เทพบุตรซาตาน-นิยายลำดับ 2 ซีริส์ชุดหนึ่งนางกลางใจ

ตอนที่ 12 : บทที่ 4 (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 607
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 ส.ค. 58

บทที่ (2)

 

                        “แต่ฉันสกปรก..........”

 

                        “ปิดปาก อยู่บนนี้ฉันสั่งอะไรต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ห้ามเถียง ห้ามค้านเวลาที่ฉันอารมณ์ไม่ดี” กรุงกล่าวเท่านั้น แล้วค่อยๆ หรี่ตาลงมองคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง

 

                        “นี่เธอคิดอะไรของเธอกัน ฉันจะให้เธอเดินทางไปกับเรือของฉันโดยไม่คิดจะทำอะไรเธอเลยอย่างนั้นเหรอ บ้าหรือเปล่า! ถึงเธอเสียความทรงจำ แต่ฉันก็ไม่คิดที่จะนอนมองหน้าเธอเฉยๆ ตลอดการเดินทางไปกลับฝรั่งเศสและอิตาลีหรอกนะ ฉันธนาธร ลาร์นาโดนะ ไม่ใช่ไม้ซุงที่จะปล่อยให้ผู้หญิงสวยหมดจดไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวแบบเธอลอยนวลไปได้ เธอเป็นของฉัน! เป็นตั้งแต่วันที่เธอขึ้นมาบนเรือลำนี้แล้ว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอก็ตาม เธอจะต้องเป็นของฉันเหมือนเดิม ฉันไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอะไรกลางคัน”

 

                        “ม...มะ...หมายความว่าไงคะ หมายความว่าอะไรกัน ฉันเป็นของคุณ? ไม่ปล่อยผ่านไป?”

 

                        “หมายความตามนั้นแหละ เธอคือแม่สาวคนที่ร้อยเท่าไรก็ไม่รู้ ที่ฉันตั้งใจจะเก็บมาอยู่ในแต้มเพิ่มอีกสักคน”

 

                        กรุงเอ่ยเท่านั้นก็เดินจากไป นึกขันอดีตโสเภณีตัวน้อยที่ตาโตอ้าปากค้างกับคำพูดโต้งๆ ของเขา ก็จริงนี่นา สวยขนาดนี้ปล่อยให้ลอยนวลไปก็บ้าแล้ว ไม่มีเสือที่ไหนหรอกที่มันจะไม่กินเหยื่อ เมื่อโดนจ่อถึงปากแบบนี้

 

                        สุภาพบุรุษเหรอ เขาจะไม่สะกดคำนี้ เมื่อใจมันร่ำร้องว่า ต้องจัดการหล่อนให้ได้

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

                        ร่างบอบบางระเหิดระหงของโสภิญายืนตรงแน่วอยู่ที่หน้ากระจก หญิงสาวจ้องดวงหน้าที่มีน้ำเกาะพราวราวเกล็ดเพชรชั้นดีของตนนิ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ มองสำรวจเรือนร่างช้าๆ สักพักก็ขมวดคิ้วมุ่น

 

                        “โสเภณีที่ต้องรับแขกวันละมากๆ แถมยังเป็นโสเภณีที่หากินอยู่แถวๆ ท่าเรือ เจอแต่พวกกะลาสีที่ห่างหายกิจกรรมอย่างว่ามานาน ต้องมีการโทรมกันบ้างสิ แต่เมื่อครู่ที่เราอาบน้ำ ยังไม่เห็นร่องรอยบอบช้ำ กร้านกรำเพราะอาชีพนี้เลย เฮ้อ...เราเป็นโสเภณีอย่างที่เขาบอกจริงๆ หรือ แต่ทำไมจิตสำนึกลึกๆ มันกลับบอกว่าไม่ใช่อยู่ตลอดเวลาล่ะ”

 

                        โสภิญาตั้งข้อสันนิษฐานหน้านิ่วคิ้วขมวด มือบางค่อยๆ ปลดผ้าขนหนูออก เห็นร่างนวลเนียนขาวอมชมพูดูผุดผาดไร้ราคีปรากฏอยู่ตรงหน้ากระจก

 

                        “ทำไมเนื้อตัวของเราถึงไม่มีตำหนิเลย อย่าพูดถึงร่องรอยของการกรำศึกหนักหนาเลย แม้แต่ไฝฝ้าก็ยังไม่มีให้เห็นสักเม็ดเดียว” เอ่ยไปได้เท่านั้นก็ตัวแข็ง เมื่อมีเสียงประตูเปิดผลัวะเข้ามา

 

                        วี้ดดดดดด มาเอสโต้ ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าขอทำธุระส่วนตัวก่อน ถ้าไม่เรียกก็อย่าเข้ามา”

 

                        เอ่ยเท่านั้นก็กระโดดออกห่างจากกระจก แล้วก็ยิ่งใจหายเมื่อคนที่เปิดเข้ามาไม่ใช่มาเอสโต้แต่เป็นเขากัปตันใจร้าย จอมเอาแต่ใจ โสภิญายืนสั่นเมื่อร่างทั้งร่างถูกมองอย่างสำรวจตรวจตรา จ้องเหมือนตรวจเช็กคุณภาพสินค้าก็ไม่ปาน

 

                        “บ้าจริง! พวกที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือนานๆ ไร้มารยาทกันแบบนี้ทุกคนเลยหรือ”

 

                        เอ่ยหน้าแดงก่ำ น้ำตาคลอจะร้องไห้เมื่ออีกฝ่ายไหวไหล่ เดินเข้ามาหาตนช้าๆ ร่างบางรีบก้าวถอย หางตาเห็นผ้าขนหนูที่ปลดทิ้งไว้แวบๆ จึงรีบกระโดดเข้าไปตะครุบมัน แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อเจ้าของมือสีแทนราวทองคำชั้นดีคว้ามันขึ้นไปเสียก่อน

 

                        “ข...ขะ...ขอผ้าคืนให้ฉันนะคะ”

 

                        เอ่ยพร้อมสอดส่ายสายตาหาที่กำบังแต่ไม่พบ จึงหันกลับไปส่งสายตาวิงวอนให้เขา แต่แล้วตาก็ต้องพร่างพราวเมื่อเห็นอีกฝ่ายกระตุกยิ้ม แถมยังส่งสายตาเจ้าชู้มาให้ตนอีก

 

                        “อยากได้ผ้าก็เข้ามาสิคนสวย ถ้าไม่เดินเข้ามาหาผ้า แล้วจะมีผ้ามาห่อร่างสวยๆ ของเธอได้ยังไง”

 

                        กรุงเอ่ยพร้อมกะพริบตาให้โสเภณีแสนสวยอย่างหยอกเย้า แขนแข็งแรงกางผ้าออกสุดหล้า รอให้โสเภณีคนงามเอาเนื้อนวลๆ มาให้คลอเคลีย เห็นอีกฝ่ายหน้าแดงก่ำบิดตัวด้วยความอาย จึงเลิกคิ้วสูง

 

                        “หรือจะไม่ใช้มันก็ได้นะ อยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน กลับมาได้เห็นอะไรที่มันสวยงามแบบนี้ ค่อยหายอารมณ์เสียหน่อย” เอ่ยพร้อมทำท่าจะเก็บผ้าขนหนู แต่เสียงใสๆ ห้ามเอาไว้เสียก่อน

 

                        “ด..ดะ...เดี๋ยวค่ะ ขอผ้าคืนด้วย”

 

                        “งั้นก็เดินมาเอาสิจ๊ะแม่กุ๊กไก่น้อย ฉันกางผ้ารอให้เธอเข้ามาหาอยู่นี่ไง”

 

                        โสภิญาขมวดคิ้วมุ่น คำว่า กุ๊กไก่น้อย นี่มันสะดุดหูพิกล ฝืนมองคนที่ถือไพ่เหนือกว่าหน้าแดงก่ำ เมื่อเขายังไม่หยุดสำรวจเรือนร่างเธอ เท้าบางๆ รีบสาวเข้าไปหา ก่อนที่เขาจะมองเธอทะลุไปถึงไหนต่อไหน

 

                        “หายหนาวแล้วใช่ไหม?”

 

                        ผู้ชายจอมลามกถามขึ้นทันทีที่เธอเข้าไปถึง แถมยังกระชากร่างของหญิงสาวไปกอดแน่น โดยมีผ้าขนหนูบางๆ ที่ชื้นหน่อยๆ กั้นขวางอยู่เท่านั้น

 

                        “ปล่อยค่ะ ฉันจะแต่งตัว”

 

                        “เธอจะแต่งตัว แต่ฉันกำลังอยากจะจูบผู้หญิงสวยๆ นี่นา ลองดูสิ ว่าระหว่างเราทั้งคู่ ใครจะได้ในสิ่งที่ต้องการก่อนกัน”

 

                        “คุณมันคนเอาแต่ใจ”

 

                        โสภิญาท้วงได้เท่านั้น เจ้าของผิวสีแทนใบหน้าหวานเกินชายก็ก้มต่ำลงมา ร่างบางถูกกอดกระชับ มือบางพยายามดันอกหนั่นแน่นออก เมื่อลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้ม หายใจแทบไม่ออกเมื่อมือหนากดลงมาที่เอวหนักๆ บังคับให้เธอยืนเฉยๆ พอจะผละหน้าหนีก็หน้าเหย เมื่อผมยาวถูกเขากระตุก มือหนาขยุ้มเบาๆ เพื่อตรึงดวงหน้างามให้อยู่เฉย

 

                        “ไม่นะ ฉัน....”

 

                        ปฏิเสธได้เท่านั้น ปลายลิ้นอุ่นร้อนก็แทรกลงมา เรียวลิ้นอ่อนนุ่มพันกับลิ้นร้ายกาจของเขา หญิงสาวแทบสำลัก หายใจขัดๆ ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยอมจำนนให้เขาจูบแต่โดยดี สักพักก็เซออกมา แหงนหน้ามองเขางงๆ เห็นอีกฝ่ายหลิ่วตาให้

 

                        “ไม่ยักรู้ว่า คนที่ความจำเสื่อม ตอนถูกจูบนี่ ความหวานไม่ยักหายไปกับความทรงจำด้วยแฮะ”

 

                        “บ้า!” โสภิญาเอ่ยหน้าแดงก่ำ สักพักก็แหงนหน้ามองเขาอย่างตัดพ้อ

 

                        “จริงๆ แล้วคุณหมายความว่าอย่างนี้ใช่ไหมคะ ถึงแม้ว่าฉันจะความจำเสื่อม แต่ยังไงฉันก็หนีไม่พ้นคำว่าโสเภณีอยู่ดี ฉันเป็นโสเภณี ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ ความเป็นโสเภณีของฉันมันจะไม่มีวันจางหายไป ต่อให้น้ำทะเลมาล้างสักเท่าไร ฉันก็ยังเป็นโสเภณีอยู่ดี”

 

                        เอ่ยแล้วก็ดึงผ้าขนหนูกระชับตัว จากนั้นก็หมุนกายหนี หญิงสาวร้องวี้ดน้ำตาไหลพราก เมื่อไม่สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาได้ ร่างบางถูกโอบกอดตรึงไว้กับแผงอกแกร่ง

 

                        “ฉันปลอบคนไม่เก่ง แต่ฉันพอรู้ว่าเธอเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาด บางทีฉันก็รำคาญความคิดมากของเธอ แต่ใจลึกๆ แล้วฉันสงสารเธอมากนะ”

 

                        “ฉันไม่ต้องการความสงสารค่ะ แต่ฉันเสียใจว่าทำไมชีวิตมันถึงได้ย่ำแย่ ก้าวผิดพลาดไปไกลขนาดนั้นได้” โสภิญาเอ่ยเสียงเครือ รู้สึกอุ่นวาบเมื่อปลายจมูกโด่งกดลงมาที่ขมับเบาๆ

 

                        “ฉันสงสารเธอจริงๆ แม่ผู้หญิงแสนบอบบาง ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด”

 

                        “บอกแล้วไงคะ ฉันไม่ต้องการความสงสารจากใคร ความสงสารของคุณมันทำให้ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองที่สุด!

 

                        เอ่ยเท่านั้นทั้งคู่ก็นิ่งเงียบไป โสภิญายืนเฉยเมื่อเขาก้มลงจูบไล่ดะไปเรื่อยตามลำคอระหง คลอเคลียบ่าไหล่ แต่พอมือหนาเลื่อนมาที่ใต้ฐานอกเท่านั้น ก็รีบปัดออก

 

                        “ฉันไปแต่งตัวก่อนนะคะ ยืนอยู่ในสภาพแบบนี้นานๆ มันหนาว”

 

                        “ฉันทำให้เธอหายหนาวได้......”

 

                        เสียงพร่าที่แฝงมาด้วยความเอาแต่ได้นั้น ทำให้หญิงสาวรีบถอยห่าง ปวดร้าวเหลือเกินกับการที่ถูกผู้ชายมองเป็นเพียงแค่เครื่องบำบัดอารมณ์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

                       

 

                       

 

                        

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

34 ความคิดเห็น