โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 5 : ฮาร์ปีส์ในคอร์ทแบด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 668
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 มี.ค. 58

 

ชายหนุ่มชะงักก่อนเงยหน้าขึ้นมองและเห็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เธอมีใบหน้าสวยหวาน ผิวขาว ผมสีน้ำตาลแดงยาวประบ่า แต่งกายด้วยเสื้อสีขาวที่ดูเหมือนจะเล็กไปนิดนึง กระโปรงสั้นระดับเข่าพอดี ในมือขวาถือไม้แบดมินตันไว้


โอมมีอาการงงๆ เขาแน่ใจว่า ตัวเองไม่เคยรู้จักหญิงสาวคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า มาก่อนอย่างแน่นอน


ไม่ต้องแปลกใจหรอก เมื่อครู่ ฉันเรียกคุณเองหญิงสาวบอกอีกครั้ง เมื่อเห็นเขามีท่าทางงุนงง

เอ่อ คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับโอมถาม

พวกเราต่างก็รู้จักคุณดีค่ะ คุณโอม อัคราหญิงสาวยิ้มพราย ขณะที่ดวงตาคู่งามนั้นเปล่งประกายบางอย่าง

หมายความว่าไงครับชายหนุ่มเริ่มงงขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ที่จู่ๆก็มีสาวแปลกหน้า เรียกชื่อ นามสกุลเขาแบบเต็มยศได้ถูกต้อง


ในระหว่างนั้น หญิงสาวอีกสี่คนหยุดเล่นและยืนมองการสนทนาของโอมกับหญิงสาวด้วยความสนใจ

ดูท่าทาง เราคงต้องทบทวนความจำให้คุณโอม กันหน่อยละมั้งหญิงสาวผิวขาว ผมสั้น ใบหน้าสวยคม กล่าวด้วยเสียงสดใส ระรื่นหู

โอมลุกขึ้นและก้าวข้ามม้านั่งมาทางด้านหลังทบทวนความจำเรื่องอะไรกันครับเขาถามกลับ

เพิ่งจะพบกันไม่นาน พี่โอมไม่น่าจะลืมกันได้เร็วขนาดนี้เลยนะเสียงคุ้นหู ดังมาจากหญิงสาวคนที่สาม ก่อนที่เจ้าของเสียงจะก้าวออกมา


ทันทีที่เห็น โอมถึงกับสะดุ้ง เพราะหญิงสาวคนนี้ เหมือนกับคนที่ชื่อ เชอรี่ ในความฝันพิลึกกึกกือของเขาไม่มีผิด 
คราวที่แล้ว เจ้าโชคดีที่รอดไปได้ แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เจ้าจะโชคดีเช่นนั้นอีกหญิงสาวคนที่สามพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ดวงตาทั้งคู่ฉายแววดุดัน ในขณะที่หญิงสาวอีกสี่คนได้ก้าวมายืนข้างๆเธอ จนเป็นแถวหน้ากระดาน

พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันโอมถามกลับ พร้อมกับก้าวถอยออกมาสองสามก้าว น้ำเสียงและท่าทางของหญิงสาวทั้งห้าทำให้เขาเริ่มใจคอไม่ค่อยดี


แทนคำตอบ หญิงสาวทั้งห้าที่อยู่เบื้องหน้าก้าวออกมายืนเป็นแถวหน้ากระดาน พร้อมกับยกมือข้างซ้ายขึ้นจับเสื้อที่สวมอยู่และกระชากออก


ดวงตาของโอมเบิกกว้างเมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่หลังเสื้อพวกนั้น


แผงเกล็ดสีเงินแวววาว ปรากฏขึ้นแก่สายตา


ชายหนุ่มถอยออกห่างจากภาพที่เห็นจนหลังชิดกับกำแพงโรงยิม ขณะที่ร่างกายของหญิงสาวทั้งห้ากำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปีกขนาดใหญ่งอกขึ้นจากเบื้องหลัง ขณะที่ร่างกายท่อนล่างกลายสภาพเหมือนขานกที่มีขนสีแดงปกคลุมไปทั่ว ส่วนร่างท่อนบนนั้นปกคลุมไปด้วยแผงเกล็ดสีเงิน มือทั้งสองมีกรงเล็บแหลมยาวยืดออกมา ดวงตาของพวกเธอเปล่งประกายสีแดงฉานดังพลอยสีเลือดนก


ภาพลวงตา ภาพลวงตา นี่ต้องเป็นภาพลวงตาแน่นอนชายหนุ่มพยายามบอกกับตัวเอง พร้อมกับหยิกแขนจนเต็มแรง ซึ่งมันให้ความเจ็บแบบสุดๆ แต่ทว่า ภาพของนางอสุรกายทั้งห้า ก็ยังคงอยู่


เตรียมตัวตายได้แล้วนางอสุรกายตัวหนึ่งกรีดร้อง พร้อมกับกางกรงเล็บทะยานเข้าหาชายหนุ่ม ที่ยามนี้ยืนนิ่งแข็งราวกับรูปปั้น


เฟี้ยวเสียงวัตถุบางอย่างพุ่งแหวกอากาศ ก่อนที่ลูกธนูสองดอกจะปักเข้าที่หัวของนางปีศาจตัวนั้นจากด้านซ้ายทะลุออกทางขวา ทำให้มันล้มครืนลงกับพื้นและแน่นิ่งไป


นางอสุรกายที่เหลือหันไปมองผู้ที่มาขัดจังหวะมหกรรมกินโต๊ะ พวกมันกรีดร้อง เสียงดังแสบแก้วหู ซึ่งในขณะนั้นเอง โอมก็จำได้ว่า เสียงนั้นเป็นเสียงเดียวกับที่เขาเคยได้ยินมาแล้ว ในเหตุการณ์ที่เขาคิดว่าเป็นความฝัน


ผู้มาใหม่ทั้งสอง ยกธนูขึ้นเหนี่ยวและปล่อยลูกศรอีกครั้ง ทว่านางอสุรกายทั้งสี่กางปีกทะยานขึ้นหลบลูกศรได้ทัน พวกมันบินไปมารอบโรงยิม เพื่อหลบลูกศรที่ยิงมาและหาจังหวะเข้าเล่นงานฝ่ายตรงข้าม อสุรกายตัวหนึ่งถูกลูกศรเสียบหน้าอกและควงสว่านร่วงลงกระแทกพื้นสนามแบดมินตัน ตามมาด้วยอีกตัวที่ถูกลูกศรพุ่งเข้าเสียบที่ลำคอ ร่างของมันถลาเข้าชนกับตาข่ายที่ขึงอยู่กลางสนาม แรงกระแทกทำให้เสาสำหรับขึงตาข่ายล้มตามไปด้วย


    ตลอดเวลาดังกล่าว โอมยังคงยืนหลังชนกำแพงโรงยิม พร้อมกับมองดูการโรมรันที่น่ามหัศจรรย์นั้น สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มทำอยู่ในยามนี้คือ การพร่ำบอกกับตัวเองซ้ำไป ซ้ำมา ว่าเขากำลังฝันอยู่


 นางอสุรกายอีกสองตนที่เหลือ ตัดสินใจเข้าโจมตีพร้อมกัน พวกมันพุ่งลงมาจากคานด้านบนที่เกาะอยู่ ด้วยความเร็วราวกับจรวดนำวิถี ทว่ามือธนูทั้งสองกระโดดออกจากตำแหน่งนั้นได้ทันก่อนที่กรงเล็บมฤตยูจะถึงตัว ทำให้นางอสุรกายตัวหนึ่งที่เปลี่ยนทิศทางการโจมตีไม่ทัน พุ่งเข้าชนกับผนังโรงยิมเต็มแรง และก่อนที่มันจะทันหายงุนงง ลูกธนูสองดอกก็พุ่งเข้าเสียบทะลุหัวใจและจบชีวิตของมันลง


   ในขณะนั้นเอง อสุรกายตัวสุดท้ายที่บินหักหลบได้ทัน ได้เปลี่ยนเป้าหมายการโจมตี มันหันไปพุ่งเข้าหาโอมที่ยังยืนตะลึงอยู่กับที่ 


   แต่ก่อนที่นางอสุรกายจะถึงตัวเขา ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้าเสียบทางด้านหลังหัวของมัน คมศรทะลุออกจากปาก พร้อมหยาดเลือดสีดำที่สาดกระเซ็น จากนั้นร่างของนางอสุรกายก็ล้มคว่ำลงแทบเท้าโอมพอดี


    มือธนูทั้งสองหันมายังชายหนุ่มที่เกือบตกเป็นเหยื่ออสุรกาย ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา แสงสว่างจากหลอดไฟในโรงยิมส่องให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่ได้ชัดเจน


   ดวงตาของโอมเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่ามือธนูทั้งสอง ก็คือ วาโย และ ปถวีร์ เพื่อนรักของเขานั่นเอง


ไง เกือบตายแล้วนะ ไอ้โอมวาโย ทัก ขณะที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายนั่นนายทำอะไรของนายน่ะวาโยขมวดคิ้ว เมื่อเห็นโอมทำปากหมุบหมิบ พร้อมกับหยิกแขนตัวเอง จนเป็นจ้ำๆ

ความฝัน ความฝัน ความฝัน นี่เป็นความฝันแน่นอนโอมพึมพำ ริมฝีปากสั่นระริก หน้าซีด เหงื่อแตกพลั่ก

เฮ้ย ไอ้โอมปถวีร์เขย่าตัวเพื่อนตั้งสติหน่อยสิวะ

อย่ามายุ่งกับฉัน! “ โอมผลักอีกฝ่ายออก พร้อมกับสั่นศรีษะไปมา  พวกนายเป็นความฝัน ฉันกำลังฝันอยู่ ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง ๆๆๆ

ท่าทาง มันจะช็อคว่ะวาโยพูด ก่อนจะหยิบขวดน้ำเย็นที่กลิ้งอยู่บนพื้นขึ้นมาเปิดฝาและสาดของเหลวในขวดเข้าหน้าโอมเต็มที่


ความเย็นของน้ำ ทำให้สติของชายหนุ่มกลับคืนมา โอมเอามือปาดน้ำออกจากหน้า ก่อนจะหันมองไปรอบๆ

     สภาพของคอร์ทแบดมินตัน ดูเหมือนกับสนามรบไม่มีผิด ไม้แบดมินตันและลูกขนไก่ตกกระจายบนคอร์ทร่างของอสุรกายนอนตายเกลื่อนโลหิตสีดำสาดไปทั่วโรงยิม ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง เสาขึงตาข่ายกลางสนามทั้งสองเสาล้มลงกับพื้น โดยมีร่างของอสุรกายตัวหนึ่งกองอยู่กับตาข่ายที่พันกันจนยุ่งเหยิง ม้านั่งสองตัวล้มคว่ำหกคะเมน แผ่นบอร์ดสำหรับแจ้งตารางเวลาใช้สนามที่แขวนอยู่บนผนังหล่นลงมากองบนพื้น


ตะ..ตะ..ตกลง นี่ไม่ใช่ความฝันเหรอโอมเรียบเรียงคำพูดและถามขึ้นอย่างยากเย็น

วาโยพยักหน้าแทนคำตอบ 

แล้วก็ไม่ใช่ภาพลวงตาด้วย

ภาพลวงตา ไม่ทำให้นายเปียกได้หรอกโอมปถวีร์พูดน้ำเสียงเรียบ

แล้ว..”โอมก้าวหลบซากสัตว์ประหลาดที่นอนตายบนพื้น อย่างแหยงๆแล้วไอ้พวกนี้ มันคืออะไรเขาถาม

 ฮาร์ปีส์วาโยตอบ 

โอมมองหน้าเพื่อนตัวอะไรนะ

พวกฮาร์ปีส์ อสุรกายครึ่งนก ครึ่งผู้หญิง มีเกล็ดที่หน้าอกเหมือนงู ดุร้าย กินไม่เลือก ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงอีกฝ่ายอธิบายราวกับเป็นเรื่องปกติ

อสุรกายโอมทวนคำอย่างไม่เชื่อหูตัวเองตะ ตะ แต่ว่า ไอ้ตัวพวกนี้ มันไม่มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่เหรอ

แล้วที่นอนอยู่นี่ล่ะ นายคิดว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่าปถวีร์พูดขึ้น


 โอมก้มมองซากบนพื้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกสยอง กลิ่นคาวเลือดและสาปสางยังคละคลุ้งไปทั่ว ตกลงว่า อสุรกาย มีจริงๆเหรอวะเขาถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

มากกว่าที่นายคิดเชียวล่ะวาโยบอก


ชายหนุ่มมองเพื่อนทั้งสองคน ขณะที่ในสมองของเขาเต็มไปด้วยความสับสน มันสับสนเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาเข้าสอบแคลคูลัส โดยไม่ได้อ่านหนังสือและไม่ได้เข้าเรียนมาตลอดเทอม เสียอีก

ขณะที่โอมยังคงอยู่ในสภาพสับสนนั้นเอง วาโย ก็หันไปพูดกับปถวีร์ว่าฉันว่า เราคงต้องพามันไปหา ผอ.แล้วล่ะ ก่อนที่อะไรๆ มันจะหนักกว่านี้

ปถวีร์พยักหน้าเห็นด้วย

ผอ.”โอมทวนคำผอ.อะไรเหรอ

ผู้ที่จะอธิบายให้นายฟังถึงเรื่องทั้งหมดนี้ได้นะสิวาโยตอบ ด้วยน้ำเสียงเครียดๆ


  ....แม้ว่าโอมเพิ่งจะเผชิญหน้ากับฝูงฮาร์ปีส์ที่มีท่อนล่างเป็นนกยักษ์ ส่วนท่อนบนเป็นผู้หญิงที่มีเกล็ดสีเขียวงอกเต็มหน้าอกมาแล้วก็ตาม แต่เขาก็ต้องตะลึงจนตาค้าง เมื่อเห็นวิธีการเก็บกวาดผลงานของเพื่อนทั้งสอง


    เริ่มแรก วาโยใช้ของเหลวสีเงินบางอย่างที่เก็บอยู่ในกระบอกน้ำสีเขียว หยดลงไปบนซากของสัตว์ประหลาดที่นอนอยู่เกลื่อนห้อง และทันทีที่ของเหลวดังกล่าวต้องลงบนร่างของพวกมัน ร่างนั้นก็ยุบสลายลงไปกับพื้นและหายไปโดยไร้ร่องรอย จากนั้น ปถวีร์ก็หยิบขวดสเปรย์ลายดอกไม้ ลักษณะคล้ายๆ สเปรย์ปรับอากาศทั่วไป พ่นใส่คอร์ทแบดมินตัน และเพียงไม่นาน ข้าวของทุกอย่างในนั้นก็ขยับเขยื้อนและซ่อมแซมตัวเองจนกลับเข้าสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว 


พะ..พวกนาย ทำได้ไงวะชายหนุ่มถามด้วยความอัศจรรย์ใจ 


เวทย์มนต์เล็กๆน้อยๆปถวีร์ตอบ พลางเก็บสเปรย์ลงในเป้สะพายหลัง


นายกำลังจะบอกว่า พวกนายมีเวทย์มนต์แบบพวกพ่อมดในหนัง งั้นเหรอ


ก็ทำนองนั้นแหละอีกฝ่ายยักไหล่ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาเอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ


เดี๋ยวนะโอมนึกอะไรขึ้นมาได้ถ้างั้น ที่ฉันเคยเจอเมื่ออาทิตย์ก่อน ก็เป็นเรื่องจริงด้วย ใช่ไหม


ใช่ปถวีร์ตอบเพียงแต่ตอนนั้น พวกเราไม่อยากให้นายรู้ความจริง ก็เลยใช้มนต์พรางตาน่ะ


มนต์พรางตา


มันจะทำให้ผู้ที่อยู่ในรัศมีของพลังมนตรา คิดและเห็นตามที่เราต้องการอีกฝ่ายขยายความ ก่อนจะกล่าวตัดบทว่าถ้านายยังมีข้อสงสัยอีก เอาไว้ไปถึงแล้วค่อยคุยกันต่อก็แล้วกัน


 โอมออกเดินไปกับเพื่อนทั้งสองอย่างไม่เต็มใจนัก ใจหนึ่งนั้น เขาอยากจะวิ่งหนีไปจากทั้งสองคนและลืมเรื่องทั้งหมดไปเสีย แต่อีกใจหนึ่ง เขาก็อยากจะรู้ว่า จริงๆแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ 


    ครู่หนึ่ง ทั้งสามก็เดินมาถึงประตูทางด้านหลังของมหาวิทยาลัย ซึ่งศาลาสำหรับรอรถประจำทางตั้งอยู่ ภายในศาลา มีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยหลายคนยืนรอรถอยู่  วาโยและปถวีร์ปรายตามองเข้าไปในศาลานั้นเล็กน้อย ด้วยอาการระแวดระวัง


ตอนนี้โอมเพิ่งสังเกตว่า คันธนูและกระบอกลูกศรที่สะพายบ่าเพื่อนทั้งสองของเขา เมื่อตอนที่อยู่ในโรงยิม ได้หายไปแล้ว


วีร์โอมเรียกเพื่อนอย่างเกรงๆธนูของพวกนายไปไหนแล้วเหรอ


มันจะออกมา เฉพาะตอนที่เราต้องการใช้น่ะอีกฝ่ายตอบ


เหรอโอมมองดูไหล่ที่ว่างเปล่าของเพื่อน พร้อมกับรู้สึกขนลุก เขายอมรับว่า แม้ตอนนี้ เขาจะได้เห็นกับตาว่าเวทย์มนต์มีจริง แต่จะให้ยอมรับว่า มันเป็นเรื่องปกติธรรมดานั้น คงต้องใช้เวลาอีกนาน


   ขณะนั้นเอง วาโย ก็โบกมือเรียกรถแท็กซี่มิเตอร์คันหนึ่งให้จอด จากนั้น ทั้งสามก็ขึ้นไปนั่งยังเบาะหลัง โดยมีโอมถูกนั่งประกบอยู่ตรงกลาง


ไปหอคอยเทวะวาโย บอกคนขับ


โอมขมวดคิ้วอย่างสงสัย ที่เห็นคนขับออกรถไป โดยไม่ได้แสดงอาการแปลกใจหรือถามไถ่อะไรเลย คล้ายๆกับว่า แท็กซี่มิเตอร์ทุกคันต่างก็รู้จักที่ที่เพื่อนของเขาบอกเป็นอย่างดี  


ชายหนุ่มมองข้ามเบาะไปยังกระจกมองหลังและขณะนั้นเอง เขาก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #62 lengust (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 22:43
    นี่มัน เพอร์ซี่ฉบับรวมมิตรทุกอารยธรรมหนิ

    ถึงแนวเรื่องจะคล้ายๆกัน แต่สำนวนของไรท์ เป็นอีกแบบนึงเลยครับ

    ชอบสำนวนแบบนี้นะ อ่านแล้วไทยๆดี
    #62
    0
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #32 kimurakung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 / 17:24
    เดาไม่ผิด..เพื่อนนายนะแหล่ะ ที่มาช่วยชีวิต .. ที่เหลือก็มาดูว่า โอมเป็นอะไร ทำไมถึงถูกปองร้าย
    #32
    0
  4. #8 patt454 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2555 / 07:24
    จะเกิดอะไรขึ้นกับโอมอีกเนี่ย รีบมาลงต่อเร็วๆนะ
    #8
    0
  5. #7 volcanary (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 เมษายน 2555 / 00:07
    รีบมาลงต่อเร็วๆเข้านะ
    #7
    0
  6. #4 killer-shi-i (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มีนาคม 2555 / 14:55
    สองหนุ่มนั่นต้องเป็นคนมาช่วยโอมชัวร์ 
    #4
    0