Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 5 : [ Day 2 ] 06-04 • Jungfrau ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 445
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ส.ค. 56


 

Day 2

06-04-xx

,, Jungfrau ,,

 



 

เสียงกุกกักเบาๆ ที่ลอดกระทบโสตประสาททำคนตื่นง่ายเผลอลืมตาขึ้น

 

วินเซนต์พลิกตัวไปอีกทาง ก่อนที่จะหลับตาลงแทบไม่ทันเมื่อพบว่าผ้าม่านที่ควรจะปิดอยู่กลับเปิดกว้าง ปล่อยให้แสงสว่างภายนอกฉายเข้ามาจนแสบตาไปหมดในวินาทีแรกที่หันมอง

เสียงชัตเตอร์เบาๆ ค่อยเรียกสติเขาให้ตื่นขึ้น

ใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่หน้าต่าง ในมือมีกล้องใหญ่ตัวเดิม ส่องเล็งออกไปภายนอกราวกับกำลังถ่ายรูปอะไรบางอย่างที่คุ้มกับการตื่นเช้า

“โทษที ทำให้ตื่นหรือ”

เสียงนุ่มๆ ของเพื่อนร่วมห้องทำเอาวินเซนต์สะดุ้ง เขางึมงำปฏิเสธไปเบาๆ อย่างมีมารยาทพลางเบนสายตาไปมองนาฬิกาข้อมือที่เรืองแสงอ่อนๆ อยู่ที่หัวเตียง...เพิ่งจะตีห้ากว่าๆ เช้ากว่าเวลาปกติที่เขาตื่นจริงๆ อย่างที่คิด

“ทำอะไรน่ะ”

วินเซนต์ถามเสียงแหบ บานหน้าต่างที่เปิดรับลมอยู่เล่นเอาเขาสั่นไปได้เหมือนกัน หากแอนโธนี่เพียงยิ้มรับแล้วผงกหัวเป็นเชิงเรียก ชายหนุ่มลูกครึ่งส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ แต่ก็ยอมลุกขึ้นจากเตียงไปยังเพื่อนร่วมทาง

 

แล้วตอนนั้น เขาก็ถึงกับตื่นเต็มที่

 

มองลอดออกไป ผืนฟ้ากว้างเป็นสีดำสนิทเหมือนกับนัยน์ตาของใครบางคนข้างๆ เขา แสงอ่อนๆ จากโคมไฟด้านล่างส่องพอให้เห็นเป็นทาง แต่ก็ไม่อาจกลบรัศมีของจันทราที่อ้อยอิ่งอยู่บนฟากฟ้าได้ วงสีนวลตากลมเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยามเช้าตรู่

ภาพที่ไม่มีวันหาได้จากในเมืองใหญ่

“สวยใช่ไหม”

แอนโธนี่ถามยิ้มๆ ส่วนคนถูกถามเพียงพยักหน้ารับเบาๆ เหมือนคนเหม่อลอย เล่นเอาชายชาวเอเชียเผลอยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดไม่ได้ รู้สึกคิดถูกที่เอ่ยชวนคนคนนี้ให้เดินทางไปด้วยกัน... นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ใส เหมือนลูกแก้ว เวลาปกติก็ดูเฉยเมยไม่มีอะไร แต่พอมีอะไรที่ถูกใจเข้าเสียหน่อยก็พราวระยับอย่างน่าดู

แสงจันทร์นวลส่องสว่าง กระทบเข้ากับจี้ห้อยคอสีเงินยวงที่แผ่นอกของวินเซนต์

แอนโธนี่เลิกคิ้วนิดหนึ่ง

 

อักษรคุ้นตาตวัดสลักอยู่บนแผ่นเหล็กเงิน

 

 

xxxxxxxxxx

 




 

การขับรถจาก Brienz ไป Interlaken ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

แต่สำหรับวินเซนต์ ถือว่าเป็นครึ่งชั่วโมงที่คุ้มค่าในการทำความรู้จักแอนโธนี่ เพราะตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ หนุ่มเอเชียคนนั้นก็เอ่ยไถ่ถามไปเรื่อยเปื่อยอย่างหมายจะสานสัมพันธ์ -- แม้จะชวนกระดากไปบ้าง หากความถือตัวอย่างที่เคยมีตอนอยู่อังกฤษไม่เหมาะจะนำมาใช้ระหว่างการท่องเที่ยวแบบนี้

แอนโธนี่อายุมากกว่าเขาหนึ่งปี เรียนเกี่ยวกับการโฆษณา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะชอบไปทางถ่ายภาพนิ่งเสียมากกว่า สำหรับเชื้อชาตินั้นยังไม่แน่ใจนักเพราะไม่ได้ถาม แต่เดาได้ว่าชื่อแอนโธนี่นั้นไม่ใช่ชื่อจริง

วินเซนต์สงสัย หากเมื่อเอ่ยถามไปแล้ว อีกฝ่ายกลับหัวเราะแล้วตอบเสียงขันๆ

“ชื่อจริงฉันออกเสียงยาก นามสกุลยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องหรอก”

“ขนาดนั้น?” วินเซนต์หยั่งเสียง

ชายหนุ่มหัวเราะ “จะลองไหมล่ะ ยังไม่เคยมีชาวตะวันตกคนไหนเรียกชื่อนามสกุลฉันได้สักคน”

I can try.

วินเซนต์เอ่ยเรียบๆ น้ำเสียงกึ่งท้าทาย แอนโธนี่ขยับรอยยิ้มกว้าง หัวเราะเบาๆ อย่างนึกสนุกแล้วเอ่ยชื่อตัวเองออกมา

คนฟังชะงักไป สำเนียงภาษาฟังคุ้นหูเขาอย่างน่าประหลาด และคงจะเป็นหนึ่งในภาษาที่มารดาเขาเคยสอนให้พูดแน่ๆ หากชายหนุ่มกลับไม่มั่นใจนักว่าเป็นภาษาไหน (เขารู้สึกว่าภาษาเอเชียมันก็คล้ายกันไปหมด) -- แค่ชื่อยังไม่เท่าไร แต่นามสกุลถือว่ายากพอตัว แม้ว่าจะเคยเรียนพูดมาแล้วบ้างก็ตามที

และรูปคำแบบนั้น...คุ้น...

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้านิดหนึ่ง

 

“อัสนี...”

 

เจ้าของชื่อเผลอเบนสายตาจากถนนมามอง พอดีกับตอนที่วินเซนต์ยกมือขึ้นยอมแพ้

I give up.” เขาถอนหายใจ “What’s with that surname?”

I’ve told you.อัสนี หัวเราะขบขัน “ลิ้นนายอ่อนนะ สำเนียงเกือบเพอร์เฟ็คต์เลย”

“งั้นหรือ”

“นายล่ะ”

คนถูกถามทำหน้างงๆ หากอีกฝ่ายก็ดูจะไม่สังเกตเห็นด้วยสายตากำลังจับจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า

“ฉันมีชื่อเดียว” เขาเอื้อนเอ่ยตอบช้าๆ ให้มั่นใจว่าตอบตรงคำถาม “วินเซนต์ เวย์น เวสต์ฟีลด์--- ไม่มีชื่ออื่น ถ้านั่นคือสิ่งที่นายถาม”

แค่นั้นแหละ คนฟังก็ถึงกับเผลอผละจากถนนหันมาสบตาด้วยอีกรอบ เล่นเอาวินเซนต์กลืนน้ำลายไม่ลงคอ นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นฉายประกายแปลกๆ แต่ก็เพียงครู่เดียว ก่อนที่แอนโธนี่จะรู้สึกตัวแล้วหันกลับไปยังถนนตามเดิม

“ชื่อเดียวหรือ”

Is that strange?” วินเซนต์หยั่งเสียง แววสงสัยฉายชัดในกรอบตา หากอีกฝ่ายเพียงแย้มรอยยิ้มกลบเกลื่อนแล้วส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับเอ่ยเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ตามแบบฉบับ

“จะแวะ Interlaken แล้วเดินเล่นในเมืองมั้ย ไม่งั้นฉันจะเข้าห้องพักแล้วขึ้นรถไฟไป Jungfrau เลยนะ”

วินเซนต์หรี่ตาลง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ซักไซ้ต่อ คนเอเชียอาจนิยมมีหลายชื่อก็ได้ คิดแล้วก็ก้มลงพลิกหนังสือนำเที่ยวที่ติดมาสองสามรอบ ก่อนจะเบนความสนใจออกไปนอกหน้าต่างรถ

 

ฝั่งหนึ่งคือ Interlaken -- เมืองระหว่างทะเลสาบสองแห่ง

อีกฝั่งของความคิดคือ Jungfrau -- ยอดเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แม้จะดูทรมานสุขภาพไปสักหน่อย แต่เขายอมทนกับอากาศหนาวๆ และหิมะแรงๆ ดีกว่าไปเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่กลางเมือง -- ถ้าไม่ใช่เมืองอย่าง Stein Am Rhein มันก็ไม่มีแรงดึงดูดอะไรสำหรับเขา

วินเซนต์ถอนหายใจ

 

Jungfrau is fine.

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

วินเซนต์กลืนน้ำลายไม่ลงคอเป็นรอบที่สองของวัน

Wait a minute, did  you say THREE?

ตอนนี้ใบหน้าคมๆ ของชายหนุ่มลูกครึ่งกำลังซีดได้ที่ แค่ฟังจำนวนขบวนไมเกรนก็พานจะขึ้นแล้ว แต่ไอ้เพื่อนร่วมทางข้างๆ คงจะไม่รู้ถึงได้หันมามองเขาอย่างสงสัยพร้อมรอยยิ้มขันๆ แถมยังหันไปซื้อตั๋วกับพนักงานต่อแล้วจ่ายเงินเสร็จสรรพ ไม่คิดเปิดโอกาสให้เขาได้ทักท้วงเลยแม้แต่น้อย

แม้นึกถึงรถไฟแล้วอยากจะเป็นลม แต่พอเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าแล้ว อาการปวดหัวหนึบก็พอจะทุเลาลงไปได้บ้าง ไม่รู้เพราะเสียดายเงินค่าตั๋วหรืออาการอยากเที่ยวมันกำเริบกันแน่

“ไม่ชอบรถไฟหรือ”

แอนโธนี่เปรยถามขึ้นมาลอยๆ พลางเดินไปกดตู้ขายน้ำอัตโนมัติใกล้ๆ หากคนถูกถามกลับเงียบ เลือกที่จะทิ้งตัวบนม้านั่งหน้าสถานี Wilderswil -- เมืองเล็กๆ ใกล้กับ Interlaken และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสถานีรถไฟหลักที่จะนำขึ้นไปยังยอดเขาสูงตระหง่าน -- ก่อนจะล้วงไปหยิบหนังสือหนังสือนำเที่ยวที่พกติดตัวตลอดเวลาออกมาเปิดเล่นอีกหนึ่งรอบ

ทั้งที่ตอนแรกไม่คิดจะเปิดอ่าน หากตอนนี้เขากลับเปิดบ่อยจนจะจำได้หมดทุกหน้าอยู่แล้ว

ไอเย็นวาบแผ่กระจายในวินาทีที่กระป๋องน้ำอัดลมแนบเข้ากับแก้ม วินเซนต์สะดุ้ง เกือบปล่อยหนังสือหลุดมือ ก่อนที่นัยน์ตาสีอ่อนจะหันขวับไปยังตัวการแทบจะในทันที

“แอนโธนี่---!

เจ้าของชื่อหัวเราะรับเบาๆ พลางเปิดกระป๋องน้ำ ยื่นตรงไปให้เขา

You want some?

No, thanks.” วินเซนต์พึมพำพลางแยกเขี้ยวเล็กๆ หากแววหงุดหงิดที่ฉายอยู่บนใบหน้ากลับอ่อนจางนักเหมือนไม่จริงจัง ส่วนปากก็บ่นอุบอิบ “Just leave me alone.  I’m busy falling in love with the wind.” เขากระชับเสื้อคลุมเข้า “Freeze my heart.

“ฉันนึกว่าคนยุโรปชินกับอากาศหนาวเสียอีก” แอนโธนี่หัวเราะขบขันกับคำประชดประชันนั่น แต่วินเซนต์กลับยักไหล่พลางกระชับเสื้อโค้ทเข้า

“ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องชอบลมแรงๆ กันเสียทุกคน” ชายหนุ่มพึมพำ แล้วตอนนั้นเองที่เสียงรถไฟดังขึ้นมาขัดจังหวะ วินเซนต์หย่อนหนังสือในมือกลับลงเป้ ก้าวเดินตามอีกฝ่ายที่ลุกนำไปยังประตูทางเข้า ก่อนริมฝีปากจะเม้มแน่นอย่างเผลอไผล วินาทีที่เท้าเหยียบลงบนตัวยานพาหนะ หัวก็หมุนวูบ

ขออย่าให้แอนโธนี่ทิ้งเขาไว้คนเดียวเลยเถอะ ไม่อย่างนั้นคงเบลอจนตกรถไฟกันไปข้างแน่

ปกติแล้วเขาไม่มีปัญหาอะไรกับรถไฟ อยู่ที่อังกฤษก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปมหาวิทยาลัยออกบ่อยครั้ง หากในยามนี้ต่างกันเพราะหัวสมองเขากำลังเมากับไมเกรน -- ถือเป็นโรคประจำตัวที่แย่ที่สุดสำหรับเขา เพราะพอเจอกับอากาศเย็นจัดๆ อาการก็พานจะกำเริบเสียทุกครั้ง จนเขานึกอยากย้ายไปอยู่เมืองร้อนให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

แต่มันก็เป็นแค่ความคิดประชดประชัน เพราะอากาศร้อนจัดก็ทำให้อาการหนักขึ้นได้อีกนั่นแหละ

Are you alright?

วินเซนต์พยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ หากคราวนี้แอนโธนี่ไม่คิดจะปล่อยให้เลยผ่านไป เพราะเจ้าตัวกลับมองหน้าเขานิ่งเหมือนจะกดดัน เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับเม้มปากเข้าอีกรอบ เสตาหลบ

“...ไมเกรนขึ้นนิดหน่อย”

คำตอบพึมพำเบาๆ ทำให้แอนโธนี่เลิกคิ้ว ก่อนจะขยับยิ้มบางแล้วพยักหน้ารับน้อยๆ

Hey, you really are alright?”

วินเซนต์หันไปสบตากับอีกฝ่าย ใบหน้าคมฉายแววแปลกๆ ทั้งที่ยังซีดอยู่นั่นแหละ ดูราวกับประหลาดใจเสียเหลือเกินกับคำถามนั้น

Why not?

แอนโธนี่หัวเราะ

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

อาการของวินเซนต์ดูย่ำแย่ไปจนถึงสถานี Lauterbrunnen ซึ่งห่างออกไปไม่เท่าไร
 










 

ภาพของทุ่งหญ้าสีเขียวสดสลับกับบ้านเล็กๆ ที่กระจายกันห่างๆ ก่อนจะตามมาด้วยป่าสนสีเข้มดูจะไม่เข้าถึงวินเซนต์ในตอนนี้ ชายหนุ่มได้แต่นั่งแหงนหน้านิ่ง หลับตา ลมหายใจฟังติดขัด

แอนโธนี่ถ่ายภาพด้านนอกเก็บไว้อย่างนึกเสียดายแทน แถมยังเกือบลากอีกฝ่ายขึ้นรถอีกขบวนหนึ่งแทบไม่ทัน ปกติแล้ว ช่วงระยะเวลานั้นเหลือเฟือก็จริงอยู่ แถมสถานที่ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หากในยามที่มีคนปวดหัวแทบบ้าอยู่ข้างๆ มันก็ทำให้เสียวสันหลังวูบๆ ไปได้เหมือนกัน

“ถามจริงๆ นายไหวแน่นะ”

แอนโธนี่ถามเบาๆ พลางคว้าไหล่อีกฝ่ายให้หันกลับมาสบตาด้วย ใบหน้าที่ซีดไปเริ่มดีขึ้นหน่อยแล้ว แม้นัยน์ตาสีอ่อนคู่นั้นจะฉายแววโรยเล็กๆ แต่ก็ค่อยเห็นประกายแววชัดขึ้นกว่าช่วงแรก

วินเซนต์โบกมือไปมา

“ดีขึ้นเยอะแล้ว”

แล้วก็เป็นอย่างที่พี่แกว่าจริงๆ เพราะหลังจากนั้น ชายหนุ่มก็แทบไม่แสดงอาการอะไรอีกเลย นั่งปรับกล้องเล่นสลับกับถ่ายรูปทิวทัศน์ข้างทางได้หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังหมดแรง เกือบจะลุกไม่ไหวอยู่รอมร่อ

“ตอนแรกฉันนึกว่านายเป็นนักกีฬาเสียอีก” แอนโธนี่เปรย เล่นเอาวินเซนต์กะพริบตา ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ หายากจะค่อยขยับวาดบนใบหน้าเข้ม

“ทุกคนก็บอกแบบนี้” น้ำเสียงเรียบหากแฝงกระแสขบขันไว้ในที “ฉันดูแข็งแรงขนาดนั้นเลยหรือไง”

Can’t help,” แอนโธนี่หัวเราะเบาๆ “You’re at least 6 feet tall -- sportmen’s height.

“ฉันเป็นไมเกรนกับภูมิแพ้” วินเซนต์ยักไหล่ ตั้งกล้องขึ้นส่องออกไปนอกหน้าต่างรถไฟที่เคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านเส้นทางที่ลัดเลี้ยวขึ้นไปยังยอดเขา หิมะสีขาวบริสุทธิ์ทอดตัวสงบอยู่บนพื้นหญ้าเขียวตั้งแต่เริ่มเข้าใกล้ Kleine Scheidegg และเริ่มจะหนาขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง “แพ้ฝุ่นกับอาหารทะเลสองสามอย่าง ไม่ได้สุขภาพดีขนาดนั้นหรอก -- แล้วที่สำคัญ ฉันไม่ได้เป็นนักกีฬา”

“ไม่ได้ถ่อมตัวใช่ไหม”

“เปล่า”

“งั้นสินะ...”

ถือเป็นการจบสนทนาเรื่องสุขภาพแต่เพียงเท่านั้น เมื่อเขาไม่คิดจะเอ่ยต่อและแอนโธนี่ไม่คิดจะเอ่ยถาม วินเซนต์เหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามนิด ผู้ชายคนนั้นฟังเขาพูดราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่มีแววตาสมเพชสงสารหรือประหลาดใจอย่างที่หลายๆ คนพยายามปิดแต่ปิดไม่มิด

รถไฟไต่สูงขึ้น เขาเห็นประกายตาพราวระริกที่จับจ้องออกไปยังผืนหิมะหนา วินเซนต์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง ความงดงามด้านนอกไม่แพ้ใครก็จริง แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น

ยกเว้นก็แต่...

“แอนโธนี่”

“หืม” เจ้าของชื่อหันกลับไปยิ้มให้

“ชอบหิมะหรือ”

“เปล่า” แอนโธนี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “แค่...ไม่เคยเห็นน่ะ”

วินเซนต์กะพริบตา

“นายไม่เคย?”

“ไม่เคยเจอเยอะแบบนี้น่ะ” คำตอบเรื่อยๆ “อย่างมากก็เห็นแค่ในภาพถ่าย”

คนฟังชะงักไปนิด นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววประหลาดใจอยู่วูบหนึ่ง หากชายหนุ่มก็หยุดไปเพียงเท่านั้นก่อนจะเบนสายตาหนีออกไปด้านนอก ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกเหมือนกำลังประมวลผลอยู่ในสมอง
 




 

“ฉันหลุดมาโลกไหนหรือเปล่า”

แอนโธนี่เอ่ยถามขันๆ เมื่อภาพทุกอย่างเหลือเพียงสีขาวของหิมะกับสีดำของก้อนหิน ท้องฟ้าสีฟ้าจัดเป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่ายังอยู่บนโลก ไม่ได้หลุดเข้าไปในมิติของรูปภาพของจิตรกรมือหนึ่งคนใด

วินเซนต์แยกเขี้ยว

“ช่วยต่อยให้ไหม”

That’s cruel.”

“It’s the best way to prove it, you know?”

แอนโธนี่หัวเราะ เพื่อนใหม่ของเขาเป็นคนอารมณ์ขันร้าย และดูเหมือนจะร้ายอย่างนี้มาตลอดเสียด้วย เพราะเจ้าตัวเอ่ยกลับมาหน้านิ่งๆ เรียบๆ จนคนซื่อๆ บางคนอาจจะเชื่อว่าพูดจริงก็ได้

“ว่าจะถามนานแล้ว นายมาจากอังกฤษใช่ไหม”

วินเซนต์เลิกคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้เลยตั้งแต่พบกัน เลยแค่พยักหน้ารับเบาๆ ทีหนึ่งแล้วถามกลับอย่างแปลกใจ

“รู้ได้ยังไง

“Your accent, your sense of humour...” แอนโธนี่โบกไม้โบกมือ หัวเราะ “ให้อารมณ์อังกฤษแท้ๆ เชียวล่ะ วันหลังแนะนำให้หน่อยสิ ฉันอยากไปเที่ยวอังกฤษมานานแล้ว--- นายอยู่ที่ไหนหรือ”

“ลอนดอน แต่มันไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวหรอก”

วินเซนต์พูดไปอย่างนั้นเองตามมารยาทพื้นฐานของคนอังกฤษ -- ถ่อมตัว -- แต่ก็หลายครั้งเหมือนกันที่คนนอกประเทศไม่เข้าใจความนัย พอหลุดปากออกไปแล้วถึงได้ค่อยรู้สึกตัว

พออ้าปากจะเอ่ยแก้ แอนโธนี่ก็หลุดหัวเราะ... ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนตาคมหรือน่ามองอะไร เสียแต่พอสบตาเข้าแล้วรู้สึกราวกับโดนมองทะลุไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ทำเอาหนุ่มลูกครึ่งได้แต่เสหลบซ้ำแล้วซ้ำอีก ไอ้ที่จะแก้ก็เลยไม่ต้องแก้ เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจเขาดีกว่าตัวเองเสียอีก

คนต่างชาติพิลึก

อยากจะบ่นเหมือนกันว่ายิ้มพร่ำเพรื่อมันเป็นนิสัยของคนเสแสร้ง ถ้ามองโลกในแง่ร้ายหน่อยอาจเห็นเป็นการยิ้มเยาะก็ได้ แต่จะพูดก็พูดไม่ออกเพราะมันไม่มีวี่แววพรรค์นั้นปรากฏออกมาให้เห็น

แอนโธนี่ยิ้ม ก้มลงมองกล้องในมือแล้วหยิบขึ้นมาส่องเหมือนลองเลนส์

 

เสียงกดหนึ่งแช็ก วินเซนต์สะดุ้ง

 

“ทำอะไรน่ะ!

“ลองกล้อง”

“ฉันไม่ชอบถ่ายรูป”

“ฉันชอบนี่”

หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษแยกเขี้ยววับ บ่นงึมงำเบาๆ แล้วโยนเสื้อตัวนอกใส่กล้องอีกฝ่าย

 

 

xxxxxxxxxx




From Writer:

ปิดปีใหม่ดิฉันอยู่บ้านค่ะ เลยเอาที่เที่ยวมาฝากยั่วกิเลสคนอยู่บ้านเหมือนกัน (ฮา) จริงๆ อยากเอารูปที่ถ่ายพระจันทร์มาให้ดู แต่กล้องมันกากเกิน ดูยังไงก็ไม่สวย เอาเป็นว่าจิ้นกันเองไปก่อนละกันนะคะ 555
ส่วนรูปสุดท้ายที่เห็นหิมะเป็นลายๆ นั่นคือรอยสกีล่ะ

อนึ่ง วินซ์โมเอะเนอะ อั้ยยะ ♥♥♥

119 ความคิดเห็น

  1. #106 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 01:53
    โอ้ยยย น่าร้ากกก ไอ้การย่นงึมงำแล้วโยนเสื้อนอกใส่คืออัลไล!?! >\<
    #106
    0
  2. #36 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2556 / 22:48
    สวิส สวยเหมือนเกาะใต้นิวซีแลนเลย
    นี่ถ้าไม่เห็นชื่อเมือง นึกว่าไปนิวมาแทนนะเนี่ย (อยู่นิวมาสามปี)
    อยากไปสวิสจัง ตามสตอกหนุมน่ารักสองคน ฮ่าๆๆๆๆๆ
    #36
    0
  3. #30 Red-Poiison (@e-nooza) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มีนาคม 2556 / 09:45
    งะ เค้าเริ่มเข้ากันได้ละ น่ารักทั้งคู่เลย
    #30
    0
  4. #16 ai love you (@aiyarin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มกราคม 2556 / 19:02
    อ๊ายยยยยย...น่ารัก คะ น่ารัก
    วินเซนต์น่ารักอะคะไรท์ ส่วนอัสนีก็ดู เอิ่ม...บอกไม่ถูกคะแต่ก็ชอบ รู้สึกว่ามันนิสัยน่ารักดี ดูรู้ใจคนอื่นดีจัง น่ารักคะ คู่นี้เขาน่ารักใส ๆ จริง ๆ นะ(ก็ยังจะย้ำว่าน่ารักต่อไป)
    #16
    0
  5. #11 My_Winter (@tuator_joker) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2556 / 21:01
    ช้าไปหน่อยแต่ก็... สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^0^
    ตอนนี้วินเซนต์โมเอ๊ โมเอะอ่ะ 
    แต่ก็นะอัสนีก็ยังแรงแซงโค้งอยู่ดี 555
    อ่านไป ฟินไป ฮูๆๆๆ

    #11
    0
  6. #9 cham (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2556 / 20:51
    แอ๊ฟฟ ฟ

    วินซ์ก็น่ารักนะ

    แต่ไม่รู้ทำไมเราช้อบ ชอบ นาย อัสนี

    >////
    #9
    0
  7. #4 chiaki (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2555 / 19:29
    แวะเข้ามาอ่านค่ะ



    แอบชอบภาพประกอบเนื้อเรื่องหละ สวยค่ะ



    ป. ล. อยู่บ้านเหมือนกัน อิ อิ สวัสดีปีใหม่ค่ะ (^∇^)
    #4
    0