Love Glamour พิสูจน์รักเสน่ห์ร้าย

ตอนที่ 4 : บทที่ 2 เหนือน่านฟ้า | Part 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 929
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    21 ก.ย. 62



บทที่ 2 เหนือน่านฟ้า

 

ผมพยายามจะแกะมือเธอออก ไม่ใช่เพราะใจร้ายไม่อยากให้เธอเกาะแขน ทว่าผมเพียงต้องการจะหาวิธีที่ดีกว่านี้เท่านั้น แต่นั่นยิ่งทำให้เธอตะเกียกตะกายหาแขนผมจนนั่งไม่ติดเบาะ

ฮะ” ผมเผลอประกาศอย่างมีชัย หลังจากพยายามต่อสู้กับมือเล็กนั่นได้สำเร็จ หญิงสาวเอนหลังพิงเบาะได้อีกครั้ง นิ้วเรียวยาวทั้งห้าผ่อนคลายมากขึ้นในมือของผม ส่วนผมเองก็สามารถนั่งเอนหลังได้อย่างสบายใจมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ขอบคุณ” เธอพึมพำภายในถุงผ้าสีดำที่เจ้าตัวใช้ครอบหัวนั่น เมื่อเครื่องบินเริ่มปรับอยู่ในระดับคงที่โดยไม่ตกหลุมอากาศอีกต่อไป มือเล็กอีกข้างที่ว่างอยู่จึงเลื่อนขึ้นมาดึงถุงดำออกจากศีรษะอย่างเชื่องช้า

โฉมหน้าที่เคยถูกบดบังอยู่เบื้องหลังถูกเปิดเผยอีกครั้ง ผมจึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจผิดไป เพราะคนตรงหน้า คือหญิงสาววัยยี่สิบห้าคนนั้นจริง ๆ เรือนผมของเธอที่ผมเคยเห็นเป็นระเบียบในตอนนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย

พระเจ้า ทรงผมที่ยุ่งเหยิงนี้ทำให้เธอดูเซ็กซี่ขึ้นอีกหลายดีกรี ดวงตาของเธอเบิกกว้างท่าทางประหลาดใจ ริมฝีปากอวบอิ่มตั้งท่าจะยิงคำถามใส่ แต่หุบลงทันทีเมื่ออีกเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น

ต้องการเครื่องดื่มไหมคะมิส” แอร์โฮสเตสสาวเดินวนมาอีกรอบ

ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวตอบ มือข้างหนึ่งของเธอยังกุมถุงผ้าสีดำอยู่บนตัก อีกข้างหนึ่งกุมมือผมไม่ยอมปล่อย การกระทำของเธอ กระตุ้นให้ผมนึกถึงแคโรไลน์น้องสาวของผมเวลาขึ้นเครื่อง

แคโรไลน์เป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีความคิดเป็นของตัวเองสูง โดยเฉพาะเวลาที่เธอเฉิดฉายอย่างโดดเด่นบนเวทีขณะแสดงละคร แต่เมื่อแคโรไลน์ต้องขึ้นเครื่องทีไร เธอมักจะกลายเป็นเด็กหญิงวัยห้าขวบผู้แสนขี้กลัวทันที

หากคุณต้องการอะไร เรียกฉันได้ทุกเมื่อนะคะ” แอร์โฮสเตสสาวเอ่ย

แน่นอนค่ะ ขอบคุณมาก” หญิงสาวข้างผมตอบอย่างเป็นมิตร

คุณแน่ใจนะว่ารู้สึกดีขึ้นแล้ว” ผมหันไปถามเมื่อแอร์โฮสเตสสาวทิ้งพวกเราไปแล้ว

เกือบค่ะ แต่ฉันไม่เป็นไรแล้ว” เธอปล่อยมือผมแล้วขยับกายบนเก้าอี้เพื่อหาท่านั่งสบาย จัดแจงเส้นผมที่เกะกะใบหน้าด้วยการนำไปทัดใบหูเอาไว้ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองผม “เรา...เจอกันอีกครั้งแล้วสินะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”

นั่นสิ” ผมอมยิ้ม “เราเจอกันอีกครั้งแล้วสินะ”

ขอโทษเรื่องแขนคุณ” เธอชี้มาที่รอยแดงบนแขนผม “แล้วก็ขอโทษด้วยที่ต่อสู้กับคุณจริงจังขนาดนั้นเมื่อก่อนหน้านี้ คือฉัน...แค่กลัวจนทำอะไรไม่ถูกเวลาเครื่องขึ้น”

ไม่เป็นไร” ผมรีบบอกพลางหัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่เป็นการหัวเราะเยาะแต่แค่นึกขำเพียงเท่านั้น “ผมแอบรู้สึกภูมิใจนิด ๆ ตอนเอาชนะคุณได้”

ฉันได้ยินเสียงที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของคุณ” เธอมุ่ยหน้า “หากไม่ติดว่าฉันกลัวมากขนาดนี้ ฉันจะไม่เปิดโอกาสให้คุณชนะเลย”

อืม พูดเสียผมกลัวแพ้คุณจังเลย” ผมเอ่ยเสียงเรียบ

พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ” เธอหรี่ตามองผม รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า ในรูปแบบที่ผมสามารถมองเห็นฟันกระต่ายขนาดน่ารักที่ลับกับริมฝีปากอันน่าจูบของเธอ

ผมกลัวว่าคุณจะเอาชนะผมได้น่ะสิ แค่ดีใจนี่ครับ ที่ก่อนหน้านี้มันไม่เป็นแบบนั้น”

ฉันก็ดีใจที่ผลออกมาแบบนี้” เธอหัวเราะคิก จากนั้นก็เฉมองออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนที่คุณนั่งมากับคุณยาย คุณบีบมือท่านแบบนี้รึเปล่า” ผมถาม

ไม่ค่ะ” เธอหันมาบอก “ฉันขอจับมือท่าน แต่ท่านกอดฉันเอาไว้ด้วย ก็เลยไม่กลัวเท่าไร”

เพราะแบบนั้นรึเปล่าคุณถึงช่วยเหลือท่านตลอดตอนเปลี่ยนสนามบิน”

ก็ส่วนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วฉันทำไปเพราะแค่รู้สึกอยากช่วยเท่านั้น” เธอเอ่ยพลางขมวดคิ้ว

ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เธอคงเป็นเด็กสาว...ผมหมายถึงเธอคงเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีมากแน่ ๆ ที่สำคัญเธอยังสวยมากอีกด้วย ผมเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นดี ความรู้สึกอยากช่วยเหลือผู้คน อาจเป็นเพราะว่าครอบครัวสอนผมมาแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนโต รวมไปจนถึงเครือญาติของเราที่ต่างชอบช่วยเหลือกันและกัน ผมจึงรู้สึกดีทุกครั้งหากสามารถมอบความช่วยเหลือให้ใครได้

ทำไมคะ” เธอถาม

เปล่าครับ” ผมบอก

คิดว่าคุณอยากจะมีปัญหากับฉันเสียอีก” เธอหรี่ตาเล็กลงกว่าเดิมเชิงพิจารณาผม ยิ้มออกมาแล้วหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง พร้อมกับชี้มือตาม “คุณดูก้อนเมฆพวกนั้นสิ น่ารักจังเลยนะคะ พระอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่เหนือหมู่เมฆมันสวยอย่างนี้นี่เอง”

ผมมองไม่ออกว่ามันน่ารักยังไง แต่พอมองออกว่าดูสวยมากเลยทีเดียว”

คุณดูสิคะ เมฆที่เกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก ๆ เล็ก ๆ ที่เรียงอยู่ใกล้เคียงกัน ดูเหมือนดอกเห็ดตูม ดูน่ารักจะตายไป” เธออธิบายน้ำเสียงสดใส “โอ้พระเจ้า หมู่เมฆที่ฉันเคยเห็นแต่ละครั้งเวลาขึ้นเครื่องมักแตกต่างกันไปเรื่อยเลย”

แสดงว่าคุณเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยสินะ” ผมถาม

ใช่ค่ะ”

ทั้งที่คุณกลัวเครื่องบิน” ผมเลิกคิ้วเชิงสงสัย

ก็ไม่มีวิธีไหนที่เราจะเดินทางไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วเท่าเครื่องบินนี่คะ ฉันเลยต้องกัดฟันขึ้นเครื่องเวลาเดินทางทุกครั้ง” หน้าของเธอบ่งบอกถึงความรู้สึกขมขื่น ผมพอจะรู้ว่ามันต้องเลวร้ายสำหรับเธอมากแน่ ๆ

น้องสาวผมก็กลัวการขึ้นเครื่องบิน เธอพยายามจะเอาชนะใจตัวเองแต่ไม่เคยสำเร็จเลย” ผมอธิบาย “แต่เราไม่ตำหนิเธอเลยที่เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เธอมักจะตัดพ้อเรื่องนี้กับผมเสมอ เธอตัดพ้อกับผมเพียงคนเดียวเท่านั้น ผมเลยบอกเธอไปว่า เธอไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ตัวเองหายกลัวหรอก ต่อให้เธอมองมันว่าเป็นจุดด้อยก็ตาม เพราะอย่างน้อยเธอก็จะได้มีชีวิตที่ตื่นเต้นแตกต่างไปจากสิ่งเดิม ๆ บ้างเวลาขึ้นเครื่อง ในกรณีที่เธอไม่หัวใจวายไปเสียก่อน”

แบบนี้เขาเรียกว่าคำปลอบใจได้ไหมคะ” เธอหัวเราะคิก

น้องสาวผมชอบบอกว่า ‘ช่างเป็นคำปลอบโยนที่วิเศษมากพี่ชาย’ ด้วยสีหน้าที่แทบจะตัดขาดความเป็นพี่น้องระหว่างเราสองคนเลยทีเดียว”

ฉันพอจะจินตนาการออก เพราะตอนนี้ฉันเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากน้องสาวของคุณเลย” เธอหัวเราะอีกครั้ง เสียงของเธอหวานนุ่มน่าฟังเป็นที่สุด อีกทั้งยังเข้ากับใบหน้าหวานละมุนนั้นอีกด้วย

ผมเข้าใจ” ผมบอกเธอ ยิ้มกริ่มที่มุมปาก

ดูจากสีหน้าคุณแล้วฉันไม่ค่อยอยากจะเชื่อเอาเสียเลย” เธอเอ่ยท่าทางไม่ถือสา ส่วนผมรู้สึกเหมือนถูกเธอพูดจากระทบกระแทกใส่แบบไม่จริงจังนัก จะว่าไปแล้วการพูดคุยกับเธอให้ความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากการนั่งคุยกับแคโรไลน์เลย

ถ้าอย่างนั้น ผมไม่เข้าใจก็ได้”

ฉันล้อเล่นค่ะ” เธอยิ้มกว้าง จากนั้นก็หันไปให้ความสนใจกับก้อนเมฆต่อ ท่าทางพยายามเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ “อย่างนี้ค่อยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาหน่อย”

ผมนั่งฟังเธอบ่นพึมพำคนเดียว แต่กลับนึกอยากแซวขึ้นมาเฉย ๆ

ผมคิดว่าผมต่างหาก ที่เป็นคนทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย”

ด้วยเรื่องเล่าและคำปลอบโยนน้องสาวคุณน่ะเหรอคะ” เธอหันมามุ่นคิ้วมองผมยิ้ม ๆ

ช่วยได้นี่ครับ” ผมเอียงหัวเล็กน้อย

ฉันขอบคุณ คุณไปแล้วนี่คะ” เธอเอ่ยท่าทางล้อเลียนก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเหมือนเจ้าตัวนึกอะไรขึ้นได้ “อ้อ รึว่าคุณอยากให้ฉันขอบคุณ คุณเรื่อย ๆ หรือไม่คุณก็กำลังเรียกร้องความสนใจจากฉันเพราะคุณไม่มีเพื่อนคุยใช่ไหมล่ะ”

ผมเปล่าสักหน่อย” ผมปฏิเสธ แต่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ผมไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากคุณ”

คุณไม่คิดเหมือนฉันหรือคะ ก้อนเมฆน่าสนใจดีออก” เธอยิ้มแล้วพูดถึงก้อนเมฆต่อ ผมหลุดหัวเราะออกมา แล้วเธอก็หัวเราะตาม ก่อนจะเอ่ยพร้อมตีสีหน้าไร้เดียงสาใส่ผม “อะไรล่ะคะ ฉันแค่อยากมอบความสนใจให้ทั้งคุณและก้อนเมฆเท่านั้นเอง มันดูยุติธรรมดีสำหรับทั้งสองฝ่าย”


--- to be continue ---


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #273 jib-john (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2555 / 05:05
    นี่มันพรหมลิขิตชัดๆ
    #273
    0
  2. #222 Daily praewiiz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 07:53
    สนุกกดี ชอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #222
    0
  3. #187 LOVESICABABY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2555 / 22:52
    they meet again!!
    #187
    0
  4. #44 กาแฟ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2554 / 12:19
    บังเอิญโลกกลมหรือพรหมลิขิตกันนะ!? ธันวาถึงได้เจอกับเฮียวินเซนต์อีกแล้ว
    แอบเสียดายที่เธอไม่ได้ลงจากรถบัสลงมา...แต่เป็นกาแฟก็คงจะอยู่บนรถบัสต่อไปค่ะ (แม้ว่านั่นหมายถึงว่ากำลังขึ้นรถผิดป้ายก็เถอะ  ==;;)

    แอบสงสัยค่ะ...คาร์ลตันคนนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อไปหรือเปล่า?
    แต่ดูจากท่าทางที่(เจ้าชู้)เป็นพิเศษขนาดนี้ คิดว่าเขาคงจะอยู่ในตอนต่อไปไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งค่ะ
    กาแฟขอเดานะคะ...เขาอาจจะเป็นเจ้าของผับที่ธันวาไปทิ้งใบสมัครไว้หรือเปล่า?

    เด็กหนุ่มที่ผับคนนั้นท่าทางเป็นมิตรมากเลยค่ะ แถมยังจริงใจด้วย!
    ทำเอากาแฟชักอยากไปสมัครงานกับธันวาเลย  จะได้เจอกัน 55 5. (เขาคงไม่รับชัวร์ๆ ;;)

    กาแฟจะบ่นมากๆ ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ ทดแทนช่วงเวลาที่หายไป(อีกแล้ว)  TT

    ปล. ไปอ่านตอนต่อไปเลยดีกว่าค่ะ เผื่อปริศนาในใจจะได้รับการคลี่คลาย อิๆ  :")
    #44
    0
  5. #43 แมวบ้าเฉยๆ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2554 / 13:50
     โลกแอบหม่นไปนิดๆ แต่ก็มีตัวตนดีค่ะ
    อ่านแล้วสนุกมาเลยพี่นาตตต :))

    หวังว่าธันวาจะได้งานไวๆนะ ฮิฮิ



    #43
    0
  6. #42 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2554 / 20:33
    นั่นสิถ้ามุมเฮียน่าจะสวยงามกว่านี้จริงๆ แหละ
    ในมุมมองของเฮียธันวาดูสดใสมากๆๆ เลย
    แต่ในมุมของเธอเองกลับดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ(แต่จริงๆ เเล้วเธอก็เป็นผู้ใหญ่เนอะ^^)
    ระหว่างธันวากับเฮียวิน รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเฮียอะ ไร้เดียงสามากกว่านะ55
    ธันวาดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ เลย มากกว่าสาวฤดูใบไม่ร่วงเสียอีกน้า><
    อันที่จริงคิดว่าในมุมเธอบรรยายโลกนี้คงสดใสลัลล้าเสียอีกนะ ผิดคาดอย่างรุนแรง
    แบบคิดว่าจะออกแนวอเล็กเสียด้วยซ้ำอะพี่ แต่มันไม่ใช่
    หนูคิดว่าธันวาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเหมือนหนุ่มน้อยบาร์เนอเดอร์คนนั้นเลยอะ=O=

    ข้างบนดูจริงจังไปนิดเนอะ=..=
    แต่ข้างล่างอะ>3<

    ว้ายอะไรสามหนุ่มจะมารุมรักหนูธันวาเรอะ
    พี่จินตนาการว่าตัวเองเป็นธันวาแล้วเขียนใช้มะ บอกมาซะดีๆ
    หนุ่มๆ เพียบเลยอะ กรี๊ดดดดดด
    แต่อยากบอกว่าไม่ปันใจให้ใครนอกจากเฮียวินที่รักสุดขาดใจ
    ออกน้อยสุดเลย แต่แบบน่ารักอะ มากับเด็กเสียด้วย555


    #42
    0