ตอนที่ 8 : ตอนที่ ๗ ความสามารถของติณห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2257
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    12 ม.ค. 60

 

ตอนที่ ๗ ความสามารถของติณห์

 

 



ตุลย์และติณห์ถือกำเนิดขึ้นจากความรักต้องห้ามของพ่อแม่

 

 

วัชริศแห่งไฟและคีรีรัตน์แห่งดิน ปกติแล้วผู้ใช้กสิณจะแต่งงานกับผู้ที่มีธาตุเดียวกันเท่านั้นเพื่อเป็นการรับประกันถึงพลังของลูกที่จะเกิดมา กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่เพราะเป็นจารีตจึงไม่เคยมีใครกล้าละเมิด ยิ่งเป็นสัมพันธ์ระหว่างสกุลหลักยิ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว...

 

 

ในแคว้นนิวารินมีตำแหน่งพิเศษในราชสำนักที่เรียกกันว่า ปัญจราชศัสตรา ประกอบด้วยตัวแทนจากสี่สกุลหลักสกุลละหนึ่งคนและนักปราชญ์แห่งยุคสมัยอีกหนึ่ง ทั้งห้าจะทำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาส่วนพระองค์ในเวลาว่าราชการแผ่นดิน เป็นราชองครักษ์คอยปกป้องในยามภัยมาเยือน และเป็นยอดขุนศึกในยามไฟสงครามปะทุ

 

 

สิรามล คีรีรัตน์ คือปัญจราชศัสตราจากปฐวี เช่นเดียวกับ ภาสกร วัชริศ จากสกุลเตโช ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและปิดบังความลับนี้จากครอบครัวและแว่นแคว้นมาโดยตลอด กระทั่งสงครามกับแคว้นมุทราเริ่มขึ้นเมื่อเกือบหกพันวันที่แล้ว มีคนเห็นทั้งคู่พลอดรักกัน ซ้ำยังแลกเปลี่ยนคำสาบานปฏิญาณตนเป็นคู่ครองทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือความเห็นชอบจากผู้หลักผู้ใหญ่แม้แต่น้อย

 

 

ความลับที่ถูกเปิดเผยสร้างความโกรธแค้นให้กับสองสกุลเป็นอย่างมาก เนื่องจากบุตรหลานผู้น่าภาคภูมิฝ่าฝืนจารีตประเพณีอย่างร้ายแรงที่สุด ทว่าไม่ทันได้ระบุโทษทัณฑ์ องค์อสัญญุชัยก็พาทั้งสองข้ามไปภพภูมิแห่งผู้วายชมน์เสียก่อน ภาสกรเสียชีวิตกลางสนามรบ ส่วนสิรามลสิ้นใจตามไปไม่นานหลังให้กำเนิดเด็กชายฝาแฝด

 

 

สงครามกับแคว้นอื่นมอดดับ ทว่าสงครามระหว่างสองสกุลใหญ่เพิ่งจะเริ่มขึ้น วัชริศและคีรีรัตน์ต่างยื้อแย่งตัวทารกทั้งสอง ด้วยเพราะเป็นสิ่งเดียวให้ระลึกถึงทายาทที่จากไปอย่างกะทันหัน แต่หลังค้นพบว่าทั้งคู่เกิดมาโดยใช้กสิณได้คนละธาตุ สองสกุลจึงจบการเบาะแว้งครั้งนี้ด้วยการแบ่งทารกกันดูแล ซ้ำยังตัดสินใจต้องกันโดยไม่ได้นัดหมายอีกว่า ความอัปยศครั้งนี้จะไม่มีใครได้ล่วงรู้เป็นอันเด็ดขาด

 

 

ตุลย์และติณห์ต่างถูกรับเลี้ยงโดยคนในสกุล เป็นแค่วัชริศ เป็นแค่คีรีรัตน์ ถูกแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่เคยรับรู้ถึงอีกครึ่งของสายเลือด ไม่เคยมีใครกล้าเล่าถึงรักต้องห้ามของพ่อแม่ และไม่เคยมีใครคิดเฉลยว่าพวกเขาเป็นพี่น้องที่ถูกพรากแยกจากกัน ทั้งหมดควรจะเป็นความลับที่ถูกฝั่งลืม จนกระทั่งเร็วๆ นี้...

 

 

ตูม!!

 

 

ภาคินทร์กำลังโดนสองแฝดรุกไล่อย่างหนัก เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเสียเปรียบคือการที่แยกไม่ออกว่าคนนี้คือตุลย์หรือติณห์กันแน่ กว่าจะรู้ก็ตอนถูกลวกด้วยเปลวไฟไม่ก็เกือบโดนแท่งดินอัดกระแทกท้องทุกที แถมสองแฝดยังประสานจุดเด่นของกสิณทั้งสองธาตุเข้าด้วยกันและใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เล่นเอาเขาลำบากที่จะรับมือไม่น้อย

 

 

กสิณเตโช มีจุดเด่นที่ท่วงท่าอันรุนแรง จึงเหมาะกับการต่อสู้แบบหมัดมวยระยะประชิด ตุลย์จึงรุกไล่ภาคินทร์ด้วยระยะห่างไม่เกินครึ่งวาเสมอ เอาแต่รัวกำปั้นเพลิงเข้าใส่ประหนึ่งอัคคีที่กำลังโหมไหม้

 

 

กสิณปฐวี มั่นคงแข็งแรง ผู้ใช้กสิณธาตุนี้มักปักหลักอยู่กับที่และโจมตีจากระยะไกล ติณณ์จึงค่อยแต่จะยิงก้อนหินเข้าใส่เวลาที่เขาพลั้งเผลอหรือไม่ก็สร้างกำแพงดินขึ้นมากันให้คู่แฝด

 

 

...โจมตีและป้องกัน...

 

 

ทั้งคู่ผสานวิชาเข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบมากนัก และภาคินทร์ก็เบื่อที่จะเล่นด้วยแล้ว เขาตวัดมือจากซ้ายไปขวา ก่อให้เกิดแส้น้ำที่กวาดตามไปเป็นวงกว้างจนแฝดธาตุไฟต้องกระโจนหลบ ภาคินทร์โบกอีกมือเพื่อบังคับกลุ่มน้ำจำนวนมากให้ลอยค้างกลางอากาศเป็นเสมือนขั้นบันไดก่อนจะก้าวพรวดสูงขึ้นไปเรื่อย

 

 

“คิดจะหนีเหรอ!!” ตุลย์ตะโกน ชกหมัดขึ้นฟ้า ส่งลูกไฟพุ่งทะลุก้อนน้ำและเฉียดหน้าภาคินทร์ไปนิดเดียว ทว่าเด็กหนุ่มธาตุอาโปไม่สนใจ เขาก้าวต่อไปอย่างเร่งรีบ ทำทีเหมือนจะหนีออกจากลานแห่งนี้ แต่ไม่ว่าตุลย์จะปล่อยลูกไฟไปสักเท่าใดก็ยังหลบได้ตลอด

 

 

จนเมื่อแฝดธาตุไฟเริ่มแสดงท่าทางอ่อนล้า ภาคินทร์จึงหักเลี้ยวกลางอากาศดื้อๆ เปลี่ยนทิศทางของขั้นบันไดก้อนน้ำให้มุ่งไปทางแฝดธาตุดินแทน

 

 

“แผนตื้นชะมัด พวกผมมองออกตั้งแต่แรกแล้วพี่ชาย!” ติณห์ที่ไม่ยอมรอถูกเล่นงานฝ่ายเดียวจึงสร้างเสาดินสูงใหญ่ที่มีหน้าตัดกว้างเกือบครึ่งวาพุ่งเข้าใส่ภาคินทร์

 

 

แต่เขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว เด็กหนุ่มธาตุอาโปกระโดดลงมาจากก้อนน้ำ ไถลตัวลงมาตามแท่งดินเพื่อมาหยุดยืนต่อหน้าแฝดธาตุปฐวี รวดเร็วจนไม่ทันได้คาดคิดและไม่ทันได้ตั้งตัว ภาคินทร์ยื่นมือซ้ายไปบีบคอติณห์ บงการน้ำให้มาคลุมรอบศีรษะและใบหน้าของเด็กหนุ่มไว้ ฟองอากาศลอยออกมาจากปากที่กำลังร้องประท้วง แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ซ้ำร้ายยังทำให้สำลักน้ำมากกว่าเดิมเสียอีก

 

 

“ปล่อยติณห์เดี๋ยวนี้นะ!!!!” ตุลย์พุ่งเข้ามาอย่างโกรธแค้น และภาคินทร์ก็กำลังรอจังหวะนี้อยู่เช่นกัน เขาย่อตัวหลบหมัดไฟ ทำให้ต้องปล่อยมือจากคอของแฝดธาตุดิน น้ำร่วงลงสู่พื้น เด็กหนุ่มจึงรอดพ้นจากการจมน้ำไปอย่างเฉียดฉิว

 

 

ส่วนแฝดธาตุไฟนั้นถูกภาคินทร์กำราบอย่างเรียบง่ายด้วยการเตะขัดขา เมื่อร่างนั้นล้มลงเขาก็จัดการซ้ำทันทีด้วยกำปั้นเปล่าๆ อย่างที่เคยตั้งใจไว้แต่แรก ทว่า...

 

 

“ภาคินทร์!!!

 

 

เสียงเล็กๆ ที่เขาจำได้ดีร้องลั่นอย่างตกอกตกใจ ทำให้เขาพลาด ชกใส่พื้นดินแข็งๆ ข้างใบหน้าอันยียวนนั้นแทน ดวงตาสีวังน้ำวนหันมองตามเสียง และได้พบเข้ากับสีหน้าลำบากใจปนกังวลของรักษ์นาราเป็นอันดับแรก ก่อนจะตามมาด้วยการเลิกคิ้วสูงและเสียงผิวปากวืดของพิมายที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

 

“ฉันบอกแกแล้วว่าไม่ต้องแนะนำตัวกันให้ยุ่งยากหรอก เพราะยังไงเจ้าสองแสบก็ต้องหาทางไล่คนที่เข้ามาเกาะแกะแกไปให้ได้อยู่ดี”

 

 

“ภะ...ภาคินทร์ไม่ได้...” สองแก้มของรักษ์นาราแดงซ่าน เอ่ยตะกุกตะกักพยายามจะแย้ง แต่คำพูดของเด็กสาวกลับถูกกลบโดยเสียงร้องตะโกนอย่างดีใจที่ประสานกันขึ้นมาเสียก่อน

 

 

“พี่รักษ์!!/พี่รักษ์!!” ตุลย์ปัดมือของภาคินทร์ออกแล้วลุกพรวด ติณห์เองก็เช่นกันทั้งที่เปียกไปครึ่งตัวและยังไอค่อกแค่กไม่หาย ทั้งคู่พุ่งเข้าไปกอดรักษ์นาราไว้แน่นจนร่างเล็กๆ ถูกบดบังสิ้น

 

 

“พวกเราคิดถึงพี่สุดๆ ไปเลย”

 

 

“พี่สบายดีใช่ไหม คิดถึงพวกเราบ้างเปล่า”

 

 

ภาคินทร์คิดว่าคงจะไม่เป็นการพูดเกินจริงไปนักถ้าจะเปรียบเทียบฝาแฝดเป็นสุนัขที่กำลังกระดิกหางใส่เจ้าของอย่างเอาเป็นเอาตาย และท่าทางเหล่านั้นยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อเจ้าแฝดนรกได้หันมาแยกเขี้ยวใส่เขาแทนยามที่เขาลุกขึ้นเดินมาสมทบ พิมายนั้นเอาแต่กลั้นหัวเราะ เสมือนกำลังดูความบันเทิงจากจำอวดอยู่ก็ไม่ปาน สีหน้าของรักษ์นาราจึงยิ่งแย่ไปกว่าเดิม

 

 

“ภาคินทร์บาดเจ็บตรงไหนไหม” เด็กสาวขยับตัวอย่างอึดอัด ดวงตากลมโตไล่มองไปตามรอยช้ำและคราบเขม่าบนร่างกายเขาอย่างเป็นกังวล ท่าทีและคำพูดเหล่านั้นทำให้ภาคินทร์ซ่อนแขนขวาที่มีแผลหนักสุดไว้เบื้องหลังก่อนจะทันรู้ตัวเสียอีก

 

 

“เราขอโทษจริงๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เรา...”

 

 

“ไม่จำเป็น” ภาคินทร์รีบแทรกเนื่องจากพอจะเดาความคิดของร่างเล็กได้ “ไม่ใช่ความผิดเธอ”

 

 

ปกติเด็กหนุ่มก็มีเรื่องวิวาทไม่เว้นแต่ละวันอยู่แล้ว แผลแค่นี้จึงเล็กน้อยยิ่งนัก อีกอย่างสภาพแบบนี้ก็นับว่าเหมาะกับป้ายอันธพาลที่ใครต่อใครต่างแปะไว้ให้เขาอยู่แล้ว ทว่าไม่ใช่กับรักษ์นารา เด็กสาวไม่เคยเชื่อคำพูดของคนอื่นและไม่เคยตัดสินเขา เวลาที่เห็นแผลบนตัว สิ่งที่เธอแสดงออกคือท่าทีเป็นห่วงไม่ใช่ระอา นั้นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาชอบอยู่ใกล้เธอ

 

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เขาชอบคนใกล้ตัวเธอไปด้วย และถ้าให้เทียบในแง่ของความน่ารำคาญแล้ว เจ้าสองแฝดนี่เหนือกว่าพิมายหลายขุมนัก

 

 

“ใช่ๆ ไม่ใช่ความผิดของพี่รักษ์สักหน่อย” เพราะแยกไม่ออก ภาคินทร์จึงไม่รู้ว่าตุลย์หรือติณห์กันแน่ที่เป็นคนพูด

 

 

“พี่ชายนั้นแหละผิด อยากมาหาเรื่องพี่รักษ์ก่อนทำไม” อีกคนเสริม ต่อประโยคให้อย่างเข้ากันพอดิบพอดี “อย่าคิดว่าพวกผมไม่รู้นะที่พี่ทำให้พี่รักษ์เกือบโดนลูกหลงจากอริพี่ไปด้วย พี่รักษ์อาจจะใจดีพอจะยกโทษให้ แต่พวกผมไม่ให้อภัยเด็ดขาด”

 

 

“รู้แล้วก็อย่าเข้าใกล้พี่รักษ์ของพวกผมอีกละ!! ไม่งั้นได้เจอดีแบบวันนี้แน่”

 

 

ภาคินทร์เลิกคิ้วสูง ย้อนเย้ยอยู่ในทีถึงคำว่าเจอดีว่าหมายถึงการที่ทั้งคู่ลงไปนอนหมอบอยู่บนพื้นเพราะฝีมือเขาใช่ไหม ตุลย์และติณห์อาจจะเป็นผู้ใช้กสิณที่เก่ง เก่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกันและเก่งกว่าพวกที่อายุมากกว่าบางคนด้วยซ้ำ ยิ่งรวมเข้ากับละครที่ว่าสามารถใช้กสิณได้สองธาตุ ที่ผ่านมาคงเก็บเกี่ยวชัยชนะมาได้ตลอด ทว่าพอเทียบกับภาคินทร์ผู้เกิดมาพร้อมปริมาณกสิณมหาศาลและสามารถมองกลอุบายของทั้งคู่ออกอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ครั้งนี้จึงกลายเป็นความพ่ายแพ้แทน

 

 

“เดี๋ยวๆ ลูกหลงอะไร” พิมายหยุดหัวเราะได้ในที่สุด สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นงุนงงและหันไปซักฟอกรักษ์นาราทันที “เจ้าสองแสบมันพูดถึงเรื่องอะไรกัน”

 

 

ทว่าเด็กสาวกลับเลือกที่จะเมินต่อคำถาม เธอก้าวออกมายืนตรงกลางระหว่างเขาและสองแฝดโดยหันมาคุยกับเขา

 

 

“นี่คือติณห์ แล้วคนนั้นคือตุลย์” รักษ์นาราชี้ไล่เรียง ดูจากสีหน้าปลาบปลื้มและรอยยิ้มเหมือนลูกสุนัขโดนลูบหัวก็แปลว่าเด็กสาวสามารถแยกทั้งคู่ออกจากกันได้ “เป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน ที่บอกว่ามีคนอยากแนะนำให้รู้จักก็คือทั้งคู่นี่แหละ เราขอโทษนะที่สร้างความเดือดร้อนให้ เราสัญญาว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเด็ดขาด”

 

 

หลังจากนั้นรักษ์นาราก็หันไปทางเด็กหนุ่มทั้งสองที่หน้าตาเหมือนกันยิ่งกว่าแกะพิมพ์

 

 

“ทั้งคู่ขอโทษภาคินทร์เดี๋ยวนี้เลยนะ”

 

 

และแน่นอนว่าคำตอบมาในรูปของการประสานเสียงปฏิเสธ

 

 

“ทำไมผมต้องขอโทษด้วย ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”

 

 

“พี่นักเลงคนนี้ต่างหากที่ผิด มายุ่งวุ่นวายกับพี่รักษ์ก่อนทำไม แถมยังทำให้พี่เกือบเจ็บตัวอีก”

 

 

“ฉันว่าแกต้องอธิบายมาแล้วแหละว่าเจ้าพวกนี้หมายถึงอะไรกันแน่” พิมายกอดอกอย่างคาดคั้น แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะเข้าพวกกับสองแฝด ช่วยกันรุมยำภาคินทร์แน่นอนถ้าคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ

 

 

จริงอยู่ที่ในวันนั้นเขาบังเอิญลากรักษ์นาราติดร่างแหไปด้วย แต่ภาคินทร์แน่ใจว่าเขาชดเชยมันไปแล้วด้วยแผลไฟลวกเต็มตัวในขณะที่คนตัวเล็กไม่มีกระทั่งรอยข่วน ทว่าเขาไม่ใช่พวกชอบพูด ยิ่งการอธิบายตนเองยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ ใครอยากเข้าใจเกี่ยวกับเขาว่าอะไรก็ช่าง จะอย่างไรเขาก็ไม่สนอยู่แล้ว

 

 

เด็กหนุ่มตั้งท่าจะเดินหนี ถ้าวัตถุประสงค์ของการมาในวันนี้คือได้เจอสองแฝด ภาคินทร์ก็คิดว่าเขารู้จักเจ้าพวกนี้ดีเกินพอแล้วด้วยซ้ำ ทว่า...

 

 

“ภาคินทร์ช่วยเราไว้จากการโดนลูกหลงตอนเขายกพวกตีกันต่างหาก” รักษ์นาราอธิบายปนแก้ตัวให้แทนทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด “และถ้าเธอสองคนไม่เลิกทำตัวเกเรแบบเด็กๆ พี่จะเริ่มโกรธจริงๆ แล้วนะ”

 

 

คำขู่นั้นได้ผลดีเสียยิ่งกว่าอะไร ตุลย์และติณห์มีท่าทีหงอยลงอย่างชัดเจนประหนึ่งสุนัขที่หูลู่หางตก ดวงตาสีน้ำตาลไหม้สองคู่เหลือบมองเขา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแผ่วๆ ว่า

 

 

“ขอโทษครับ/ขอโทษครับ”

 

 

เป็นอันจบเรื่องไร้สาระนี้แต่โดยดี







(ต่อค่ะ)





แต่ถึงจะได้รู้จักกันไปแล้วรักษ์นาราก็ยังยืนยันให้ภาคินทร์ไปที่บ้านให้ได้อยู่ดี

 

 

คนตัวเล็กถูกเจ้าแฝดยื้อแย่งกันเอาอกเอาใจและเดินนำไปก่อน ระหว่างทางจึงเป็นหน้าที่ของพิมายที่ต้องอธิบายให้ฟังว่าทำไม

 

 

“แม่ของรักษ์จะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้ทุกครั้งที่เจ้าสองแสบได้ออกจากสถานพินิจน่ะ ถึงจะบอกว่าเล็กแต่ปริมาณอาหารก็ไม่ได้เล็กไปด้วยหรอกนะ เพราะงั้นก็ตามๆ มาเหอะไม่ต้องคิดมา อาหารบ้านรักษ์อร่อยจะตาย”

 

 

ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างภาคินทร์กับพิมายก็ไม่ได้ถือว่าดีเท่าไรนัก แค่พอคุยกันได้ถ้าจำเป็นจริงๆ และถ้าไม่มีรักษ์นารามาค่อยห้าม เด็กสาวผู้ใช้กสิณวาโยก็คอยแต่จะท้าประลองเพื่อแก้มือคราวนั้นอยู่ร่ำไป ซึ่งก็รู้กันดีว่าภาคินทร์ไม่เคยคิดเลี่ยงการวิวาทอยู่แล้ว ทำให้คนตัวเล็กต้องหนักใจไม่น้อย

 

 

แต่ดูเหมือนวันนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาจากเพื่อนรวมแคว้นไปเป็นเพื่อนรวมกลุ่มได้ในที่สุด เมื่อพิมายได้รู้แล้วว่าภาคินทร์เคยทำคุณความดีอะไรไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กหนุ่มอาโปยังขมวดคิ้วอย่างสงสัย เด็กสาวตัวสูงจึงอธิบายต่อให้

 

 

“สาดสีใส่กำแพงอุโบสถ ตีกันหน้าสถานีสันติบาล แล้วก็ก่อความวุ่นวายในงานเลี้ยงของสกุล เจ้าเด็กบ้าพวกนี้ยอมทำทุกทางน่ะแหละเพื่อให้เข้าสถานพินิจไม่งั้นจะถูกญาติๆ จับแยกกันไปคนละทิศคนละทางอีก”

 

 

“วัชริศกับคีรีรัตน์” ภาคินทร์ทวนนามสกุลของทั้งคู่ และพิมายคงรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องอธิบายเพิ่ม

 

 

“ตุลย์โดนย่าเอาไปเลี้ยงที่เมืองอุดร ส่วนติณห์ก็โดนส่งไปอยู่เมืองประจิมกับลุง เมื่อไม่นานมานี้เจ้าพวกนี้บังเอิญมาเจอกันที่พระนคร พอเห็นเด็กอีกคนที่หน้าเหมือนตัวเองยิ่งกว่าส่องกระจกแต่กลับใช้กสิณได้คนละธาตุก็เลยไล่คาดคั้นเอาความจริงจากญาติจนรู้เรื่องทั้งหมด แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมให้พี่น้องได้อยู่ด้วยกันอยู่ดีเพราะกลัวความลับฉาวโฉ่จะรั่วไหล เจ้าสองแสบเลยทำตัวแสบยิ่งกว่าเดิมอย่างที่เห็น”

 

 

พิมายเว้นช่วง รอยยิ้มเหยียดหยันประดับบนใบหน้า เพราะเจ้าตัวคือคนที่รู้ดียิ่งกว่าใครว่าความหยิ่งในศักดิ์ศรีของเหล่าสกุลใหญ่ช่างน่าเวียนหัวจนถึงขั้นน่าขยะแขยงเพียงใด

 

 

“แต่ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นเยอะแล้วนะเพราะมียัยรักษ์กับลุงของติณห์คอยช่วยตักเตือน อ่อ...ลุงของติณห์ย้ายมาอยู่พระนครแล้วก็รับเลี้ยงเจ้าสองแฝดไว้เองน่ะ พวกวัชริศยอมตกลงด้วยเพราะรับมืออิทธิฤทธิ์เจ้าสองตัวนี้ไม่ไหว แต่มีข้อแม้ว่าห้ามคนเห็นทั้งคู่ใช้กสิณพร้อมกันและห้ามให้ใครรู้นามสกุลเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนจับแยกกลับไปที่เมืองชายแดนแคว้นอีก”

 

 

ก็เลยแกล้งทำเป็นคนๆ เดียวกันแต่ใช้กสิณได้สองธาตุแทนสินะ  แบบนั้นจะไม่เด่นยิ่งกว่าเหรอหรือไง ภาคินทร์ตั้งคำถาม ก่อนจะเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็วสองแฝดเป็นพวกขี้อวดและชอบเรียกร้องความสนใจมากกว่าที่คิด หลักฐานคือรอยยิ้มกว้างและประกายวูบไหวในดวงตายามที่เขาแสดงสีหน้าตกอกตกใจตอนที่สู้ด้วย

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นภาคินทร์ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดเพิ่ม เขามีสิ่งที่สนใจอยากรู้มากกว่า..

 

 

“แล้วรักษ์นารา...” เพียงเขาเกริ่น พิมายก็อธิบายต่อได้ทันที

 

 

“ทีเด็ดมันอยู่ตรงนี้ คือเจ้าสองตัวเนี่ยดันเหมือนกันมากๆ จนแม้แต่คนเลี้ยงก็แยกไม่ออก สลับตัวกันกลับบ้านยังเคยมาแล้วเลย แต่สักสามร้อยกว่าวันก่อน รักษ์นาราบังเอิญมาเห็นตอนตุลย์หรือติณห์นี่แหละกำลังใช้มีดกรีดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เลยเทศนาไปยกหนึ่ง พออีกวันก็ไปเจอแฝดอีกคนกำลังก่อเรื่องเหมือนกันก็เลยเทศน์ไปอีกรอบโดยพูดว่า พวกเธอพี่น้องทำไมนิสัยแย่แบบนี้’ ”

 

 

“แยกได้ตั้งแต่แรกเลยเหรอ” ภาคินทร์ถาม และพิมายไหวไหล่แทนคำตอบว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กสาวตัวเล็กทำได้อย่างไร เพราะจนปานนี้พิมายยังแยกไม่ได้ด้วยซ้ำเลยได้แต่เรียกเหมารวมไปเรื่อย

 

 

“นับตั้งแต่นั้นเจ้าสองแสบเลยเดินตามยัยรักษ์ต้อยๆ พร้อมแต่งตั้งตัวเองเป็นองครักษ์พิทักษ์ภัยให้อย่างเสร็จสรรพ” ดวงตาสีลูกหว้าหันมาทางภาคินทร์ในช่วงท้าย เหมือนจะกล่าวทางอ้อมว่าเขาคือภัยร้ายในสายตาของตุลย์และติณห์ ซึ่งเด็กหนุ่มแน่ใจมากว่าไม่ใช่เพราะเขามีมาดนักเลงหรือเคยก่อวีรกรรมแย่ๆ มาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายต่างหาก

 

 

ช่างแก่แดดเสียจริง...

 

 

“แล้วคดีล่าสุดไปทำอะไรมา” ภาคินทร์ถามอย่างจงใจเปลี่ยนเรื่องผสมกับอยากรู้อยากเห็น

 

 

“แกล้งลุงตัวเองมากไปก็เลยโดนจับยัดเข้าสถานพินิจแล้วห้ามคนเข้าเยี่ยมเป็นการเอาคืนน่ะ” ให้จำเพาะกว่านั้นคือห้ามรักษ์นาราเข้าเยี่ยมเท่านั้น บทลงโทษขั้นรุนแรงที่ทำเอาตุลย์และติณห์แทบลงแดงตาย

 

 

เมื่อสิ้นคำตอบ ทั้งคณะก็มาถึงบ้านของรักษ์นาราพอดี

 

 

แม้จะเพิ่งเคยเห็นเขตสลัมต่างแคว้นเป็นครั้งแรก ทว่าภาคินทร์ก็แน่ใจว่าบ้านของรักษ์นาราคือหลังที่ใหญ่ที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดในเขตนี้แน่นอน รอบด้านไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นไม้และพงดอกหญ้าขาวหนาทึบที่เอนไสวไปมา ทางเดินเล็กแคบขนาดสองคนเดินโรยด้วยหินกรวดคือเส้นทางเดียวที่มุ่งตรงสู่บ้านของเด็กสาวได้

 

 

เรือนเครื่องสับทำจากไม้ทั้งหลัง ใต้ถุนยกสูงเสียจนสามารถเดินลอดได้สบายๆ โดยไม่ต้องค้อมศีรษะ หลังคาทรงจั่วสูงที่มีชายคายื่นยาวก็มุงด้วยกระเบื้องดินเผา แม้จะมีเพียงหนึ่งเรือนครัวและหนึ่งเรือนนอนเหมือนบ้านทั่วไป ทว่าชานระเบียงกลับกว้างมาก คะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะถึงสิบวาด้วยซ้ำแถมยังกั้นระแนงด้วยไม้สักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่แปลกสุดๆ ก็คงไม่พ้นการที่มีต้นไม้ซึ่งใหญ่ขนาดสองคนโอบโผล่มาตรงกลางชาน

 

 

                   รอบบ้านถูกกั้นเขตด้วยรั้วไม้และทิวต้นโมกที่กำลังออกดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมเย็นให้อวลไปทั่วบริเวณ ภาคินทร์สังเกตว่าในเขตของบ้านมีแต่แคร่ไม้ไม่ก็ชุดเก้าอี้ตั้งกระจายอยู่เต็มไปหมด เกือบทั้งหมดถูกจับจองโดยชายสูงวัย บ้างก็นั่งเป็นคู่แล้วเล่นหมากรุก บ้างก็เป็นกลุ่มใหญ่ ถกกันเสียงดังด้วยภาษาที่เขาฟังไม่เข้าใจ

 

 

                “วันนี้ยังเปิดร้านตามปกติ เพราะฉะนั้นอย่าเอะอะกันนักละ”

 

 

                แต่ถึงจะเตือนไปสองแฝดก็ยังรับคำเสียงดังแล้ววิ่งนำเข้าไปก่อนอยู่ดี จากท่าทางแล้วคงมาบ่อยและคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะระหว่างทางก็แวะทักทายลูกค้าบางคนไปด้วยเป็นระยะ พิมายตามไปติดๆ ทั้งสามสาละวนล้างเท้ากันอยู่ที่เชิงบันไดพร้อมคาดเดากันว่าอาหารมื้อนี้จะมีอะไรบ้าง ส่วนภาคินทร์เพิ่งจะเห็นป้ายชื่อร้านที่ถูกบังโดยดอกหญ้าขาวจึงให้ความสนใจกับมันเป็นพิเศษ

 

 

                   เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่าควรจะคิดเช่นไรกันชื่อนี้ดี เพราะตั้งแต่เกิด เหตุการณ์แม่น้ำแดง ซึ่งพลิกผันแคว้นไปโดยสิ้นเชิง การตั้งชื่อ วาดรูป หรือทำอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับความเป็นราชสำนักก็ดูจะกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไปโดยปริยาย ภาคินทร์เกิดหลังจากเหตุการณ์นั้นจึงไม่ค่อยเข้าอารมณ์ของพวกผู้ใหญ่เท่าไร เขาเดาเอาว่ามันคงโศกเศร้าและสะเทือนขวัญเกินไปจึงไม่มีใครอยากพูดถึง

 

 

                ทว่าแม่ของรักษ์นารากลับตั้งชื่อร้านว่า ร้านนอกรั้ววัง เสียได้

 

 

                   “แม่เคยเป็นพนักงานวิเสท()มาก่อนน่ะจ้ะ” อีกครั้งที่เด็กสาวช่วยเฉลยความสงสัยให้ราวกับกำลังอ่านใจของเขาได้ “ท่านอยู่ในวังมาตั้งแต่เด็ก พอออกมาแล้วก็เลยอยากมีอะไรให้ระลึกถึงบ้าง แถมลูกค้าที่มาก็เป็นคนต่างแคว้นทั้งนั้น ไม่ค่อยมีใครคิดอะไรมากหรอกจ้ะ”

 

 

 

 

                () วิเสท ผู้ทำกับข้าวของหลวง

 

 

 

                ภาคินทร์พยักหน้า ใจอยากถามว่าแม่ของเด็กสาวออกจากวังมาด้วยเหตุผลใดแต่ก็ไม่กล้า ถ้าเป็นเพราะได้รับพระราชทานอนุญาตให้แต่งงานก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเพราะ เหตุการณ์แม่น้ำแดง แล้วละก็มันคงน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้รอดชีวิตมากทีเดียว เขาจึงเลี่ยงไปถามเรื่องอื่นแทน

 

 

                “ฉันได้กลิ่นเหล้า” หอมหวานจนเกือบคล้ายกลิ่นดอกไม้ ทว่าก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่ที่แน่ๆ คือผิดกฎหมายควบคุมสุรา ข้อที่ว่าด้วยการห้ามกลั่นหรือหมักของมึนเมาทั้งหลายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการแน่นอน เด็กหนุ่มเลิกคิ้วแทนคำถามว่ามีอะไรที่เขาต้องรู้อีกบ้างไหม เกี่ยวกับกิจการในครัวเรือนแห่งนี้

 

 

                   รักษ์นารารีบแก้ความเข้าใจผิดโดยพลัน

 

 

                “ไม่ใช่นะจ๊ะ ที่นี่เป็นร้านชากับขนมต่างหาก แต่เพราะคนแถวนี้รู้จักกันหมด แถมแม่ยังชอบปิดร้านดึกด้วย บางทีลูกค้าก็เลยหิ้วเหล้าหมักกันมาเองแล้วตั้งวงก๊งกันซะเลย”

 

 

                ภาคินทร์เดินตามรักษ์นาราเข้าไปเขตของตัวเรือน ดวงตากวาดมองอีกครั้ง คะเนคร่าวๆ แล้วลูกค้าของร้านน่าจะถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากยังมีแสงอาทิตย์ให้เห็นอยู่ วงเมรัยที่รักษ์นาราพูดถึงจึงยังไม่เริ่มขึ้น

 

 

                “ฉันอาจจะจุ้นจ้านเกินไปหน่อย” เด็กหนุ่มเกริ่นก่อนจะเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว “แต่ไม่คิดว่ามันอันตรายบ้างเหรอที่มีแต่คนเมาอยู่เต็มบ้านแบบนี้ พ่อเธอไม่ว่าอะไรบ้างรึไง”

 

 

                แต่พอพูดออกเสียงแล้ว ภาคินทร์จึงตระหนักได้ว่ามันฟังดูแย่กว่าที่คิดไว้ในหัวขนาดไหน เขามีสิทธิ์อะไรกันถึงไปปากดีตัดสินการกระทำของเจ้าของเรือนได้ เด็กหนุ่มได้แต่เตือนตัวเองเป็นรอบที่ร้อยว่าต้องห้ามปากตัวเองให้ดีกว่านี้ เขาตั้งใจจะขอโทษ แต่เมื่อรักษ์นาราตอบกลับ ภาคินทร์ก็รู้แล้วว่ามีเรื่องให้ต้องขอโทษมากกว่าหนึ่ง

 

 

                “พ่อเสียไปนานก่อนที่เราจะเกิดอีกจ้ะ แล้วแม่ก็ไม่ค่อยพูดถึงพ่อเท่าไร เพราะงั้นเราคงบอกไม่ได้หรอกว่าพ่อจะว่าอะไรหรือเปล่า แต่ทุกคนเป็นคนดีนะ ตั้งแต่เปิดร้านมายังไม่เคยมีปัญหาอะไรสักครั้ง แม่ยังบอกอีกว่ามีหูตาเยอะๆ ยิ่งดี โจรขโมยจะได้ไม่กล้าลงมือ”

 

 

                “ขอโทษด้วย...”

 

 

                “หืม? ขอโทษทำไมละ” รักษ์นาราหันมามองเขาด้วยสายตาฉงน

 

 

                “เรื่องพ่อเธอ” เขาตอบสั้นห้วน กลัวว่าหากพูดมากไปอาจทำร้ายจิตใจเธอไปกว่าเดิม ทว่าเด็กสาวกลับมอบรอยยิ้มมาให้แทน

 

 

                “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด อีกอย่างเราก็ไม่ได้เศร้าอะไรด้วย อย่าคิดมากเลย”

 

 

                ดูเอาเถิด เขากลายเป็นฝ่ายได้รับคำปลอบใจเสียอย่างนั้น

 

 

                “ลืมบอกไปเลย” รักษ์นาราหยุดอยู่ที่เชิงบันไดแล้วอุทาน “คุณลุงของติณห์จะมาด้วยอีกคนหนึ่งนะ”

 

 

                ติณห์ คีรีรัตน์...แปลว่าลุงที่ว่าต้องเป็นคนจากสกุลหลักธาตุปฐวีสินะ ภาคินทร์ยักไหล่เหมือนจะบอกว่ายังไงก็ได้พร้อมวาดมือดึงน้ำจากในตุ่มมาล้างเท้าให้เจ้าของบ้านไปด้วย จะเป็นใครมาจากไหนก็ช่างขอแค่อย่ามายุ่งกับเขาหรือเอ่ยแขวะความเป็นตัวปัญหาของเขาให้ระคายหูเป็นพอ

 

 

แต่ดูเหมือนทุกอย่างที่คิดไว้จะออกมาตรงข้ามหมด...

 

 

                “หิวชะมัด อินท์ทำกับข้าวเสร็จรึยังน่ะหนูรักษ์”

 

 

                ภาคินทร์จำเสียงคานยางเบื่อโลกที่ดังมาจากเบื้องหลังได้ดี เพราะเขาต้องปะทะทั้งฝีมือและฝีปากกับเจ้าของเสียงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และมันคงเป็นการตอบสนองโดยอัตโนมัติไปแล้วที่ต้องซัดสายน้ำไปในทิศทางที่ได้ยินเสียงนี้

 

 

เด็กหนุ่มเหวี่ยงแขนเพื่อบังคับน้ำจากอ่างล้างเท้า ทว่ากลับมีแท่งดินพุ่งขึ้นมาห่อหุ้มข้อมือเขาไว้เสียก่อน สองเท้าก็ถูกดูดให้จมลงไปในพื้นเกือบคืบเช่นกัน เรียกได้ว่าอีกฝ่ายสกัดการเคลื่อนไหวของเขาไว้ทุกทาง รักษ์นาราอุทานเสียงดัง ภาคินทร์จ้องเขม็งไปยังร่างสูงซึ่งมีหนวดเคราขึ้นเป็นตอเต็มหน้าและสวมใส่เสื้อสีสันฉูดฉาดอย่างที่เห็นจนชินตา

 

 

                คุณครูวิชาประวัติศาสตร์ลูบท้ายทอยอย่างแสนหน่ายใจก่อนจะบ่นพึมพำ

 

 

                “ไม่เอาน่าไอ้หนู นี่มันเวลาเลิกงานแล้ว ฉันมาในฐานะผู้ปกครองเจ้าเด็กแสบต่างหาก”

 

 

                ภาคินทร์ลืมไปได้ยังไงกันว่านามสกุลของสิงขรคือคีรีรัตน์!!

 

 


#########


สนทนา : ตอนร่างพล็อตคิดไว้แค่ว่าอยากได้ฝาแฝดที่ใช้กสิณได้คนละธาตุเพราะเวลาผสานท่ากันจะได้ออกมาแปลกๆเท่ๆ แต่พอมาลงรายละเอียดที่มาของทั้งคู่แล้วดันกลายเป็นมาม่าหม้อใหม่เฉยเลย จะว่าไป ตัวละครหลักนี่มีปมกันทุกคนเลยแฮะ lol

//แค่คิดว่าต้องแก้ให้หมดก็หมดแรงล่วงหน้าแล้ว



สนทนา : บอกแล้วว่าชอบสิงขร 555 จริงๆก็โปรยเศษขนมปังใบ้ให้ตั้งแต่ตอนที่บอกว่าเป็นครูคนเดียวในโรงเรียนที่รับมือนุ้งคินทร์ได้แล้วแหละ แต่สงสัยมาดพี่แกจะไม่เอาอ่าวไปหน่อย เลยไม่มีใครเอะใจสักคน 555 //ดีย์ เดาไม่ได้แบบนี้เลาชอบ

//กลายเป็นว่าทุกคนเป็นญาติกันหมด

//อย่าเพิ่งรีบงง เดี๋ยวมีให้งงยิ่งกว่านี้อีก 555






ปล. มาเพิ่มแบบบ้านของหนูรักษ์ให้






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

1,494 ความคิดเห็น

  1. #1432 Jamaneer (@Jamaneer) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 20:45
    บ้านสวยค่ะชอบตัวละครทุกตัวเลย
    #1432
    0
  2. #674 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 12:35
    ชอบครูสิงอะ
    #674
    0
  3. #671 ⓒЯAẕY DO_G (@sayerena_68) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 00:10
    ครูสิงงงงงง55555555555
    #671
    0
  4. #571 Serenezz (@serenezz) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 22:32
    หนูรักษ์มีเชื้อเจ้าหรือเปล่า??
    #571
    0
  5. #126 เมษาหน้าหนาว (@maylita) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 21:14
    ทุกอย่างดูลับลมคมในไปหมด 5555
    ตอนนี้ก็ยังเดาไม่ออกว่าหนูรักษ์เป็นใครมาจากไหน  
    รอคนเขียนมาอัพไวไวนะคะ
    #126
    0
  6. #125 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 14:27
    ภาพแพลงกิ้งตอนท้ายจะสื่อถึงอัลไล =w=
    #125
    1
    • #125-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 8)
      12 มกราคม 2560 / 14:28
      เหนื่อยจนต้องลงไปนอนกองพื้นค่ะ เพราะตัวละครปมเยอะ ลำบากต้องมานั่งแก้ปมทีหลังอีก
      #125-1
  7. #124 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 08:25
    ลืมโฟกัสที่นุ้งคินทร์เอาน้ำล้างเท้าให้ยัยหนูด้วย แหม้ นายมันเนียนนะ 5555555555
    #124
    4
    • #124-2 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 8)
      13 มกราคม 2560 / 23:19
      นึกว่าจะไม่มีคนสังเกตความเนียนของนุ้งคินทร์แล้วนะเนี่ย //กราบบบบบ
      พระเอกเรื่องนี้ร้ายลึกค่ะ ส่วนพระรอง...เดี๋ยวขอคิดดูก่อนนะ 55555
      #124-2
    • #124-4 sydneylove (@sydneylove) (จากตอนที่ 8)
      30 มิถุนายน 2560 / 16:07
      อุ๊บ เรามองข้ามความเนียนอันนี้ไปได้อย่างไร 555
      #124-4
  8. #123 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 08:22
    ง่ะ ง่ะ ผ่าง!
    เดาว่าลุงน่าจะเป็นคุณครูมาดเซอร์ แต่แบบ เดี๋ยวนะ ทำไมทุกคนโยงกันไปหมด เกิดอัลไลขึ้นนนนนน 55555555555 มีความหลากหลายดีแท้
    #123
    0
  9. #122 tinkerbell.n12 (@tinkerbell12nook) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 07:31
    ตะลึงตึงโป๊ะ!!!!!!
    แต่ละคนเนี่ย
    เบื้องหลังไม่ธรรมดากันทั้งนั้น
    ส่วนสองแฝด พออ่านไปแล้วก็นึกทั้งพี่น้องฮตาจิอิน ในโอรัน
    ที่ไม่มีคนแยกออกเหมือนกัน
    #122
    0
  10. #121 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 07:06
    กรีดร้องงงงง เราก็ลืมไปด้วยเหมือนกัน 555
    จริงด้วยอ่ะ คือตอนอ่านแรกๆก็คิดนะว่าสิงขรต้องเด่นสักอย่างในฐานะผู้ใช้ดิน มีพิมิาย ใช้ลม คินทร์ใช้น้ำ แต่พอเด็กแฝดมาก็คิดว่า อ๋อสงสัยสิงขรจะเป็นเอกซ์ตร้าตัวเด่นแทน ลืมไปเลยว่ายังจำเป็นอยู่วววววว 5555

    #121
    0
  11. #120 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 21:52
    หลังจากอ่านรอบที่ 4 เริ่มสงสัยว่าแคว้นมุทราเกี่ยวข้องอะไรกับหนูรักษ์มั้ย เพราะเหตุการณ์เกินขึ้นช่วง 6พันวัน น่าจะช่วงเวลาเกิดของหนูรักษ์พอดีเลยยย งืมมม รออ่านต่อไป 5555
    #120
    1
    • #120-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 8)
      9 มกราคม 2560 / 22:43
      อาจจะเกี่ยวหรืออาจจะไม่ ต้องรอดูกันต่อไป อิอิ
      #120-1
  12. #118 seadragonpanso (@japay) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 16:20
    ชอบแนวนี้จังเลยค่ะ หนูแฝดน่ารักน่าหนิกมาก จะกลายเป็นเเก็งค์ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วสินะ ส่วนบอสใหญ่คงเป็นหนูรักษ์
    อัพบ่อยๆนะคะ รออ่านต่ออีก50%อยู่น้า
    #118
    0
  13. #116 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 07:09
    ชอบค่าาาาา น่าย๊ากกกก แก๊งค์นี้มี5คนแล้วใช่มะ 555555555
    #116
    0
  14. #115 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 01:23
    สนุกมากกก รอนะคะ เด็กๆน่ารักจัง
    #115
    0
  15. #114 เมษาหน้าหนาว (@maylita) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 17:00
    ขอบคุณค่ะ โอ๊ยหนูรักษ์ตามที่เจ้าภาคินทร์บอกจริงๆแหละว่าหนูดูดแต่พวกตัวปัญหาเข้ามา 555
    รวมถึงตัวเองด้วยนะจ๊ะพ่อคุณ ว่าแต่หนูรักษ์ไปรู้จักฝาแฝดหมาน้อยได้อย่างไร
    วอนคนเขียนอัพถี่ อัพบ่อย อัพเยอะทีค่ะ

    สู้ๆนะคะ


    #114
    0
  16. #112 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 14:40
    นึกภาพ 2 แฝดตามที่ภาคินทร์เปรียบเทียบเหมือนลูกสุนัขตัวร้อยแล้วก็น่ารักดีนะ นุ้งคินทร์คงต้องอดทนกับสองแสบนี่มากกว่าพิมายมากนัก ถ้าคิดจะเข้าใกล้หนูรักษ์

    ห้ามล้มฟุ่บไปก่อนทุกปมจะแก้ออกหมดนะะะะ ฟ็อกซ์ 555555
    สู้ๆ
    #112
    0
  17. #111 ยัยนักคลั่ง (@kingdomofpirates) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 12:27
    5555+++ ขอบคุณค่ะ
    #111
    0