อ้อมกอดหัวใจ อุ่นไอรัก สนพ.Touch ลงตอนจบ ลบเที่่ยงคืนจ้า

ตอนที่ 2 : เสร็จสอารมณ์หมาย แล้วผละไปง่ายๆมันก็ต้องเหวี่ยงกันหน่อยล่ะ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 มิ.ย. 54

  

 

     ร่างนุ่มเนียนแทบจมลงไปในฟูกหนานุ่มบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้านภายใต้ผ้าห่มนวมสีม่วงทึบแสนจะนุ่มสบาย คนขี้เซาทำท่าจะหลับต่อ แต่ความเมื่อยขบและความผิดปกติบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในร่างกายทำให้อิงไอรักเบิกตาโพลงอย่างรวดเร็วเมื่อภาพความอบอุ่นอ่อนหวานที่แทรกอยู่ในความร้อนเร่าจากสัมผัสแปลกใหม่ที่เขามอบให้เริ่มทยอยฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ แก้มเนียนใสพลันเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มด้วยเลือดฝาดก่อนจะหันไปมองที่นอนข้างๆโดยอัตโนมัติ

ในความมืดสลัวยามค่อนรุ่งแต่ยังพอมองเห็นว่าที่นอนข้างๆเธอ บัดนี้ว่างเปล่ามีเพียงรอยบุ๋มบนหมอนเท่านั้นที่ช่วยยืนยันว่าเมื่อคืนหลังจากใช้หนี้ให้เขาชนิดทบต้นทบดอกอย่างที่ชยังกูรเคยคาดโทษเอาไว้แล้วเขาก็ยังนอนกกกอดเธอเอาไว้แนบอก

แน่ล่ะ...มันไม่ใช่ความฝัน

แล้วตอนนี้ล่ะ เขาไปไหน? คำถามแรกผุดขึ้นในสมองก่อนที่หญิงสาวจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง เปิดไฟหัวเตียงแล้วกวาดสายตาไปรอบๆห้อง โทรศัพท์สองเครื่องวางอยู่บนโต๊ะเล็กๆข้างเตียง

“หมอกคะ” เธอเรียกเบาๆ แต่ก็คิดว่าถ้าเขาอยู่ในห้องน้ำคงจะได้ยิน ประตูห้องน้ำแง้มเอาไว้เล็กน้อยแต่ไม่มีแสงไฟลอดออกมาทำให้อิงไอรักเริ่มนั่งไม่ติด

ห้องนี้ไม่มีระเบียง แต่กลับมีบันไดเล็กๆ วนเป็นเกลียวทะลุขึ้นไปยัง...ห้องใต้หลังคา แต่เอ สวีทฮาร์ทของเธอจะขึ้นไปอยู่บนนั้นทำไมกัน

“หมอกคะ คุณอยู่บนนั้นรึเปล่า” เธอเรียกเสียงดังกว่าตอนแรกแต่ก็มีเพียงเสียงนกจากต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านยื่นมาแถวหน้าต่างห้องเท่านั้นที่ขับขานตอบกลับมาให้ได้ยิน คนขี้เซาแทบจะกระโดดลงจากเตียงเมื่อสำนึกอย่างหนึ่งบอกเธอว่าเจ้าบ่าวหมาดของอิงไอรักไม่ได้อยู่ในห้องหอเสียแล้ว

 

ลูกม้าเพศผู้สีน้ำตาลอ่อนค่อยๆทรงตัวลุกยืนด้วยขาทั้งสี่ข้างที่ยังง่อนแง่นไร้เรี่ยวแรง สัตวบาลประจำคอกม้าสองนายและคนงานอีกนับสิบยืนล้อมวงโดยเพ่งสายตาไปยังเจ้าตัวเล็กที่พยายามก้าวเดินสะเปะสะปะโดยมี พรายฟอง แม่ของมันยืนอยู่ไม่ห่างคล้ายจะเป็นกำลังใจให้ลูกหัดเดินและเริ่มก้าวย่างได้อย่างสง่างาม เสียงเฮดังขึ้นเมื่อพรายฟองน้อยเดินเข้าไปหาแม่มันแทบจะทันทีที่สามารถก้าวขาเดินได้อย่างมั่นคง  

รัชชุ ลูกน้องคนสนิทของชยังกูรลอบสังเกตแววตาปลาบปลื้มยินดีของเจ้านายก่อนจะยิ้มขำๆ แต่งงานวันแรก ฟ้ายังไม่ทันสางด้วยซ้ำแต่พอเขาวิทยุไปบอกว่าม้าตัวโปรดกำลังจะตกลูกเท่านั้นแหละ เจ้านายหนุ่มก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาโดยที่เขาเองก็นึกหวาดๆว่าไอ้ที่เจ้าบ่าวหมาดๆชิงหนีออกมาจากเรือนหอเพื่อดูอาการแม่ม้าทั้งที่มีนายสัตวบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิดนี่นายหญิงรู้เรื่องหรือยัง หวังว่าคงไม่ทิ้งเมียนอนหลับปุ๋ยแล้วชิงหนีออกมาคนเดียวไม่บอกไม่กล่าวหรอกนะ เพราะไม่อย่างนั้น เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเจ้านายเขา...

                “นายหญิง” หนึ่งในนั้นส่งเสียงร้องทักเมื่อเห็นร่างโปร่งบางเดินฝ่าไอหมอกในยามฟ้าเริ่มสางมุ่งหน้ามายังคอกม้าที่นายของพวกเขาก็ร่วมวงดูม้าสองแม่ลูกอยู่ด้วย นายหญิงคนใหม่ในชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าและเสื้อเปิดไหล่อวดร่างงามเย้ายวนตาดูเปรี้ยวนิดๆเซ็กซี่หน่อยๆเหมือนหลุดออกมาจากแมกกาซีนทำให้สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องเธอเป็นจุดเดียว แต่อิงไอรักไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะทักทายหรือสนใจสายตาชื่นชมระคนตะลึง พอเห็นเป้าหมายที่นั่งห้อยขาอยู่บนท้ายรถกระบะของคนงานเธอก็พุ่งเข้าไปยืนกอดอกมองเขาอย่างเอาเรื่องทันที

                “คุณมีอะไรจะอธิบายให้อิงรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มั้ยคะ” คนอื่นๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีเพียงรัชชุเท่านั้นที่ยิ้มบางๆพลางพูดกับตัวเองในใจว่า นึกแล้ว เอาแล้วไหมล่ะ เขาเคยเห็นฤทธิ์เดชของนางฟ้าขาสวยมาสองสามหน ยามที่เธอกับครอบครัวมาเที่ยวที่นี่ก่อนแต่งงาน และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่หญิงสาวถูกเจ้านายเขาปราบพยศโดยการจับเธอขังไว้ในห้องที่สั่งให้แม่บ้านจัดไว้ต้อนรับคนรักสาวและครอบครัวของเธอโดยเฉพาะเมื่ออิงไอรักดื้อดึงที่จะตามเขาไปช่วยคนงานที่ถูกพวกหมาลอบกัดดักยิง เหตุการณ์ครั้งนั้นยิ่งทำให้บิดาของเธอที่ไม่ค่อยจะปลื้มว่าที่ลูกเขยอยู่แต่ก่อนแล้วกลับยิ่งไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่จนต้องเปรยกับภรรยาว่า จะห้ามยัยหนูน่ะผมไม่ว่า แต่ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง มาจับลูกสาวเราขังต่อหน้าพ่อแม่อย่างนี้มันหยามกันชัดๆซึ่งบังเอิญว่าครั้งนั้นคนของเขาเกิดไปได้ยินเข้าพอดี และมันก็ถึงหูชยังกูรในเย็นวันนั้นเมื่อเขากลับจากโรงพยาบาล

                “อิงเดินมาทำไม เช้าๆอย่างนี้หมอกยังแรงอยู่เลย อีกเดี๋ยวรอให้เขาย้ายแม่ม้าเข้าโรงพักฟื้นผมก็จะกลับแล้ว” พูดแล้วตาดุๆก็กราดมองการแต่งตัวของภรรยาอย่างตำหนิ

                “นี่มันอะไรกันคะ” เธอหันไปมองม้าตัวเล็กๆ ที่เดินวนอยู่รอบๆแม่ของมัน พอจะรู้ล่ะว่าเกิดอะไรขึ้นแต่อิงไอรักก็ไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอะไรที่เขาจะมานั่งถ่างตาดูทั้งๆที่มีคนคอยดูแลอยู่แล้ว

                “พรายฟองมันตกลูกครับนายหญิง ได้ลูกม้าตัวผู้ตัวแรกของปีนี้เลยนะครับนี่” หัวหน้าคนงานรีบรายงายเจ้านายคนใหม่ด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแฝงความตื่นเต้นดีใจกับลูกม้าตัวใหม่ แต่นายหญิงของเขากลับหน้าตึงยิ่งกว่า เห็นสีหน้าและแววตาเอาเรื่องของภรรยาแล้วชยังกูรก็รีบทิ้งตัวลงจากท้ายรถมายืนข้างๆเธอ

                “พอดีรัชชุวิทยุไปบอกผมว่าพรายฟองมันตกลูก ผมเลยต้องลงมาดู ทิ้งมันไม่ได้...”

                “แต่ทิ้งอิงได้” เธอโพล่งสวนขึ้นเสียงเขียวอย่างไม่สนใจว่าจะมีคนงานกี่คนที่นั่งอยู่รอบๆลานกว้างหน้าคอกม้า ชยังกูรหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาพยายามข่มความไม่พอใจตั้งแต่เห็นชุดที่เธอสวมแล้ว ที่สำคัญภายใต้เสื้อตัวสวยแต่ดีไซน์ประหยัดเนื้อผ้านั้นมีเพียงเนื้อแท้ๆ เท่านั้น มองปราดเดียวเขาก็รู้ว่าเธอโนบรา ดีที่คนของเขายังเกรงใจเจ้านายไม่กล้ามองเธอเต็มตานัก

                “นี่ไม่ใช่เวลามาห่วงม้านะคะ ไม่รู้ล่ะ...คุณต้องกลับกับอิงเดี๋ยวนี้” ลูกม้าสีน้ำตาลนั่นความจริงก็น่ารักดีหรอกถ้าอิงไอรักจะเห็นมันในตอนที่อารมณ์ของเธอแจ่มใจกว่านี้ แต่นี่อะไร ใครลองมาเป็นเธอดูบ้างสิ เจ้าบ่าวหนีมาเฝ้าม้าตั้งแต่คืนแรกที่แต่งงาน ฮึ ทีเมื่อคืนทำเหมือนกับห่างเธอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว พอเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วก็ย่องหนีอย่างไม่ใยดี มันน่าน้อยใจไหมล่ะ

                “อิง...มีเหตุผลหน่อยสิ ผมไม่ได้ทิ้งอิงแต่ม้าตกลูก ผมเคยบอกอิงแล้วว่าม้าตัวนี้ผมรักมาก” ชายหนุ่มเริ่มหัวเสียเมื่อต้องมาพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องต่อหน้าคนใต้ปกครองนับสิบ

                "ม้าตกลูก แล้วไงคะ? จำเป็นอะไรที่สามีของอิงต้องกระโดดลงจากเตียงมาเฝ้าม้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง ..ฮึ..ใช่สิ ได้เค้าสมใจแล้วนี่..ไม่ต้องมาทำตาดุใส่อิงเลยนะ ตอบมาเลยดีกว่าค่ะว่าจะเลือกม้ารึจะเลือกเมีย!!!

                แม่เจ้า!!! รัชชุอุทานในใจอย่างคาดไม่ถึง พลางคิดว่าไอ้ที่เขาเคยเห็นเธอกระเง้ากระงอดจะเอาไอ้โน่นจะเอาไอ้นี่นั่นมันเป็นแค่น้ำจิ้ม แต่วันนี้เจอเจอของจริงเข้าให้แล้ว

                ทุกคนถึงกับอ้าปากหวอ หลบหน้าเจ้านายหนุ่มเป็นพัลวัน

                “อิง!!!” ชยังกูรตะคอกเสียงกร้าวก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางๆของภรรยา

                “อย่ามามาตะคอกใส่เค้านะ” คนตัวเล็กแหวตอบ

                “ไอ้โชค เอากุญแจรถมา” ชายหนุ่มเรียกเอากุญแจรถจากลูกน้องเสียงห้วนจัด นายโชคที่เอาแต่มองหน้าเพื่อนร่วมงาน และนั่งหันหลังให้เจ้านายมัวแต่อึ้งกับความตรงไปตรงมาของนายสาวคนใหม่จนไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าเจ้านายเรียกชื่อตัวเอง

                “ไอ้เวรโชค...กุญแจรถ!!!” คนเดินฝ่าสายหมอกมาแต่จำเป็นต้องยืมรถลูกน้องเพื่อเอาตัวภรรยากลับบ้านเรียกซ้ำเป็นตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะถอดเสื้อเจ็คเก็ตของตัวเองแล้วสวมคลุมลงบนร่างยั่วตายั่วใจให้ลากขึ้นเตียงของภรรยา

นี่เป็นข้อเสียของอิงไอรักที่ได้มาจากอาชีพนางแบบ เขาไม่ได้ใจกว้างถึงขนาดปล่อยให้เมียตัวเองมายืนอวดเรือนร่างที่เป็นของเขาให้ลูกน้องเป็นสิบมองโดยที่เขาไม่ทำอะไรสักอย่าง แม่ตัวร้ายคิดว่าที่นี่เป็นแคทวอร์คหรือยังไงกัน

                “หยะ...อยู่ในรถครับนาย ผมไม่ได้ถอด” นั่นแหละ คนเป็นนายจึงลากนางฟ้าไปยัดใส่ตอนหน้าของรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ที่คนของเขาขับลุยฝุ่นตลบอยู่เป็นประจำ สายตานับสิบคู่ต่างก็มองตามท้ายรถอย่างห่วงๆ รถคันนั้นคนที่จะบังคับมันได้ก็มีแค่นายโชค เจ้าของที่รู้ใจมันที่สุดเท่านั้น นายโชคนั่งมองรถกระบะคู่ชีพของตนวิ่งฉิวและตีโค้งไปยังเนินเตี้ยๆที่พอลงเนินไปจะเป็นทางโค้งไปอีกด้านของไร่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนหอหลังงามอย่างนึกหวาดเสียว

*****

                “เออ...ตาเมฆ ช่วงนี้ที่เมืองกาญจน์มีงานยุ่งรึเปล่าลูก” ชายศถามบุตรชายคนเล็กเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้หลังจากยกกาแฟขึ้นจิบ

ชยรพทำท่านึกอยู่ครู่ใหญ่ๆ ก่อนจะตอบว่า

                “ก็...นิดหน่อยฮะ ทำไมเหรอครับพ่อมีอะไรจะใช้ผมรึเปล่า”

                “ก็แม่เราน่ะสิ เค้ากลัวตาหมอกจะไม่มีเวลาให้ลูกสะใภ้คนโปรด ช่วงสองสามวันนี้ก็เลยอยากให้เรามาคุมงานที่นี่ก่อน แต่ถ้าที่โน่นยังวุ่นๆอยู่ก็ไม่เป็นไรนะ” บิดากล่าว เป็นเหตุให้ทุกคนมองไปทางถนนที่ตัดมุ่งสู่เรือนหอของชยังกูรและอิงไอรักด้วยสีหน้ายิ้มๆ

                “ถ้าอย่างนั้นให้เมฆอยู่ช่วยทางนี้ก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฝ้ายจะล่วงหน้าลงไปก่อนแล้วพอเจ้าบ่าวออกจากเรือนหอได้เมื่อไหร่เมฆค่อยตามกลับลงไป...ดีมั้ยคะ” สะใภ้คนเล็กแต่แต่งก่อนเสนอ แต่ชยรพหุบยิ้มแทบจะทันที

                “ไม่ดี” คนไม่อยากห่างเมียขัดขึ้นเสียงแข็ง

                “ไม่ดียังไง ไหนลองบอกแม่มาซิตาเมฆ” คราวนี้มารดาที่นั่งจิบโกโก้อุ่นถามเสียงเข้มจนบุตรชายรีบปรับสีหน้ายิ้มประจบแทบไม่ทัน

                “โธ่คุณแม่ครับ...ก็ผมไม่อยากนอนคนเดียว ที่นี่ดึกๆอากาศหนาวจะตาย” เขาครวญก่อนจะหันไปมองหน้าภรรยาตาปรอย ทั้งคู่แต่งงานกันได้จะเข้าปีที่สามแล้วและก็มีความต้องการตรงกันคือยังไม่อยากมีลูกเพราะกิจการบริษัทนำเที่ยวที่ชยรพได้รับดกทอดมาจากคุณตานั้นกำลังไปได้สวย จึงขอสนุกกับงานและควงกันเที่ยวตะลอนๆให้หนำใจเสียก่อน

                “อย่ามาอ้างหน่อยเลย ถ้ากลัวหนาวจริงๆก็มานอนกอดแม่ก็ได้นี่นะ” พูดจบก็ค้อนงามๆให้ลูกชายคนเล็กซึ่งกำลังหันไปส่งสายตาหวานเยิ้มให้ภรรยา

                “ก็ผมอยากกอดเมียนี่ครับ อีกอย่างไปนอนกอดแม่มีหวังพ่อได้ทุบกะโหลกบุบโทษฐานไปขัดจังหวะคนเค้าจะ สวีทกัน...ฝ้ายจ๋า ผมว่าเราทิ้งทางโน้นให้วิภาสดูแลไปก่อนแล้วคุณอยู่กับผมที่นี่ต่ออีกซักสองสามวันดีกว่านะ”

                พิรัลดาหรือพี่ปุยฝ้ายของอิงไอรักเพียงแต่ยิ้มบางๆไม่เออออตามแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ถึงจะนึกเอ็นดูแกมหมั่นไส้คนพูดอยู่ไม่น้อย

                “พูดดีไปเถอะ ทีเมื่อก่อนเข้ามาขอนอนกับแม่ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป พอมีเมียเข้าหน่อยก็ติดเมียจนลืมแม่”

ชายสูงวัยมองภรรยาและลูกชายลูกสะใภ้คนเล็กโต้ตอบกันไปมาพลางหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุข นึกถึงอีกคู่ที่อยู่ในเรือนหอห่างจากตัวบ้านใหญ่ราวๆสามร้อยเมตร ลูกสะใภ้ดีกรีนางแบบที่แต่ก่อนจะเจอกันเดือนละสองครั้งจนกลายมาเป็นที่รักของสมาชิกทุกคนในบ้าน จะด้วยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูกระจุ๋มกระจิ๋มตามวัยของเธอหรือนิสัยขี้อ้อนช่างประจบประแจงก็ดี เวลาจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเธอก็ทำเอาทุกคนต้องส่าหน้าไปตามๆกัน คุณศจีถึงกับออกปากว่าเธอรู้สึกเหมือนกับว่าได้ลูกสาวคนเล็กมากกว่าจะได้ลูกสะใภ้เพิ่มอีกคน จากสรรพนาม ยัยหนูที่แม่สามีใช้เรียกอิงไอรักคงบอกได้ไม่ยากว่าท่านทั้งรักทั้งเอ็นดูเธอแค่ไหน

                “ว่าแต่ผม...คอยจับตาดูพี่หมอกไว้ให้ดีเถอะ รายนั้นดูท่าจะเป็นเอาหนักกว่าผมซะอีก นี่ลงทุนสั่งให้คนงานล้อมรั้วตรงลำธารท้ายไร่ ไม่รู้งานนี้จะกั้นม้ารึกั้นเมียเพราะปกติตรงรั้วที่เปิดอยู่ก็มีน้ำกั้นไว้อยู่แล้ว”

กฎเหล็กที่คนของกรีนฮิลล์ต้องทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมีอยู่เพียงไม่กี่ข้อ และหนึ่งในนั้นก็คือ ห้ามออกนอกเขตไร่ด้านที่เป็นทางลงเขาซึ่งติดกับรีสอร์ทหรูของวินธัยโดยเด็ดขาด และสาเหตุที่บริเวณลำธารใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่ายนั้นไม่ถูกปิดกั้นก็เพราะอาณาเขตของเขามีถึงตรงที่ลำธารคดเคี้ยวเข้ามาความยาวไม่มากก่อนจะลดเลี้ยวออกไปในเขตของวินธัย แต่กระนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าถ้าฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งรุกล้ำเขตแดนของอีกฝ่ายเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงการเดินเข้าหาปากกระบอกปืนอย่างสิ้นคิดที่สุด

                “นั่นน่ะสิ ตาหมอกมันรักของมันมาก ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าพ่อเขาไม่เต็มใจยกลูกสาวให้เพราะมีคนที่เขาหมายตาไว้อยู่แล้ว มันยังคว้ายัยหนูมาเป็นของมันจนได้ ไอ้ลูกคนนี้มันได้เลือดพ่อไปเยอะจริงๆ”

                “ใช่ค่ะ ก็เพราะได้เลือดพ่อไปเยอะนี่แหละพ่อตากับลูกเขยเขาถึงได้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างนี้ คุณอารัญเขาคงอยากให้ยัยหนูได้กับลูกชายนักการเมืองด้วยกันแทนที่จะเป็นไอ้หนุ่มชาวไร่เลือดร้อนอย่างลูกเรา” คิดขึ้นมาแล้วเธอก็ออกเหนื่อยใจ ลูกเขยกับพ่อตาแทบจะไม่ปริปากพูดกันเลยสักคำ คนกลางอย่างลูกสะใภ้ของเธอก็คงลำบากใจอยู่ไม่น้อย ยังดีหน่อยที่มารดาของอิงไอรักเข้ากับทุกคนที่นี่ได้เป็นอย่างดีแถมยังปลาบปลื้มยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้

                “ถึงจะชาวไร่แต่ก็ไม่ใช่กระจอกๆนะคุณ ระดับเอ็กพอร์ตเตอร์มะเขือเทศรายใหญ่ของประเทศไม่ต้องนับม้าในคอกกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อีกนับไม่ถ้วนก็ยังชนะขาดลอย นักการเมืองก็นักการเมืองเถอะ ถ้าดีจริงยัยหนูจะเลือกลูกเราเร๊อะ” ชายศคุยโวเมื่อพูดถึงลูกชายนักการเมืองซึ่งพ่อตาของชยังกูรเคยหมายมั่นปั้นมือจะให้ลูกสาวตนกับชายหนุ่มคนนั้นเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่นั่นไม่ใช่ความต้องการของอิงไอรักและมารดา ไม่อย่างนั้นป่านนี้ลูกชายคนโตของเขาคงได้ซดน้ำใบบัวบกไปหลายเหยือกแล้วล่ะ

 

 

ชยังกูรยืนเท้าเอวมองคนที่นั่งหันหลังให้เขาด้วยกิริยากระฟัดกระเฟียด ชายหนุ่มกำลังชั่งใจระหว่างจับเธอมานอนพาดตักแล้วฟาดก้นงามๆนั้นซักครึ่งโหลกับเดินหลบไปหาที่เงียบๆสงบสติอารมณ์และความโกรธที่กำลังพุ่งขึ้นมาเพราะแม่ปีศาจตัวน้อยๆ นี่แผลงฤทธิ์ใส่จนได้รอยเล็บมาประดับใบหน้า

นึกแล้วก็แสบยิบๆขึ้นมาอีกระลอก

                “อิงผิดสัญญา” ชายหนุ่มเปรยขึ้นทำลายความเงียบ อิงไอรักหันขวับมาจ้องหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเล็บของเธอด้วยสายตาเอาเรื่องทันที

                “ไม่ต้องมาโยนความผิดให้อิงเลยนะคะหมอก คุณต่างหากล่ะที่ผิด คุณสัญญาว่าจะไม่ทิ้งอิงไม่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าอิง  แต่นี่...”

                “ผมคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ อิงเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่เหรอว่าจะเลิกทำตัวไม่มีเหตุผล จะเลิกอาละวาดเลิกเอาแต่ใจตัวเองเป็นเด็กไม่รู้จักโต ม้าตัวนั้นผมรักมากพอมันตกลูกผมก็ต้องใส่ใจเป็นธรรมดา ผมยอมรับว่าผมเองก็มีส่วนผิดที่ไปโดยไม่ได้บอกอิง แต่ที่ไม่บอกก็เพราะไม่อยากปลุก” ชายหนุ่มกล่าวอย่างพยายามใจเย็นที่สุด บอกตัวเองว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่เธอยังเด็กนัก และในเมื่อเขาริจะมีเมียเด็กมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้

                “รักม้าก็ไปบอกม้าโน่น ไม่ต้องมาบอกอิง” พูดจบก็ทำท่าจะเดินผ่านหน้าเขาไปทางบันไดแต่ชายหนุ่มรีบชิงรวบเอวเล็กๆ เข้าไปกอดไว้เสียก่อน

                “ไม่ต้องมากอดเค้านะ รักม้าก็ไปกอดม้าโน่นไป๊!!!

                “แล้วถ้ารักเมียล่ะ กอดได้รึเปล่าหือม์...อิงจ๋า” เหมือนวิธีนี้จะใช้ได้ผลที่สุดเพราะคนในอ้อมแขนเริ่มจะมีท่าทีอ่อนลง

                “กอดได้...แต่ต้องสัญญามาก่อนว่าดาร์ลิ้งจะไม่ตวาดอิงต่อหน้าคนงานแล้วก็ไม่จับอิงยัดใส่รถกระบะตะแลงแกงนั่นอีก รถอะไรไม่รู้มีแต่ฝุ่นเขรอะจนเสื้ออิงฝุ่นเกาะคลุ้งไปหมดแล้ว” เหมือนคนพูดจะลืมตัวว่าเธอกลายมาเป็นเมียชาวไร่เต็มตัวแล้ว มือเรียวสวยนั้นทั้งปัดทั้งสะบัดเสื้อตัวสวยที่เธอสวมใส่อยู่จนชายหนุ่มนึกอ่อนอกอ่อนใจ นี่ล่ะ อิงไอรัก แม่สาวน้อยสุดเฉี่ยว ไม่ถึงกับเปรี้ยวจิ๊ดแต่ใครเห็นก็ซี๊ดเหมือนเข็ดฟัน เล็บมือที่ไว้ยาวออกมานิดหน่อยแค่พองามถูกแต้มสีทาเล็บสีเหลืองสดเอาไว้อย่างละเอียดลออ ดูเหมือนเมียเขาจะต้องใช้เวลาอีกนานเลยล่ะกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับอะไรหลายๆอย่างที่นี่ได้ สีทาเล็บนับร้อยสีที่แม่ยอดยาหยีลงทุนกระเตงมาด้วยถึงจะให้เหตุผลว่าเอามาไว้ป้ายเล่นแก้เหงาแต่มันก็ดูขัดๆ กับเจตนารมณ์ที่ว่าจะละทิ้งชีวิตสาวสังคมเมืองแบบเดิมๆ มาเป็นสาวชาวไร่เต็มตัวซึ่งอาจจะขอบินกลับไปรับงานเดินแบบบ้างแต่ก็จะพยายามไม่ให้บ่อยนัก 

                “ผมขอโทษ แต่อิงก็อย่าอุตริแต่งแบบนี้อวดไอ้พวกนั้นอีก...ได้มั้ยครับ” แบบนี้ ของเขาหมายถึงประโปรงผ้าพลิ้วไหวแต่คลุมได้แค่สะโพก อวดเรียวขาที่ใครๆต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันช่างเรียวสวยกลมกลึงราวกับถูกสลักเสลามาเพื่อเป็นนางแบบอย่างแท้จริง ส่วนตัวเสื้อนั้นถึงจะไม่โปร่งบางจนมองทะลุทะลวงแต่ก็เปลือยหัวไหล่และคอคว้านลึกพอสมควร

                “แหม...หมอกขา ก็ตอนนั้นอิงรีบนี่นา หยิบอะไรได้ก็สวมๆไปก่อน ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าใส่เสื้อกลับด้านรึเปล่า” พูดไปก็ก้มมองสำรวจตัวเองไปพลาง เขาเชื่อเลยล่ะว่าเธอรีบ ชายหนุ่มนึกก่อนจะดันร่างนุ่มของภรรยาตัวยุ่งออกแล้วมองอกอวบตึงปราศจากยกทรงด้วยสายตากึ่งตำหนิกึ่งแสดงความเป็นเจ้าของ

                “คราวหน้าคราวหลังต่อให้รีบแค่ไหนก็ห้ามโนบราเด็ดขาด ผมห้ามเด็ดขาดเข้าใจไหม อิงรู้รึเปล่าว่าผมใจคอไม่ดีเลยกลัวใครจะมองแล้วคิดเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหน” พูดจบก็รั้งเธอเข้าไปกอดไว้อีกครั้งอย่างหวงแหนจนคนถูกหวงนั้นเป็นปลื้มแทบจะลืมความขุ่นมัวเมื่อครู่ไปเสียหมด

                “คุณพูดเหมือนคุณพ่อเลย...แต่อิงก็ใส่แบบนี้แค่เวลาอยู่บ้านกับเวลาทำงานนะคะ อีกอย่างพี่เค้าก็เซฟให้ดีจนมั่นใจว่าไม่หลุด เอ้อ...นึกแล้วก็คิดถึงพี่แมวแล้วก็พี่เบล พี่กี๋จัง” พี่แมวที่เธอว่าคือพี่เลี้ยงนางแบบและเมื่ออยู่กับอิงไอรักก็ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กไปในตัว ส่วนสองคนหลังคือนางแบบรุ่นพี่ที่เพิ่งจากกันเมื่อคืนตอนงานเลิก

                “คุณพ่ออิงเคยห้ามอะไรด้วยเหรอฮะ” เขาถามตามคิดแต่คนถูกถามย่นจมูกใส่ทันที

                “คุณถามเหมือนคิดว่าคุณพ่อตามใจอิงไปซะทุกเรื่อง”

                ตามใจจนเกือบจะเสียคนเลยล่ะ เขาคิดแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมากลัวคนเพิ่งหายงอนจะปึงปังขึ้นมาอีก

                “แล้วไม่จริงหรือ”

                “ไม่จริงซะหน่อย คุณพ่อก็ชอบห้ามโน่นห้ามนี่เหมือนกันนะคะ ห้ามกินอาหารบนเตียงบ้างล่ะ ห้ามกระโดลงบันไดทีละสองขั้นบ้างล่ะ แล้วก็อีกจิปาถะ” ชยังกูรพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆว่า

                “ก็ยังดี”

                “อะไรนะคะ”

                “ปละ...เปล่า ผมแค่จะบอกว่าดีแล้ว เพราะถ้าอิงขืนอิงยังทำอย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี้อยู่ พอมีลูกเราจะสอนลูกได้ยังไงว่าการกินอาหารบนเตียงรึว่ากระโดดบันไดน่ะมันไม่ดีทั้งๆที่แม่เค้าก็ยังทำอยู่” พูดจบก็จุ๊บเบาๆ บริเวณผิวเนียนละเอียดเหนือขมับนั้นอย่างแสนรัก แต่คนช่างถามก็ยังมิวายถามขึ้นมาอีก

                “ต้องมีลูกด้วยเหรอคะ”ถามออกไปแล้วใจก็กระหวัดนึกไปถึงคำเตือนของพี่สะใภ้ที่บ้าน พสิกาชอบมาเตือนเธอทำนองว่าพอมีลูกแล้วระวังจะถูกสามีเบื่อเพราะอีกฝ่ายจะสนใจแต่ลูกที่น่ารักขึ้นทุกวันสวนทางกับความสวยสดของคนเป็นแม่ที่ถูกปั่นทอนลงเพราะความทรุดโทรมจากการอุ้มท้องและเลี้ยงลูกชนิดที่วันๆไม่ต้องทำอะไร อยากเที่ยวอยากสวีทกันกับสามีสองต่อสองนี่เลิกหวังได้เลย

                “ถามแปลกจัง ต้องมีสิครับ รึว่าอิงไม่อยากมีลูกกับผม” เขาถามกลับสีหน้าชอบกลแต่อิงไอรักกำลังคิดว่า ขนาดลูกม้าตัวเดียวเขายังดูออกจะรักหลงจนยอมผละจากเธอไปเฝ้ามันได้ แล้วถ้ามีลูกเป็นของตัวเองล่ะ ไม่อยากจะคิดเลย นึกสภาพตัวเองตัวกลมเป็นลูกแตงโมแถมยังท้องลายเหมือนแผนที่โลก ชุดสวยๆที่ขนมาจากบ้านบางตัวยังไม่เคยใส่เสียด้วยซ้ำ มีหวังต้องแขวนเป็นหมันอยู่ในตู้หรือไม่ก็เก็บเข้ากรุไปเลย โอย...ตายแน่ๆ ถ้าจำเป็นต้องมีจริงๆอิงไอรักก็ขอเวลามีความสุขอยู่กับสุดที่รักซักสิบปีก่อนเถอะ

                ใบหน้าสวยเก๋ชวนมองเริ่มหมองลงไปทันตา

                “ก็...อยากมีค่ะ แต่อิง...ยังไม่พร้อม” เธอตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้   

“ยังไม่พร้อม ทำไมถึงยังไม่พร้อม แต่งงานก็แต่งแล้ว ยิ่งเรื่องความมั่นคงยิ่งไม่ต้องพูดถึงผมมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงอิงกับลูกให้อยู่ได้อย่างสุขสบายแบบไม่ต้องทำอะไรตลอดชีวิตยังได้...นึกแล้วอยากเห็นหน้าลูกๆของเราเร็วๆจัง ”

                ลูกๆ อย่างนั้นหรือ งั้นก็แปลว่าต้องมากกว่าหนึ่งคน ไม่ล่ะค่ะดาร์ลิ้ง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา อีกซัก...สิบปีค่อยว่ากันใหม่

นึกถึงยาเม็ดคุมกำเนิดที่พี่สะใภ้เป็นคนจัดการพาไปซื้อแถมยังแนะนำอะไรต่อมิอะไรอีกนับไม่ถ้วนก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ โชคดีเหลือเกินที่เธอไม่วางประเจิดประเจ้อให้เขาเห็นก่อนที่ชายหนุ่มจะแสดงเจตนารมณ์ที่จะมีเจ้าตัวเล็ก ดูจากน้ำเสียงกับคำพูดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเขาอยากมีลูกมากแค่ไหน แต่อิงไอรักยังไม่อยากมีนี่นา เธอยังไม่ได้ฮันนีมูนปีละประเทศเจ็ดปีซ้อนอย่างที่เคยวางแผนเอาไว้ก่อนแต่งงานเลย  

                “แล้วถ้าอิง...เอ่อ...ถ้าอิงมีลูกยากล่ะคะ” หญิงสาวลองถามหยั่งเชิง อยากรู้ว่าถ้าเธอไม่ท้องสักทีเขาจะว่าอย่างไรแล้วก็ต้องรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งใจเพราะความคิดแบบเด็กของตัวเองบวกกับการถูกพี่สะใภ้ยัดเยียดความเชื่อแบบผิดๆให้ เมื่อชยังกูรตอบเสียงหนักแน่นว่า

                “ฝีมือระดับนี้แล้ว รับรองไม่เกินสามเดือนได้เฮกันทั้งไร่แน่ๆ” คนฟังนึกอยากจะไห้ในขณะที่คนพูดกำลังนึกถึงเด็กตัวเล็กๆ ที่เกิดจากผู้หญิงที่เขารักหมดกายหมดใจคนนี้แล้วชยังกูรก็ยิ้มกว้างโดยอัตโนมัติ เขาจะสามสิบอยู่มะรอมมะร่อ ถ้ามีลูกตอนนี้ กว่าลูกจะโตพอที่จะหัดขี่ม้าได้เขาก็คงยังมีแรงสอน อีกอย่างคนเป็นแม่ก็คงจะคลายเหงาลงไปได้เยอะเวลาที่เขาต้องไปขลุกที่ในไร่หรือลานบรรจุสินค้าแล้วเธอต้องอยู่บ้านคนเดียว

                “ขึ้นข้างบนกันเถอะ” เขาชวนขึ้นข้างบนเสียดื้อๆจนคนถูกช้อนอุ้มหน้าแดงเป็นลูกเชอรี่ ไม่ใช่เหนียมอายอะไรมากมายแต่เพราะรู้ว่าเขาหมายใจจะทำให้สิ่งที่เป็นต้นเหตุให้อิงไอรักยิ้มไม่ค่อยออกอยู่ในขณะนี้ต่างหากล่ะ หญิงสาวปล่อยให้สามีอุ้มขึ้นข้างบน ซุกหน้าลงกับอกกว้างเพื่อหลบซ่อนสีหน้าเป็นกังวล

*****

 

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

400 ความคิดเห็น

  1. #163 O'Pond (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 / 18:01
    ขึ้นข้างบนเถอะ บ๊ะ!!!!!!!!!!!!!!!
    #163
    0
  2. #107 auai_jaa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:24
    โอ้ววว จะรับมือไหวไหมเนี่ยคุณหมอก

    คุณหนูอิงเธอดูท่าแสบไปถึงกระดูกเลยนะคะ

    #107
    0
  3. #14 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2554 / 10:19
    ยิ่งอ่านยิ่งแอบหมั่นไส้น้องอิงคนสวยจัง เป็นแบบนี้มากๆจะให้พ่อเลี้ยงหมอกไปหากิ๊กเลย นี่ขนาดเพิ่งเริมนะ
    #14
    0
  4. #13 MU @ Club (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2554 / 00:19

      หมั่นไส้นู๋อิงเล็กๆ แต่หมั่นเขี้ยวมากกว่ากว่าค่ะ

      และรู้สึกสงสารพ่อเลี้ยงหมอกซะนี่กระไร

      ถ้ารู้ว่าเมียคิดอะไรอยู่จะมีอาการยังไงล่ะเนี๊ยะ

      นู๋อิง มีแนวคิดที่ออกจะเด็กๆ และอยากจะเป็นผู้ใหญ่ในคราเดียวกันได้น่ารักดีค่ะ

      ไรเตอร์ ขา... อย่าให้พ่อเลี้ยงหมอกมีศึกหนึกมาพร้อมกันหลายๆ ทางนะคะ

      รีดเดอร์สงสารอะค่ะ แค่คิดหาเหตุผลในแต่ละวัน

      ก็ทำท่าจะเหนื่อยเอาการแล้วน่ะค่ะ   น่าเห้นใจจริงๆ ค่ะ 5555

      ขอบคุณค่ะไรเตอร์ ( ขอบอกว่า เรื่องนี้เขียนได้น่ารักมากค่ะ ไรเตอร์ )
                

    #13
    0
  5. #11 ผีน้อยชิชา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 23:26
    นางเอกเรื่องนี้แอบฮา คิดอะไรแปลกๆ รอตามต่อค่ะ อิอิ
    #11
    0
  6. #8 นัควัต (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 22:25
    มารอตอนต่อไปค่าาาพี่ไรเตอร์ สู้ๆๆนะคะ
    #8
    0
  7. #7 นัควัต (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 22:24
    ฮ่าๆๆๆ นางเอกเรากลัวพระเอกเบื่อซะงั้น รีบๆๆมีลูกกันนะจ๊ะ พี่หมอกน้องอิง อิอิ
    #7
    0
  8. #5 plalawan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 21:04
    หนูอิงน่ารักนะ แต่แอบร้ายงานนี้หนุกแน่ อิอิ
    #5
    0
  9. #3 retona (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 20:15
    ยิ่งอ่านยิ่งฮา
    #3
    0