โอม อัครา กับศาสตราต้องคำสาป

ตอนที่ 10 : นาคสาวกับห้องฝึกจิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 489
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    9 ก.ค. 57

เพื่อนๆคุณพามาส่งน่ะค่ะเด็กสาวตอบก่อนรินเครื่องดื่มสีเขียวมรกตจากเหยือกแก้วเจียระไนใส่ลงในแก้วทรงสูงและส่งมาให้เขา

“ดื่มนี่ก่อนนะคะ จะได้ดีขึ้น”


โอมมองน้ำสีมรกตในแก้ว เขามองเห็นน้ำในแก้วหมุนวนไปมาคล้ายมีชีวิต”น้ำอะไรหรือครับ”

“น้ำทิพย์ค่ะ”อีกฝ่ายตอบ”เป็นน้ำที่ได้มาเมื่อตอนคณะเทพแห่งไกรลาสร่วมกับเหล่าอสูรกวนทะเลน้ำนม”

“ทะเลน้ำนม..”

“ค่ะ”เด็กสาวยิ้ม”แต่นี่ไม่ใช่ของดั้งเดิมหรอกค่ะ เป็นน้ำทิพย์ที่ทางเราสกัดขึ้นเอง โดยมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับของเดิมราวห้าสิบเปอร์เซนต์ ดื่มแล้วจะช่วยทำให้หายจากอาการบาดเจ็บต่างๆได้เร็วขึ้น”


ฟังเธออธิบายยาวเหยียดแล้ว แม้จะไม่เข้าใจ แต่การมีสาวสวยเสียงใสมาพูดด้วยก็ทำให้โอมสดชื่นแล้ว

ชายหนุ่มดื่มน้ำในแก้วที่เด็กสาวเอามาให้ และเมื่ออึกแรกล่วงพ้นลำคอ เขาก็รู้สึกว่าอาการปวดระบมที่มีอยู่ ค่อยๆหายไป จนเมื่อดื่มหมดแก้วแล้ว อาการต่างๆก็หายไปหมด

“เป็นไงคะ ดีขึ้นไหม”เด็กสาวถามพลางรับแก้วไปวาง

โอมยิ้มขอบคุณ”ดีครับ”

“ไง ฟื้นแล้วเหรอ”เสียงปถวีร์ดังขึ้น จากนั้นเพื่อนสนิททั้งสองของโอมก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียง

”เกือบแย่แล้วนะ สหาย”ปถวีร์พูด

โอมยิ้มเล็กน้อย“เออ ดวงฉันมันยังแข็งว่ะ”

เพ่ยเพ่ย เพื่อนผมเป็นไงบ้างวาโยหันไปถามเด็กสาวในชุดพยาบาล

นอกจากรอยฟกช้ำเล็กน้อยก็ไม่มีอะไรมาก โชคดีนะคะที่สมองไม่กระทบกระเทือนเด็กสาวตอบ

นี่ถ้าพวกฉันไม่ปรับเป็นเวรี่ซอฟโหมดเอาไว้ละก้อ นายคงแบนเป็นกล้วยทับ ไม่ก็เละเป็นโจ๊กอย่างที่มินตราว่าไปแล้วปถวีร์พูดแล้วไง ยังพอมีแรงไปชมสถานที่ต่อไหม

“ขอพักแป๊บเหอะ”

“งั้นก็ตามใจ”


ขณะนั้น เพ่ยเพ่ยที่ยืนอยู่ได้เอ่ยขอตัวไปทำงานอื่นต่อ แต่ก็ไม่ลืมกำชับคนป่วยว่า หากมีอะไรหรือต้องการอะไรให้กดเรียกพยาบาลได้ทันที จากนั้นเด็กสาวก็เดินออกไป โดยมีสายตาของโอมที่มองตามจนร่างเพรียวในชุดพยาบาลนั้นหายลับตา


 พยาบาลที่นี่น่ารักดีเนอะ ยังกะดาราแน่ะน้ำเสียงชายหนุ่มเหมือนจะเพ้อนิดๆ

พวกธิดาจิ้งจอกก็อย่างนี้แหละ สวยหวาน เจ้าเสน่ห์วาโยพูด

โอมทำหน้างงหมายความว่าไงวะ ที่ว่าธิดาจิ้งจอก

ก็เพ่ยเพ่ยไง เธอเป็นชนเผ่าสุนัขจิ้งจอก เป็นจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ของป่าเขาชนิดหนึ่ง ประมาณกึ่งเทพกึ่งสัตว์น่ะ

“แบบที่เคยดูในหนังจีน เวลาจะคืนร่าง จะมีหางโผล่มาก่อนใช่ป่ะ”

“เรื่องนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่ะ เพราะไม่เคยอยู่ตอนเค้าคืนร่างสักที”

เฮอะ จิ้งจอกก็จิ้งจอกสิวะ ยังไงก็น่ารักกว่ายัยมินตรานั่นตั้งเยอะโอมว่า เออนี่ ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม

ปถวีร์เลิกคิ้วอะไรวะ

ตกลง พวกนายสองคนเป็นมนุษย์หรือเปล่าถามพร้อมตาจ้องเพื่อนทั้งสอง

ฉันเป็นคนธรรพ์ ส่วนไอ้โยมันเป็นลูกครึ่ง แม่เป็นมนุษย์ ส่วนพ่อคือโบเรีย เทพแห่งลมเหนือปถวีร์ตอบด้วยน้ำเสียงปกติ


โอมผงกหัวหงึกๆ มาถึงตอนนี้เขาก็แทบไม่เหลือความประหลาดใจใดๆอีกแล้วสำหรับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วยายมินตรานั่นล่ะเขาถามอีก

เธอเป็นนาควาโยตอบบ้าง

“ใช่ไอ้ตัวที่กินปลา หน้าตาเหมือนแมวขาสั้นๆหัวแบนๆ แล้วกระโดดลอดห่วงหรือเปล่า”

ชั้นเป็นพญานาคย่ะ ไม่ใช่ตัวนากกินปลา”เสียงมินตราที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องดังขึ้น“ปากแบบนี้ มันน่าจับเอาไปถ่วงน้ำเสียให้เข็ด”

“ถึงถ่วงก็ไม่กลัว ชั้นมีสน็อคเกิล”


“ปากดีแบบนี้ คงไม่เป็นอะไรแล้วสินะ”นาคสาวเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากปะทะคารมต่อ”งั้นก็ลุกขึ้นได้แล้ว นายยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ”

คนฟังแกล้งนอนเอกเขนก”แล้วถ้าชั้นไม่ไปล่ะ”                          

“แล้วนายอยากรู้ไหมว่านาคีอย่างพวกชั้น จัดการยังไงกับพวกชอบสร้างปัญหา”น้ำเสียงหญิงสาวเยือกเย็นและทันทีที่กล่าวจบ ดอกไม้ในแจกันบนโต๊ะข้างเตียงชายหนุ่มก็ลุกไหม้กลายเป็นจุณในพริบตา


โอมกลืนน้ำลายลงคอ พลางหันไปมองเพื่อนทั้งสอง ซึ่งทั้งสองก็ส่ายหน้าเป็นเชิงว่า...อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า..

**********


โอมมองไปยังห้องโถงใหญ่ที่มีผู้คนเดินไปมา ที่จริงชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่า พวกที่เห็นเดินไปมานี้ จะเรียกว่าคนได้ไหม เพราะเท่าที่ถามเพื่อนทั้งสองมา เขาก็ได้คำตอบว่า พวกที่อยู่ในอาคารนี้ ถ้าไม่ใช่พวกอมนุษย์ ก็เป็นพวกครึ่งเทพ แล้วยังมีพวกเทพกึ่งสัตว์อีก สรุปก็คือทั้งตึก มีเขานี่แหละที่เป็นคนธรรมดาๆ


“แล้วพวกนี้ อาศัยอยู่ที่นี่หมดเลยเหรอ”โอมสงสัย

ปถวีร์พยักหน้า “ส่วนใหญ่ก็ใช่ แต่ก็มีบ้างที่อาศัยอยู่ข้างนอก ก็ในซอยที่นายเข้ามานี่แหละ”

“แล้วถ้ามีคนนอกเข้ามาล่ะ ทำไง”

“จะบอกอะไรให้นะ”มินตราเอ่ยแทรกขึ้น”ไม่มีมนุษย์ธรรมดาที่ไหน เข้ามาในนี้ได้หรอก ถ้าพวกเราไม่พาเข้ามา”

“ได้ยินแบบนี้ แล้วรู้สึกภูมิใจจัง อย่างกับเป็นวีไอพียังไงไม่รู้”โอมแกล้งพูดแดกดัน ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันที่เขาไม่ค่อยถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้สักเท่าไหร่

“รู้ว่าตัวมีความสำคัญก็ดี จะได้หัดทำตัวให้สมกับที่คนอื่นเขาให้ความสำคัญ”ธิดาพญานาคหยุดพลางจ้องหน้าชายหนุ่ม”แล้วถ้านายยังไม่เลิกเรียกฉันว่า พรีเซนเตอร์ไม้ขีดไฟอีกล่ะก้อ นายได้เกรียมเป็นกล้วยปิ้งแน่”

“โทษที ฉันลืมไปว่าเธอน่ะ อ่านความคิดฉันได้”โอมแกล้งพูดก่อนจะหันไปทางขวามือของห้องโถงที่มีประตูสีดำสนิทขึ้นเงาวับติดอยู่กับผนัง ชั่วขณะที่มองดู โอมคล้ายจะเห็นใบหน้ามากมายลอยวนเวียนอยู่ในเนื้อไม้สีดำของบานประตู ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกขนลุกเกรียวอย่างบอกไม่ถูก

“นั่นห้องอะไรเหรอ”ชายหนุ่มถาม

“ห้องฝึกจิต”วาโยตอบ”เอาไว้ฝึกสมาธิเพื่อให้พลังจิตเข้มแข็งขึ้น”

ดู..จากประตูแล้ว มันน่าจะเป็นห้องดับจิตมากกว่า..โอมคิดในใจ

“นายจะลองเข้าไปดูก่อนไหม”

“หมายความว่าไง”

“คือมันอยู่ในโปรแกรมการฝึกด้วยน่ะ ก็เลยถามว่านายจะลองเข้าไปดูสักหน่อยไหม”ปถวีร์บอก

“แต่ถ้าวันนี้ยังไม่กล้า ก็ไม่เป็นไรนะ”

“กะอีแค่ห้องฝึกจิต ทำไมชั้นต้องกลัวด้วย”พูดจบโอมก็ก้าวฉับๆเดินนำคนทั้งสามเข้าไปผลักประตูเปิดทันที

บรรยากาศในห้องดูไม่น่ากลัวเท่ากับประตู ภายในมีแสงนวลตา อากาศเย็นสบาย เนื้อที่กว้างพอๆกับโรงหนังขนาดใหญ่ พื้นห้องปูด้วยพรมเนื้อหนานุ่ม รอบผนังทั้งสามด้านยกเว้นประตูทางเข้า ถูกกั้นแบ่งด้วยฉากบางๆเป็นช่องเล็กขนาดพอนั่งได้หนึ่งคน ส่วนตรงกลางห้องมียกพื้นสูงราวหนึ่งฟุตพร้อมโต๊ะเตี้ยๆแบบญี่ปุ่นอีกแปดตัวตั้งอยู่

ปถวีร์ชี้มือไปยังช่องที่ติดผนัง“นายเข้าไปนั่งในช่องนั้นแล้วหลับตา ทำจิตให้นิ่ง แค่นั้นแหละ”

“เหมือนนั่งสมาธิใช่ไหม”

“เอ่อ ก็คล้ายๆล่ะนะ”

มองหน้าเพื่อนแล้ว โอมก็ชักสงสัยว่า มันคงมีอะไรมากกว่านั่งสมาธิธรรมดาแน่ แต่ในเมื่อมาถึงนี่แล้วยังไงก็ต้องลองละ ไม่อย่างนั้น คงถูกยัยมินตราดูถูกเอาอีก

“โชคดีนะเพื่อน” วาโยตบบ่า ก่อนจะเดินไปนั่งรอบนยกพื้นกลางห้องพร้อมปถวีร์และมินตรา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #37 kimurakung (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 / 17:53
    จิงๆ โอมก็ต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เชื่อดิ รอแค่เมื่อไหร่ไรเตอร์จะเฉลย .. ป๊ะละ
    #37
    0