Through the Lens ※ ด้วยรัก (yaoi)

ตอนที่ 7 : [ Day 3 ] 07-04 • Kleine Scheidegg ,,

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 405
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 มี.ค. 56


 

Day 3

07-04-xx

,, Kleine Scheidegg ,,

 



 

แอนโธนี่ค่อนข้างงัวเงียมากตอนที่เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมารับสาย

เช้าวันใหม่แล้ว และเครื่องมือสื่อสารของเขาก็สั่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ในระดับที่ว่าดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น โชคดีที่ชายหนุ่มเป็นคนตื่นเช้า (โดยเฉพาะเมื่อมาเที่ยว) ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางตื่นขึ้นมารับทัน

เขายกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาพลางกรอกเสียงลงไป

 

“ครับ?”

“ไงอัส พ่อเอง”

 

เสียงอ่อนโยนจากปลายสายทำให้เขาตื่นเต็มตา ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเตียง หันมองรอบกาย ที่เตียงถัดไป ร่างสูงๆ ของหนุ่มลูกครึ่งคนนั้นยังคงนอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ไฟในห้องยังมืดสนิท เห็นแล้วก็ไม่นึกอยากกวนเลยเดินออกนอกห้องไปยืนที่ระเบียงทางเดิน

“หายาก พ่อโทรหาผมด้วย” อัสนี หัวเราะรับเบาๆ “มีอะไรหรือครับ หรือคิดถึง?”

“พ่อเพิ่งรู้ว่าเจ้าจูเข้าโรงพยาบาล” คนเป็นพ่อหมายถึงจูเลียน เพื่อนชาวอังกฤษของลูกชายที่นัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวด้วย “เป็นอะไรรึเปล่า”

“ไข้หวัดใหญ่เล่นงานครับ ผมว่าตอนนี้นอนจีบพยาบาลอยู่แหง” คำตอบรับไม่ทุกข์ร้อนอะไร “ที่สำคัญ ผมหาคนร่วมทางได้แล้วครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอก เที่ยวมาตั้งเท่าไรแล้ว ผมก็ลูกคุณวศินต์นะ”

“บ๊ะ ไอ้นี่ย้อนก่อนพ่อถามอีก” นายวศินต์หัวเราะหึๆ ในลำคออย่างไม่ถือจริงจังนัก “พูดแล้วก็นึกถึงสมัยที่พ่อแบ็กแพ็คเที่ยวบ่อยๆ”

“ห้าสิบปีก่อน?”

“เก่าไป” หัวเราะรับคำแซวแล้วก็ไพล่ไปอีกเรื่อง “ว่าแต่ไปเที่ยวกับใครล่ะคราวนี้ เอเชียหรือฝรั่ง”

“ฝรั่งครับ ลูกครึ่ง” อัสนีเหลือบมองวินเซนต์นิดหนึ่ง เผลอยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “ยังเรียนมหาลัยอยู่เหมือนกัน น่าจะปีเดียวกับผมนะ คนอังกฤษ แต่ดูยังเป็นเด็กๆ อยู่เลย ดูเพลินๆ น่ารักดี ตาซ้วยสวย”

“เล่ายังกับไปจีบเขามา”

อัสนีสะดุ้ง “ไม่ใช่แล้วพ่อ นั่นผู้ชาย”

“ลงว่ารักแล้วอะไรก็ขวางไม่ได้หรอกไอ้หนุ่ม อายุ เพศ เชื้อชาติ...”

ท้ายเสียงฟังหม่นลงนิด อัสนีหลับตาลง รู้ดีว่าวศินต์ยังคงรักใครอยู่

“ครับ ผมรู้พ่อบูชาความรัก ตั้งเหนือหัวขึ้นเหนือหิ้ง เหมือนที่ตั้งรูปแฟนไว้ต่ำกว่าหิ้งพระนิดเดียวน่ะ ไม่ยอมแต่งงานใหม่สักที เห็นมีเด็กสาวๆ มาเสนอตัวบ่อยๆ แท้ๆ คนอะไรก็ไม่รู้ ใจก็แข็ง แก่ก็แก่” ลูกชายแซวเสียงขบขัน กลบแววหมองๆ ของบิดาไปเสีย และได้ผล เขาได้ยินเสียงขบฟันกรอดๆ ไล่มาตามสาย

“เอาไว้รักแฟนหลงแฟนหัวปักหัวปำบ้างแล้วพ่อจะขำ”

“ถ้าผมหาได้นะ” อัสนีสวนกลับโดยไม่ต้องคิดเลย น้ำเสียงยิ่งขันเข้าไปใหญ่ “ยังงี้แหละ หล่อเลือกได้”

“พ่อไม่เคยสอนนะประโยคนี้”

อัสนียิ้มกว้างรับคำประชด แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นก็ตาม แล้วตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นกระถางสีน้ำตาลเล็กๆ อันหนึ่งที่หน้าประตูห้อง ไข่ใบน้อยหลากสีสันและกระต่ายช็อกโกแลตในห่อพลาสติกตัวหนึ่งวางอยู่ข้างใน

“จะว่าไป วันนี้วันอีสเตอร์เหรอครับพ่อ”

“จะรู้ไหมนั่น เมืองไทยมีกับเขาที่ไหน” นายวศินต์ตอบกลั้วหัวเราะ ได้ยินเสียงเปิดประตูดังลอดเข้ามา “เออ แล้วเพื่อนใหม่ลูกเป็นไงบ้าง”

อัสนีวางกระถางอันนั้นลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะลองเดินไปเสี่ยงแง้มม่านหน้าต่างอันเดียวในห้องออก เหลือบมองกลับไป เห็นอีกฝ่ายยังนอนนิ่งอยู่แล้วก็เบาใจได้ เอนหลังพิงกับกรอบหน้าต่างแล้วตอบกลับ

“ดีนะ ผมชอบ”

“แน่ะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น มันก็เร็วไป” พูดแล้วก็ค่อยนึกได้ว่าตอบอะไรออกไป ขำตัวเอง “เอ๊ย ไม่ใช่ ผมบอกแล้วว่านั่นผู้ชายนะ... ขำอะไรครับเนี่ย อย่าขำตามผมสิ”

“เปล่า แค่คิดว่านั่นสเป็กลูกไม่ใช่เหรอ ตาสวยๆ มองเพลินๆ ตัวเล็กๆ...”

“เล็กอะไร ร้อยแปดสิบเป็นอย่างน้อยนะผมว่า” อัสนีหัวเราะขำ พ่อก็เข้าใจแซว “แต่ยอม ตาเขาสวยจริงๆ สีน้ำตาล ใสเป็นบ้า สีตาของลูกครึ่งนี่สวยชะมัด พอมืดๆ แล้วอมเขียวอมฟ้าหน่อยๆ ด้วย ผมเพิ่งเคยเห็นชัดๆ ก็คนนี้เอง”

วศินต์ขยับยิ้มกับคำบอกเล่านั่น ลูกชายเขาเป็นคนชอบสังเกตรายละเอียด และเจ้าตัวก็รู้ว่าเขาเหงาเลยขยันหาอะไรมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ เพราะยิ่งโตก็ยิ่งอยู่ไม่ติดบ้าน

“ไปนั่งจ้องตาเขามารึไง”

“ช่วยไม่ได้ มันน่ามองนี่ ผมรู้พ่อก็ชอบมองตาฝรั่ง ไม่งั้นพ่อไม่รักไม่หลงขนาดนี้หรอก”

เป็นคำแซวที่เล่นเอาวศินต์ประท้วงพร้อมสบถตอบกลับมาอย่างไม่จริงจังนัก อัสนีเผลอหัวเราะเสียงดัง คราวนี้วินเซนต์ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอนิดหนึ่งอย่างงัวเงีย พลิกตัวกลับมามองพลางยกมือขึ้นเสยผมทั้งๆ ที่ตายังไม่เปิด

“แอนโธนี่...?”

หนุ่มไทยหยุดเสียงหัวเราะไป “โทษที ฉันปลุกหรือเปล่า”

Nah...” เสียงงึมงำต่ำๆ ไม่ได้ศัพท์ ก่อนที่วินเซนต์จะคว้าหมอนไปกอดแล้วซุกหน้าหายไปเลยเหมือนเด็กๆ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ อัสนียอมรับว่าลืมฟังเสียงของบิดาไปกะทันหัน มือก็คว้าไข่อีสเตอร์ในกระถางที่โรงแรมแจกให้ไปวนๆ ตรงหน้าคนหลับ

Happy Easter, Vincent.”

เสียงทุ้มนุ่มมันฟังอ่อนเสียจนวศินต์ที่เผลอได้ยินผ่านโทรศัพท์อดแซวไม่ได้

“พ่อจะได้เขยฝรั่งมั้ยงานนี้”

“เขยอะไร สะใภ้สิ” ไอ้ลูกชายตัวดีก็รับมุกซะงั้น ก่อนจะหันไปเขย่าตัวคนที่ทำท่าจะนอนต่อเบาๆ “Get up, sleepyhead.  It’s 7.30 already.”

เขาว่าพลางวางก้อนช็อกโกแลตลงบนริมฝีปากคู่นั้น หันไปคุยอะไรกับบิดาต่ออีกสองสามคำแล้ววางสาย ในขณะที่วินเซนต์ยกมือขึ้นขยี้ตา เผลอปัดขนมหวานให้กลิ้งหล่นลงไปบนผืนผ้าห่มหนาระหว่างที่ลูบหน้าตัวเองแรงๆ ให้หายง่วง ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิง ใบหน้าคมเบลอหนักเสียจนมาดนิ่งๆ ที่สั่งสมมาหายไปเสียหมด

“นายตื่นเช้าเกินไปแล้ว”

คือคำทักทายแรกในยามเช้า จี้เหล็กสลักร่นไปค้างอยู่บนไหล่จนต้องเลื่อนมันให้กลับลงมาห้อยที่อกเหมือนเดิม อัสนีหันกลับมาเห็นสภาพเพิ่งตื่นนอนของเพื่อนร่วมทางแล้วก็ขำ เขาบอกพ่อผิดเสียเมื่อไรล่ะ วินเซนต์มีอะไรให้มองเพลินๆ ได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อจริงๆ

Good morning.”

อัสนีเอ่ยยิ้มๆ อย่างไม่มีความหมายอะไร วินเซนต์ลูบผมตัวเองให้เข้าที่พลางหันกลับมามอง หยิบช็อกโกแลตที่กลิ้งอยู่บนเตียงขึ้นมาไว้อย่างเพิ่งนึกขึ้นได้

 

“Ah, right.” เสียงกระซิบ “Tomorrow is Easter.”

 

 

xxxxxxxxxx

 

 

อากาศที่สวิตเซอร์แลนด์สดใสตั้งแต่เช้า

พวกเขาจับรถไฟขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau กันอีกรอบตั้งแต่ยังไม่สาย วินเซนต์ยังคงดูเบลอๆ ตลอดช่วงอาหารเช้าจนอัสนีอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายความดันต่ำด้วยหรือเปล่า แต่พอได้อะไรตกถึงท้องและของหวานอีกสองสามอย่างแล้วก็ดูโอเคขึ้นเยอะ เขาเริ่มจับทางได้แล้วว่าวินเซนต์คงดื้อเงียบพอสมควร... เห็นกินเอาๆ แต่ก็เป็นเฉพาะของที่อยากเท่านั้น

เด็กดื้อๆ เอาแต่ใจที่หยิ่งและเงียบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ขี้เกรงใจและขี้อายไม่ใช่น้อย

...พ่อนั่นแหละที่ทำให้เขาเผลอคิด

อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เผลอมองบ่อยยิ่งกว่าเดิม เส้นทางขึ้นยอดเขาเป็นเส้นทางเก่า บรรยากาศไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากเมื่อวานมากนัก เขาเลยเบนความสนใจจากนอกหน้าต่างมาเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามโดยสมบูรณ์

 

สร้อยสีเงินสะท้อนเด่นอยู่บนเสื้อไหมพรมสีเลือดหมู

มันสลักชื่อที่เขาคุ้น แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาจากไหน

 

Is there something wrong?”

วินเซนต์ถาม สีหน้าแปลกใจปนอะไรบางอย่างที่อัสนีก็อธิบายไม่ถูก เขาเลยแค่ยิ้มแล้วโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร เลี่ยงมองออกนอกหน้าต่างไป

คนถามกะพริบตาทีหนึ่งอย่างงงๆ ใบหน้าของเพื่อนร่วมทางเขายังดูปกติไม่เปลี่ยน แต่วินเซนต์จับได้ สายตาคู่นั้นมันจับมาทางเขาบ่อยเป็นพิเศษ เห็นแล้วมันชวนให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนกำลังทำอะไรผิดหรือมีอะไรติดหน้า

ทั้งที่มองเผินๆ ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น สามารถมองข้ามไปได้ง่ายๆ กลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวชาวเอเชียทั่วๆ ไป แต่ยิ่งทำความเข้าใจแล้วเหมือนเขาจะไม่เคยเข้าใจเลยสักอย่าง... เขามั่นใจตัวเองอยู่พอสมควรว่าพอเดาทางคนออก มีแค่แอนโธนี่หรืออัสนีคนนี้ที่เขาต้องยอมรับว่าไม่รู้... ไม่รู้เลยจริงๆ

วินเซนต์จับทางอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งแต่วันแรกที่ยิ้มให้กันแล้ว

“จะว่าไป นายมีแฟนรึยังน่ะ”

เสียงนุ่มๆ ถามขึ้นลอยๆ วินเซนต์หันไปสบด้วยแวบหนึ่ง แววระแวงไหลปราดผ่านนัยน์ตาโดยไม่ได้ตั้งใจ สำหรับเขา มันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินกว่าจะบอกคนเพิ่งรู้จักกันง่ายๆ

“ทำไมหรือ”

“เปล่า เมื่อกี้คุยกับพ่อแล้วพูดถึงเรื่องนี้น่ะ” เพื่อนร่วมทางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เลยสงสัยขึ้นมา”

“ก็...ยังไม่มี...”

 

หรือบางทีอาจจะเป็นเขาต่างหากที่ไม่เข้าใจตัวเอง... ตั้งแต่วินาทีแรกที่อยู่ด้วยกันแล้ว

 

รอยยิ้มนั่นมีอิทธิพลสูงเกินกว่าจะทำเมินเฉย หรือคนเมืองร้อนจะเป็นแบบนี้เสมอกันแน่ก็หารู้ไม่ เขาโตมากับฝน ความชื้นแฉะ และอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา คนรอบข้างเขาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันร้ายลึก แบบที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้านิ่งๆ มีมนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างต่ำ พอเทียบกับความอบอุ่นเหมือนแสงตะวันอย่างแอนโธนี่แล้ว... มันคนละเรื่องไปเลย

ไม่สิ ไม่ใช่แอนโธนี่

วินเซนต์เริ่มกลัวตัวเอง

 

เขาแพ้... แพ้เสียงอ่อนโยนแบบนั้น แพ้รอยยิ้มอบอุ่นนั่น และอาจจะแพ้ทุกอย่างที่เป็น “อัสนี”

 

“แปลกนะ อย่างนายน่าจะมีสาวๆ ชอบเยอะ”

“ใครจะสนพวกเนิร์ด”

“นายเนี่ยนะ?” น้ำเสียงไม่เชื่อถือ เจือขบขันเสียด้วยซ้ำแต่ก็ไร้วี่แววของการเยาะหยัน -- มันไม่ใช่คำประชด -- ไม่เหมือนกับที่เขาเจอมาตลอดทั้งชีวิต

วินเซนต์ถอนหายใจยาว ตัดสินใจตัดบทแค่สั้นๆ

“ฉันชอบอยู่คนเดียวน่ะ”

“หืม...”

เสียงลากยาวเหมือนไม่เชื่อ และให้ตายเถอะ... เขาแพ้อีกแล้ว

 

 

xxxxxxxxxx

 



 

พวกเขาหยุดอยู่ที่สถานี Kleine Scheidegg ไม่ได้ต่อขึ้นไปยังยอดเขา Jungfrau เช่นเดียวกับเมื่อวาน มันเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุด เป็นสถานีปลายทางสำหรับรถไฟทุกขบวน ไม่ว่าจะมาจากทางไหน ทุกเส้นทางจะต้องมาบรรจบที่นี่เพื่อขึ้นสู่ยอดเขา และรายล้อมไปด้วยหิมะราวกับถูกตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง

มันเป็นสถานีใหญ่ มีร้านรวงพอสมควร ทั้งของที่ระลึก ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงที่ที่พวกเขาสองคนหมายตาเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก -- ร้านเช่าสกี

ความจริงมีบริการสอนเล่น แต่วินเซนต์ลงความเห็นว่าเสียเงินไปเปล่าๆ ในเมื่อเขาเองก็เล่นเป็นอยู่แล้ว แค่สอนเพื่อนร่วมทางคนเดียวมันก็ไม่ได้สาหัสสากรรจ์อะไร

“หนักเหมือนกันแฮะ”

แล้วไอ้คนไม่เคยเล่นสกีก็เปรยออกมาระหว่างใส่รองเท้าสกีที่เพิ่งเช่ามา วินเซนต์เห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ จนคนที่ร้านต้องเข้ามาช่วยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้ม พนักงานในร้านเอ่ยถามอะไรสองสามคำอย่างเป็นกันเอง เป็นคำถามประเภทที่วินเซนต์ต่อยอดไม่ได้ ถามแล้วก็จบไป หากไอ้หนุ่มชาวเอเชียที่มาด้วยกันไม่ใช่อย่างนั้น

 

Where are you from?”

“Thailand.” คำตอบรับฟังภูมิใจ เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เพิ่งรู้ว่าเจ้าตัวมาจากประเทศไหนกันแน่ และวินเซนต์มั่นใจว่าเขาได้ยินความรักจากคำพูดนั่น ส่วนพนักงานก็พยักหน้ายิ้มๆ เอ่ยตอบเสียงใจดี

“I’ve been there once, good country.” ว่าแล้วก็หันมาทางเขา “What about you?”

“Me?” วินเซนต์ชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าจะถูกถาม “I’m... er... his friend...”

“From England.” อัสนีตอบแทนให้ “We met each other two days ago.  Travelling alone is kinda boring, don’t you think?”

คุยกันได้สักพัก คนที่ร้านก็แนะนำให้เขาจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อติดรถสกีขึ้นไปบริเวณที่จัดไว้ให้เล่น อากาศดี ไม่มีวี่แววของหิมะที่จะตกซ้ำ และลมก็ไม่ได้แรงอะไรมาก แค่แว่นกันแดดธรรมดาก็ช่วยได้

 

แล้วไอ้หนุ่มไทยคนนั้นก็ตีสนิทกับคนรอบข้างอีกแล้ว... ถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย แถมครูฝึกที่เป็นคนขับรถขึ้นมาส่งให้ยังตอบคำถามฟรีๆ ไม่คิดเงินเสียอีก

“เพิ่งลองครั้งแรกหรือ” นักท่องเที่ยวอีกคนที่นั่งมาด้วยกันถามเสียงใส สำเนียงเหมือนชาวญี่ปุ่น

“ประมาณนั้นครับ” อัสนียิ้มให้ “คุณล่ะ”

“ไม่เป็นเหมือนกันค่ะ แฟนฉันก็สอนคนไม่เป็นเอาซะเลย” แล้วเจ้าหล่อนก็เอาศอกสะกิดแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ “ยังดีนะยอมตามมาเรียนด้วย ไม่งั้นฉันจะทิ้งเอาไว้บนเขานี่แหละ”

“ผมไม่...” คนโดนประณามทำหน้าประหลาดไปชั่วขณะแล้วค่อยทำหน้าปลงๆ ดึงก็อกเกิ้ลกันแดดอันใหญ่ลงปิดตา งึมงำเบาๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น อารมณ์ว่า “เออ เอาเถอะ”

วินเซนต์ฟังแล้วแทงใจดำอย่างประหลาด ใช่ว่าเขาจะสอนคนเป็น... แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากนั่งเงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายคุยต่อไปเรื่อย
 


 

ทั้งสองคนหยุดตรงระดับที่ไม่สูงมากนัก มีที่ราบสลับกับเนินชันให้พอฝึกได้และไม่มีคน ส่วนใหญ่มักขึ้นไปตรงที่สูงกว่านี้อีกหน่อย แต่วินเซนต์ก็ไม่รู้จะสอนอย่างไรเลยบอกให้อัสนีลองไถลไปก่อนให้คุ้น เริ่มรู้สึกคิดผิดอย่างไรชอบกลที่อาสาจะสอน

เขาพยายามนึกถึงสมัยที่ฝึกสกีตอนเด็กๆ แล้วก็จำได้ว่า...

 

โครม!

ใช่ ล้มท่านั้นเลย

 

สกีอาจจะดูง่าย สามารถไถไปบนพื้นราบได้ถ้าใช้ไม้ค้ำช่วย คล่องตัวสูง และใครต่อใครก็มักจะบอกว่าเล่นไม่ยาก ถ้าลงเล่นเป็นแล้วครั้งหนึ่งก็เหมือนจักรยาน คือจะเล่นเป็นตลอดไปไม่มีวันลืม แต่ไอ้ ใครต่อใคร ที่ว่านั่น (รวมถึงครูฝึกที่พวกเขาติดรถมาด้วย) ก็ลืมบอกไปอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าใครก็ต้องเคยล้มกันทั้งนั้น โดยเฉพาะครั้งแรก!

อัสนีคนนั้นล้มอยู่กลางหิมะ เห็นแล้วก็หลุดขำพรืด กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

“นายขำฉันเหรอ”

คนล้มแสร้งทำเสียงขุ่นๆ วินเซนต์หันหน้าหนีไปไอดังๆ ไล่เสียงหัวเราะลงไป ก่อนจะเดินเข้ามาช่วยพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน พยายามซ่อนแววขบขันเอาไว้

“ไม่เห็นแปลกนี่ เขาก็ล้มกันทุกคนแหละ”

“ใช่ ลื่นกว่าที่คิดเยอะเลย” อัสนีทำหน้าเหยเก “มันเบรกยังไงน่ะ ถามไว้ก่อนเผื่อไหลลงไป”

“เอียงเท้าเข้า” เขาชี้นิ้วสองข้างเป็นรูปตัว V คว่ำ ก่อนจะชะงักไป “ขำอะไร”

“เปล่าๆ เห็นภาพดี” คนขำกระแอมเบาๆ บอกไม่ได้หรอกว่าท่าเมื่อกี้น่ารักเป็นบ้าสำหรับผู้ชายที่โตแล้ว “นายขึ้นไปที่สูงกว่านี้ก็ได้นะ ฉันรู้ทฤษฎีคร่าวๆ ก็พอแล้ว เดี๋ยวเล่นเป็นแล้วจะตามไป”

เป็นคำประกาศตัวนิ่มๆ ฟังรื่นหูแต่ก็อวดดีอย่างบอกไม่ถูก วินเซนต์เลิกคิ้วนิดหนึ่งกับความมั่นใจนั่น

“เอางั้นหรือ”

“เอางั้นแหละ”

เห็นแล้วก็หมั่นไส้ ทั้งรอยยิ้มทั้งแววตานั่นมันชวนให้หงุดหงิด ส่วนหนึ่งเพราะเขารู้ตัวว่าแพ้ทางผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่ต้นด้วย พอเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะไถไปตามทางราบ เลยอดไม่ได้ที่จะ...

 

ผลัก!

“เฮ้ย!

 

อัสนีไหลพรืดลงไปตามทางลาดใกล้ๆ แล้วก็ล้มโครมเป็นรอบที่สอง วินเซนต์บอกตัวเองว่ามือมันกระตุกเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจ (แอบตกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ผลักอีกฝ่ายไปจริงๆ เพราะตอนแรกก็แค่คิดเฉยๆ... เอาน่า ก็มือมันกระตุกนี่นะ) แต่พอเห็นคนล้มหัวเราะออกมาแล้วก็เบาใจได้ว่าไม่โดนโกรธแน่

“ลุกยากแฮะ” อัสนีบ่น วินเซนต์พยักหน้ารับเบาๆ ตามลงไปหยุดข้างๆ แล้วยื่นมือให้จับ

“แรกๆ ก็แบบนี้แหละ”

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็น--- เฮ้ย!!

อัสนีหัวเราะขบขันเมื่อไอ้คนหน้านิ่งนั่นล้มตามลงมาตามแรงดึง จุกไปหน่อยเพราะแขนเจ้าตัวฟาดเข้ากับท้องเขาเต็มๆ แต่เห็นสภาพแล้วถือว่าคุ้ม วินเซนต์กลิ้งอยู่บนพื้นหิมะ แว่นกันแดดกระเด็นหลุดไปอีกทาง หมวกร่นลงมาปิดไปครึ่งหน้า เปื้อนหิมะไปหมด

“หนอย แรกๆ ก็เป็นแบบนี้เหรอ” หนุ่มไทยเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยันตัวอีกฝ่ายไว้ พลิกให้นอนจมลงไปกับหิมะ “ลองโดนผลักบ้างจะรู้สึก”

“นายก็ผลักฉันอยู่นี่ไง” วินเซนต์แยกเขี้ยว สะดุ้งโหยงเมื่อหิมะบางส่วนกระเด็นเข้าหน้า “Ouch! Stop that!”

“อยากได้สงครามมั้ย” อัสนีฉีกยิ้ม เอ่ยเสียงเจ้าเล่ห์ ความจริงแล้วเขาไม่ได้ออกแรงอะไรมากเลย แค่กดไหล่สองข้างนั้นไว้กับพื้น อาศัยแรงโน้มถ่วงอีกนิดหน่อยเป็นข้อได้เปรียบ แต่ดูเหมือนวินเซนต์จะดิ้นไม่หลุดจนต้องร้องประท้วง

“No, thank you!” แยกเขี้ยวอีกครั้ง “ปล่อยได้แล้วน่า!”

คนถูกสั่งยอมปล่อยมือแต่โดยดี วินเซนต์ยันตัวลุกขึ้นนั่งท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของเพื่อนร่วมทาง เกล็ดหิมะจับเต็มเสื้อไปหมดโดยเฉพาะแผ่นหลังกับกางเกง อัสนีรู้ตัวว่าสภาพไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรแต่เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ วินเซนต์โวยวายได้น่าแกล้งมากจริงๆ

C’mon.  Let’s get up.”

เขาว่าพลางพยายามดันตัวลุกขึ้นยืน ส่วนเจ้าคน น่าแกล้ง ที่ว่ากลับบ่นงึมงำอะไรเบาๆ ในลำคอฟังไม่ได้ศัพท์ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นฉายประกายวับอยู่ชั่ววูบ

 

แล้วหิมะก้อนหนึ่งก็กระแทกโครมเข้ากลางหน้า!

 

What are you doing!?”

“You want to fight, don't you?” หนุ่มลูกครึ่งยิ้มมุมปาก ลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่วแล้วโกยหิมะบริเวณข้างลานสกีที่เป็นฝอยนุ่มๆ ไม่ได้ถูกอัดจนแข็งเรียบอย่างในลานขึ้นมา อัสนีสะดุ้งนิดหนึ่ง รีบปาดหิมะให้พ้นจากหน้า -- โชคดีที่เขาใส่เป็นก็อกเกิ้ล ถ้าเป็นแว่นธรรมดาแบบวินเซนต์คงแย่กว่านี้

“ไหนเมื่อกี้บอกไม่อยาก”

มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เป็นคำตอบ อัสนีเพิ่งรู้ว่าไอ้หนุ่มนี่ก็ยิ้มแบบนี้เป็นกับเขาด้วย

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

“งั้นลงมานอนอีกรอบเลยมา”

“ไม่เอา นายนั่นแหละนอนไป” หิมะถูกปาใส่อีกรอบ “Hey, I said--- Whoa!

นายสู้แรงฉันไม่ได้หรอกน่า” อัสนีหัวเราะ อาศัยตัวอีกฝ่ายยันเอาไว้แล้วลุกขึ้นยืน เขาอาศัยจังหวะเมื่อกี้สกีออกจากเท้าแล้ว ถึงรองเท้าจะหนักและรุ่มร่ามอยู่ แต่ก็ยังพอเดินได้ง่ายกว่าตอนที่มีแผ่นกระดานติดกับเท้า “จะทำอะไร แก้แค้นเหรอ”

Of course!”

“งั้นก็ช้าไปนะ” คำเอ่ยอ่อนโยน แต่การกระทำมันไม่ใช่ โดยเฉพาะเมื่ออุ้งมือกร้านกดไหล่อีกฝ่ายเอาไว้ข้างใต้ มืออีกข้างมีหิมะอยู่ก้อนหนึ่ง เงื้อขึ้น “ขอฉันเอาคืนก่อนก็แล้วกัน”

วินเซนต์หน้าซีดลงนิด

“W--- Wait---”

 

อีกแล้ว... ไอ้หมอนั่นยิ้มอย่างที่เขาพ่ายแพ้อีกแล้ว เสียแต่คราวนี้มันไม่น่าคล้อยตามเลยสักนิด

 

Too late, man.”

แล้วเขาก็แพ้อีกตามเคย

 

 

xxxxxxxxxx




From Writer:

แอ๊ย กลับมาแล้วววววว
ความจริงเราชอบเรียกว่าอัสนีมากกว่าแอนโธนี่ล่ะค่ะ ไม่รู้เปลี่ยนวิธีเรียกกลางคันแบบนี้จะตลกรึเปล่านะ (ฮา) จริงๆ คือชอบทั้งพ่อทั้งลูกเลยล่ะค่ะ แล้วก็ลองเปลี่ยนฟ้อนท์ตรงที่พูดกันเป็นภาษาไทยด้วย ไม่รู้จะดีรึเปล่า มันรำคาญตามั้ยคะ? (ถ้ารำคาญเราจะได้เปลี่ยนเป็นฟ้อนท์เดียวกันให้หมด ฮา)

อ้อ เห็นมีถามหารูปประกอบ เรามีรูปที่วินเซนต์กินเค้กอยู่ล่ะค่ะ จากบทที่แล้ว~




คนอะไรก็ไม่รุ น่ารักน่าหลงได้ตลอดเวลาจริงๆ นะ (ฮา) เราชอบวาดวินเซนต์ค่ะ เป็นคนที่มีอะไรให้วาดเรื่อยๆ ได้ตลอด เสื้อผ้าก็วาดสนุกด้วยล่ะ มีอะไรให้ออกแบบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ น่ารักดี

ปล. ถ้ารูปไม่ติดหรืออยากดูรูปใหญ่ ตามไปดูที่แฟนเพจได้เลยค่า~  >> คลิกเลยจ้า <<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #108 Hanagika Alantasia (@ppmmint-pokepals) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 07:36
    ขำำำ เล่นกันเหมือนเด็กๆ 555
    #108
    0
  2. #96 Zero-b (@korinasai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 เมษายน 2558 / 15:45
    ฟินเวอร์!!!
    #96
    0
  3. #63 Nil[Night] (@nisharee_kom) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2557 / 13:37
    อร๊ายยยย อ่านภาษาปะกิดแล้วยิ่งฟิน ฟินกว่าภาษาไทยอีกอ้ะ >\\\\< มุก should I kneel, I dont have a ring นี่โดนมากพี่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วอัศยังมีตบมุกอีก อ่านแล้วกิ้กกั้กจริงๆสองคนนี้ รักเลยๆ
    #63
    0
  4. #38 wand of determine (@nisharee) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2556 / 23:19
    เย้ย ไม่ใช่ว่าเป็นพี่น้องครึ่งนึงหรอกน้าาาาา (มันจะบังเอิญขนาดนั้นเลยมั้ยอ่ะ?)
    สรุป อัสวินซ์ ?? ชอบอ่ะ น่ารัก
    #38
    0
  5. #32 Red-Poiison (@e-nooza) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2556 / 10:05
    น่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #32
    0
  6. #26 ai love you (@aiyarin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 12:47
    น่ารัก ๆ อะ คุณพ่อวศินต์น่ารักมากมายเลย ตอนที่สองพ่อลูกเขาคุยโทรศัพท์กันเป็นอะไรที่น่ารักมาก ถามแบบนั้นแสดงว่าเตรียมตัวรับลูกสะใภ้ที่เป็นผู้ชายไว้แล้วใ่ช่ไหมคะคุณพ่อ
    ตอนนี้วินเซนต์ก็น่ารักเหมือนกัน ยิ่งตอนไปลุยหิมะก็ยิ่งน่ารัก แหม ๆ เล่นปาหิมะกันด้วยน่าสนุกจัง ถ้าเขาไปร่วมวงด้วยจะได้ไหมคะ
    แอ้กกก///โดนแอนโธนี่ปาหิมะไล่
    #26
    0
  7. #25 BD_FC_Reborn&LSK (@playzzz1) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มีนาคม 2556 / 22:50
    สนับสนุนพ่อแอนโทนี่(เราว่าอัสนี คิดถึง อัสนีวัตสันอ่ะ ¥^¥)

    เชียร์ลูกชายเยอะๆน้า

    ปล. จะเพ้อถึงนายนะวินเซนต์ >.,<
    #25
    0