:17
      มันช่างเจ็บปวดนัก
      #146-3
  5. #145 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 09:15
    เค้ารอฉากบู๊นะคะะะะะะ55555555 #มาม่าฝุดๆ
    #145
    0
  6. #144 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 00:28
    ขอบคุณสำหรับนิยายและmemeข้างล่างครับ -w-
    #144
    0
  7. #143 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 22:07
    รอออออสนุก อัพอีกไวไวน้ามันค้าง
    #143
    0
  8. #142 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 21:45
    สนุกๆมาต่อน้า
    #142
    0