Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 6 : [ Day 2 ] 06-04 • Jungfraujoch ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 419
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ม.ค. 56


 

Day 2

06-04-xx

,, Jungfraujoch ,,

 



 

พวกเขานั่งอยู่บนรถไฟกว่า 40 นาที ค่อยไปถึงสถานีหลักสุดท้ายที่ชื่อว่า Kleine Scheidegg แล้วค่อยต่อไปถึงสถานี Eigergletscher เพื่อทะลุเข้าอุโมงค์ไปจนถึงยอดเขา กินเวลาสั้นๆ แค่ไม่เกิน 10 นาที

รถไฟค่อยๆ ชะลอตัวลงช้าๆ และวินเซนต์ยังไม่ยอมมองหน้าแอนโธนี่


 

Jungfraujoch

Top of Europe

 

 

นั่นคือสิ่งแรกที่พวกเขามองเห็น ป้ายแบบง่ายๆ เขียนสั้นๆ หากได้ใจความ ตัวสถานียังตัดอยู่ในตัวภูเขา ดูเหมือนถ้ำที่มีอากาศเย็นจัด เย็นเสียจนต้องคว้าเสื้อโค้ทออกมาสวมทับอีกตัวอย่างช่วยไม่ได้

พอขึ้นลิฟต์ตามคนอื่นๆ ไป อย่างที่สองที่ดึงความสนใจของพวกเขาไปได้คือป้ายสีน้ำเงินทรงโค้ง กำกับชื่อ Ice Palace ไว้สี่ภาษา เป็นทางบันไดทอดลงไป เห็นสีขาวอมฟ้าสะท้อนอยู่ลิบๆ ที่ทางเดินปลายสุด แอนโธนี่ลอบยิ้มกับแววที่พราวขึ้นมาในดวงตาสีคาราเมลคู่นั้น หยิบไกด์บุ๊กเล่มเล็กที่พกมาพลิกเปิด เอ่ยลอยๆ

“ถ้ำแกะสลักน้ำแข็ง ยาวที่สุดในยุโรป” ยิ้มให้ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมสบตา “จะออกไปข้างนอกก่อนหรือลงไปดูก่อนดี”

 

ไม่รู้ทำไม วินเซนต์หน้าร้อน, กระชับเสื้อขนสัตว์ตัวหนาเข้าแล้วเดินลงบันไดไป

 

มันคือถ้ำน้ำแข็งตั้งแต่เพดานจรดพื้น แค่วางเท้าเหยียบลงไปก็เกือบไถล ดีที่มีราวโลหะติดไว้ให้ตลอดทางเดิน วินเซนต์ก้าวแล้วเกือบลื่นไปสองหรือสามครั้ง แต่โชคดีที่ยังทรงตัวอยู่

เสียงอุทานดังมาจากด้านหลัง เขาหันขวับ รั้งแขนอีกฝ่ายเอาไว้เสียก่อนที่จะล้ม

“Hey, watch out!”

“Sorry.”

แอนโธนี่ยิ้มให้ราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น วินเซนต์แยกเขี้ยววับ มองกล้อง D-SLR สีดำตัวใหญ่ในมือทั้งคู่นั่นแล้วก็ได้แต่มุ่นคิ้ว ดึงตัวเพื่อนร่วมทางให้ยืนชิดริมทางเดินพลางพยักเพยิดให้คนด้านหลังเดินเลี่ยงนำไปก่อน

It’s slippery here, if you haven’t noticed.”

หนุ่มเอเชียยิ้มรับคำดุ

“ขอโทษที มัวแต่เช็กกล้องน่ะ”

“ก็บอกว่าอย่าถ่าย”

“ฉันไม่ได้จะถ่ายนายนี่”

วินเซนต์แยกเขี้ยวอีกรอบ อ้าปากเหมือนจะบ่นอะไรสักอย่างออกมา แต่อีกฝ่ายก็ชิงดันหลังเป็นเชิงให้เดินเสียก่อนพร้อมกับรอยยิ้มขัดหน้าทัพ

 

“C’mon, don’t be so serious.”

 

ทางเดินกว้างขึ้น และแอนโธนี่ก็ไม่ได้ลื่นไถลอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียวจนเขาชักสงสัยแล้วว่าเหตุการณ์เมื่อครู่จงใจแกล้งหรือเปล่า (เขาเสียอีกที่ลื่นแทน) เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขายอมสบตาพูดคุยอีกรอบหลังจากที่เงียบหายไปนานหลังโดนแอบถ่ายรูปบนรถไฟ

มันเหมือนพิพิธภัณฑ์น้ำแข็ง รูปสลักตั้งเรียงรายสะท้อนแสงสีอมฟ้า รูปคนบ้าง สัตว์บ้าง ทั้งที่อยู่ตามอากาศหนาวเย็นอย่างขั้วโลกไปจนถึงตัวการ์ตูน

อินทรีทะยานปีก หมีขั้วโลกทั้งครอบครัว แมวน้ำ เอสกิโม -- ทุกอย่างล้วนสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยน้ำแข็ง
 










 

แอนโธนี่ลดกล้องลงอีกที วินเซนต์ก็เดินไปจนเกือบถึงสุดทางแล้ว

 

พวกเขาเดินต่อจาก Ice Palace ไปถึง Ice Gateway ทางเชื่อมต่อไปยัง Plateau -- จุดชมวิวอีกจุดที่เปิดกว้างออกไปยังบริเวณที่ราบริมเขา พอประตูที่ขวางกั้นเปิดออก ลมหนาวยะเยือกก็พัดเข้ามาจนแต่ละคนแทบสะดุ้ง

เนินหิมะเวิ้งว้างสีขาวสะอาดตา กว้างพอสำหรับนักท่องเที่ยวให้เดินออกมาสัมผัสท้องฟ้า

ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์สูงเลยหัวดูจะเป็นจุดยอดฮิตสำหรับแต่ละคน แอนโธนี่เขี่ยรองเท้าเข้ากับพื้นหิมะ  หายใจออกทีหนึ่งก็เป็นไอขาวลอยตัวขึ้นไป เขาไม่เคยเข้าใกล้ความเย็นขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันไม่เคยปรากฏบนแผ่นดินที่เขาเกิดและโตขึ้นมา

กล้องคู่กายลดลง ภาพที่กล้องจับได้จะเป็นอย่างไร... มันคงไม่สวยเท่ากับที่ตาเห็น

 

สิ่งที่เก็บไว้บนฟิล์มคือสีขาว แต่สิ่งที่กักไว้ในดวงตาคือความทรงจำ

 

“วินเซนต์ นายเคย---”

หันไปจะอ้าปากถาม แต่กลายเป็นว่าเพื่อนร่วมทางหายตัวไปเสียอย่างนั้น แอนโธนี่กะพริบตาปริบๆ มองซ้ายมองขวา ไม่เห็นวี่แววของหนุ่มลูกครึ่งร่างสูงที่มาด้วยกันเลยแม้แต่น้อย

เดินย้อนกลับเข้าไปในตัวอาคาร ใครคนหนึ่งกำลังนั่งชันเข่าอยู่ริมผนัง ตัวสั่นระริก

 

“วินเซนต์!

 

เจ้าของชื่อเหลือบตาขึ้นมอง ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าตอนที่ขึ้นรถไฟมาด้วยกันเสียอีก แววระโหยล้าลามไปทั้งตัว แอนโธนี่คว้าแขนให้ลุกขึ้น ลากไปนั่งริมทางเดินกว้างๆ ห่างออกไปอีก ไม่ให้ขวางทางเข้าออกที่แทบจะโดนลมพัดตลอดเวลา

วินเซนต์ถูมือเข้าด้วยกันแล้วอังกับปากตัวเอง ลมหายใจค่อนข้างสั่นราวกับไข้จับ แอนโธนี่เห็นแล้วก็ได้แต่เกาท้ายทอยตัวเองเบาๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมไปปัดผมหน้าม้าสีน้ำตาลเข้มที่ระอยู่ให้พ้นออกแล้วก้มลงแตะหน้าผากเข้าหา -- มือเขาเย็นเกินกว่าจะวัดอุณหภูมิให้ได้ในตอนนี้

 

“ไม่มีไข้นะ... รู้สึกเป็นไงบ้าง”

“เวียนหัว...” เสียงงึมงำฟังแทบไม่ได้ศัพท์ “เหมือนไมเกรนขึ้นอีกรอบ”

“เมื่อกี้นายเดินเร็วไปมั้ง อากาศบนนี้มันบาง ใน Ice Palace เมื่อกี้ก็ออกซิเจนน้อยด้วย” แอนโธนี่ตบบ่าที่ลู่ลงเบาๆ “นั่งพักอยู่ตรงนี้แหละ เอาน้ำหน่อยมั้ย”

ชายหนุ่มรับขวดน้ำมาดื่มเงียบๆ แล้วพิงตัวเข้ากับผนัง หลับตานิ่ง

“ฉันนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ นายออกไปดูข้างนอกเถอะ”

“หือ แบบนั้นไม่ดีมั้ง”



 

“Please…”

 

 

น้ำเสียงแหบพร่า สั่นเครืออย่างที่คนใจแข็งที่สุดในโลกก็ต้องยอมอ่อนยวบลงให้ เป็นคำขอร้องง่ายๆ แต่อิทธิพลสูงทีเดียว แอนโธนี่เผลอกลืนน้ำลาย -- ไม่คิดเลยว่าไอ้หนุ่มหน้านิ่งลูกครึ่งอังกฤษคนนี้จะเว้าวอนได้น่าสงสารขนาดนั้น จะทิ้งก็ทิ้งไม่ลง แต่ถ้าไม่ทำตามคำขอก็รู้สึกผิดจี๊ดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หนุ่มชาวเอเชียหยุดคิดไปนาน ก่อนจะจบด้วยการถอนหายใจยาวแล้วตบบ่าเพื่อนใหม่เบาๆ อีกครั้ง

“งั้นเดี๋ยวฉันกลับมานะ”

 

วินเซนต์ไม่ได้สนอะไรเมื่ออีกฝ่ายลับหายไปจากสายตา เขาปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง อากาศในตัวอาคารถือว่าอบอุ่นสำหรับความเย็นด้านนอก พอพ้นจากตำแหน่งที่โดนลมพัดใส่มากๆ เข้าก็ค่อยรู้สึกดีขึ้นตามลำดับ หัวที่หมุนไปเหมือนโลกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เริ่มคงที่ น้ำที่แอนโธนี่ทิ้งไว้ให้ช่วยได้มากทีเดียว

ชายหนุ่มฝืนตัวลุกขึ้นยืน พื้นไม่โคลงเคลงมากนัก ตอนที่ก้าวออกไปเหยียบหิมะก้าวแรกเมื่อกี้นี้เล่นเอาเกือบล้มทั้งยืน ทั้งลม ทั้งความเย็น แถมยังมีอากาศอันเบาบางเหลือจะกล่าวกับไมเกรนช่วยซ้ำเติมเสียอีก เขาไม่เป็นลมลงไปตรงนั้นก็ถือว่าดีเท่าไรแล้ว

และดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนเดียวที่เจอกับปัญหานี้

กวาดตามองไป คนส่วนใหญ่เดินกันช้าๆ เห็นนักท่องเที่ยวสองสามคนกำลังนั่งพักหน้าตาซีดเซียว ทั้งที่หนึ่งในนั้นก็เป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่พอๆ กับเขา -- การขาดออกซิเจนรุนแรงพอที่จะทำร้ายทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก

 

ไม่นานนัก แอนโธนี่ก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มเหมือนจะให้กำลังใจ

“ดีขึ้นไหม”

“ฮื่อ คิดว่า” เขาพึมพำเบาๆ เหลือบมองไปทางประตูอย่างเสียดาย “ข้างนอกสวยไหม”

คนถูกถามไม่ตอบ เพียงแค่เปิดภาพในกล้องให้ดู
 





 

มันสวยไม่เท่าตาเห็น, แต่ไม่เป็นไร

แอนโธนี่คิดว่ามันคุ้ม

 

 

“ตอนแรกฉันว่าจะไม่ถ่ายมาแล้วนะ” เขาหัวเราะ “แต่ก็น่าจะยังดีกว่านายไม่เห็นอะไรเลย”

“ไม่เป็นไร ยังเหลือจุดชมวิวอีกจุด”

“หือ... แต่นั่นคือขึ้นไปบนยอดสุดเลยนะ” สีหน้าเป็นกังวล “นายไหว?”

วินเซนต์ยักไหล่ทีหนึ่ง

 

We are on top of Europe, right?”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

จุดชมวิวที่ว่าชื่อ Sphinx

แอนโธนี่ยืนกรานหนักแน่นว่าเขาจะต้องกินมื้อเที่ยงก่อนจะขึ้นไปบนนั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่ว่ายิ่งท้องว่างก็ยิ่งหน้ามืดง่าย ร้านอาหารอยู่บริเวณโล่งกว้างใกล้กับสถานี ตั้งเคียงกันมาด้วยร้านขายของที่ระลึก ป้ายวัดอุณหภูมิอันใหญ่เด่นเป็นสง่าบอกเลขติดลบ 5.4 องศาเซลเซียส

อาหารเที่ยงกินกันเร็วๆ ง่ายๆ แบบบริการตนเอง ก่อนจะเดินเลยไปยัง Sphinx Lift เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวที่สูงที่สุดในบริเวณนี้ เป็นอาคารตั้งแยกขึ้นไป ประกอบด้วยกระจกรอบด้านให้มองเลยออกไปได้ และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็หนีไม่พ้นตัวอักษรตัวใหญ่บนพื้นสีฟ้าเข้ม ระบุเลข 3571 m  และ 11,782 ft เอาไว้ให้รับรู้โดยทั่วกันถึงระยะทางที่พ้นน้ำทะเลขึ้นมา
 




 

สูง... สูงจนหนาวไปหมด

แต่อะไรบางอย่างทำให้ลืมความหนาวไปได้

 

แอนโธนี่เหลือบมองวินเซนต์ทีหนึ่ง แม้จะได้นั่งพักระหว่างทานอาหารมาแล้วแต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ หนุ่มลูกครึ่งดูจะเจ็บใจไม่น้อยที่ร่างกายไม่แข็งแรง เลยแสดงออกด้วยการนิ่งเฉยเสียทั้งๆ ที่หน้ายังไร้สีเลือด

อืม, ปากแข็ง.

คนมองสรุปเพียงแค่นั้น ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากยิ้มน้อยๆ กับตัวเอง

 

ระเบียงใหญ่สำหรับชมวิวกว้างขวาง พื้นโลหะตีตารางโดนหิมะจับไปพอสมควร อากาศข้างนอกเย็นจัด แต่วินเซนต์เก็บอาการวิงเวียนกลับไปได้อย่างไร้ที่ติ เพราะเจ้าตัวสามารถเดินลิ่วๆ ตามเขามาได้ราวกับไม่เคยหน้ามืดมาก่อน

เห็นนัยน์ตาวาววับสดใสบนใบหน้าซีดๆ นิ่งๆ นั่นแล้วก็ได้แต่นึกเอ็นดูอย่างประหลาด

ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าแผนภาพสีขาว เขียนรูปเทือกเขาตรงหน้าพร้อมชื่อกำกับไว้อย่างละเอียด ก่อนจะยกกล้องขึ้นเก็บภาพท้องฟ้าสีฟ้าจัด เห็นปุยเมฆขาวลิบๆ กับเทือกเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมไปด้วยหิมะเอาไว้

 

แอนโธนี่อดไม่ได้ เขาหยิบกล้องขึ้นมา

กดชัตเตอร์หนึ่งแช็ก

 

คราวนี้ไม่มีเสียงโวยวาย, วินเซนต์เหมือนจะหลงอยู่ในมนตร์เสน่ห์ของเทือกเขาแอลป์ไปแล้ว.

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

ขบวนรถไฟขากลับแน่นเอี้ยดไปด้วยผู้คน

พวกเขาหาที่นั่งไม่ได้ เลยยึดพื้นที่ช่วงรอยต่อของแต่ละโบกี้เป็นที่พักพิง ยังดีที่คนไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้นจนขยับตัวไม่ได้ ซ้ำยังเหลือที่มากพอให้เหล่าคนที่ ล้น ออกมานั่งอยู่บนพื้นได้ตลอดขากลับ

วินเซนต์นั่งพิงผนัง สีหน้าไม่สู้ดีเท่าไร

 

สงสัยจะไม่ถูกกับความแออัด

 

แอนโธนี่สรุปกับตัวเองอีกครั้ง มองชายหนุ่มลูกครึ่งที่นั่งกอดกระเป๋าเป้ หลับตานิ่งอยู่อย่างนั้นแล้วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู มือก็หยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพเอาไว้อีกหน

แล้วฉับพลันนั้นเองที่วินเซนต์เงยหน้าขึ้นมอง

“ไม่นั่งหรือ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเมื่อยก็นั่งเอง” แอนโธนี่รีบลดกล้องลงแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ กลบเกลื่อนท่าที... โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตว่าเขาทำอะไร ไม่งั้นคงได้โวยกันอีกยกแน่ๆ

นัยน์ตาสบเข้า แอนโธนี่เพิ่งรู้สึกตอนนั้นเองว่าเพื่อนร่วมทางของเขาตาสวยไม่ใช่น้อย

 

“ถึงแล้วปลุกฉันด้วยนะ”

 

คือคำพูดสุดท้ายของวินเซนต์ ก่อนที่คนประกาศจะก้มหน้าซุกลงกับเข่าแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น

แอนโธนี่อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

โรงแรมที่แอนโธนี่จองไว้ไม่ใช่โรงแรมใหญ่ ค่อนข้างพื้นบ้านและกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ห้องพักอยู่ที่ชั้นบนสุดและเหมือนจะเป็นห้องใต้หลังคาอีกแล้ว เพดานต่ำเสียยิ่งกว่าคราวก่อนด้วยซ้ำไป

วินเซนต์ก็บ่นเหมือนกันว่าหัวชน แต่คนจองห้องกลับเพียงแค่ยิ้มขันๆ รับคำต่อว่า

 

พวกเขาทานอาหารเย็นกันที่นั่น

สปาเก็ตตี้คาโบนาร่ากลิ่นหอมฉุย โปะแฮมและชีสหนาๆ ในกะทะร้อนๆ พอจะทำให้อาการมึนๆ หายไปได้พอสมควร ส่วนแอนโธนี่ดูจะพอใจกับสเต็กเนื้อชุ่มๆ เพราะเห็นกินมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอถามก็ได้รับเสียงหัวเราะกลับคืนมาเหมือนเคยพร้อมคำบอก

“อยู่บ้านไม่มีให้กินน่ะ ก็กินจนกว่าจะเอียนนั่นแหละ”

วินเซนต์เลิกคิ้ว

“แล้วปกตินายกินอะไร”

“ก็พวกข้าว บะหมี่... อาหารเอเชียทั้งหลายนั่นแหละ” คำตอบสรุปย่อ “ว่าไป นายกินน้อยนะ”

ส้อมที่กำลังม้วนเส้นสปาเก็ตตี้อยู่ชะงักกึก

“Really?”

“เพื่อนฉันที่เป็นคนอังกฤษ ปกติแค่นั้นไม่อิ่มนะ” แอนโธนี่หัวเราะเบาๆ เหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ “จริงๆ ต้องมีออร์เดิร์ฟ ไม่ก็เมนคอร์สอีกจาน แล้วก็ของหวานอีกอย่าง”

“นายพูดเหมือนแม่ฉันเลย” วินเซนต์ว่าพลางยกมือขึ้นลูบผมที่ปกท้ายทอยตัวเองเบาๆ ไม่สบตา คนมองเลิกคิ้วนิดหนึ่ง เหมือนเห็นรอยแต้มแดงๆ จางๆ บนผิวแก้มนั่น แต่เขาอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้

นัยน์ตาเหลือบมองข้อแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมา

แล้วก่อนจะทันได้คิด แอนโธนี่ก็เผลอเอื้อมมือไปจับเอาไว้

 

บาง...

ถือว่าเป็นข้อมือที่บางมากสำหรับคนโครงใหญ่และตัวสูงอย่างวินเซนต์

 

Is… Is there anything wrong?”

“อ๊ะ เปล่า” คนถูกถามเลื่อนมือออกช้าๆ ทั้งรอยยิ้ม “นายผอมเป็นบ้าเลย”

แต่ปิดไว้ด้วยเสื้อตัวใหญ่หนาที่ค่อนข้างหลวม... มิน่าล่ะถึงไม่เคยสังเกตเลยว่าอีกฝ่ายผอมกว่าเขามากทั้งๆ ที่สูงกว่ากันเป็นคืบ คนฟังก็แยกเขี้ยววับกับคำกล่าวหาแล้วก้มหน้าก้มตากินต่อไม่พูดไม่จา -- เห็นแล้วก็ไม่รู้จะขำหรือจะอะไรดี บางครั้งวินเซนต์ก็เหมือนเด็กมากในสายตาเขา แล้วนี่อะไร... เด็กที่งอแงไม่ยอมกินข้าวงั้นหรือ?

เขาหันกลับไปสั่งของหวานก่อนที่จะเผลอหลุดขำออกมา

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้นายจะเอายังไง”

วินเซนต์กะพริบตาทีหนึ่งกับคำถามไม่มีที่มาที่ไปนั่น

“อ้าว ไม่ได้ไปไหนหรือ”

“กะจะพักอยู่แถวนี้อีกคืนน่ะ ถ้าไม่ขับรถเล่นคงขึ้น Jungfrau อีกรอบมั้ง” หนุ่มเอเชียเอ่ยยิ้มๆ พลางยกมือขึ้นเท้าคาง “Just only one day is not enough for me.”

วินเซนต์หยุดคิดไปนิดหนึ่ง เปรย

I think I saw a ski rental at Kleine Scheidegg.”

“หืม” แอนโธนี่ตาวาวขึ้น “You wanna ski?”

“If you’re going up again tomorrow, I’ll be waiting there.” วินเซนต์ว่าพลางเสยผมที่ปรกตาอยู่ออก “What about you?  Driving?”

“Nah.  Don’t worry, I’ll be with you.” แอนโธนี่โบกไม้โบกมือ นัยน์ตาเป็นประกายพราวขึ้นมาจนคนมองเผลอคิดไม่ได้ว่ามันเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว “แต่นายต้องสอนฉันนะ ฉันไม่เคยเล่นสกี”

คนสัญชาติอังกฤษชะงัก... จริงสินะ แอนโธนี่ไม่เคยเห็นหิมะด้วยซ้ำไป

 

แล้วตอนนั้นเองที่บริกรนำของหวานมาเสิร์ฟ คำพูดที่จะตอบเลยเผลอถูกกลืนหายไปจากห้วงความคิด วินเซนต์กลืนน้ำลายเอื๊อก มองเค้กช็อกโกแลตเนื้อหนาสีน้ำตาลเข้ม ฉ่ำไปด้วยครีมสีขาวข้นที่ปาดหน้ากับไส้กลางที่ผสมอัลมอนด์สีอ่อน เคียงมากับไอศกรีมวานิลลาลูกโต และซอสช็อกโกแลตเข้มข้นที่ราดตกแต่งอย่างง่ายๆ

ง่าย -- ใช่ -- แล้วก็เรียกน้ำลายได้ง่ายเช่นกันเสียด้วย

แอนโธนี่เกือบหลุดขำพรืด... ใบหน้าคมคายนั่นดูนิ่งๆ ก็จริง แต่นัยน์ตาสีน้ำตาลคาราเมลคู่นั้นมันเปล่งประกายวับ พราวระริกพอๆ กับเด็กตัวเล็กๆ แต่จะหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มก็ไม่กล้าเพราะไม่ใช่ของตัวเอง ส่วนอีกวูบหนึ่งคือแววเสียดายที่ปากแข็งว่าอิ่มแล้ว ไม่ยอมสั่งมาพร้อมๆ กัน... เจ้าตัวไม่ต้องบอกหรอก แอนโธนี่คิดว่าเขาอ่านสายตานั่นออกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ชายหนุ่มลุกขึ้นไปหยิบช้อนส้อมจากโต๊ะว่างๆ ด้านข้างมายื่นให้

วินเซนต์เงยหน้าสบตาอย่างแปลกใจ รีบปฏิเสธ

“เดี๋ยว ไม่ต้อง---”

“ตานายบอก” แอนโธนี่เอ่ยกลั้วหัวเราะ ยัดส้อมสีเงินใส่มือข้างนั้น “แบ่งกันก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันกินคนเดียวไม่หมดอยู่แล้ว”

“แต่นี่มันของนาย---” จากที่ว่าจะนิ่งๆ ไม่พูดอะไรก็เก๊กแตก... เหมือนเจ้าตัวจะหลุดมาดไปแล้วอย่างจริงจัง หน้ากากของสุภาพบุรุษชาวอังกฤษโดนเค้กช็อกโกแลตกับไอศกรีมทำลายไปเสียย่อยยับไม่มีชิ้นดี

“งั้นสิทธิ์จะแบ่งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับฉัน ใช่ไหม”

 

คราวนี้ตาไม่ฝาดแน่ แก้มนั่นมีสีเรื่อเจือขึ้นมาด้วยจริงๆ

 

“T…Thanks…”

แล้วเจ้าตัวก็รอจนกว่าเขาจะประเดิมคำแรก แล้วค่อยจิ้มชิ้นเค้กหนานุ่มเข้าปากเคี้ยว แอนโธนี่ยิ้มบางๆ กับตัวเอง เพื่อนร่วมทางคนนี้ของเขามองได้ไม่รู้เบื่อ และดูเหมือนจะมีอะไรให้มองมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย


 

ทิวทัศน์หนึ่ง, ขนมหวานหนึ่ง

ชายหนุ่มยังรอดูอยู่ว่าจะมีอะไรอีกบ้างที่ทำให้นัยน์ตาใสเหมือนลูกแก้วคู่นั้นเป็นประกายอีกได้

 

 

xxxxxxxxxx




From Writer:

วินซ์โมเอ้สสสสสสสส เขียนไปแล้วก็อดไม่ได้ที่จะลวนลาม กร๊าก น่ารักเกิ๊นนนนนน คนนี้น่ารักที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาเลยล่ะค่ะ! (แถมมีสกิลยั่วโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย //แฮร่ก)

อยากเขียนอาหารให้มันดูน่ากินๆ ได้มั่งจัง โอรา~

ปล. ลืมตอบไป ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นต์นะคะ > < ส่วนท่าน Aerins ทริปนี้ไปไม่ถึงบรัสเซลล์ค่า (หมายถึงกรุง Brussels เมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยมรึเปล่าคะ ถ้าใช่ก็ไปไม่ถึงเน้อ) เราจะวนอยู่แค่สวิส ออสเตรีย แล้วก็เยอรมันทางใต้ค่ะ แถบบาวาเรีย :)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #107 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 07:14
    วินเซนต์น่ารักอ่าาา โอ้ยยย ทำไมน่ารักได้ขนาดนี้เนี่ยยย
    #107
    0
  2. #71 SoRa_rt (@korinasai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2557 / 20:23
    วินซ์น่ารัก หลงเลย >//<
    #71
    0
  3. #61 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2557 / 00:39
    มาอ่านทวนแล้วจั๊งบ้ะเข้ากับตอนเอาหน้าผากแนบหน้าผาก
    อรั๊ย อ่านรอบแรกไม่เห็นนะนั่น
    ส่วนตอนที่อัศคว้าข้อมือของวินซ์ ถ้าไนท์เป็นวินซ์นี่คงชักใจแป้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

    >//////<
    #61
    0
  4. #40 BD_FC_Reborn&LSK (@playzzz1) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 09:28
    อัพแล้ววววว>0< น้องเมฆน่ารักอ่ะ อยากฟังเสียงวินเซนต์จัง~
    #40
    0
  5. #37 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มีนาคม 2556 / 23:05
    วินซ์ๆๆๆๆๆๆ นายน่ารักมากมายอ้าาาาาา
    #37
    0
  6. #31 Red-Poiison (@e-nooza) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2556 / 09:54
    หวานกว่าของหวานอีกอ่ะ 555+
    #31
    0
  7. #24 BD_FC_Reborn&LSK (@playzzz1) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 17:36
    อ่านมาหลายรอบ ยิ่งยิ่งชอบ

    ปล.อยากให้พี่วูลฟ์วาดวินเซนต์-อัคนีได้ไหมอ่ะ >.,< ตอนท่าจับมือก็ได้
    #24
    0
  8. #22 ai love you (@aiyarin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มกราคม 2556 / 16:20
    น่าร๊ากกกกกกกกก
    น่ารักมากมายคะ ไม่ว่าจะตอนไหน ๆ ก็น่ารัก
    ไม่ว่าจะฉากอะไรวินซ์ก็จะยังคงน่ารัก โมเอ๊ะ ซึนเดเระ ให้เราคลั่งได้ตลอดเลย
    ยิ่งตอนนี้ อ๊ากกกกก
    มาดหยิ่ง ๆ ที่แตกลงตอนเห็นเค้กนั้น...โอ้ย น่ารักคะ(ลงไปดิ้น)
    ไรท์เตอร์สู้ ๆ นะ แต่งต่อนะคะแต่งต่อ จะรอแบบใจจดจ่อเลยคะ^^
    #22
    0
  9. #19 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มกราคม 2556 / 22:19
    กรี๊ดดดดด!!!!!!
    ยิ้มแก้มแทบปริจากกันแล้วน๊าาาา
    โมเอ๊สุดยอด! น่ารักเกินไปแล้วพ่อหนุ่มคนเนี๊ย!
    ว่าแต่ตอนนี้มันอะไรกันคะ?? เล่นเกมจ้องตากันเหรอ
    มองกันจริงตาของอีกฝ่ายเนี่ย คนอ่านฟินจนเคลิบเคลิ้มแล้วรู้มั้ย?
    มันฮึ้ยย่ะ(?) มากมายค่ะ!!
    ชอบนะเออ >//////<
    รอตอนต่อไปนะตะเอง คริๆๆ
    #19
    0
  10. #18 chiaki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มกราคม 2556 / 08:21
    วินซ์น่าร๊ากกกกกกกก



    //ดิ้นๆ ขลุกๆ กรี๊ดกร๊าดๆ



    อะแฮ่ม แบบว่าเป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาตอนฉากเค้กชอคโกแลตอะค่ะ



    // อร๊ายยย ไม่ไหวแล้วน่ารักเกิ๊น ยิ้มแก้มปริแล้ววว



    ก่อนที่เราจะหลุดโลกไปมากกว่านี้ แง่มๆ ขอบอกว่า...



    ไรท์สู้ๆ ค่ะ จะรอตอนต่อไปอย่างใจจดจ่อ อิ อิ



    // ว่าแล้วก็สคิปขาไปลั๊นลาในโลกจิ้นกับวินซ์ต่อ (^o^)ノ
    #18
    0