DOGMATIC LOVE (Yaoi) | รับน้องป่วนๆกับก๊วนวิศวะ

ตอนที่ 26 : Ch 24 - ถอดไทด์ใส่ชอป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,002
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    12 เม.ย. 58

24

“ถอดไทด์ ใส่ชอป”

 

 






 

เสียงกลองตีรัวพร้อมกับเสียงร้องเพลงสร้างความครึกครื้นบนรถบัสชั้นเดียวของมหาวิทยาลัยที่บรรจุนักศึกษาปีที่หนึ่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคคอม พี่อั้นโชว์เทพด้วยการควงไม้กลองแล้วตีรัวด้วยจังหวะสามช่าเรียกให้เด็กปีหนึ่งหลายคนลุกขึ้นร่วมเฮฮาไปกับกิจกรรมสันทนาการ

 

แต่เว้นผมไว้สักคนหนึ่งเถอะ เพราะเมื่อวานสอบแคลคูลัสไปอาการจิตหลุดยังไม่หาย ไม่นึกเลยอาจารย์เทพผู้เป็นที่รักนั้นจะจัดตารางสอบให้พวกปีหนึ่งปวดใจเล่นด้วยการทิ้งท้ายตารางสอบแบบนี้ แถมข้อสอบยังยากมหาเทพซีอุสยังโกรธเคืองทำให้ฟ้าฝนตกกระหน่ำแบบที่คิดว่าทริปวันนี้คงล่มแน่ๆ

 

แต่อย่างว่าหละครับ วิศวะซะอย่าง สปริตนี่เป็นที่ตั้ง ใครคิดว่าฝนฟ้าตกมาช่วยให้รอดพ้นจากการมาสอบรับรุ่นภาคที่อยู่ติดวันสอบวันสุดท้ายหละก็ฝันไปเสียเถอะ

 

“ไอ้พีช เป็นไรวะหน้ามึงเพลียๆ”เพื่อนเบลถามขึ้นหลังจากที่กลับมาจากแหย่ไอ้เติร์กที่ถูกพี่สัน(ทนาการ)ลากไปเต้นสามสิบยังแจ๋วโชว์สาวในภาค

 

“กูโอเค กูไหว แค่เมาแคลอาจารย์เทพยังไม่สร่าง”ผมหันไปยิ้มแหยๆให้เพื่อนที่ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ ในมือก็จิ้มๆกดๆเกมส์ในมือถือไปด้วย

 

“อ๋อ เมาแคล แหม ได้ข่าวติวกับพี่โมยันเช้ายันไม่ปึกอีกหรอวะ?”ไอ้เบลส่งสายตากระลิ่มกระเหลี่ยมาให้ พอเหลือบไปสบตามันความรู้สึกเกือบซึ้งก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอยากเอานิ้วจิ้มตามันสักทีจริงๆครับ

 

“เออ เพราะติวยันเช้าไงกูเลยเอียนอยู่เนี่ย อยากจะอ้วกเป็นดิพอินทีเกรทแล้วสาส” เรื่องจริงอย่างที่ไอ้เบลครับ ผมติวกับพี่โมยันเช้าจริงๆ แต่ติวแบบที่พวกมันก็อยู่กันด้วยพร้อมหน้านะ

 

“อ้อหรอออออออ แพ้ท้องหรอมึ๊งงงง”

 

ท้องโพ่งงงงงงงงงงงง!

 

“เอาสมองส่วนไหนคิดวะมึงไอ้เบล”ว่าแล้วทำหน้ามึนใส่หน้ากระลิ้มกระเหลี่ยของมันครับ ไม่รู้สติดีรึเปล่าที่พูดออกมาแบบนี้ กูจะเอารังไข่ที่ไหนไปท้องครับ ตอบ!!!

 

“โหยทำซีเรียส พี่เบลไม่อยากเห็นน้องพีชเครียดๆเพราะโดนพี่โมทำหน้าบึ้งใส่เมื่อเช้านะคะ”ไอ้เบลพูดจบก็โอบคอผมแล้วลูบหัวแถมอีกต่างหาก บอกตรงๆว่าเกลียดพวกมันฉิบ เห็นผมเป็นสาวๆที่พวกมันป้อกันรึไงครับถึงได้ชอบพูดจาคะขาใส่ ไอ้เบลนี่ทำเสียใจสุด เคยเป็นคนดีมาตลอด ฮือออออออ คุณหลอกดาววว

 

“ไม่บึ้งเว้ย กูแคร์ที่ไหนกัน”ผมปัดมือปัดแขนไอ้เบลให้ออกไปพ้นจากร่างกายตัวเองก่อนจะนึกไปถึงเมื่อเช้าที่พี่โมทำหน้าตายใส่ตอนเจอกัน แถมเดินดุ่มๆผ่านหน้าผมไปแบบเหมือนคนไม่รู้จักกันอีก นี่สงสัยมากว่าพี่แกเป็นอะไร ไลน์ไปถามก็ไม่ตอบ ไม่พูดไม่คุยทำตัวแปลกๆ ที่จริงแม่มแปลกตั้งแต่เมื่อวานหละ ตั้งแต่แยกกับผมในตอนเช้าหลังจากที่ติวแคลให้เสร็จเจ้าตัวก็บอกว่ามีประชุมต่อเลยแยกย้ายกันไป

 

ผมมาเอะใจก็ปาไปดึกแล้ว เพราะปกติพี่โมเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดมากครับ เจ้าตัวมักจะทักไลน์มาก่อนเสมอหรือไม่ก็โทรมาถามแต่นี่ไม่มีสักแอะ แล้วยังไงวะ?

 

พิชญ์พลยังจำเป็นอยู่ไหมครับพี่โม?

 

แอร้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย! กูคิดอัลไลออกป๊ายยยยยยยยยยยยยย! ฮืออออออออออออออออ

 

“เดี๋ยวๆ เชี่ยพีชหิวทำไมไม่บอกกู แทะเบาะทำไม?”เสียงไอ้เบลพูดขึ้นเรียกสติของผมให้กลับมาก่อนที่สายตาจะปรับโฟกัสแล้วพบว่าตัวเองกำลังแทะเบาะคนข้างหน้าอย่างที่มันว่าจริงๆ

 

ถุ้ยยยย!!!  สงสติกูไปไหนหมดวะครับเนี่ย!!!

 

“ท่าทางจะอาการหนักนะมึง โดนแฟนนอกใจอ๋อ?”

 

“ฟงแฟนอะไร พูดดีๆนะครับเพื่อนเบล”ผมมองไอ้เบลตาขวางไม่สบอารมณ์สุดๆแตกต่างจากไอ้คนถามที่นั่งกดมือถือหน้าตานี่ระรื่นสุด แอบเหล่มองก็เห็นว่ากำลังแชทกับพี่กระต่ายสุดน่ารักภาคผมอยู่

 

ไอ้ซั๊ซ! นั่นพี่กระต่าย! คนสวยน่ารักประจำภาคคอม! พูดได้คำเดียวเลยว่าไอ้เบลมันร้ายยยยย

เดี๋ยวๆๆ นอกประเด็นไปไกลถึงสมุทรปราการหละ แจวเรือกลับมาแม่น้ำเจ้าพระยาด่วน!

 

“อ้าวๆๆ ยังไม่มีแฟนหรอ โธ่ กูก็คิดว่าลงเอยกับพี่โมแล้วเสียอีก ธ่อว!

 

=_____= ผมจะจัดลำดับเพื่อนตัวร้ายของผมเสียใหม่ จริงๆแล้วไอ้เบลที่คะแนนรั้งท้ายเรื่องความเลว ผมขออัพเลเวลให้มันมีสกิลเท่าๆไอ้เติร์กไอ้โชนาว! พอลแม่มดีสุดหละพูดเลย!

 

“ไม่ใช่ทั้งนั้นหละ พี่น้องกันมึง”ผมเถียงออกไปแบบทั้งๆที่ใจก็เริ่มมีมุมต่อต้านคำพูดตัวเอง แต่มันเขินเกินกว่าจะพูดอะไรออกไปได้รึเปล่าวะ พี่โมแม่มก็ไม่ได้ขอคงคบอะไรเลย จะมาเหมาว่าเป็นแฟนกับเขามันใช่อ๋อ?

 

แล้วทำไมผมต้องมาคิดจู้จี้เหมือนพวกผู้หญิงวะ? ตอบ???

 

“แหมๆๆๆ พี่น้องๆ พี่น้องที่ลงทุนมากเลย วิ่งเอาชีทมาให้จากตึกวิทย์ เอาเล็คเชอร์มาฝากตอนบ่นว่าทำการบ้านไม่ได้ เอาเกียร์มาให้แถมไม่มีปฏิเสธเค้าอีก ยอมติวแคลให้จนเช้า คอยส่งน้ำส่งขนมตอนติว โอ้โห้ กูอยากได้พี่โมเป็นลุงรหัสสุดๆถ้าพี่กูจะดีขนาดนี้นะมึง”

 

โอ้ยยยยยยยย อย่าย้ำกูได้ไหมครับ!

ไอ้เบลแม่มกวนตีน นี่พูดเลย!

 

 

 

 

 

 

หลังจากมรสุมการรุมกลั่นแกล้งของไอ้เบลเราก็เดินทางมาถึงที่หมายเสียที รถบัสเลี้ยวเข้าไปในส่วนของรีสอร์ทที่คณะใช้จองเป็นที่พักและจัดกิจกรรมของเราในครั้งนี้ ผมกวาดสายตามองรถยนต์ที่ขับตามเข้ามาเป็นจำนวนไม่น้อยก่อนจะพบว่าเป็นรถของอาจารย์ในภาคทั้งนั้น

 

รับน้องนอกสถานที่ภาคผมมีอาจารย์มาคุมนะครับ ไม่ใช่ขี้ไก่นะจะบอกให้

 

“น้องๆครับ เดี๋ยวเก็บสัมภาระของตัวเองให้เรียบร้อยนะครับ แล้วทยอยกันเดินลงไปข้างล่างให้เป็นระเบียบ”พี่อั้นพูดใส่โทรโข่งพร้อมกับพี่ดีพที่ผมเห็นเจ้าตัวเดินลงไปช่วยพี่ๆปีสองเคลียร์พวกกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ

 

เสียงพูดคุยกันโหวกเหวกไม่น้อย เนื่องจากหลายคนยังตื่นเต้นที่ได้มาเที่ยวต่างจังหวัดครั้งแรกกับเพื่อนๆในรั้วมหาวิทยาลัย และเป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มเหนืออย่างผมครับ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลงมาเที่ยวทะเลแบบนี้เท่าไหร่นักเลยรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ

 

สายตาพราวระยับจับจ้องไปที่หาดทรายสีขาวตรงหน้า และเสียงคลื่นที่ซัดเข้ากระทบบนหาดทรายนั้น สีน้ำทะเลสีครามดูสบายตาและเชิญชวนให้มีความรู้สึกอยากจะพุ่งหลาวลงไปเล่นให้หนำใจเสียที

 

บรรยากาศและฟีลกำลังดีเลยถ้าไม่ติดว่าวินาทีต่อมาเสียงอันคุ้นเคยจะตะโกนดังลั่นมาจากอีกฝากฝั่งที่พวกเราเด็กปีหนึ่งกำลังยืนอยู่

 

 

 

“ปีหนึ่งแถวหน้ากระดานเรียงสิบ! ปฏิบัติ!

 

สิ้นเสียงพี่โมที่ยืนทำหน้าตึงมองมาทางกลุ่มเด็กปีหนึ่งที่กำลังดี๊ด๊ากับบรรยากาศธรรมชาติอยู่ มึงทำเอาฟีลความสุขกูหายวับไปกลับตา เหลือแต่เพียงแววตาเย็นชาที่มองมาเท่านั้น

 

“หนึ่ง....สอง.....สาม.....”

 

แม่มมมมเอ๊ย! ช้าอยู่ใยหละมึง วิ่งสิวิ่ง!!!

 

“เฮ้ยๆๆๆ รวมแถวเว้ยรวมแถว!!”ไอ้โชร้องเสียงดังพร้อมกับลากกันวิ่งประหนึ่งวิ่งหนีหมาวัดที่กำลังไล่กวดมากัดยังไงอย่างงั้น ไม่พอยังหันมาถลึงตาใส่ผมอีกต่างหาก

 

“ไอ้พีชมึงไปทำอะไรพี่โมตอบ!!!

 

โธ่ไอ้หน้าแมวววว ข่วนหน้าแม่มสักทีจะเผื่อมันจะได้สติได้ป้ะวะ????? คือกูจะไปทำอะไรได้ คิดดิคิดดดด!!!

 

“โปรดอย่ากล่าวหากู เรื่องนี้ตอบไม่ได้จริงๆ ไม่คุยกับกูตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ!”ผมร้องตอบไอ้โชก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่คนข้างหน้าให้แถวมันมีช่องห่างระหว่างแถวแบบที่โดนฝึกมาก่อนหน้านี้

 

“วันก่อนกูยังเห็นพี่เค้าเป็นมิตรอยู่เลยไอ้ห่านฟ้า!”ไอ้เติร์กบ่นอุบพร้อมกับรีบถอยหลังให้กับแถวที่เขยิบร่นมาเรื่อยๆ

 

“เพราะมึงไอ้พีชเน่า มึงไม่สมยอมพี่เค้าใช่ไหม ถึงทำอารมณ์งุ้งเงี้ยวให้พี่แกแบบนี้!”ไอ้โชยกยิ้มที่มุมปากได้วอนโดนส้นเท้าฟาดสักทีจริงๆ

 

“สมยอมโพ่ง!!!”ไม่ด่าเปล่ายกนิ้วกลางให้มันอีกทีเป็นการส่งท้าย เรียนเสียงหัวเราะขึ้นจมูกของมันเบาๆก่อนจะยืนหันหน้าไปทางพี่โมที่ส่งสายตาคมกริบมาให้จนรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก

 

ฮึ๊ยยยยยยยยย

ดาวสัมผัสได้ว่ากำลังจะมีเรื่องเลยข่ะ!

 

“ยี่สิบเอ็ด!!!! สงสัยพวกคุณจะห่างคำว่าระเบียบวินัยมานานเกินไปแล้วสินะครับ เล่นสนุกกันจนลืมแล้วสินะ!!!!” เสียงตวาดดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณจนทำเอาเด็กปีหนึ่งหลายคนเริ่มทำหน้าสลด หลายคนก้มหน้าไม่มองกลุ่มพี่ว้ากที่วันนี้ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสีเลือดหมูและกางเกงยีนส์มาแบบเต็มยศ

 

สายตาเย็นชาของเจ้าของเสียงว้ากนั่นกำลังกวาดไล่มองไปทั่วบริเวณก่อนจะหยุดลงที่ผมที่ยืนเงยหน้ามองเจ้าตัวอยู่ด้วยความรู้สีกหงุดหงิดแปลกๆ

 

ฮึ๊ยยยยยยยย

หล่อมากดิทำหน้าแบบนี้เนี่ย???

 

“ปีหนึ่งทั้งหมด ซี่รี่ย์ยี่สิบครั้ง!”เหมือนฟ้าผ่าลงกลางสี่แยก ไอ้ซั๊ซเพิ่งมาถึงมึงสั่งซีรี่ย์กูเลยรึไง???? ฮึ๊ยยยยยยยยยยย!!

แม่ครับ น้องพีชอยากจิครายยยยยยยยย!

 

ทำหน้าเบะปากอยากร้องไห้หันไปหาไอ้เติร์กที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งหน้ามันก็แหยงๆไม่ต่างกันเลยสักนิด พวกเราเขยิบแถวให้อยู่ใกล้กันมากพอที่จะกอดคอกันได้เพื่อทำซีรี่ย์ตามที่สั่ง

 

“ไอ้พีช...นี่กูเป็นนิสิต หรือนักศึกษาทหารวะ ตอบกูทีTT”ไอ้เติร์กบ่นเบาๆขณะที่ผมเบะปากมองพี่โมอย่างนึกเคือง

 

ฮืออออออออออออออออออออออ

เอาเลย อยากทำไรทำเลย อย่าให้ถึงตามพิชญ์พลนะเออ

จะเรียกแม่มาจัดการคอยดู!!!

 

 

โป้งเว้ยยย!!

 

 

 

CUT 25 %

 

 

 

 

 

หลังจากที่ทำซีรี่ย์ลุกนั่งไปยี่สิบรอบตามที่สั่งก็ถึงฤกษ์เดินเข้าไปในห้องประชุมที่ทางรีสอร์ทจัดเอาไว้ให้ ผมเป็นคนหนึ่งในอีกหลายๆคนที่ทิ้งตัวนั่งลงบนแบบขาจะพัง กล้ามเนื้อขาที่ทำงานหนักเรียกร้องอยากจะพักเสียเหลือเกิน

 

ฮึกกกกกกกก

 

นี่มันเวรกรรมอะไรของผมวะครับเนี่ย????

 

“ยินดีต้อนรับนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ทุกคนนะครับ มาถึงตอนนี้ผมคงไม่ต้องแนะนำตัวให้พวกคุณทราบแล้วใช่ไหมว่าผมเป็นใคร”

 

ทันทีที่อาจารย์มิคพูดจบเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ภายในห้องประชุมที่บรรจุนักศึกษาทุกชั้นปี โดยที่เด็กปีหนึ่งอย่างเราๆนั่งอยู่ด้านหน้าสุดไล่ตามชั้นปีไปเรื่อยๆจนไปถึงพี่ปีสี่และพี่แก่ที่สละเวลาทำโปรเจคจบอันมีค่ามาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

 

“พอมานั่งอยู่ในห้องประชุมตรงนี้ทุกคนคงทราบดีแล้วว่าเรามานั่งทำอะไรกัน ด้วยในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาของชั้นปีที่หนึ่งที่เป็นเหมือนตัวละครสำคัญที่จะต้องดำเนินเรื่องราวของกิจกรรมครั้งนี้เลยขออนุญาตเป็นตัวแทนเรียนเชิญคณบดีอดิศักดิ์ขึ้นมากล่าวเปิดงานครับ”

 

อาจารย์มิคพูดจบคณบดีที่วันนี้แต่งตัวอย่างชิวด้วยกางเกงยีนส์ขาเดฟสีเข้ม พร้อมกับเสื้อลายสก็อตยี่ห้อดังราคาหลายบาทเดินตรงมาที่โพเดี่ยมด้านหน้าเวที ผมกวาดสายตามองอาจารย์ที่มาร่วมงานทุกอย่างแต่งกายมาแบบสบายๆไม่เป็นทางการ ราวกับมาพักผ่อนกัน

 

แต่ช่างเถอะ มันไม่ใช่ประเด็นอะไรไปมากกว่าขาผมที่ตอนนี้ยังชาไม่หายอยู่เลยเหอะ

 

“มึงว่าวันนี้พวกเราจะเจออะไรอีกป่าววะ?”ไอ้เติร์กโยกตัวมากระซิบถามผม ขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่คณบดีที่ยังดูอายุน้อยของภาคกล่าวเปิดงานอยู่ด้านหน้าเวที

 

“ถ้ากูรู้กูจะมานั่งอยู่ตรงนี้กับพวกมึงไหม?”ผมหันไปตอบไอ้เพื่อนที่คิดคำถามออกมาแบบไม่ได้กลั่นกรองในสมองเล๊ยยย

 

“อ้าวไอ้นี่กูถามดีๆ พี่โมคนดีของมึงไม่มีหลุดอะไรออกมารึไง?”

 

“คนดีโพ่งงง ไม่คุยกับกูตั้งแต่เมื่อวาน กูบอกมึงรอบที่ร้อยแล้วป้ะวะ?” เริ่มอารมณ์เสียครับ เหตุการณ์เมื่อครู่ยังครุกรุ่นในจิตใจแบบให้พยายามคิดหาเหตุผลอะไรมาทัดทานก็ยังเคืองไม่เลิกอยู่ดี

 

“นี่ถึงขั้นเตียงหักเลยป้ะวะ?”

 

=________=”

ผมหันไปทำหน้าเอือมใส่ไอ้เติร์กที่ยังกวนไม่เลิกแบบไม่ได้ดูเลยว่าตอนนี้ผมอยู่ในอารมณ์ไหน สุดท้ายหลังจากที่ไม่ได้ยินคำตอบอะไรจากปากผมอีกมันก็หันมามองหน้าก่อนจะสะดุ้งกันสีหน้าที่ได้รับ

 

“โอเคๆ แหม ทำเป็นหงุดหงิดทะเลาะกับผัวแค่นี้ทำเป็นอารมณ์เสียใส่เพื่อน กูไม่กวนก็ได้”ไอ้เติร์กบ่นพึมพำ ไอ้ปากมันบอกไม่กวนครับแต่รูปประโยคที่มันโพล่งออกมาเนี่ยอยากโชว์ท่าบาทาลูบพักตร์ให้เป็นขวัญตาคนในห้องประชุมสักตาจริงๆ

 

 

สุดท้ายเสียงพูดของคณบดีอดิศักดิ์ก็จบลง และเดินลงไปจากเวทีพร้อมเสียงปรบมือที่ดังก้องบริเวณ ไม่นานนักร่างสูงอันคุ้นเคยก็เดินขึ้นมาบนเวที ทำความเคารพอาจารย์แล้วดึงไมค์ไปพูด

 

“เดี๋ยวผมจะปล่อยให้ทุกคนออกจากห้องประชุมตามชั้นปีนะครับ ตามที่ได้แจ้งไปตอนลงทะเบียนเกี่ยวกับบัดดี้ที่อยู่ห้องเดียวกันเดี๋ยวออกไปรับกุญแจห้องอ้างอิงตามรหัสนิสิตแรก เดี๋ยวผมจะเรียกเป็นรหัสไปเริ่มจากปีที่หนึ่งก่อนครับ หลังจากที่ทุกคนขึ้นเอาของไปเก็บที่ห้องพักแล้วมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดรับน้อง แล้วมารวมตัวกันที่ลานหน้ารีสอร์ทโดยพร้อมเพรียงกันตอนบ่ายสามโมง ทราบไม่ทราบ!!!”พี่อั้นเอ่ยถามย้ำผ่านไมค์เสียงดังจนก้องไปทั่วห้องประชุม เรียกขนแขนให้ขนลุกตาม เพราะหาได้ยากที่จะเห็นพี่แกออกแรงตะคอกเสียงแบบนี้ออกมา อาจจะเป็นเพราะพวกน้องๆเห็นมุมร่าเริงของพี่แกตลอดในฐานะพี่สัน ถ้าเป็นพี่โมก็ว่าไปอย่างอ่ะนะ

 

“ทราบครับ/ค่ะ!!!

และเป็นอีกครั้งที่ผมได้ยินเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงหลังจากที่ได้รับคำถาม และพี่อั้นที่ได้ยินคำตอบรับเสียงดังฟังชัดก็ยกยิ้มอย่างพออกพอใจ ก่อนจะเปิดโพยเรียกรหัสเรียงจากน้อยไปมากเพื่อแจกกุญแจห้องพักตามที่แจ้งไว้

 

ผมกวาดสายตามองไปรอบบริเวณเพื่อหาร่างสูงอีกคนที่ตั้งแต่เข้าห้องประชุมมาก็ยังไม่เจอ ความจริงแล้วมีรุ่นพี่ปีสี่บางคนที่ผมรู้จักหายไปด้วยพอๆกับรุ่นพี่ปีสามบางคนที่หายไป แต่ด้วยความที่รู้สึกเคืองอยู่ไม่น้อยเลยไม่ได้เอะใจอะไรมากมายจนกระทั่งถึงเวลาที่พี่อั้นแจ้งไว้ว่าให้พวกเรามารวมตัวกันหลังจากที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้ว

 

ภาพตรงหน้าคือแถวพี่ปีสามทั้งหมดกำลังทำระเบียบแถวกันอยู่โดยมีพี่ปีสี่เป็นคนคุม รังสีที่แผ่ออกมาสร้างความรู้สึกตึงเครียดให้รุ่นน้องที่กำลังมองอยู่ได้ไม่น้อย แต่ก็เพียงไม่นานเสียงพี่อั้นที่เรียกรวมแถวก็ดังขึ้นทำให้ต้องวิ่งตาลีตาเหลือกไปเข้าแถวให้เป็นระเบียบในเวลาที่น้อยที่สุด

 

“มึง...งานดราม่าป่าววะ”ไอ้เบลที่อยู่ข้างผมสะกิดพร้อมเพยิดหน้าไปทางชายหาดที่มีกลุ่มพี่ปีสามและสี่ยืนอยู่ให้รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ

 

“ไม่รู้หวะมึง”ผมตอบออกไปด้วยเสียงที่เบาหวิว เมื่อภาพตรงหน้าที่เห็นเป็นพี่ที่กำลังถูกพี่ปีสี่ต่อว่าอย่างรุนแรงอยู่ตอนนี้

 

“มองอะไรกัน! ผมสั่งให้คุณสนใจอย่างอื่นรึไง!” พี่อั้นส่งเสียงดังขึ้นเมื่อตอนนี้เด็กปีหนึ่งกำลังมุ่งความสนใจไปที่พี่ปีสามที่เหมือนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่ พอได้ยินเสียงตวาดขึ้นมากลายเป็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ แตกต่างจากตอนเดินทางเหลือเกินที่เราตีกลองร้องเพลงอย่างสนุกสนาน

 

พี่อั้นตอนนี้เหมือนเป็นคนละคนกันกับพี่อั้นที่คอยสร้างบรรยากาศให้พวกเด็กปีหนึ่งหายเครียดเสมอๆหลังจากที่ถูกว้ากเสร็จ

 

เรื่องชักเริ่มไม่สนุก...

 

“พวกคุณไม่ได้รู้ตัวเลยใช่ไหมครับว่าเป็นต้นเหตุให้พวกพี่เค้าถูกทำโทษแบบนี้ หรือต้องรอให้พวกผมลงไปถูกทำโทษแบบนั้นด้วยอีกกลุ่มพวกคุณถึงจะรู้ตัวกันเสียที!”เสียงตะคอกพี่อั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และบรรยากาศที่เงียบลง ผมเงยหน้ามองดูก็พบว่าพี่ปีสองส่วนใหญ่เริ่มเดินเข้าไปตรงกลุ่มที่พี่ปีสามและสี่อยู่ เสียงเจรจาอะไรกันสักอย่างดังขึ้นและพี่จาวที่ส่งเสียงพูดตะคอกออกมาเสียงดังก่อนจะผลักร่างพี่เล็กคนที่เดินเข้าไปคุยจนเซถอยหลังออกมา

 

เสียงร้องห้ามดังขึ้นพร้อมกับฉุดร่างพี่จาวเอาไว้ให้ไม่ทำอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้ และหัวใจผมตอนนี้กำลังเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ด้วยเช่นกัน เพราะอะไรทำไมพี่ๆถึงได้ทะเลาะกัน?

 

เป็นเพราะพวกเราอย่างที่พี่อั้นกล่าวอ้างเมื่อครู่นี้งั้นหรือ?

แล้วมันเริ่มจากตรงไหนหละ?

เริ่มเมื่อไหร่?

ผิดยังไง?

 

ตอนนี้ในสมองของผมมันมีคำถามมากไปหมด ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรทำไมจู่ๆถึงได้เป็นต้นเหตุที่ก่อเกิดความวุ่นวายในภาคแบบนี้ได้

 

“ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าจะรับพวกคุณได้รึเปล่า แต่คนที่โดนทำโทษอยู่ตรงนั้นเป็นพี่ผมครับ คนที่ถูกผลักและถูกด่าตรงนั้นเป็นเพื่อนผม แล้วอะไรหละที่ทำให้พี่ผมเพื่อนผมโดนกระทำแบบนั้น ไม่ใช่พวกคุณหรอครับ!!!!

 

มาอีกแล้ว...

ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนพวกเราไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งในคนกลุ่มนี้มาอีกแล้ว ครั้งแรก็รับน้องคณะ ครั้งนี้ยังมาเป็นแบบนี้อีกหรอ?

 

ผมกำหมัดแน่นพร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อนๆในกลุ่มที่ตอนนี้ทำหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน

 

“พวกคุณรู้ไหมครับว่าพวกผมต้องต่อสู้กับพี่ปีสี่มามากขนาดไหน เมื่อวันที่พวกผมไปบอกพี่ๆเขาว่าอยากมีพวกคุณ พวกผมอยากมีน้อง!! แล้วดูที่พวกคุณตอบแทนพวกผมสิครับ ไอ้ความรู้สึกที่ถูกทรยศหรอคือสิ่งที่พวกคุณมอบตอบกลับผมมา!!!

 

เดี๋ยวๆๆไอ้ซั๊ซซซซซซซซ

บอกกูม๊า ทรยศอะไร๊!!!!

นี่ยังไม่รู้ตัวเลยนะเว้ย พูด!!!!!

 

เอาไงดีวะ???? จะถามเลยดีไหม???

 

ผมกำชายเสื้อแน่นขณะที่เรายังยืนอยู่ตรงนี้ ในสมองกำลังตั้งคำถามใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ สลับกับความคิดที่ว่าจะถามออกไปดีไหมว่าทำผิดอะไร แต่จากประสบการณ์ก็บอกว่าการถามหาความผิดของตัวเองมันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลย ดีไม่ดีอาจจะทำให้เรื่องราวมันแย่ไปมากกว่าเดิม

 

 

“ทั้งซี่รี่ย์หนึ่งร้อยครั้ง!!! ปฏิบัติ!!!!

 

 

เสียงพี่จาวสั่งทำซีรี่ย์เสียงดังจนมาถึงบริเวณที่พวกเรายืนอยู่ เด็กปีหนึ่งทั้งหมดหันไปมองภาพนั้นด้วยความตื่นตกใจมากกว่าเดิม และเริ่มลนลานเมื่อเห็นพี่ๆปีสองและสามกำลังกอดคอกันลุกนั่งตามที่ได้รับคำสั่ง

 

“คุณเห็นไหม? พี่ๆของผม เพื่อนๆของผมกำลังถูกทำโทษแล้วพวกคุณกำลังทำอะไรครับ!!!!

 

 

โอ้ยยยยย เร้ากูจังพี่ชายยยยย

นี่มันนิยายโปกฮาไร้สาระ หรือดราม่าแบบคุณหลอกดาว นายหัวฉุดโศรยาไปอยู่เกาะวะ????? ตอบไอ้ซั๊ซซซ!!!

 

 

“ปีหนึ่งทั้งหมดซีรี่ย์หนึ่งร้อยครั้ง!

 

และเหมือนเสียงนรกหรือสวรรค์อะไรก็ช่างหละ ไอ้ศักดิ์หอกหัก (อันนี้ฉายาที่เรียกกันขำๆในห้องครับ) ก็ตะโกนคำสั่งขึ้นมา พวกเราเองก็ไม่รอช้ารีบกอดคอกันรับคำจากเพื่อนทันที

 

“ซีรี่ย์หนึ่งร้อยครั้ง!!! ปฏิบัติ!!!”ตะโกนรับเสียงดังก่อนจะลุกนั่งให้พร้อมเพรียงเหมือนที่รุ่นพี่กำลังทำ ขณะที่พี่อั้นชักสีหน้าใส่พวกเราทั้งหมดที่กำลังทำโทษตัวเองอยู่แบบนี้

 

“โว้ววววๆๆๆๆ ไอ้อั้นมึงทำอะไร!!! ปีหนึ่งทำอะไรกันครับ!!!! หยุด!!!!” พี่จาวที่หันมาเห็นว่ากลุ่มเด็กปีหนึ่งกำลังทำซีรี่ย์อยู่ก็ส่งเสียงตวาดให้หยุดทำทันที แต่หากครั้งนี้พวกเราพร้อมใจที่จะทำกันต่อไป

 

“ไม่ต้องหยุดพวกมึง พี่โดนทำโทษเพราะเรา งั้นเราก็ต้องทำโทษตัวเองให้หนักว่าที่พี่เค้าโดน!!”ไอ้พอลตะโกนออกมาเสียงดัง และพี่จาวที่กำลังพุ่งตรงมาทางที่ปีหนึ่งกำลังยืนอยู่

 

 

“พวกคุณทำอะไรครับ! ไอ้อั้นมึงสั่งน้องให้ทำซีรี่ย์หรอ?”พี่จาวเอ่ยถามทันทีที่เดินมาถึง แต่พวกเราก็ยังคงลุกนั่งต่อแบบไม่สนใจคำถามนั้นจนเจ้าตัวต้องหันไปถามที่อั้นที่ตอนนี้ทำสีหน้ากลืนไม่ได้คายไม่ออกอยู่

 

“ไอ้อั้นกูถามว่ามึงสั่งน้องซีรี่ย์หรอ หูดับรึไงวะไม่ได้ยินกูถามเนี่ย!!!”เสียงพี่อั้นกำลังโดนตวาดดังลั่น เหมือนพี่จาวกำลังโมโหถึงจุดเดือด แถมเสียงยังดังกว่าเสียงที่พวกเรานับรอบลุกนั่งเสียอีก

 

“มึงจะลองดีกับกูใช่ไหมอั้น? คิดว่ากูไม่รู้หรอว่ามึงกำลังปกป้องเด็กพวกนี้อยู่! กูบอกพวกมึงแล้วใช่ไหมว่าหนึ่งเทอมที่ผ่านมากูไม่เห็นว่าเด็กพวกนี้จะมีอะไรดีเลย!!!”พี่จาวยังคงตำหนิพี่อั้นอยู่ พร้อมๆกับพวกเราที่ลุกนั่งไม่หยุดตามคำสั่งของพี่จาว

 

“มึงรู้ไหมที่ผ่านมากูเห็นอะไรจากเด็กพวกนี้!! สามหาว! ดื้อด้าน! ไม่เชื่อฟังคำสั่ง! หยิ่งผยองคิดว่าตัวเองแน่! กูไม่เห็นจะมีอะไรดีสักอย่าง แล้วแบบนี้หรอที่พวกมึงอยากให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา!

 

จุดนี้...ผมแอบสะอึกกับคำพูดของพี่จาวไม่น้อย

ทั้งๆที่ผ่านมาผมคิดว่าพวกเราพยายามทำทุกอย่างให้ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่เหมือนที่พยายามมามันหมดสิ้นทุกอย่างเลยเพียงแค่คำพูดที่พี่เขาพูดออกมา และผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนก็คงรู้สึกเหมือนกัน เหมือนกับเมย์ ดาวคณะที่ตอนนี้ยืนโอบคออยู่ข้างๆผม ที่ตอนนี้เธอกำลังกัดปากแน่นเหมือนพยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองอยู่ และผู้หญิงอีกหลายๆคนตรงนี้กำลังรู้สึกเสียใจ

 

“อั้นกูผิดหวังในตัวมึงมากนะ ถ้ามึงยังเป็นแบบนี้แล้วอนาคตกูจะฝากภาคเราไว้กับมึงได้ยังไง?” เสียงพี่จาวอ่อนลงเหมือนคนที่เหนื่อยใจ และพี่อั้นที่ตอนนี้ยืนท่าระเบียบพักก้มหน้าก้มตารับคำพูดตำหนิจากพี่จาวโดยไม่โต้ตอบอะไรออกมาเช่นกัน

 

“กูถามอีกครั้ง มึงยังอยากได้เด็กพวกนี้เป็นน้องรึเปล่า?”น้ำเสียงดูอ่อนลงเหมือนคนรู้สึกเหนื่อยกับหลายๆสิ่ง แต่แววตาของพี่จาวยังคงฉายกระกายความเย็นชาไว้ในคำถามนั้น และพี่อั้นที่เงยหน้ามองพี่จาวก่อนจะตอบคำถามที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ไปมากกว่าเดิม

 

 

“พวกเขาเป็นน้องผมครับ!

 

 

“อึก....ฮ...ฮึก...”เสียงร้องไห้ดังขึ้นเบาๆ ผมหันไปมองเมย์ที่ตอนนี้น้ำตาไหลพรากขณะที่เธอยังคงลุกนั่งไปพร้อมกับพวกเรา ผมพยายามออกเสียงให้ดังมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อทดแทนเสียงนับเลขรอบของเมย์ที่หายไป มือข้างที่พาดบ่าของเธออยู่ก็ค่อยๆบนเบาๆลงบนลาดไหล่เล็กนั่นเชิงปลอบใจ ก่อนจะเงยหน้ามองพี่จาวที่ตอนนี้ยืนหลับตานิ่งเหมือนคนที่กำลังใช้ความคิดอะไรสักอย่างอยู่

 

 

“ได้อั้น...กูจะให้โอกาสมึงมีน้อง”เสียงพี่จาวพูดออกมาหลังจากที่เงียบไปได้สักพัก คำพูดนั้นเหมือนกำลังฉุดความรู้สึกของผมให้ทะยานขึ้นด้วยความดีใจ เหมือนกับลูกโป่งที่กำลังลอยละล่องขึ้นไปบนฟ้า

 

 

“แต่....น้องมึงต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย”และสุดท้ายคำพูดพี่จาวก็เหมือนกับเข็มที่เจาะให้ลูกโป่งนั้นแตกละเอียดในชั่วพริบตา

 

 

“ปีหนึ่งหยุด!!!!!”เสียงตวาดดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้พวกเราหยุดลุกนั่งแต่โดยดี หลายคนทรุดตัวลงกับพื้นทันทีที่หยุดลุกนั่งเนื่องจากอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ แต่พวกเราก็ช่วยกันพยุงให้คนเหล่านั้นลุกขึ้นยืนเพื่อฟังสิ่งที่รุ่นพี่ตรงหน้ากำลังจะพูดต่อไป

 

“ผมจะเห็นแกน้องๆของผม ไม่จะเป็นไอ้อั้น หรือพวกโง่ที่ยอมโดนลงโทษแทนพวกคุณอยู่ตรงนั้น”พี่จาวพูดพร้อมชี้ไปทางกลุ่มพี่ปีสองและสามที่ตอนนี้ยังคงทำซีรี่ย์ไม่เลิก สร้างความรู้สึกที่ทวีขึ้นในใจมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“โอกาสครั้งเดียว ครั้งสุดท้าย ท้ายสุด และจะไม่มีอีก”พี่จาวหยุดพูดพร้อมกับกวาดสายตามองมาที่พวกเราทุกคนที่กำลังยืนฟังอยู่ ก่อนจะเดินไปดึงธงคณะที่ถูกเสียบไว้ที่แทนวางข้างออกมา“พวกคุณเห็นธงสีเลือดหมูนี่ไหมครับ?”

 

 

“เห็นครับ/ค่ะ!!!

 

 

“ผมจะเอาธงนี่ไปเสียบไว้ในทะเล และพวกคุณทุกคนต้องไปเอามันขึ้นมา โดยมีข้อแม้ว่าพวกคุณทุกคนที่เป็นผู้ชายจะต้องทำหน้าที่เป็นสะพานทอดไปถึงธง และผู้หญิงเป็นคนไปดึงธงนั้นมาโดยต้องไปเปียกน้ำ หรือตกลงจากสะพานพวกคุณทำได้ไหมครับ!!!!

 

 

“ได้ครับ/ค่ะ!!!

 

 

“ดี! ผมจะให้เวลาพวกคุณครึ่งชั่วโมงทำภารกิจนี้ และอย่าลืมนะครับว่าระหว่างที่เวลาผ่านไปนั้นต้องแลกกับการที่คนพวกนั้นถูกทำโทษเพื่อต่อเวลาให้พวกคุณ” พี่จาวพูดพร้อมกับชี้ไปทางกลุ่มพี่ๆที่ถูกสั่งซีรี่ย์อีกครั้งเหมือนเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้น “ผมจะรอดูสิว่าพวกเหลวไหลอย่างพวกคุณจะมีอะไรดีบ้างไหมทันทีที่ผมปักธงลงในทะเลผมจะเริ่มจับเวลาตั้งแต่วินาทีนั้นทันที!” พี่จาวพูดจบก็เดินเอาธงลงไปในทะเลก่อนที่จะปักธงลงในน้ำ และนั่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเวลากำลังเริ่มเดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

CUT 50%

 

 

  

 

 

“เอาไงดีวะ?”เสียงเอ่ยถามดังขึ้นจากใครสักคนเรียกสติให้พวกเรากลับสู่ความเป็นจริง หลังจากที่จิตหลุดไปกับเรื่องที่พบเจอเมื่อครู่ สมองเริ่มทำงานหนักอีกครั้งกับโจทย์ที่พี่จาวเพิ่งให้มา

 

สายตาเหลือบมองไปที่ธงสีเลือดหมูที่ปักอยู่กลางทะเล และรุ่นพี่ปีสองและสามกำลังทำซีรี่ย์ รวมไปถึงพี่อั้นที่ตอนนี้เข้าไปร่วมกอดคอเพื่อนๆลุกนั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

พี่ปีสี่ยืนกอดอกมองมาทางเราด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีที่คาดหวังอะไร เหลือแต่เพียงสายตาจับผิด และคงคอยว่าปีหนึ่งอย่างเราๆจะทำอะไรได้บ้างเสียหละมั้ง

 

“กูว่าเดี๋ยวเราให้พวกผู้ชายยืนเรียงความสูงกันก่อน ใครตัวเล็กเป็นเชิงสะพานไปไล่ไปจนถึงคนตัวสูงสุดที่เกาะกันทอดไปถึงธง”เรโชพูดขึ้นเหมือนเสนอความคิดขึ้นมาและอธิบายให้เห็นภาพตาม ผมพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนของตัวเองกำลังสื่อออกมา

 

“พี่จาวไม่ได้บอกว่าให้ผู้หญิงทุกคนขึ้นไปหยิบธงมา ดังนั้นเราคิดว่าให้ผู้หญิงตัวเล็กสุดเป็นคนเดินบนสะพานคน ส่วนที่เหลือยืนเป็นรั้วข้างๆสะพานเพื่อกันคนที่ขึ้นไปธงตกดีไหม? พวกเราคิดว่ายังไง?”เรโชอธิบายเพิ่มและถามความคิดเห็นของทุกคน

 

“กูเห็นด้วย ใครเห็นด้วยยกมือครับ!”ไอ้พอลร้องขึ้นก่อนจะเรียกให้คนที่เห็นด้วยเหมือนกันยกมือขึ้น สรุปแล้วทุกคนยกมือกันหมดเลยเป็นอันว่าทำตามแผนของเรโชที่เสนอมา อีกอย่างเวลาที่มีค่อนจะจำกัดจึงคิดอะไรมากมายไม่ได้เพราะอาจจะทำให้สูญเสียว่าที่สำคัญส่วนอื่นไป

 

หลังจากที่เราเรียงความสูงของผู้ชายและหญิงเรียบร้อยแล้วก็เริ่มจากผู้ชายตัวสูงเดินไปประจำจุดที่ใกล้จากธงมากที่สุด และโชคดีที่เหมือนพี่จาวจะมีความเมตตาที่ไม่ได้ปักธงตรงจุดที่ลึกมากนัก เพราะน้ำทะเลสูงเพียงแค่ครึ่งเอวของไอ้พลไอ้โชที่ตัวสูงที่สุดในปีหนึ่งตอนนี้ ทั้งสองคนกอดคอกันแล้วค้อมกายลงเป็นสะพานตามด้วยคนที่สูงลำดับต่อไปที่เดินไปต่อทั้งสองคนนั้นแล้วค้อมตัวกอดเอวคนข้างหน้าเอาไว้ไล่ลงมาจนถึงเชิงแถว

 

ผู้หญิงก็เช่นกัน แบ่งเป็นสองแถวเรียงตามความสูงมากไปน้อยแล้วเดินไปขนาบข้างผู้ชายที่เป็นพื้นสะพานให้และพวกเธอทั้งหมดเป็นรั้วโดยมีหน้าที่คอยกันตัวแทนที่จะขึ้นไปเดินบนสะพานไปหยิบธง

 

สุดท้ายก็เหลือเพียงคนเดินไปเอาธง เพียวที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในชั้นปีบอกขอโทษเพื่อนๆทุกคนที่ต้องเหยียบก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วก้าวขาเหยียบเพื่อนๆที่อยู่เชิงสะพาน และผู้หญิงด้านข้างก็ช่วยพยุงให้เธอเดินมั่นคงขึ้นจนใกล้ไปถึงจุดหมายก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีเสียงพี่จาวดังแทรกขึ้นมา

 

“แรงหมดกันแล้วหรอครับ!!! เสียงนับเลขหรือกระซิบพวกคุณ!! ตอนที่ผมรับคุณเข้ารุ่นไม่ได้เหลาะแหละขนาดนี้เลยนิครับ!

 

เพียวหยุดเดินแล้วหันไปมองพี่จาวที่ตวาดรุ่นพี่ปีสามและสองที่ตอนนี้เริ่มมีอาการเหนื่อยล้าจากการลุกนั่งไม่หยุดมาได้สักพักใหญ่แล้ว

 

“ทั้งหมดซีรี่ย์ห้าร้อยครั้ง!!!

 

เสียงคำสั่งใหม่เหมือนเป็นกรรไกรที่กำลังตัดทอนความรู้สึกเข้มแข็งในใจออกไป ตอนนี้ความรู้สึกผิดมากมายกำลังถาโถมหัวใจของผมอยู่ ถึงแม้ไม่สามารถหันไปมองภาพเหล่านั้นได้ แต่ผมคิดว่ารุ่นพี่หลายๆคนคงไม่ไหวกับบทลงโทษนี้แล้ว

 

“ซีรี่ย์ห้าร้อยครั้ง! ปฏิบัติ!!!

 

และเสียงตอบรับที่ดังก้องเพื่อตอบรับคำสั่งของพี่จาวก็เหมือนมีดที่กรีดหัวใจของผมให้รู้สึกเจ็บปวดเสียเหลือเกิน หากถ้าพี่เขาไม่ดื้อรั้นอยากได้พวกเราเป็นน้องในรุ่นก็คงไม่ต้องโดนทำโทษแบบนี้ใช่ไหม?

 

และพวกเราหละกำลังทำอะไร?

ในขณะที่มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง มีโอกาสได้ทำให้เขารู้ว่ารุ่นพี่เลือกไม่ผิดแล้ว มีโอกาสไม่พยายามและบอกให้พวกเขาได้รับรู้ว่าเราเองก็อยากเป็นน้องเขาเหมือนกัน

 

แล้วตอนนี้เรากำลังทำอะไร?

 

“เพียว! เดินต่อ! ไปเอาธงมา เวลาจะหมดแล้ว!

 

ผมเงยหน้าไปตะโกนบอกเพื่อนที่ตอนนี้ยืนขาสั่นทำหน้าจะร้องไห้เหล่ไม่ร้องแหล่ และตามตรรกะจริงๆแล้ว ไอ้คนที่เป็นสะพานรองรับตรงจุดที่เพียวหยุดยืนคงไม่สามารถอดทนได้นานมากเท่าไหร่หรอก

 

“เพียว! มึงทำได้เว้ย พวกกูเชื่อในตัวมึง!”เมย์เป็นอีกคนที่ช่วยผมพูดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เพียว ถึงแม้ว่าเสียงนับเลขลุกนั่งจากรุ่นพี่จะดังมากจนเกือบจะกลบเสียงพวกเราที่กำลังพิสูจน์ตัวเองอยู่ตรงนี้

 

และอีกครั้งที่เพียวก้าวเดินออกไปข้างหน้าโดยมีเพื่อนผู้หญิงค่อยๆช่วยกันพยุงจนไปถึงปลายทาง เจ้าของร่างบอบบางเอื้อมมือไปคว้าธงเอาไว้แล้วออกแรงดึงมันขึ้นมา แต่ไม่อาจจะทำได้ในครั้งแรก อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักของมันที่ไม่เบาเสียเท่าไหร่

 

“เพียว มึงทำได้ ดึงขึ้นมา!”เสียงเรโชพูดขึ้นขณะที่ตอนนี้มันเป็นคนกำลังรองรับน้ำหนักของหญิงสาวอยู่ และเป็นคนที่รับภาระหนักสุดเพราะมันเป็นต้นทางที่ไม่มีใครให้รองรับน้ำหนักเลย นอกจากมันกับไอ้พลตอนนี้

 

เพียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วออกแรงดึงธงขึ้นมาอีกครั้งโดยมีเพื่อนๆผู้หญิงจับร่างเธอไว้กันไม่ให้ตกจากสะพาน และโชคดีที่ครั้งนี้เพียวดึงธงขึ้นมาได้ แต่หากการเดินกลับมาที่ฝั่งนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนคราวแรกเพราะมีธงติดมือมาด้วยและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทำให้คนที่เป็นฐานสะพานหลายคนอ่อนแรงลงจนเพียวเสียหลักเกือบล้ม

 

“โอ้ย!!”เสียงร้องดังลั่นเมื่อด้ามธงกระแทกหลังใครสักคนที่เกิดจากการเซเสียหลักเมื่อครู่ ผมพยายามเงยหน้ามองอีกครั้งแต่หากยังไม่พบใครที่แสดงตัวออกมาว่าเป็นคนโดน ซึ่งสะพานยังคงกอดตัวกันแน่นเพื่อรอให้คนถือธงเดินมาถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ

 

และโชคดีที่เพียวสามารถทำมันได้ เธอเดินลงสู่พื้นทรายพร้อมกับธงในมือด้วยร่างกายที่แห้งสนิทไม่เปียกน้ำอย่างที่กติกาได้กล่าวมา หลังจากได้ยินเสียงสัญญาณว่าเพียวถึงฝั่งแล้วพวกเราทั้งหมดก็เงยหน้าขึ้น ผมนี่แอบหน้ามึดไปนิดนึงเนื่องจากก้มหนานานเกินไป แต่ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่หน้ามืดอีกต่อไปเมื่อไอ้พอลตะโกนเรียกให้ทำระเบียบแถวเรียยบร้อยหลังจากทำภารกิจเสร็จ

 

ให้พูดตามตรงแอบภูมิใจในความสามัคคีของพวกเราไม่น้อย โชคดีที่ในสถานการณ์คับขันเรายังมีคนที่สามารถเป็นผู้นำได้ และพวกเราที่เป็นผู้ตามที่ดีและส่งผลทำให้งานมันประสบความสำเร็จ

 

“ทั้งหมดหยุด!

 

พี่จาวตะโกนออกคำสั่งในพวกรุ่นพี่หยุดทำซีรี่ย์ สร้างความโล่งอกให้กับผมไม่น้อย ความจริงแล้วอาจจะเป็นพวกเราทั้งหมดที่รู้สึกแบบนั้น ใบหน้าเหนื่อยล้าของหลายๆคน แม้กระทั่งคนที่เห็นเป็นนักกีฬายังหายใจหอบ พี่ผู้หญิงหลายคนล้มพับนั่งลงกับพื้นทรายอย่างทรงตัวยืนไม่ไหว และพี่จาวที่ก้าวเท้าเดินตรงมาที่พวกเราที่ตอนนี้มีเพียวยืนถือธงอยู่หน้าแถว

 

ร่างสูงของรุ่นพี่ปีสี่กำลังยืนทำระเบียบพักกวาดสายตามองปีหนึ่งโดยไม่พูดอะไรออกมาเลย หลายคนที่ถูกจ้องก้มหน้าเพื่อหลบสายตานั้น และผมก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

 

ภารกิจเสร็จแล้ว แต่ไม่มีแม้แต่คำพูดใดๆออกมาเลยสักนิด ไม่ได้ต้องการคำชมหรือว่าอะไร แต่หากคำตัดสินอะไรสักอย่างที่บอกว่าผลที่พวกเราทุ่มเททำมันเป็นเช่นไร

 

แต่ไม่ว่าเฝ้ารอเท่าไหร่คำเหล่านั้นก็ไม่ได้หลุดรอดออกมาจากปากพี่จาวนอกจากเสียงหัวเราะขึ้นจมูก และสายตาเย็นชาที่มองมาเท่านั้นเอง

 

บรรยากาศตอนนี้เงียบเสียเหลือเกิน เสียงคลื่นทะเลกระทบชายหาดเป็นเพียงเสียงธรรมดาๆเสียงหนึ่งที่ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้พวกเราอีกต่อไปแล้ว มีเพียงเสียงหอบหายใจจากรุ่นพี่ที่ยังคงเหนื่อยจากการถูกทำโทษ เสียงหัวใจที่เต้นระรัวเพื่อรอลุ้นผลการตัดสินของคนตรงหน้า และในสมองมีคำถามตีรวนมากมายอยู่ในนั้น

 

 

“ผมจะปล่อยปีหนึ่งไปทำความสะอาดร่างกาย และตอนหนึ่งทุ่มจะต้องลงมารวมตัวกันที่หน้าห้องประชุมใหญ่ที่พวกคุณเข้าไปเมื่อตอนเที่ยง ทราบไม่ทราบ!!”พี่จาวพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน แถมสิ่งที่พูดออกมานั้นกลับไม่ใช่ประเด็นที่พวกเราต้องการฟังเลยสักนิด

 

หมายความว่าไงวะ?

 

“อ้าว เป็นใบ้กันหรอครับ ผมสั่งให้พวกคุณไปพักผ่อนแล้วมาเจอกันตอนหนึ่งทุ่มไม่ได้ยินหรอครับ!!!!”เสียงตวาดดังขึ้นอีกครั้งทำให้ต้องเก็บคำถามในสมองกลับเข้ากรุไปก่อนจะตอบรับคำถามของรุ่นพี่

 

“ทราบครับ/ค่ะ!!!

 

“ดี! ไปพักผ่อนได้!”พี่จาวพูดจบก็หันหลังให้พวกเราทั้งหมดแล้วเดินกลับไปหารุ่นพี่ปีสามกับสองที่กำลังยืนเข้าแถวรออยู่เงียบๆ

 

ระหว่างที่ผมกำลังเดินขึ้นที่พักก็อดเหลือบไปมองรุ่นพี่ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสายตาเป็นห่วงไม่ได้ และระหว่างที่กวาดสายตามอง ผมดันไปสบตาของพี่โมวูบนึงพอดี ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กระตุกวาบเข้ามาในหัวใจ

 

เหมือนมีกระแสไฟฟ้าที่ชอตให้หัวใจเต้นแรง

 

 

ให้ตายสิ...เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้มาคิดบ้าคิดบออะไรวะ?

แล้วพี่โมไมต้องส่งสายตาเจ้าชู้ให้ด้วยเนี่ย!!!

 

แล้วทำไมต้องเขินด้วยตอบ!!!

 

 

 

 

 

 

70%




 

 

 

 

 

ผมเดินลากเท้าและชุดที่เปียกปอนมายังห้องพักของตัวเองพร้อมกับไอ้เติร์กและไอ้เบลที่ได้อยู่ห้องคู่กัน และไอ้ศักด์ ไอ้โช ไอ้พอลที่อยู่ห้องถัดไป ร่างกายที่เมื่อยล้าจากกินกรรมเมื่อครู่ทำให้อยากจะโถมกายลงไปนอนบนเตียงให้หนำใจถ้าไม่ติดว่าโคตรจะสกปรกอยู่ตอนนี้

 

“ไอ้พีชอย่านะมึง อย่าแม้แต่จะคิดนะสัส”ไอ้เติร์กพูดขึ้น โฮ้ยยยยยย มึงมีญาณทิพย์รึไงวะ ฮือออออ เหนื่อยจริงๆนะมึง กูอยากพักโว้ยยยย

 

“ฮืออออออ ไอ้เติร์กกกกกกกก”

 

“ไม่ต้องทำเสียงอ่อนเสียงหวานใส่กู กูไม่ใช่พี่โม!

 

“เดี๋ยวๆๆมึง อย่าเอาพี่โมมาเอี้ยว วันนี้โดนเมินแถมว้ากใส่ไปหลายดอก ท่าทางพี่โมก็เมินเหมือนกันหวะ”

 

“เออๆๆๆ กูก็ว่างั้น ไหนๆมาให้พี่เติร์กดมหัวสิคะ หัวเหม็นไหม?”

 

“ไอ้ฟายยยยยย กูไม่ใช่หมาหัวเน่าเว้ย!! หนี!! กูจะอาบน้ำ!”ผมผลักไอ้เติร์กออกห่างหลังจากที่มันพยายามเดินเข้ามากดหัวผมไปดมก่อนจะทำกระฟัดกระเฟียดคว้าผ้าเช็ดตัวและชุดใหม่หนีเข้าห้องน้ำไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด

 

เมินไร! เมื่อกี้ยังมองกูอยู่เลย เฮ๊อะ!

แต่เดี๋ยวนะ? มองกูจริงรึเปล่าวะ? หรือกำลังคิดไปเอง หืมมมมมม ไม่ได้คิดน้อยๆด้วยนะ กูคิดไปเยอะด้วยนะพิชญ์พลล!!

 

 

“อ๊ากกกกกกกกกก! ไอ้เชี่ยยยยย!!!”ผมโวยวายก่อนจะปิดหน้าตัวเองเมื่อคิดว่าจะหน้าแตกขนาดไหนถ้าหากเมื่อครู่นี้พี่โมไม่ได้มองเขา ไม่ได้ส่งสายตาแบบนั้นมาให้ แถมยังมารู้สึกคงรู้สึกเขินอีกต่างหาก

 

ฮืออออออออ

อับอาย! อับอายมาก!

 

ก็อกๆ ก็อกๆ

 

“เชี่ยพีชเป็นไรวะ? เฮ้ยยย!!”เสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้นหลังจากที่ผมโวยวายออกไปพร้อมเสียงเอ่ยถามจากไอ้เติร์กเรียกสติให้ผมกลับมาสู้ความเป็นจริง ได้สติว่านี่ไม่ได้อยู่คนเดียวในหอ แต่มีเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนอยู่ข้างนอกด้วย

 

เชี่ยเอ๊ยยยยย!

มึงนี่จริงๆเลยนะไอ้พีช!!

 

 

“ป่าวเว้ย...เมื่อกี้กูเจอแมลงสาบในห้องน้ำ แต่มันไปหละ กูโอเค”ผมโกหกมันออกไป จะให้พูดความจริงก็เสียฟอร์มดิ โด่วววว

 

“เอ๋อ....ไอ้สัสถ้ามันโผล่มากระทืบแม่มให้ตายเลยนะ อย่าให้กูเจอต่อจากมึงหัวใจวายตายนะเว้ย!

 

แหม...ไอ้เติร์ก แมนๆเตะบอลกลัวแมลงสาบหรอครับ!

ข้อมูลเด็ดๆแบบนี้ต้องรีบเมมเข้าสมองไว้ อย่างน้อยเอาไปตลบหลังมันต้องที่โดนรุมแกล้ง หึหึ

 

เดี๋ยวๆ นอกประเด็น กลับมาหงุดหงิดตัวเองก่อนที่เผลอคิดอะไรแบบนั้นออกไป ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำเพื่อหวังว่าสายน้ำจะพัดพาความว้าวุ่นในใจออกไปบ้าง ความจริงสมองมีเรื่องที่ให้คิดมามากหละ

 

สุดท้ายก็ออกจากห้องน้ำมาด้วยความเหนื่อยอ่อนสุด แบบไม่มีแรงจะต่อสู้กลับใคร เพราะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลกก็เหนื่อยพอหละ

 

“โหยยย เข้าไปทำไรวะทำไมออกมาหน้าเพลียอย่างงี้วะมึง?”ไอ้เติร์กเลยครับ เสียงมาก่อนเลย ไม่ได้ดูอารมณ์กูเลย ขอเปลี่ยนตัวรูมเมททันไหม เอาไอ้เติร์กไปอยู่กับไอ้โชแล้วเอาตัวไอ้พอลมาห้องนี้แทน สติกูจะไปหมดหละมาอยู่กับพวกกวนประสาทเนี่ย!!

 

ผลทดสอบเมื่อกี้ก็ยังไม่รู้ พี่โมแม่มก็อะไรก็ไม่รู้อีก ไอ้เติร์กยังมาทำตัวซี้ซั้วไม่รู้กาลเทศะว่าตอนนี้มึงควรเครียดป้ะ?

 

“สถานการณ์แบบนี้มึงควรพูดเล่นอ๋อวะไอ้เติร์ก”ผมบอกมันออกไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย ก่อนที่คิ้วไอ้เติร์กจะกระตุกหน่อยๆแล้วคลี่ยิ้มที่มุมปาก

 

“เพราะพวกมึงเครียดไปแล้วไง กูเลยพยายามไม่เครียดไปมากกว่านี้ โห่...มึงก็รู้คามเครียดไม่เหมาะกับคนอย่างกู”ไอ้เติร์กว่าแล้วตบบ่าผมเบาๆ ไอ้เบลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สานที่มุมห้องก็มองมาที่เราสองคนที่ยืนคุยกันอยู่เช่นกัน

 

“เครียดกันหมด จิตหลุดกันพอดี ดังนั้นพวกมึงต้องมีคนอย่างกูในทีมเว้ย ครั้งนี้พวกเราทำเต็มที่แล้ว เอาจริงๆกูก็คงจะเสียใจอ้ะนะถ้าไม่ได้เป็นน้องรหัสไอ้เชี่ยพี่ก้อง แม้ว่ามันไม่ค่อยจะเทคกูก็เหอะ แต่ให้ทำไงได้วะ ให้จับทุกเรื่องมาคิดหมดสมองกูระเบิดพอดีมึง ในเมื่อจับต้องมากไปไม่ดีก็ปล่อยวางเหอะ” คำพูดไอ้เติร์กแม่มเกือบดูดีแล้วไงถ้าไม่ติดแม่มขยิบตาแอ๊บเสยผมทำหล่อจนน่าหมั่นไส้

 

“ถุ้ยยยย! ทำเป็นพูดดี เมื่อกี้ใครทำหน้าเครียดตอนโดนพี่จาวว้ากวะ? อีกอย่างไฝว้มาขนาดนี้ไม่หวังว่าผ่านก็มีแต่พวกขี้แพ้เท่านั้นหละที่คิดแบบนั้น”ผมเบ้หน้าใส่ไอ้เติร์กไปหนึ่งที ก่อนที่มันจะหัวเราะเสียงดัง

 

“เหยดดดดดด น้องพีชของพี่เติร์กวันนี้คำพูดดูหล่อไม่เหมาะกับหน้าตาเลยค่ะ”ไอ้เติร์กไม่ว่าเปล่ายื่นมือมาเชยคางผมส่ายไปมาเบาๆอีก ไอ้เบลนี่แทนที่จะห้ามยังมีหน้ามาหัวเราะ เดี๋ยวเหอะมึง แล้วนั่งทำอะไรถ่ายไรวะ???

 

“มึงๆๆ ไอ้เบลมึงทำไร????”ผมผลักไอ้เติร์กออกห่างจากวิธีก่อนจะพุ่งชนใส่ไอ้เบลที่ชิ่งกดล็อคหน้าจอเสียก่อนทำให้ผมจับไม่ได้ว่ามันทำอะไร พอหันไปหาไอ้เติร์กไอ้เพื่อนตัวดีก็หนีเอาตัวรอดเข้าห้องน้ำแล้ว

 

เฮ๊อะ!!!

มีแต่คนกลั่นแกล้ง หนีนอนแม่ม!!

 

“ใกล้ถึงเวลานัดปลุกกูด้วยนะ กูนอนก่อน”ผมบอกไอ้เบลแล้วทิ้งตัวเข้าสู่โหมดชัตดาวน์ร่างกายอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

“ไอ้พีชตื่น จะหกโมงครึ่งแล้วมึงลุกได้แล้ว...”

 

“อื้อ....ขอห้านาที...”ผมครางออกมาเบาๆพร้อมกับปัดมือที่วุ่นวายอยู่ที่หัวไหล่ ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆที่อยู่ไม่ไกลนัก และระหว่างที่ปล่อยให้สติดำดึ่งไปกับห้วงนิทราอีกครั้งแรงสะกิดนั้นก็กลับมา

 

“ไอ้พีช! จะทุ่มแล้วโว้ยตื่นไอ้ซั๊ซซซซ!

 

“งื้อ....หนวกหูง่า...”

 

“ไม่ต้องมาครางเสียงอ่อนทำแบ้วใส่กูเลยไอ้สัส จะให้พี่จาวมากระซวกไส้มึงถึงเตียงเลยไหม ตื่น!!!!

 

หืม...

เมื่อกี้บอกใครมากระซวกไส้นะ? ขออีกครั้งได้ไหมฟังไม่ทัน?

 

“ไอ้เชี่ยพีชชชชช!! พี่จาวมา!!!

 

พี่จาว??

พี่จาว....

 

หืม??? ไอ้เชี่ยซวยแล้วววววว!!!!

 

พรวด!!!!

 

“เร็วพวกมึงเร็วววววว!!!”ผมเบิกตากว้างหันไปคว้ามือถือที่หัวเตียงก่อนจะควบเกียร์หมาใส่รองเท้าแตะที่เตรียมมาแล้ววิ่งไปที่ประตูห้อง ไม่พอยังหันมาเร่งเพื่อนที่มองผมตาปริบๆอยู่ในห้องแบบไม่มีทีท่าร้อนอกร้อนใจเลย

 

“พวกมึงไม่รีบวะ??? พี่จาวมาแล้วนะมึง!!!”ผมร้องลั่นกวักมือเรียกพวกมันไม่หยุด แต่ที่ได้คือเสียงหัวเราะแทน

 

เดี๋ยวๆๆๆ หัวเราะทำโพ่ง!!!

 

“ไอ้เชี่ย.....หน้ามึงเชี่ยมากอ่ะพีช...กู ฮะ .....แม่มจี้หวะ ฮ่ะฮ่า..”นี่เสียงไอ้เติร์กครับ มันหัวเราะเสียงดังไม่พอยังชี้หน้าผมอีกต่างหาก ส่วนไอ้เบลที่ลงไปนั่งกุมท้องขำเรียบร้อยแล้ว

 

เดี๋ยวๆๆๆ พวกมึงอะไรเนี่ย????

 

ผมทำหน้าเป็นไก่ตาแตกได้สักพักก่อนจะมีสติเหลือบไปมองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่ในห้องพักและพบว่าเข็มสั้นของนาฬิกาชี้อยู่ที่เลขหกและเข็มยาวชี้อยู่ที่เลขห้า

 

เพิ่งหกโมงยี่สิบห้า....

ไอ้ซั๊ซซซซซซซซ!!

 

ผมคิ้วกระตุกพร้อมกับหักข้อนิ้วเสียงดัง หนอย....ลองดีกับพิชญ์พลใช่ไหมครับพวกมึง โดนอัดสักหมัดสองหมัดไหม?????

 

ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

 

“โอ้ยไอ้พีชชชชชชช กูขอโท๊ษษษษษษษ กูล้อเล่นนนนนนนน”

 

“โอ๊ยยยยย ผิดไปแล้วค้าบบบบบน้องพีชของพี่เติร์กกก ขอโทษค้าบบบบบบบ”

 

 

หึหึ กัดแขนแม่มให้หายแขน มึงโชคดีแค่ไหนแล้วที่กูไม่สะบัดด้วย!!! หึ!!!!!

 

 

 

 

สุดท้ายการลงโทษของผมก็จบลงโดนที่แขนไอ้เบลกับไอ้เติร์กมีรอยฟันผมไปคนละรอย ก่อนจะมารวมตัวที่ห้องประชุมอย่างที่พี่จาวนัด บรรยากาศตึงเครียดเริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อภายในห้องไม่มีพี่ปีสองและสามให้เห็นเหมือนตอนกลางวัน ภายในห้องเต็มไปด้วยปีสี่และหนึ่งในนั้นมีเฮียแมทด้วย

 

เฮียยืนทำท่าระเบียบพักในชุดเดิม ที่จริงแล้วพี่ปีสี่ทุกคนยังอยู่ในชุดเดิมคือเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเลือดหมูและกางเกงยีนส์ขายาว ทุกคนยืนอยู่บนเวทีจับตามองมาที่พวกเราที่ทยอยกันเข้ามาในห้องประชุม ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆเกิดขึ้นภายในห้องประชุมนี้ เข็มนาฬิกากลางเวทีเป็นเหมือนก้อนกรวดในนาฬิกาทรายที่กำลังไหลลงไปเรื่อยๆเพื่อบอกว่าเวลากำลังจะจบลง

 

ผมและเพื่อนๆหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาจนกระทั่งเพื่อนกลุ่มสุดท้ายเข้ามาในห้อง และประตูห้องประชุมที่ปิดลง

 

อาจจะเป็นเพราะความเงียบที่มีเลยทำให้รู้สึกว่าเสียงประตูปิดนั้นดังก้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เส้นประสาทตึงขึ้นโดยปริยาย ความรู้สึกร้อนๆหนาวๆบังเกิดขึ้นกับร่างกาย เหมือนเป็นลางบอกอะไรสักอย่าง

 

พี่จาวก้าวขึ้นมาบนเวที เสียงรองเท้าผ้าใบที่เหยียบบนแผ่นไม้ที่ถูกนำมาสร้างเป็นบันไดดังเอียดอาด เรียกให้เสียงหัวใจเต้นระรัวไปหมด

 

สายตาคมของคนตัวสูงกวาดมองไปทั่วบริเวณอีกครั้ง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยอยากให้เกิดขึ้นบ่อยๆเลยสำหรับผม ถ้าทำได้อยากให้ตรงนั้นเปลี่ยนจากพี่จาวเป็นพี่โมเสียยังจะดีกว่า ซึ่งวันนี้แหละที่ผมเข้าใจแล้วว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ว่าพี่โมโหดแล้วเจอพี่จาวเข้าไปนี่ทำเอาหนาวไปถึงไขสันหลังได้เลยทีเดียว

 

“พวกคุณคงพักผ่อนมาพอสมควรแล้วใช่ไหมครับ?” พี่จาวเอ่ยถามเสียงเรียบขึ้นมา ไม่มีการตะคอกเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกกลัวกับน้ำเสียงแบบนี้ก็ไม่รู้

 

“ขณะที่พวกคุณกำลังพักเหนื่อยกัน พวกพี่ๆของคุณก็กำลังทุกข์เพราะผลจากการกระทำของพวกคุณ พวกคุณรู้สึกตัวกันบ้างรึเปล่าครับ?”

 

อีกแล้ว...ความรู้สึกเจ็บปวดถาโถมเข้ามาในหัวใจอีกแล้ว...

ในหัวกำลังฉายภาพที่เขากับเพื่อนๆหัวเราะและเล่นกันในห้องพักนั้นลอยขึ้นมาทันที ในขณะที่พวกเรากำลังสนุกจนลืมนึกถึงไปว่าพวกพี่ๆที่เหลือทำอะไรกันหลังจากที่พี่จาวปล่อยปีหนึ่งขึ้นห้องพักแล้ว

 

 

รู้สึกแย่...

 

“วันนี้พวกคุณไม่ต้องถามหาเขากันหรอกนะครับ เพราะพวกผมส่งพวกเขาขึ้นรถกลับกรุงเทพไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนพวกคุณก็พักผ่อนกับทริปครั้งนี้ให้สนุกนะครับ ค่ำคืนนี้มันเป็นของพวกคุณแล้ว”เสียงทุ้มเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกใดของพี่จาวยังคงดังต่อไป

 

“ก่อนที่พวกผมจะจากไป และปล่อยให้รีสอร์ทนี้เป็นของพวกคุณมีใครอยากจะถามอะไรไหมครับ?”

 

 

ไม่ไหว...

ความรู้สึกอยากร้องไห้มันเค้นให้ในอกรู้สึกอึดอัดไปหมด รู้สึกผิดจนไม่รู้จะเริ่มคิดหาตรรกะไหนมาอธิบายได้อีกต่อไปแล้วว่าเพราะอะไรพวกพี่ปีสี่ถึงได้เลือกหันหลังให้พวกเรา

 

เพราะเราลืมที่จะใส่ใจคนที่อยู่ข้างหลัง...

คนที่คอยซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ และมองแต่เงาของตัวเอง

 

เรามองเพียงแค่ว่าเราโดนอะไร เราเอาแต่ถามว่าเราทำอะไรผิด แต่เราไม่เคยมองเลยว่าเพราะอะไรทำไมคนข้างหลังยังสนับสนุนเราอยู่

 

จนกระทั่งตอนนี้...

 

 

“ถ้าพวกคุณไม่ถามอะไร ผมขอตัวไปเก็บกระเป๋ากลับกรุงเทพก่อนนะครับ ปีสี่! เลิกแถว!”พี่จาวพูดจบก็หันไปสั่งเลิกแถวพี่ปีสี่พร้อมกับก้าวลงจากเวทีจนเรียกเสียงฮือฮาในห้องประชุมอีกครั้ง ผมเงยหน้าไปมองหาใครสักคนที่หวังจะพึ่งพาได้ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็อยู่ในสภาพตกใจไม่ต่างกัน

 

ในเมื่อไม่มีใครให้พึ่งพาได้ ทำไมเราถึงไม่พึ่งพาตัวเอง?

 

ไม่ทันที่สมองจะได้ประมวลผลไปมากกว่านี้ร่างกายดันเด้งตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนเรียกพี่จาวก่อนที่เจ้าตัวจะทันได้เปิดประตูห้องประชุม

 

ผมไม่รู้หรอกว่าเสียงที่ตะโกนออกไปมันดังมากมายเสียงขนาดไหน แต่มันก็สามารถรั้งให้เจ้าของชื่อหยุดเดินแล้วหันมาจ้องเขาที่กำลังยืนอยู่ตรงนี้

 

“ว่าไงครับ?”

 

พี่จาวยังทอดน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม จนทำให้ผมรู้สึกประหม่าไม่น้อย...

ความรู้สึกแตกต่างจากเมื่อครั้งลุกขึ้นต่อปากต่อคำกับพี่โมเสียเหลือเกิน อย่างน้อยก็พูดได้ว่าการว้ากของพี่โมมีเมตตากว่าพี่จาวเอาเสียมากๆ และพี่จาวก็ทำให้ผมเข้าใจของคำว่าคนมีอำนาจมันเป็นแบบนี้นี่เอง

 

“ผมอยากขอโทษครับ” ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเสียงดังฟังชัด และใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มแทนเมื่อได้ฟังจบ

 

“เฮอะ! ขอโทษ? คุณจะขอโทษอะไรครับ?”

 

“ผมขอโทษที่ทำให้พวกพี่รู้สึกแย่กับสิ่งที่พวกเราทำ บางครั้งความเป็นเด็กของเราอาจจะทำให้พี่มองว่ามันเหลวไหล แต่ผมอยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าสิ่งที่พวกผมทำลงไปมันเต็มไปด้วยความตั้งใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของภาคนี้ อยากเป็นน้องพวกพี่ๆจริงๆนะครับ”ผมพูดขึ้นเสียงดังอีก ซึ่งมันค่อนข้างยากมากๆที่พยายามสะกดกลั้นไม่ให้เสียงตัวเองสั่นเพราะแรงอารมณ์ข้างใน

 

ความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ ตกใจ มันประเดประดังไปหมด ตีรวนจนอยากจะร้องไห้ออกมาเพื่อระบายความรู้สึกเหล่านั้น

 

“หึ...ขอโทษ คุณคนเดียวรู้สึกแบบนั้นรึเปล่า...ผมไม่เห็นว่าเพื่อนๆของคุณจะรู้สึกเหมือนคุณเลย คุณลองมองไปที่พวกเขาสิ เขามองคุณยังไง เขาหลอกใช้ให้คุณออกมาพูดและรอคอยกอบโกยผลประโยชน์หลังจากที่คุณพูดออกมา”พี่จาวหยุดพูดพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณ และผมเองก็เช่นกัน ที่กำลังกวาดสายตามองเพื่อนๆร่วมรุ่นในห้องประชุมแห่งนี้

 

“ดูสิ...ในขณะที่คุณออกหน้าแทนพวกเขา ผมยังไม่เห็นมีใครที่จะมาช่วยคุณสักคน มีแต่คนเห็นแก่ตัวทั้งนั้น แล้วแบบนี้หรอที่จะให้ผมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับภาค หึ! เอางี้ไหมหละ ผมรู้สึกชอบความจริงใจของคุณนะ ผมจะรับคุณเข้ารุ่นคนเดียว ดีไหม?”

 

เหมือนฟ้าผ่าลงมาบนกลางหัวหลังจากที่พี่จาวพูดแบบนั้นออกมา มันทำให้หัวสมองผมเบลอไปหมดเหมือนกำลังถูกรุ่นพี่อาวุโสคนนี้หลอกด่าว่าทำตัวออกมาเป็นวันแมนโชว์ หรือโชว์โง่ในสิ่งที่เพื่อนร่วมรุ่นไม่ต้องการ

 

และถูกซัดหมัดฮุกแรงๆด้วยการยื่นข้อเสนอให้ผมหักหลังเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมด...

 

 

พี่จาวกำลังทดสอบอยู่รึเปล่า?

 

 

“ว่าไงคุณ ผมไม่ได้มีเวลามาคุยกับคุณทั้งคืนนะ ตกลงคุณจะยอมให้ผมรับรุ่นคุณคนเดียวไหมหละ?”เสียงย้ำถามดังขึ้นอีกครั้ง และสายตาทุกคู่กำลังจับจ้องมาทางผม

 

 

“ไม่ครับ! ถ้าผมได้รับรุ่นเพื่อนผมต้องได้ด้วยครับ!”ผมตะโกนบอกออกไป ก่อนจะได้ยินเสียงครางฮือขึ้นมาทำให้รับรู้ได้ว่ามีบางคนที่ทนกับแรงกดดันนี้ไม่ไหวอีกต่อไป และระบายความเครียดนั้นออกมาด้วยน้ำตา

 

“โลภจริงๆนะพวกคุณ โลภจริงๆ”พี่จาวส่ายหน้าแล้วทำหน้าเหนื่อยหน่ายมองไปทั่วห้องประชุมอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อไอ้โช ไอ้เติร์ก ไอ้พอล ไอ้เบลร่วมกันลุกขึ้นแล้วพูดคำว่าขอโทษเสียงดัง จากนั้นพวกเราก็เริ่มทยอยกันลุกขึ้นยืนและพูดคำเดียวกัน

 

“พวกเราขอโทษครับ/ค่ะ!

 

เพียงคำๆเดียวที่ก้องไปทั่วห้องประชุม คำๆเดียวที่พวกเราพูดย้ำๆพร้อมๆกันเพื่อหวังว่าเสียงนี้เข้าไปถึงใจของรุ่นพี่บ้าง หวังว่าพี่จะได้ยินบ้าง

 

 

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ตะโกนพูดคำนี้ออกมาจนพวกพี่ปีสี่เริ่มจับกลุ่มหันไปประชุมกัน และพี่จาวก็กลับมาพร้อมกับทำสัญญาณมือให้หยุดพูดกัน

 

และนั่นเป็นเหมือนกับความหวังในแสงอันริบหรี่เสียเหลือเกินของพวกเรา

 

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าตรงนี้มีสักกี่คนที่จริงใจพูดคำนี้ออกมา และอาจจะมีบางคนที่กำลังเล่นละครหลอกพวกผมอยู่ว่าพวกคุณนี่สุดแสนจะสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ ทำให้พวกเพื่อนๆของผมนี่แสนจะซาบซึ้งเสียเหลือเกิน” พี่จาวหยุดพูด และภายในห้องประชุมก็เงียบอีกครั้ง ถึงแม้จะมีเสียงสะอื้นดังขึ้นมาและบรรยากาศกดดันก็ไม่ได้จางหายไป

 

“ผมจะให้โอกาสครั้งสุดท้าย สุดท้ายจริงๆ และหากคุณทำไม่สำเร็จ คุณจะทำให้ผมรู้สึกสมเพชตัวเองไปตลอดชีวิต เพราะทั้งๆที่ผมรู้ว่าพวกคุณมันห่วยแต่ก็ยังจะให้โอกาสนั้นพร่ำเพรื่อ และถ้าพวกคุณไม่ห่วยคุณคงทำมันสำเร็จหละมั้ง”

 

ผมมองพี่จาวที่แม้ว่าคำพูดที่พี่แกพูดมามันช่างเป็นคำพูดที่เสียงประชดประชั้นได้น่าชวนวัดเท้าแค่ไหนก็ตาม แต่ผมมองว่ามันเป็นเหมือนแสงสว่างที่วาบขึ้นมาในห้องที่ปิดตาย

 

“ผมจะส่งปีสี่หนึ่งคนเอาธงวิศวะไปปักไว้ที่ลานโถงกลางโรงแรม และผมจะนับเพียงแค่ยี่สิบพวกคุณต้องไปถึงตรงนั้นและนั่งล้อมธง หากช้ากว่าที่ผมนับ...เกมส์โอเวอร์ทันที...จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป และเราคงต้องเซย์กู๊ดบายไปตลอดจนกว่าจะแยกจากกัน เข้าใจไหมครับ!!!

 

“เข้าใจครับ/ค่ะ!!

 

“ดี! ไอ้ปอมมึงเอาธงไปแล้วไลน์มาบอกกู แล้วกูจะปล่อยปีหนึ่งไปล่าธง”พี่จาวหันไปบอกเพื่อนที่ตอนนี้เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วดึงธงออกจากแท่นเสียบก่อนจะเดินออกจากห้องไป ในห้องเงียบลงและไม่มีใครพูดหรือทำอะไรอีก พี่จาวเหมือนจะไม่สนใจพวกเราอีกต่อไปแล้ว เจ้าตัวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อรอสัญญาณที่ส่งมาจากเพื่อน และผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้พวกเราไปถึงที่นั่นโดยเพียงแค่นับยี่สิบ

 

แต่แล้วภาพตอนเมื่อครั้งเราสอบจัดแถวก็ลอยขึ้นมา ภาพที่พวกเราสั่งจัดแถวกับเป็นระเบียบก่อนที่พี่โมจะเรียกแถวแล้วนับเลขขึ้น และนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่พวกเราจะสามารถวิ่งไปพร้อมๆกันได้ และอาจจะไปถึงได้ทันเวลา

 

เอาเถอะ...ไหนก็เปรี้ยวมาขนาดนี้แล้ว อีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง...

 

“ปีหนึ่งทั้งหมดแถวตอนเรียงสิบปฏิบัติ!”ผมก้าวเท้าออกมาจากแถวแล้วทำสัญญาณมือออกคำสั่งให้เพื่อนทำระเบียบแถว ตอนแรกเหมือนทุกคนยังตั้งสติไม่ทัน แต่พอคิดได้ก็รีบลุกจากพื้นแล้วกุลีกุจรมาจัดแถวตามคำสั่ง และโชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีการขัดขวางใดจากพี่ปีสี่ นอกจากสายตาที่มองมาอย่างเงียบๆเท่านั้นเอง

 

“ผมอยากให้ทุกคนจับมือกับไว้แล้ววิ่งออกไปทีละแถว ใครถึงก่อนให้เป็นหลักเป็นวงกลม และเราจะนั่งลงพร้อมกันเข้าใจไหมครับ!”ผมออกคำสั่งออกไป ถึงแม้มันจะเป็นเพียงความคิดของผมเพียงแค่คนเดียวโดยไม่ได้ถามความสมัครใจจากใครเลยก็ตาม แต่ในสถานการณ์ที่คับขันแบบนี้ มันต้องมีใครสักคนที่ออกมาสั่งได้

 

แม้ไม่ใช่แนวผมก็ตามหรอกนะ

 

 

“เข้าใจครับ/ค่ะ!!!

 

 

ตื้อดึง!

 

และสัญญาณที่ดังขึ้นก็เหมือนเป็นเครื่องกระตุ้นให้นาฬิกาเริ่มจับเวลาอีกครั้ง

 

“หนึ่ง......!

 

“ไปๆๆๆๆ แถวแรกออกวิ่งอย่าลืมจับมือกัน!”ผมหันมาไล่แถวแรกก่อนจะไม่ลืมย้ำให้เพื่อนๆจับมือกันไว้ เพราะหากมีคนใดคนหนึ่งผิดพลาดระหว่างที่วิ่งจะได้มีใครสักคนฉุดขึ้นมาจากพื้นและวิ่งไปต่อด้วยกันได้

 

“สอง........สาม.........สี่...........ห้า.........หก.........”

 

“ไปๆๆๆ พวกมึงทำได้ไปเลย!”ผมไล่เพื่อนที่กำลังวิ่งต่อกันไปทีละแถวจนแถวสุดท้ายก็ตอนที่พี่จาวนับถึงเลขแปดพอดี ผมวิ่งไปคว้ามือเพื่อนคนสุดท้ายของแถวก่อนจะร่วมวิ่งไปด้วยกัน

 

เพราะอาจจะเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างมีการหักศอกเยอะเลยทำให้การเดินทางไม่ค่อยราบรื่น และผมก็หวังเสียเหลือเกินที่ไอ้คนที่นำหน้าจะไม่จำทางผิด

 

และก็โชคดีจริงๆที่มันมาถูกทางเพราะตอนนี้แถวกำลังล้อมธงเอาไว้กลางลานกว้าง และเสียงนับเลขใส่ไมค์ก็ดังกระชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ

 

“พีชๆๆๆเร็วๆๆๆๆ นั่งๆ!!!”เสียงเพื่อนหลายคนที่ตอนนี้ร่วมกันร้องเร้าให้แต่ละคนวิ่งให้เร็วขึ้นและสามัคคีกันนั่งพร้อมกันรอบๆธงวิศวะที่ถูกเสียบไว้ที่แท่นกลางลาน กระแสลมทะเลกำลังพัดผ่านธงนั้นให้ปลิวไสวแม้อยู่ในที่มืดก็สามารถมองเห็นได้

 

“ยี่สิบ!!!

 

“เฮ้!!!!” พวกเราร้องเฮกันเสียงดังเมื่อพบว่าเป็นอีกครั้งที่เราทำสำเร็จ แต่แล้วความดีใจที่แสดงออกมาก็เหือดหายไปเมื่อพี่จาวเดินออกมาจากห้องประชุมตรงเข้ามาในกลางวงและหยุดยืนอยู่ข้างธง

 

“พวกคุณหัวเราะอะไรครับ!!! สนุกมากรึไง!!! ไม่สำนึกผิดเลยรึไงครับ!!!”เสียงตวาดที่ดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าโกรธเกรี้ยวฉายอยู่บนใบหน้านั้นเหมือนคำสาปที่ทำให้พวกเราทั้งหมดแข็งทื่อไม่กล้าไหวติงอะไร

 

“ปี่หนึ่งหมอบ!!! หมอบไปให้หมดเลย!!!”คำสั่งหมอบดังขึ้นและครั้งนี้ทุกคนก็พร้อมที่จะทำแต่โดยดี ใบหน้าโกรธที่เห็นเมื่อครู่มันสั่นประสาทและทำให้สติของผมเกือบแตกออกมาเสียให้ได้

 

“หมอบ!!! ใครเงยหน้ามาได้เจอดีกับผมแน่ๆ อยากจะลองดูก็ได้นะครับ!”เสียงตวาดยังดังก้องไปทั่วบริเวณ ผมคนหนึ่งหละที่ไม่อยากจะลองดีกับพี่จาวเสียเท่าไหร่

 

ให้ตาย...

เอาให้กูร้องไห้โชว์เลยไหม?

ทำเท่าไหร่จะดีพอวะ!!

 

 

“ห้ามเงยหน้า!!! เงยทำไม!! จะลองดีใช่ไหม!!

 

เสียงตวาดทำเอาผมสะดุ้งโหยง อยากเห็นหน้าผู้โชคร้ายที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งแต่ใจก็ไม่กล้าพอที่จะเงยหน้ามอง

 

“หลับตา!!! ทุกคนหลังตาเดี๋ยวนี้!!! ใครลืมตาคุณถูกผมส่งกลับกรุงเทพแน่ๆ!

 

เหมือนร่างกายกลายเป็นหุ่นยนต์ ถูกสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามไปเสียทุกอย่าง สั่นให้หลับตาก็หลับ ไม่ติดว่าอยู่ในเหตุการณ์สะพรึงผมคงหลับไปทั้งๆท่านี้แหละ

 

แต่แล้วความหลอนก็บังเกิดพอๆกับความกลัวเมื่อจมูกสัมผัสได้กับกลิ่นหอมจางๆของควันธูป...เสียงดนตรีไทยจะดังขึ้นมาแบบใกล้มาก มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่มาจากการเปิดในเครื่องเสียง แต่หากเป็นดนตรีไทยที่ถูกเล่นขึ้นมาจริงๆ

 

“ปีหนึ่งเงยหน้าขึ้นพร้อมกับลืมตาได้ครับ!”เสียงคำสั่งพี่จาวดังขึ้นอีกครั้ง ผมเงยหน้าและลืมตากับคำสั่งที่ได้รับก่อนจะกระพริบตาปรับโฟกัสกับภาพตรงหน้าที่เห็นอาจารย์กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในวงที่พวกเราล้อมอยู่

 

ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มส่งมาให้ ทำให้สมองของผมพร่ามัวไปหมด เกิดอะไรขึ้น?

 

“ก่อนอื่นจะเริ่มพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผมอยากให้พวกเราทุกคนปรบมือให้กับน้องๆปีหนึ่งหน่อยครับ!”พี่จาวพูดใส่ไมค์สนามพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังอยู่ล้อมรอบเรา และพอหันกลับไปมองก็เห็นว่ารุ่นพี่ทุกชั้นปีกำลังยืนล้อมพวกเราเอาไว้

 

ความรู้สึกตกใจแกมดีใจเอ่อล้นไปหมดจนผมเองต้องสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยดาว ถึงจะพร่ามัวด้วยน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ก็ตาม

 

“ขี้แยจังเลยครับ”เสียงทุ้มเบาๆเอ่ยทักขึ้นมาท่ามกลางเสียงปรบมือทำให้ผมต้องหันไปมองตามเสียงและพบว่าพี่โมยืนอยู่ข้างหลังพร้อมกับทอดยิ้มให้

 

ขี้แยเชี่ยไรวะ?????

เดี๋ยวๆ คดีเก่ายังไม่เคลียร์ จะก่อคดีใหม่เพิ่มแล้วใช่ไหม?

 

ทำไม่สนใจแม่ม!

ผมหันกลับมามองภาพตรงหน้า พี่จาวทำสัญญาณมือให้ทุกคนเลิกปรบมือแล้วรอให้เสียงหยุดลงพร้อมกับเสียงดนตรีไทยด้วย ผมเหลือบมองไปข้างหน้าถึงบางอ๋อว่าพี่ๆเค้าลงทุนหิ้วเครื่องดนตรีมาเล่นสดให้

 

จะซึ้งดีไหมวะตอนนี้?

 

“พี่ขอพูดในตัวแทนของรุ่นพี่ของคณะวิศวกรรม ภาคคอมพิวเตอร์นะครับ จากเหตุการณ์วันนี้พี่หวังว่าจะให้แง่คิดกับพวกน้องๆหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด่านแรกที่พี่ให้เราทำสะพานคน ที่มันทำให้เราเห็นว่าหากเราสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน เชื่อมั่นกันและกัน งานทุกงานก็จะสามารถบรรลุไปได้ด้วยดี เหมือนกับเกียร์ในเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง หากเกียร์ใดเกียร์หนึ่งไป เครื่องจักรนั้นไม่ว่าจะแพงหลายสิบล้านเท่าไหร่ มันก็สามารถกลายเป็นเศษเหล็กได้” พี่จาวหยุดพูดแล้วส่งยิ้มให้

 

“และกิจกรรมนั้นก็พิสูจน์ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีค่า ไม่ว่าใครจะทำบทบาทหน้าที่ไหนก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้ว่าหน้าที่บางหน้าที่นั้นจะเป็นเพียงแค่เบื้องหลังก็ตาม แต่เบื้องหลังก็สร้างแรงผลักดันให้เราสามารถทำงานได้ ซึ่งวันนี้พวกคุณทำมันออกมาได้ดีเลยทีเดียว”

 

“ด่านที่สอง วันนี้พวกคุณได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าอนาคตพวกคุณจะมีหัวหน้ารุ่นที่ดี มีสติและสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ และเพราะพวกคุณมีความเชื่อใจกันมันเลยส่งผลทำให้งานนี้สำเร็จ เพราะฉะนั้นผมขอให้พวกเราปรบมือร่วมกันอีกครั้งให้ตัวเองที่เก่งมากที่ทำด่านนี้สำเร็จ พวกคุณเจ๋งมาก”พี่จางพูดจบก็ยกนิ้วโป้งให้พวกเราเหมือนเป็นคำชมเชย ขณะที่พวกเราเองก็ปรบมือเสียงดังไปทั่วบริเวณและหยุดลงเมื่อเห็นคำสั่งมือของพี่จาว

 

“สุดท้ายนี้เหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกพี่ทำไปมีเพียงแค่เจตนารมณ์ที่ดี คาดหวังให้เรามีความสามัคคี เป็นหนึ่งอันเดียวกัน ร่วมผลักดันให้ภาคของเรามุ่งไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะทำให้น้องๆรู้สึกแย่ พี่ตัวแทนภาคขอโทษน้องๆทุกคนด้วยนะครับ ต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของน้องๆที่จะต้องสานเจตนารมณ์ของเราต่อไป โดยมีพี่ๆทั้งหมดพร้อมจะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง และสุดท้ายนี้ขอต้อนรับน้องๆทุกคนเข้าสู่ภาคคอมพิวเตอร์ของเรา ต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวเดียวกัน”พี่จาวพูดจบเสียงปรบมือก็ดังกึกก้องพร้อมกับเสียงดนตรีไทยที่เริ่มบรรเลงขึ้นมา

 

ท่วงทำนองฮัมเพลงบายศรีสู่ขวัญดังขึ้นจากเสียงร้องของพี่ๆทุกอยู่ที่อยู่ด้านหลังตอนนี้ น่าแปลกที่ทั้งๆสถานที่ก็ธรรมดา เสียงคลื่นและลมรอบข้างก็ดังคลอไปกับเสียงดนตรี มันช่างลงตัวไปหมดจนทำให้บรรยากาศดูขลัง

 

ผมเขยิบตัวไปข้างหน้าเพื่อต่อแถวให้อาจารย์ประจำภาคทำการผูกสายสิญจน์รับขวัญ พร้อมกับความรู้สึกที่ตื้นตันอยู่ภายในใจ

 

ผมไม่รู้ว่าต่อจากนี้ผมจะทำได้ดีในฐานะของหนึ่งในวิศวกรรมศาสตร์ได้ดีแค่ไหน แต่ที่แน่ๆวันนี้ผมเองก็ได้ตั้งปณิธานในใจว่าผมจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดให้สมกับความภาคภูมิใจที่พี่ๆวางใจมอบให้

 

แม้ว่าพวกเราจะผ่านเรื่องราวที่เรียกได้ว่าเลวร้ายและยากเข็นก็ตาม และมีหลายๆคนที่ยังไม่เข้าใจว่าระบบโซตัสที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ดำรงไว้นั้นมีดีแบบไหน

 

แต่หากที่นี่สอนผมให้รู้ว่าในคนหมู่มากเราต้องทำอย่างไร กฎระเบียบข้อบังคับสำคัญแค่ไหนในการอยู่ร่วมกัน ระบบประเพณีที่สืบต่อกันมาแบบนี้หากมันไม่ดีจริงคงไม่ดำเนินต่อมาเป็นหลายๆรุ่น

 

และหากมันถูกนำมาใช้ในทางที่ดี ผลออกมามันต้องดี และตรงกันข้ามหากเราเอาไปใช้ในด้านลบ ผลมันก็ลบตามเหมือนกับที่หลายๆกลุ่มเอาไปใช้แบบผิดๆ

 

แต่ที่นี่พิสูจน์แล้ว ผมเองพิสูจน์แล้ว...

 

 

 

 

“คุณพิชญ์พลใช่ไหม?”อาจารย์มิคเอ่ยถามชื่อขึ้นพร้อมรอยยิ้มหลังจากที่ผมคลานเข้าไปหาอาจารย์เมื่อถึงคิว

 

“ครับ?”

 

“ผมได้ยินเรื่องคุณมาเยอะเลย ทีเอผมเค้าชมคุณไม่หยุดปาก”อาจารย์มิคยังคงพูดต่อขณะที่มือหยิบสายสิญจน์ออกมาจากพวงแล้ววางลงบนข้อมือ

 

“ผมขอให้คุณประสบความสำเร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ สามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้จากภาคเราไปประกอบสัมมาอาชีพและมีจรรยาบรรณที่ดีในการทำงาน และผมขอให้คุณประสบความสำเร็จกับเส้นที่คุณเลือกนะครับ”อาจารย์มิคให้พรพร้อมกับถูสายสิญจน์กับข้อมือผมไปมาพอจบพรก็ผูกเป็นปมให้แล้ววาดรอยยิ้มกว้างๆให้อีกครั้ง

 

แต่หากผมยังมีเรื่องที่ค้างคาในใจ...

 

“อาจารย์มิคครับ”

 

“ครับ?”

 

“ทีเออาจารย์คือใครหรอครับ?”ผมถามขึ้นพร้อมกับพยายามหาว่ามีรุ่นพี่คนไหนเหมาะสมจะเป็นทีเอได้บ้าง

 

พี่ต้นหรอวะ?

 

“คุณนี่น้า”อาจารย์มิคยิ้มเจ้าเล่ห์มองผมพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณไม่รู้จักเฮดว้ากที่พ่วงตำแหน่งประธานปกครองของวิศวะนี่ก็แปลกเกินไปนะครับ”

 

เฮดว้าก?

ประธานปกครองวิศวะ?

 

 

เดี๋ยวนะ??????

ผมถอยออกมาพร้อมกับสมองที่ประมวลผลราวกับเป็นซีพียูแรมต่ำ สายตาก็ดันไปสบกับสายตาของคนร่างสูงที่ยืนกอดอกมองมาจากด้านหลัง

 

หื้ม????????

พี่โม = เฮดว้าก = ประธานปกครองวิศวะ

 

หรือว่า........

 

 

 

ไอ้สาสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส!!!

พี่โมมึงเม้าท์อะไรกู๊วววววววววว!!! ตอบ!!!!!

 

 

 

TBC










มุมอธิบาย: TA มาจาก Teacher Assistant หรือแปลว่าผู้ช่วยอาจารย์นั่นเอง ส่วนใหญ่คัดเลือกมาจากคนที่มีผลการเรียนดีเด่นอาจารย์เห็นแววเลยเรียกมาช่วยสอน ตามนั้น!





 

 

 Talk: โง้ยยยยยยย ตอนนี้บ้าไปแล้วววววว ยาวเหยียดแบบที่ตอนแรกคิดว่าจะเอาให้จบในตอน อู้ววววว จบไม่ได้จ้ะ เพราะที่มาลงนี่ปาไป 40 หน้าเอสี่ 11,964 ตัวอักษร ถ้าจับยัดนี่หน้านี้แตกแน่ๆ ยาวเกินไปเลยขอตัดฉับอีกครึ้งหลังเป็นตอน 24.5 หละกันนะ (ยังพยายามจะจบที่เลข 25 อยู่) #หัวเราะเลขห้ายาวๆ โอเคหวังว่าตอนนี้จะสร้างความบันเทิงให้ทุกคนไม่น้อย :)) #ยิ้มแบบมิสยูนิเวิร์ส


รู้ใช่ม๊าว่าเราต้องการอัลไล????

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ..... อย่าลืมเม้นให้กำลังใจเลาน้า แล้วจะทำตัวน่ารักๆกลับมาต่อ 24.5 ไวไว ฮิฮิ




ปล. สำหรับคนที่จองนิยายเลา(และตั้งใจกำลังจะจอง) เนื่องจากตอนนี้ยอดจองเกิน 30 เล่ม ซึ่งตั้งใจไว้แต่แรกว่าถ้ายอดเกิน 30 เราละทำพวงกุญแจเกียร์เเจก =.,= ดังนั้นของแถมเพิ่มมาอีกอย่างเป็นพวกกุญแจเกียร์กิ๊บกิ้วทำเองโดยเลาอีกอันนะ :)) ซึ่งต้องขอบคุณผู้สนับสนุนหลักที่สั่งจองยอดเกิน 30 มั่กมาก (เกียร์อยู่ที่ใคร ใจเจ้าของเกียร์อยู่ที่คนนั้น ดังนั้นซอฟ๊อให้เกียร์ใครใจซอฟ๊อก็อยู่ที่คนนั้นนะเอ๊อะะะ #ฮิ้วววววว #เสี่ยวประจำวัน)

ตัวอย่างเกียร์ที่จะแจก (โปรดอย่าคาดหวังความสวยงาม แต่ความตั้งใจทำเต็มร้อยคะแนนเลยนะเออ ปักเอง เย็บเอง ทำเองนะเอ๊อะ!)




เอาหละถ้าใครไม่อยากพลาดอย่าลืมจองนิยายนะจ้ะ


รักนะจย๊ะ

a solphase




แปะรูปพี่อั้นเหมือนเดิม #พี่อั้นของซอฟ๊อ #โดนตบ

 

 




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,209 ความคิดเห็น

  1. #3204 Beom_0601 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 09:55
    เขียนดีมากค่ะ เข้าใจที่พยายามจะสื่อแต่ ก็ยังติดอยู่ในใจว่าคือต้องโดนด่าก่อนถึงจะสามัคคีกันได้ หรือไง คนร้อยคนไม่ได่เข้าใจทั้งร้อยหรอก อย่างที่จาวว่าบางคนก็คิดได้ แต่บางคนก็แบบ บอกกันดีดีไม่ได้เหรอ แต่ก็ทำไปงั้นเพราะเพื่อนทำ ก็ทำให้มันจบ ๆ บางทีการเล่นกับความรู้สึกมากเกินไปก็เป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน
    #3,204
    0
  2. #3099 Gulrat1122 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 22:11
    อาจาร์ยแสบอ้ะ55555
    #3,099
    0
  3. #3098 Gulrat1122 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 22:11
    อาจาร์ยแสบอ้ะ55555
    #3,098
    0
  4. #3088 chompu_y (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 22:54
    น้ำตาซึมเลยเหอะ สื่อออกมาได้ดีอ่ะ
    #3,088
    0
  5. #3047 saipannuttamon2 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 21:18
    ชอบมากกก มันทำมห้เราได้เรียนรุ้ในหลายๆเรื่อง
    #3,047
    0
  6. #2975 น้ำแข็งไสเย๊นเยน (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 กันยายน 2560 / 12:31
    ตอนนี้ทำเอาน้ำตาร่วง โคตรขลังอ่ะ กลับไปเรียนใหม่ดีมั้ย55555
    #2,975
    0
  7. #2624 KiHaE*129 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 กันยายน 2558 / 01:46
    ตกลงพี่โมงอนหรือแค่แกล้งทำนิ
    #2,624
    0
  8. วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 22:56
    โอ้ยยยยยยยย ถึงจะรู้ว่าพี่ๆหลอกก็เหอะแต่ก็ใจหายตามเหมือนกันนะ ฮอลลลลลลลลล
    #2,446
    0
  9. วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 22:55
    โอ้ยยยยยยยย ถึงจะรู้ว่าพี่ๆหลอกก็เหอะแต่ก็ใจหายตามเหมือนกันนะ ฮอลลลลลลลลล
    #2,445
    0
  10. #2211 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 15:49
    ซึ้งเลย น้องพีชใช้ได้นะเนี่ย
    #2,211
    0
  11. #2036 ony.pp (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:16
    แหม่พี่โมมีเล่าให้อาจารย์ฟังด้วยยยยย เขินนนนนนนนน
    #2,036
    0
  12. #1602 shshshx (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 22:00
    ตอนนี้ดราม่าอ่าาา 
    พี่โมงอลไรอีกอ่าาาา งอลแล้วก็ชอบมาดีด้วยน้องงอลต่อเลยสม
    #1,602
    0
  13. #1496 merit (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 13:13
    อ๊ายยยยยยย พี่โมมมมมมมมม
    #1,496
    0
  14. #1465 jaja (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2557 / 08:21
    บรรยายซะเห็นภาพ น้ำตาคลอเลยอะ ซึ้ง(กระซิกๆ)

    สุดยอดมากๆเลยคร้าาาาาา...ขอบอก
    #1,465
    0
  15. #1460 KimHeeBum (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 16:38
    ตอนนี้แอบซึ้ง
    #1,460
    0
  16. #1368 cHAchar (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 17:53
    โอ๊ยยยยยย จะบ้าตายกับคุณพงศ์กร ..อารมณ์เปลี่ยนไวมาก
    รีดงงมาก และเขินมากฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    #1,368
    0
  17. #1263 >_<...LoOk OnLy At Me...>_< (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 00:35
    แก้ๆๆคะ ประโยคที่พีทคิด ><
    #1,263
    0
  18. #1262 >_<...LoOk OnLy At Me...>_< (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 00:34
    พี่โมแสบนักแลล เราเค้าขออนุญาติยืมประโยคที่โมพูดหน่อยนะคะ >< ชอบมากอ่ะ จะเอาไปสอนน้อง 55555 เดียวใส่เครดิตเป็นชื่อเรื่องให้นะคะ ชอบมากๆๆไๆ
    #1,262
    0
  19. #1261 IB202 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 22:37
    โอ๊ยยยยย หัวใจจะวายตาย แกล้งจริงๆด้วยสินะ โล่งไปปป 5555555 รอมาอัพต่อน้าสา
    #1,261
    0
  20. #1258 onuma781998 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 01:09
    อ่าาา มันแบบสุดๆอ้ะชอบมากเลยย 
    #1,258
    1
    • #1258-1 Mrs Mureen (จากตอนที่ 26)
      5 ธันวาคม 2558 / 11:16
      คุณสนใจในการได้รับเงินกู้ X-Mas ถ้าใช่กรอกแบบฟอร์มใบสมัครนี้ชื่อเต็ม .........

      เพศ ............

      ประเทศ ..........

      จำนวนเงินกู้ .........

      ระยะเวลา ......r />
      รายได้ต่อเดือน: .....

      หมายเลขโทรศัพท์:.............

      ขอบคุณ

      นาย s Mureen

      อีเมล์: kelvinmureen@googlemail.com
      #1258-1
  21. #1255 Twins_LuvSuJu (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 22:52
    พี่โมมมม แกแกล้งพีชจริงๆด้วย!!
    #1,255
    0
  22. #1254 TawPP (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 21:40
    มีกี่ตอนง่ะไม่อยากให้เรื่องนี้จบเร็ว ตัวเองเขียนตอนพิเศษมาเยอะๆน้าา555
    #1,254
    0
  23. #1252 โนว เนม : ] (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 20:15
    ซึ้งอะ เข้าใจอารมณ์เลย แบบเพิ่งรับน้องมา ฮืออออ
    #1,252
    0
  24. #1250 ลุง' ชา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 19:55
    อร๊ายยยหลายอารมจิ๊งง ><
    #1,250
    0
  25. #1244 Amking (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 18:07
    เรา : พี่โมแอบเมาท์อะไรให้อาจารย์ฟังอ่ะ
    พี่โม : แค่บอกว่าคนนี้(พีช)คือว่าที่ภรรยาในอนาคต
    เรา : อ๋อ >///<
    พีช : เฮ้ย!!! บ้าแล้วววววว

    ปล.มโนล้วนๆ 555
    #1,244
    0