เทพบุตรซาตาน-นิยายลำดับ 2 ซีริส์ชุดหนึ่งนางกลางใจ

ตอนที่ 10 : บทที่ 3 (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ก.ค. 58

บทที่ (3)

                        จ้าของดวงหน้าซีดขาวขมวดคิ้วมุ่น ขนตาเป็นแพยาวงอนอ่อนช้อยค่อยๆ กะพริบขึ้นลง ทรวงอกจุกร้าว ลำคอแห้งผาก ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ศีรษะของเธอก็เหมือนกับมีเข็มนับร้อยนับพันมาทิ่มตำ

 

                        “น้ำ ขอน้ำหน่อย โอ๊ย! ปวดหัวเหลือเกิน”

 

                        เสียงครวญครางของคนที่นอนหน้าซีดอยู่บนเตียง ทำให้บุรุษที่ยืนกอดอกมองหล่อนด้วยใบหน้าเคร่งเครียดขยับตัว ร่างสูงเดินไปหาร่างบางด้วยใบหน้าบึ้งตึง แต่พอไปใกล้เท่านั้นก็เห็นอีกฝ่ายลืมตาขึ้นมองตนนิ่ง นัยน์ตาคู่สวยดูผิดแปลกไปจากยามเมื่อพบกันครั้งแรกนัก เลยจำต้องกลืนถ้อยคำต่อว่า ที่เจ้าหล่อนบังอาจขัดคำสั่งเขา จนเกิดเรื่องเกือบตายลงไป

 

                        “คะ..คุณเป็นใครคะ?”

 

                        เสียงถามพร้อมแววตาใสซื่อ ประกายตาฉงนใจฉายแววหวาดกลัว และนัยน์ตาที่มีหยาดน้ำขังคลอนิดๆ ทำให้กรุงจ้องเขม็ง ดวงตาคู่คมหรี่ลงพินิจ

 

                        “ฉันเป็นกัปตันของเรือลำนี้ จำกันไม่ได้แล้วหรือ น้ำตาล?”

 

                        ถามไปก็เห็นหล่อนทำหน้างง แล้วเขาก็ยิ่งงงมากขึ้น เมื่อคนที่นั่งอยู่บนเตียงทำหน้าเลิ่กลั่ก สักครู่ก็ส่ายศีรษะกลับมาหงอยๆ

 

                        “ฉันชื่อน้ำตาลเหรอคะ แล้วคุณเป็นกัปตันเรือลำนี้งั้นหรือ?”

 

                        คำถามพร้อมสายตาที่จ้องมองมาอย่างรอคอยคำตอบนั้น ทำให้กรุงนิ่งขึงไป อย่าบอกนะว่าน้ำทะเลลึกได้ล้างความทรงจำของหล่อนไปหมดแล้ว ขบกรามกรอด เมื่อหล่อนยิงคำถามถัดไป

 

                        “คุณเป็นกัปตันของเรือลำนี้ เอ่อ.....แล้วนี่มันห้องใครคะ ของฉันหรือเปล่า?”

 

                        “ห้องฉันเอง!

 

                        ตอบไปก็เห็นอีกฝ่ายหน้าแดงเรื่อ คนตัวเล็กพยายามลงจากเตียง กรุงรีบใช้มือหนากดเอาไว้แน่น บังคับให้ร่างเล็กๆ นอนลงใหม่ ดวงตาคู่สวยจึงได้แต่จ้องเขานิ่งด้วยความสนใจใคร่รู้

 

                        “ฉันจะกลับไปนอนห้องของฉัน เอ่อ...แล้วห้องของฉันอยู่ไหนกันคะ?”

 

                        สิ้นคำถามนั้นกรุงก็ถอนใจยาว มองหล่อนหน้ายุ่งๆ

 

                        “หวังว่าเธอคงไม่ได้แกล้งนะ แล้วถ้าเธอความจำเสื่อมจริง ก็ขอให้มันเป็นแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น”

 

                        “เอ่อ...ห้องของฉันอยู่ไหนคะ?”

 

                        “เธอไม่มีห้องพักหรอก เราสองคนนอนด้วยกัน เลิกถามจู้จี้จุกจิกได้แล้ว หลับซะ เดี๋ยวตื่นมาอาการเพี้ยนๆ ของเธอก็จะหายไปเองล่ะ”

 

                        “ฉันนอนที่นี่กับคุณเหรอคะ งั้นก็หมายความว่าเราสองคนเป็นสามีภรรยากันใช่ไหม?”

 

                        เสียงถามของคนไม่ยอมหลับดังกวนใจอีกหน แถมมองกรุงหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

                        “ด..ดะ....ดูท่าทางคุณไม่ค่อยจะชอบฉันเลย เหมือนว่าคุณกำลังรำคาญคู่สมรสอย่างฉันเต็มทนแล้ว เราคงเป็นสามีภรรยาที่ใกล้จะเลิกกันเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ”

 

                        เสียงสั่นเครือเล็กน้อยนั้น ทำให้กรุงต้องถอนใจ ไม่นานก็มองอีกฝ่ายตาขวาง เจ้าของดวงตากลมโตเลยน้ำตานอง ริมฝีปากอิ่มเต็มสั่นน้อยๆ

 

                        “คุณคงเป็นสามีที่โมโหร้ายมาก ชอบหงุดหงิดระเบิดอารมณ์ใส่ฉันอยู่บ่อยๆ นี่ขนาดฉันป่วยอยู่ คุณยังทำท่าเหมือนรำคาญกัน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ให้ตายดิ้นยังไง ฉันก็ไม่มีวันแต่งงานกับคุณเด็ดขาด ถึงคุณจะคุกเข่าอ้อนวอนขนาดไหน ฉันก็จะไม่มีวันแต่งงานกับผู้ชายแข็งกระด้างอย่างคุณ”

 

                        โสภิญาเอ่ยเสียงขึ้นจมูก เชิดหน้าขึ้นสูง ใช้หางตามองเขาอย่างกล่าวหา ทำให้คนตัวสูงหน้าบูด

 

                        “เพ้อเจ้อใหญ่แล้วน้ำตาล ฉันล่ะเบื่อเสียงของเธอจริงๆ”

 

                        เสียงที่ตวาดใส่หนักๆ นั้น ทำให้คนที่เข้าใจว่าตนได้สามีใจยักษ์ตกใจ พอเขาทำหน้าดุใส่ จึงส่งสายตาตัดพ้อไปมากกว่าเดิม

 

                        “ถ้าเราไม่รักกันแล้ว ก็หย่ากันเสียเลยสิคะ คุณจะมาทนรำคาญฉันให้อึดอัดใจทำไมกัน”

 

                        หญิงสาวยังต่อปาก สุ้มเสียงน้อยใจ ได้ยินแบบนั้นกรุงจึงถอนใจยาว

 

                        “ฟังนะน้ำตาล เธอมีชื่อจริงว่าโสภิญา เธอเป็นคนไทยที่แอบขึ้นมาบนเรือของฉัน และสำคัญที่สุด!” กรุงเน้นเสียง ก่อนตอกย้ำเสียงหนักๆ “เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันเลย ฉันกับเธอยังไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้เป็นผัวเมียกันอย่างที่เธอเพ้อออกมาสักนิด เราสองคนเพิ่งพบหน้ากัน ได้ยินเสียงกันไม่เต็มสัปดาห์ดีด้วยซ้ำไป”

 

                        พอบอกไปแล้วก็เห็นคนที่นั่งจุมปุ๊กอยู่บนเตียงอ้าปากค้าง สักพักเสียงหวานก็ถามกลับมาอย่างฉงน

 

                        “แต่คุณบอกว่าฉันกับคุณอยู่ห้องเดียวกัน ถ้าเราทั้งคู่ไม่ได้มีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน ฉันจะเข้ามานอนอยู่บนเตียงเดียวกับคุณได้ยังไง หรือว่าคุณล่อลวงฉันมา มันต้องไม่ใช่การพลัดหลงมาบนเรืออย่างที่คุณอธิบายแน่ๆ” เจ้าของดวงหน้าหวานสันนิษฐาน แล้วก็อ้าปากหวอ เบิ่งตากว้าง มองเขาอย่างโกรธๆ

 

                        “ว่าแล้วไงคนบ้า! หน้าอย่างคุณมันผู้ร้ายชัดๆ เวลาที่คุณมองมานี่ ดูก็รู้ว่าไม่ประสงค์ดีกับฉัน คนนิสัยไม่ดี เที่ยวลักพาตัวลูกสาวคนอื่นเขาไปทั่ว บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะ”

 

                        “เฮ้ๆๆ หยุดซะทีเถอะน่า แม่คนเพ้อเจ้อ เธอก็ดีแต่พูด แล้วก็พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย คิดเองเออเองไปคนเดียวทั้งนั้น ฉันเริ่มจะหมดความอดทนกับเธอแล้วนะแม่น้ำตาลบูด”

 

                        เสียงตวาดนั้นทำให้คนตัวเล็กที่อยู่บนเตียงต้องปิดปากฉับ จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นจ้องเขาเขม็ง เห็นเจ้าของขนตาดกหนา ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อคล้ายอิสตรีเม้มเข้าหากันแน่น ก็หน้าเจื่อนไป ถามเสียงอ่อยๆ อย่างยอมแพ้

 

                        “ฉันไม่เดาแล้วก็ได้ งั้นคุณช่วยบอกมาซะทีสิ ว่าฉันเป็นใครกันแน่ แล้วทำไมเราสองคนถึงได้มานอนห้องเดียวกันแบบนี้ด้วย ทำไมคะ?”

 

                        ถามไปก็เห็นคนที่ยืนมองตนอย่างพินิจนั้นถอนใจ ร่างสูงเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียงจ้องหน้าเธอนิ่ง

 

                        “คุณชื่ออะไรคะ?”

 

                        “ชื่อกรุง ชื่อเต็มๆ ว่าธนาธร ลาร์นาโด พ่อเป็นคนอิตาเลียน แม่เป็นคนไทย ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นกัปตันเรือให้กับเรือลาร์นาโด เรือของฉันเอง”

 

                        “แล้วเราเป็นอะไรกันแน่คะ?”

 

                        “เราไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้นแหละ เธอเป็นผู้หญิงจากร้านเหล้า แอบขึ้นมาบนเรือของฉันพร้อมกับเพื่อนร่วมอาชีพของเธออีกสี่คน ซึ่งฉันได้จับพรรคพวกของเธอส่งกลับขึ้นฝั่งไปหมดแล้ว เหลือก็แต่เธอคนเดียวนี่แหละ ที่ส่งกลับไม่ได้ เพราะพวกเรามาพบเธอทีหลัง”

 

                        “ม...มะ...หมายความว่ายังไง ผู้หญิงจากร้านเหล้า ฉันทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟเหรอคะ?”

 

                        ถามไปก็เห็นเขาจ้องตนอย่างเครียดๆ สักพักก็ส่ายหน้า

 

                        “ไม่ใช่ เธอมาหาเหยื่อ!

 

                        “หาเหยื่อ!” คนความจำเสื่อมย้ำได้เท่านั้นก็หน้าซีดเผือด “หาเหยื่อหมายความว่าไงคะ มันจะเป็นไปได้ยังไง ฉะ...ฉันมาหาเหยื่อนี่หมายถึงผู้ชายบนเรือลำนี้หรือคะ เอ่อ....ฉ...ฉะ....ฉันเป็นผู้หญิงหากิน ป...ปะ...เป็นโสเภณีอย่างนั้นหรือ ฉันไม่เชื่อ! คุณโกหก! ฉันไม่มีวันเชื่อคำพูดของคุณเป็นอันขาด”

 

                        ตะโกนออกไปเสียงดัง ยกมือขึ้นอุดปากกลั้นสะอื้น เธอเป็นโสเภณี เธอเป็นอีตัวอย่างงั้นเหรอ เธอหาเงินโดยการเอาตัวเข้าแลก เธอผ่านผู้ชายมาเป็นร้อย มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง

 

                        “คุณโกหก คุณต้องการอะไรกันแน่ ฉ...ฉะ...ฉันไม่ได้พิการ ร่างกายก็ครบ 32 แขนกับขาก็ยังดีอยู่ ฉันจะเป็นโสเภณีไปได้ยังไง ผู้ชายใจร้าย อย่ามาล้อเล่นแบบนี้เชียวนะ คนโกหก บอกมาดีๆ สิว่าคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ อย่ามาฉวยโอกาสพูดจามั่วซั่วตอนฉันความจำเสื่อมแบบนี้นะ”

 

                        ถามเขาไปเสียงกระด้าง ผลตอบกลับมาคือดวงตาดุกร้าวลุกเรืองรอง คนที่ยืนค้ำหัวตนอยู่ขบฟันเข้าหากันดังกรอด

 

                        “เหลวไหล!” กรุงดุคนที่มีท่าทีคลุ้มคลั่งเสียงแข็งกร้าว “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องโกหกเธอเลย แล้วสาเหตุที่ฉันจะต้องฝืนทนแจกแจงที่มาของเธออยู่ตอนนี้น่ะ ก็เพราะว่าเธอมันหัวดื้อ พูดไม่รู้จักฟัง ที่เธอต้องความจำเสื่อม กลายเป็นคนปัญญาอ่อนแบบนี้น่ะ ก็เพราะว่าเธอขัดคำสั่งของฉัน บอกให้อยู่แต่ในห้อง ก็ดันแหกกุญแจหนีไป”

 

                        คำว่าแหกกุญแจหนี ทำให้คนความจำเสื่อมมองเขาตาปริบๆ ขณะที่เขาจ้องเธอตาขุ่น

 

                        “ฉันคิดว่าก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำน่ะ มันไม่ใช่การพลัดตกทะเลธรรมดาหรอกนะ เธอน่าจะหลงไปเจอลูกเรือกลัดมันเข้า เพราะดอดไปหาลำไพ่พิเศษช่วงที่ฉันไม่อยู่ แต่เผอิญโชคร้ายดันไปเจอกับลูกเรือซาดิสม์จิตวิปริตเข้าซะก่อน ทุกอย่างก็เลยเป็นแบบที่เห็นนี่แหละ พอมันเสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว ก็เห็นเธอเป็นขยะเหม็นๆ จะส่งเธอกลับก็กลัวว่าฉันจะรู้ เลยจับโยนลงทะเลไปซะเลย”

 

                        กรุงบอกพร้อมหรี่ตาลงมองปฏิกิริยาของคนที่หน้าซีดลงเรื่อยๆ พอเห็นว่าหล่อนยังอยู่ดี จึงเอ่ยต่อ

 

                        “โง่จริงคิดแต่ว่าจะรับแขกเยอะๆ จ้องจะเอาแต่เงิน ผู้ชายบนนี้น่ะมาจากพื้นเพที่ต่างกันมาก ยิ่งอยู่กลางทะเลแบบนี้ด้วย หากไม่ถูกใจก็ฆ่ากันง่ายๆ พอตายก็โยนลงทะเล ทำลายหลักฐานซะ แค่นี้ก็จบเรื่องแล้ว”

 

                        “ฉ...ฉะ...ฉันเป็นคนที่หิวเงิน แล้วก็ชั่วโมงบินสูงขนาดนั้นเลยหรือคะ?”

 

                        “ก็ใช่น่ะสิ! มันไม่มีเหตุอะไรทั้งนั้นแหละ ที่ทำให้เธอต้องแหกกุญแจหนีไปอย่างนี้ โลภมากจนได้เรื่อง แต่ยังไงก็เถอะ ฉันต้องสืบให้ได้ว่าใครเป็นคนทำ ไม่ใช่เพราะเจ็บแค้นแทนเธอหรอกนะ แต่มันเป็นกฎ ว่าคนที่อยู่บนเรือลำนี้จะต้องไม่ทำร้ายผู้หญิง แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นประเภทรนหาที่เองก็ตาม”

 

                        เสียงเอ็ดตะโรพร้อมหน้าตาถมึงทึงนั้น ทำให้โสภิญายกมือกุมขมับ

 

                        “พอเถอะค่ะ หยุดซะที ฉันไม่อยากรู้อะไรอีกแล้ว แค่รู้ว่าตัวเองเป็นโสเภณีมันก็เจ็บปวดเกินจะทน ฉันปวดหัวค่ะกัปตัน ฉันไม่อยากฟังอดีตของตัวเองอีกแล้ว ขอนอนพักก่อนนะคะ กรุณาเถอะค่ะ ได้โปรดให้ฉันอยู่คนเดียว”

 

                        “ตามสบาย” กรุงกล่าวเสียงห้วน มองคนที่เอนกายนอนหลับตาหนีตนเฉยด้วยสายตาขุ่นเคือง

 

                        หน็อยแน่แม่โสเภณีตัวดี ก่อเรื่องให้ใจหายใจคว่ำสารพัด ขอบคุณกันสักคำก็ไม่มี แล้วนี่ยังมาทำหน้าเหมือนหาว่าเขาโกหกหล่อนอีก เรื่องที่หล่อนเคยเป็นอะไรมาก่อน

 

                        กรุงคิดว่าจะงมหาหล่อนไม่เจอเสียแล้ว ตอนเจอตัวนั้นชีพจรก็เต้นอ่อนเต็มทน หลงคิดไปว่าหล่อนไม่รอดแน่ พอรอดได้ก็เกิดเพี้ยนจำตัวเองไม่ได้อีก เอ็ดแค่นี้ยังน้อยไป งานนี้เขาไม่โทษลูกเรือหรอก หล่อนเป็นผู้หญิงสวยจัด ที่นี่ก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ออกไปยั่วตายั่วใจกัน ใครมันจะทนไหว ยิ่งเขาไม่อยู่ด้วยแล้ว ใครจะไปเกรงใจ แต่ละคนก็รู้ๆ กันอยู่ว่าหล่อนเป็นโสเภณี ไอ้ผู้ชายบนเรือนี่น่ะ มันก็อารมณ์เปลี่ยวด้วยกันทั้งนั้น ที่ไม่เดือดร้อนอะไรเลย ก็มีแต่พวกรักชอบไม้ป่าเดียวกันเท่านั้นแหละ

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

จบตอน

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

34 ความคิดเห็น