ลิขิตพิษสวาท

ตอนที่ 18 : บทที่ 18 Will you marry me? (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    17 ก.ย. 53

บทที่ 18 Will you marry me?

                ภายในรถเต่าสีเขียวสะท้อนแสงคันเล็ก ที่กำลังแล่นเอื่อยๆ มาตามถนนพระราม 3 โดยมีจุดมุ่งหมายคือตึกสำนักงานของกองบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นชื่อดังเล่มหนึ่งของเมืองไทยที่น้อยคนนักจะไม่รู้จัก เสียงเพลงรักหวานซึ้งที่เปิดคลออยู่เบาๆ ทำให้บรรยากาศภายในรถดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป แต่กระนั้นก็ยังพอจะทำให้คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรับรู้ได้ถึงอาการผิดปกติบางอย่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายเขา เธอเอาแต่มองออกไปนอกกระจกหน้าต่างรถด้วยท่าทางเหม่อลอยเหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างไรอย่างนั้น จนชายหนุ่มอดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับวิ ทำไมวันนี้เงียบจัง หรือว่ายังไม่หายดี ให้ผมพาไปหาหมอเอาไหม”

                น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกของชายหนุ่มคนรัก ทำให้รวินันท์ต้องหันกลับมามองหน้าเขาพร้อมกลับส่งยิ้มบางๆ ให้ และแสร้งทำเป็นว่าเธอยังคงมึนๆ จากฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปเมื่อคืนและยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่อีกนิดหน่อย     

                “อย่าลำบากเลยค่ะ วิแค่มึนหัวนิดหน่อยเพราะต้องตื่นแต่เช้าน่ะ สงสัยเมื่อวานนอนมากไปก็เลยปรับตัวไม่ทัน ขอโทษนะคะที่วันนี้ปล่อยให้วัฐขับรถเงียบๆ คนเดียวไม่ได้ชวนคุยเลย”

                “ไม่เป็นไรครับ ผมขับคนเดียวได้สบายมาก แค่เป็นห่วงวิมากกว่าน่ะ เมื่อเช้ายังคิดอยู่เลยว่าถ้าเคาะประตูห้องแล้ววิไม่ยอมมาเปิดอีกจะทำยังไงดี ผมอยากดูแลวิให้มากกว่านี้ อยากจะคอยอยู่เคียงข้างคุณตลอดเวลาเลยแต่ก็ทำไม่ได้ รู้ใช่ไหมครับว่าเพราะอะไร”

                ภวัฐยิ้มตอบกลับไป พลางเอ่ยความในใจของตนออกมาเสียยืดยาว ก่อนจะหยุดคำพูดสุดท้ายเอาไว้ราวกับจะให้คนข้างๆ ได้คิดเองบ้าง

                หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก็เพราะกฎเหล็กข้อใหญ่ที่เธอตั้งเอาไว้นั่นเองซึ่งทำให้เขาไม่อาจเข้ามาเฝ้าดูแลเธอตลอดค่ำคืนที่ผ่านมาได้ หากยังไม่ได้สมรสกับใครอย่างเป็นเรื่องเป็นราวตามประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานแล้วนั้น เธอก็รู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใคร แม้ว่าคนสมัยนี้จะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วกับการที่จะทดลองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนรักฉันท์สามีภรรยาภายในบ้านหรือห้องพักเดียวกันโดยมิได้แต่งงาน แต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสำหรับเธอที่ถูกปลูกฝังอบรมเลี้ยงดูมาจากครอบครัวหัวเก่าที่อนุรักษ์ในวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมมาตลอดเช่นนี้

                “นั่นแหละครับ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมมีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดกับวิให้ได้”

                “เรื่องอะไรคะ?”

                ชายหนุ่มอมยิ้มน้อยๆ เมื่อได้เห็นว่าเจ้าของใบหน้างามกำลังทำท่าเอียงคอมองเขาด้วยความงุนงงระคนสงสัย เขาค่อยๆ บังคับรถให้จอดลงตรงข้างทาง ก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงของตนแล้วหยิบเอากล่องกำมะหยี่สีชมพูที่เขาตั้งใจจะให้กับเธอมาหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่สบโอกาสเหมาะเสียที พลางยื่นส่งให้หญิงสาวคนรักพร้อมกับเอ่ยขึ้น

                “วิครับ...ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ”

                น้ำเสียงนุ่มหากแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นจนจับได้ถึงกระแสเสียงที่ดูจะสั่นน้อยๆ ในประโยคสุดท้าย มือเล็กที่เอื้อมไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีชมพูนั้นค่อยๆ เปิดกล่องใบจิ๋วออก จึงได้พบว่าภายในกล่องนั้นบรรจุแหวนทองคำขาววงหนึ่ง ซึ่งประดับเพชรเม็ดเล็กเม็ดหนึ่งเอาไว้บนยอดแหวน อัญมณีล้ำค่าที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างดีทอประกายแพรวพราวสะท้อนกับแสงของดวงอาทิตย์เจิดจ้าที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้รวินันท์อดไม่ได้ที่จะช้อนสายตาขึ้นมองสบตาเขาอย่างไม่แน่ใจนักกับสิ่งที่ตนได้ยิน

                แต่เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าสีน้ำผึ้งของชายหนุ่มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ อีกทั้งรอยยิ้มกว้างและดวงตากลมโตที่เปล่งประกายระยิบระยับไม่ต่างกับเพชรเม็ดงามบนแหวนวงนั้น ก็พอจะบอกได้ถึงความจริงจังและความจริงใจที่เขามีให้กับเธอว่ามันมากมายขนาดไหน ทำเอารวินันท์แทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ด้วยความรู้สึกปลื้มปีติยินดียิ่งนัก     

ถ้าหากว่าเขาพูดเรื่องนี้กับเธอตั้งแต่เมื่อวันก่อน เธอคงจะตัดสินใจตอบรับคำขอแต่งงานของเขาทันทีโดยไม่คิดลังเลเลยสักนิด เพราะมองไม่เห็นว่าจะมีใครที่เหมาะสมและคู่ควรกับเขาไปมากกว่าเธออีกแล้ว นั่นยังไม่รวมถึงความผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกันมายาวนานกว่าสองปีนับตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ จวบจนกระทั่งตอนนี้ความสนิทสนมในฐานะเพื่อนที่ต่างฝ่ายต่างเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นคนรักของกันและกันได้เกือบสองเดือนแล้วก็ตาม

ทว่า หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์อันน่าอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดมิได้เมื่อคืนก่อน ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้รวินันท์เริ่มคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับคนดีอย่างเขาเอาเสียเลย...ไม่คู่ควรสักนิด

                วิ เอ่อ วิขอเวลาหน่อยได้ไหมคะ

                คำตอบของหญิงสาว ทำให้คนที่คาดหวังเอาไว้เสียดิบดีมีอันต้องใจฝ่อขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ภวัฐแกล้งตีสีหน้ายิ้มระรื่นทั้งที่ในใจรู้สึกผิดหวังอยู่มากเอาการ และคิดไปว่าบางทีคำขอแต่งงานของเขาในเวลานี้อาจจะเร็วเกินไปสำหรับเธอ เพราะว่าพวกเขาก็เพิ่งคบหาดูใจกันในฐานะแฟนได้ไม่นาน ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว เรื่องแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเสียก่อนที่จะตกลงปลงใจกับใครง่ายๆ เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตของเธอคนนั้นที่จะฝากเอาไว้ในมือของผู้ชายสักคน

                “โอเคครับ ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจกันได้ง่ายๆ แล้ววิเองก็คงอยากใช้เวลาคิดสักหน่อย ไม่ว่าเมื่อไหร่ผมก็รอได้ครับ แค่อยากให้รู้ว่าผมอยากจะใช้ทั้งชีวิตของผมเพื่ออยู่ดูแลคุณจนแก่เฒ่าไปด้วยกันก็เท่านั้นเอง ส่วนแหวนนั่นก็ให้วิเก็บเอาไว้ก่อนแล้วกันครับ ถ้าพร้อมที่จะเป็นเจ้าสาวของผมเมื่อไหร่ ค่อยสวมมันก็ได้นะ”

                ขอบคุณมากค่ะวัฐ

                รวินันท์กล่าวขอบคุณที่เขาไม่เร่งรัดเอาคำตอบกับเธอในตอนนี้ หญิงสาวส่งยิ้มหวานให้เขาทั้งน้ำตา แม้ว่าในใจของเธอจะรู้สึกกดดันกับคำขอแต่งงานของเขาสักเพียงใดก็ตาม มือเล็กปาดน้ำตาออกจากใบหน้านวลอย่างแผ่วเบา เธอค่อยๆ เปิดกระเป๋าสะพายแล้วหย่อนกล่องกำมะหยี่สีชมพูใบจิ๋วนั้นลงไปด้วยความระมัดระวังราวกับกลัวว่าของที่อยู่ในกล่องนั้นอาจจะบุบสลายได้ง่ายๆ พลางหันกลับไปมองนอกตัวรถอีกครั้งอย่างคิดไม่ตกว่าเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดีกับสถานการณ์เช่นนี้ บางทีเธอคงจะต้องกลับไปขอคำปรึกษาจากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างผู้เป็นมารดาของเธอในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะมาถึงเสียแล้ว

                               

ต่อ

ไม่นานนักรถยนต์สีเขียวคันน้อยก็เข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่บนถนนสีลม ซึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร บนถนนหกเลนเต็มไปด้วยสภาพการจราจรที่แออัดคับคั่งราวกับว่าเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีรถสาธารณะให้ประชาชนเลือกใช้บริการมากมายแล้วก็ตามทั้งรถไฟลอยฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน รถประจำทาง รวมไปถึงรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่วิ่งพลุกพล่านอยู่เต็มท้องถนน แต่ก็ยังมีผู้ใช้ทางจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะใช้รถส่วนตัวเป็นพาหนะในการเดินทางเพราะสะดวกสบายกว่าการที่จะต้องไปเบียดเสียดแออัดยัดเยียดเป็นปลากระป๋องในรถโดยสารชนิดอื่นเป็นไหนๆ

บนทางเท้าสองฟากฝั่งของถนนจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวชาวออฟฟิซในย่านนั้นต่างคนต่างเดินกันอย่างขวักไขว่เร่งรีบจนแลดูวุ่นวายสับสนด้วยเพราะเป็นช่วงใกล้เวลาเข้าทำงานในตอนเช้าที่บริษัทห้างร้านหลายต่อหลายแห่งในย่านนั้นกำหนดเอาไว้ เช่นเดียวกับแผนกของกองบรรณาธิการนิตยสารในบริษัทที่ภวัฐและรวินันท์ทำงานอยู่ ซึ่งกำหนดเวลาเข้างานเอาไว้เป็นเวลาเก้านาฬิกาตรง และตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบจะเกินกำหนดแล้ว

ในที่สุดภวัฐก็พารถคู่ใจของตนฝ่าการจราจรที่ติดขัดมาจนถึงหน้าตึกสูงระฟ้าแห่งหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของออฟฟิซที่เขาและหญิงสาวคนรักทำงานอยู่ในตำแหน่งสไตลิสต์ด้วยกัน แต่เนื่องจากวันนี้ภวัฐมีนัดต้องออกไปพบกับลูกค้าที่เขาเพิ่งนำเสนอผลงานโปรเจคต์ใหม่ไปเมื่อวันก่อน จึงจำใจต้องปล่อยให้รวินันท์เดินเข้าไปภายในออฟฟิซแต่เพียงลำพัง เพราะใกล้จะได้เวลาที่เขานัดหมายกับลูกค้าคนสำคัญของบริษัทแล้ว

“แล้วเจอกันเย็นนี้นะคะวัฐ”

“เดี๋ยวครับวิ...”

                ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถหลังจากเอ่ยคำลาพูดกับแฟนหนุ่มเรียบร้อยแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับคว้าข้อมือของเธอไว้ ทำให้ต้องหันกลับมามองคนที่รั้งข้อมือของตนเอาไว้ด้วยสายตางุนงงอย่างข้องใจกับการกระทำของเขา

                “ผมไม่อยู่ วิต้องดูแลตัวเองดีๆ นะครับ ถ้าไม่สบายขึ้นมาหรือมีเรื่องด่วนอะไรก็ต้องรีบโทรหาผมทันทีเลย เข้าใจไหมครับ”

                รวินันท์พยักหน้ารับคำสั่งที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของชายหนุ่มคนรักอย่างเต็มใจ เพราะรู้ดีว่าเขาคงจะกังวลไม่น้อยเลยทีเดียวที่ต้องปล่อยให้คนเพิ่งฟ้นจากอาการป่วยไข้อย่างเธอเข้าไปทำงานเพียงลำพัง โดยที่ไม่มีเขาคอยอยู่ดูแลใกล้ๆ ดังเช่นทุกที เธอใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่นั้นวางลงบนมือใหญ่ของเขาพร้อมกับบีบมันเบาๆ คล้ายจะปลอบโยนให้เขาคลายความกังวลนั้นลงไปบ้าง และรับปากกับเขาว่าเธอจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นกังวลกับเธอให้มากนัก

                “ทราบแล้วค่ะคุณผู้ชาย รีบไปเถอะค่ะเดี๋ยวจะไม่ทันนัดกับลูกค้านะ วิรู้ว่าวัฐเก่งอยู่แล้วต้องทำให้ลูกค้าพอใจได้ไม่ยากแน่นอน ขับรถดีๆ ล่ะแล้วเย็นนี้เจอกันนะคะ”

                ชายหนุ่มจำใจต้องปล่อยมือของรวินันท์ออกอย่างเสียไม่ได้ เมื่ออีกฝ่ายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะอย่างดี เขาพยักหน้าน้อยๆ เมื่อเห็นว่าเธอเดินลงจากรถไปแล้ว พร้อมกับหันมาโบกมือไหวๆ ให้ เขาจึงทำตอบเช่นเดียวกัน ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถออกไปโดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามอย่างเป็นห่วงเช่นกัน

 

รวินันท์ก้าวเท้าเอื่อยๆ อย่างเชื่องช้าจนแทบลืมไปว่าเธอกำลังสายมากแล้ว พอนึกขึ้นได้ก็รีบวิ่งเร็วจี๋มาเข้าลิฟต์โดยสารที่แออัดคับตั่งเต็มไปด้วยผู้คนมากมายจากหลากหลายบริษัทที่มาเช่าพื้นที่ภายในอาคารสำนักงานซึ่งบริษัทของเธอเป็นเจ้าของพื้นที่ หญิงสาวยืนก้มหน้ามองพื้นอยู่ตรงมุมด้านหนึ่งของลิฟต์ราวกับว่าไม่คิดจะเสวนากับใคร เธอไม่ค่อยชอบเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าก่อน ดังนั้นหากไม่ใช่เรื่องงาน จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเอื้อนเอ่ยวาจากับใครเพื่อสานสัมพันธไมตรีด้วย

ยกเว้นก็แต่ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น กี่ครั้งแล้วนะที่ภาพของเขายังคงติดตรึงอยู่ในสมองส่วนความจำของเธอราวกับจะตามมาคอยหลอกหลอนรังควานเธอจนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเช่นนี้ แม้แต่เมื่อครู่นี้ตอนที่ภวัฐเอ่ยปากขอแต่งงานกับเธอ ก็ยังมีภาพของเขาซ้อนทับเข้ามาในมโนสำนึกของเธอจนถึงกับลังเลที่จะตอบรับคำขอแต่งงานของแฟนหนุ่มผู้แสนดีอย่างที่เธอเคยวาดฝันเอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 29 ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองบรรณาธิการนิตยสารที่เธอรับผิดชอบอยู่ในฝ่ายสไตลิสต์ เพื่อออกแบบเสื้อผ้าให้กับเหล่านางแบบและเซเลบริตี้คนดังที่มาให้สัมภาษณ์ลงในคอลัมน์ต่างๆ ได้สวมใส่ให้ตรงตามคอนเซ็ปต์ที่ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์เนมสุดหรูจากฝั่งตะวันตกต้องการเห็นในหน้านิตยสารและพึงพอใจกับค่าตอบแทนที่ได้จ่ายให้กับบริษัทของเธออย่างงาม

รวินันท์ก้าวฉับๆ ตรงไปยังที่นั่งของตนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชายหนุ่มที่เพิ่งส่งเธอลงหน้าตึกเมื่อครู่นี้และมีแผงพาร์ทิชันกั้นเอาไว้แยกสัดส่วนเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้แก่พนักงานแต่ละคน หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะฟองน้ำหนานุ่มอย่างกระแทก เพราะในหัวของเธอเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นใจจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกผิดปะปนอยู่กับความรู้สึกเศร้าสลด และพากันถาโถมเข้ามาหาเธออย่างไม่ขาดสาย

“น้องวิคะ ยุ่งอยู่หรือเปล่า เข้ามาในห้องพี่หน่อยจ้ะ มีเรื่องด่วนจะคุยด้วย”

                เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ปลุกให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์ความคิดของตนและกลับมาสู่โลกความจริงอีกครั้ง เธอสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านและความกังวลออกไปเพื่อที่จะปรับสมองของเธอให้เตรียมพร้อมและสามารถกลับมาทำงานเหมือนเดิม แม้ว่าจะยังไม่เต็มร้อยเท่าไรนัก เพราะในหัวของเธอตอนนี้มันขาวโพลนไปหมดหากใครให้เธอคิดโปรเจคต์อะไรขึ้นมาตอนนี้ เห็นนี้จะต้องใช้เวลารวบรวบสติสมาธิกันนานทีเดียว

                “ค่ะๆ จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

                รวินันท์เอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กพร้อมปากคู่ใจขึ้นมาก่อนจะเดินตรงไปที่หน้าห้องทำงานของผู้บริหารชั้นต้น ที่ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของนิตยสารชื่อดังเล่มนี้ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พลางยื่นมือออกไปเคาะประตูสองสามครั้ง และรอจนกระทั่งคนข้างในอนุญาตให้เข้าไปได้ จึงค่อยเปิดประตูเข้าไปภายในด้วยท่าทางมาดมั่นเหมือนอย่างเช่นที่เคยเป็นมาตลอดเวลาสองปีที่ทำงานอยู่ที่นี่

                เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวเขื่องมีร่างของหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่งซึ่งอายุอานามดูจะอ่อนวัยกว่าผู้เป็นมารดาของเธอไม่เท่าไรนัก แต่รวินันท์ก็ไม่เคยกล้าเอ่ยปากถามด้วยรู้สึกว่าคงจะเป็นการเสียมารยาทที่จะถามเรื่องอายุของผู้เป็นเจ้านายเช่นนี้

                “คุณมลมีเรื่องอะไรจะคุยกับวิเหรอคะ ใช่เรื่องโปรเจคต์ใหญ่นั้นหรือเปล่าคะ”

                เจ้าของห้องที่ถูกเรียกว่า คุณมล เงยหน้าจากเอกสารกองโตบนโต๊ะขึ้นมา พลางผายมือเป็นสัญญาณให้คนที่เพิ่งมาใหม่นั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ

                “นั่งก่อนสิจ๊ะ เดี๋ยวพี่ขออ่านรายละเอียดในเอกสารนี่อีกนิด แล้วเราจะได้คุยกันยาวเลยล่ะ”

                “ค่ะ”

                ผู้เป็นลูกน้องกล่าวรับคำสั้นๆ แล้วรีบนั่งลงอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากรู้สึกว่ายืนค้ำศีรษะผู้หลักผู้ใหญ่นานๆ เธอลอบมองนฤมลที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วก็อดหวั่นใจขึ้นมาไม่ได้ บางทีโครงการร่วมมือกันระหว่างบริษัทลูกซึ่งอยู่ในเครือธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ระดับประเทศมานานกว่ายี่สิบปีนี้อาจจะดูใหญ่เกินตัวไปสำหรับเธอที่เคยได้ทำแต่งานออกแบบเล็กๆ น้อยๆ ในคอลัมน์สารพัดสารพันของนิตยสารก็เป็นได้ และที่คนตรงหน้าเรียกเข้ามาคุยตามลำพังเช่นนี้ก็เพราะต้องการถอดถอนชื่อเธอออกจากโปรเจคต์ยักษ์นี้กระมัง

                อืม เรื่องโปรเจคต์ใหม่ที่บริษัทของเราต้องจับมือกับบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติไทยรายแรกนั้นน่ะ...”

                “คุณมลคิดว่าวิไม่เหมาะกับงานนี้ก็เลยจะถอนชื่อวิออกใช่ไหมคะ”

                พอได้ยินคู่สนทนากล่าวจั่วหัวเรื่องเดียวกับที่ตนคิดขึ้นมาพอดี รวินันท์ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งพลางกลั้นใจถามสวนออกไปทั้งที่อีกฝ่ายนั้นยังไม่ทันพูดจบประโยคดี สร้างความประหลาดใจให้กับนฤมลเป็นอย่างมาก

“ตายแล้วน้องวิ พูดอะไรแบบนั้น ก็คุณมณิการ์ที่เป็นหัวหน้าโปรเจ็กต์นี้เขาระบุชื่อของวิมาเลยนะ เธอยังบอกพี่อยู่เลยว่าได้เห็นผลงานของวิในนิตยสารแล้วก็รู้สึกพอใจมาก อยากให้วิไปร่วมงานกับเขาให้ได้ แล้วแบบนี้จะให้พี่ถอนชื่อเธอออกได้ยังไงล่ะจ๊ะ

สาวใหญ่เงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรีบเอ่ยแก้ความเข้าใจผิดของลูกน้องคนโปรดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม คนที่เข้าใจผิดไปถึงกับทำตาโต ยิ้มร่าก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจเป็นอันมาก

“มะ...หมายความว่า วิได้ทำงานนี้จริงๆ หรือคะคุณมล ว้าว! นี่วิไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคะ”

                ไม่ได้ฝันหรอกจ้ะ แต่ถ้าเราทั้งคู่ไปประชุมสรุปคอนเซ็ปต์สายจนคุณมณิการ์กับเพื่อนของเธอไม่พอใจแล้วล่ะก็ อาจจะชวดงานนี้ก็ได้นะ เพราะงั้นที่พี่เรียกมาก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้แหละ เดี๋ยววิต้องไปเตรียมตัวให้พร้อมนะคะ อีกประมาณสิบนาทีเราจะออกเดินทางไปที่บริษัทเจ้าของโปรเจ็กต์กัน

                นฤมลยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับสไตลิสต์สาวมั่นที่ใครๆ ในออฟฟิซนี้ต่างรู้กันดีว่าเธอรู้สึกรักและเอ็นดูลูกน้องคนโปรดคนนี้ราวกับเป็นน้องสาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมาจากครรภ์ของมารดาคนเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่อายุอานามห่างกันเกือบถึงสองรอบเลยทีเดียว

                รับทราบค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณมลที่ให้โอกาสดีๆ แบบนี้แก่วิ

                รวินันท์ยิ้มกว้างรับคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้าด้วยความเต็มใจ พลางกล่าวขอบคุณพร้อมกับยกมือขึ้นประนมไหว้คนตรงหน้าด้วยท่าทางอ่อนช้อยอย่างคนที่ได้รับการปลูกฝังสั่งสอนมาเป็นอย่างดี หญิงสาวเดินออกมาจากห้องของนฤมลพร้อมกับรอยยิ้มชื่นมื่นที่ระบายอยู่บนใบหน้างาม ความรู้สึกปลืมปีติที่ตนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสไตลิสต์เพียงหนึ่งเดียวของโครงการสำคัญระดับประเทศเช่นนี้ ช่วยคลายความเศร้าสลดหดหู่ในใจไปได้ชั่วขณะ

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,077 ความคิดเห็น

  1. #423 aoistar (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 23:28
    หนีกันไม่พ้นหรอก หีหี สงสารก็แต่นยวัฐแสนจะดีเวอร์
    #423
    0
  2. #262 JJ.. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 22:52
    เจอพี่ธามเเน่เเท้เชียวว
    #262
    0
  3. #193 ถักฝัน (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กันยายน 2553 / 09:18

    ได้อ่านแล้ววววว ~!

    คราวนี้เรื่องวุ่นน่ารัก กำลังจะเกิดขึ้นอีกแล้ววววว

    #193
    0
  4. #173 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 กันยายน 2553 / 15:02
     วิเจอนายธามแน่เลย
    #173
    0
  5. #172 tungkn4841 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 กันยายน 2553 / 13:50
    หรือพรหมลิขิต ทำให้วิ กับ ธามหนีกันไม่พ้น สงสัยดูท่าไปประชุมเรื่องงาน ปะ กันแน่ ๆๆๆ

    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #172
    0
  6. #171 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 กันยายน 2553 / 13:11

    ><~จะได้เจอกานแร๊วมั้ง?

    #171
    0
  7. #168 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 21:41
    เอ๊ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    บริษัทรถยนต์ที่มีตาธามพี่ยุนเปนประธ่นป่ะคะ หนูวิ ได้เจอเเหงๆๆ 55555555
    #168
    0
  8. #157 kaaka (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 11:01
    เอออออ ดูเหมือนวิจะมีงานใหญ่เข้า เพราะอะไรรึเปล่า จ๊ะธาม
    #157
    0
  9. #156 yumekana (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กันยายน 2553 / 02:40


    บริษัทผลิตรถเหรอ
    ทำไมกลิ่นมันทะแม่ง ๆ ฟะ
    #156
    0
  10. #155 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 กันยายน 2553 / 22:12
     ทำงานไปวิเอ้ย
    #155
    0
  11. #154 jeabkiss (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 กันยายน 2553 / 21:22
    วิได้งานคงทำให้ลืมความเศร้าไปได้บ้างนะ
    #154
    0
  12. #153 mushroom- (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 กันยายน 2553 / 12:24
    ผู้ชายผู้แสนดี
    #153
    0
  13. #152 ตะบองเพชรจิ๋ว (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 กันยายน 2553 / 15:47
     น่าสงสารผู้ชายแสนดีจงเลย
    #152
    0
  14. #151 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 กันยายน 2553 / 13:13
    ฮือ TT น่าสงสาร
    #151
    0
  15. #150 jeabkiss (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 18:39
    วิเศร้าเลยจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ
    #150
    0
  16. #149 MY_skw (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 17:37
    น่าปวดหัวแทนวิจัง

    มาต่อไวๆนะคะ
    #149
    0
  17. #148 kaaka (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 11:30
    อ๊ากกกก สับสนยังไม่เลิกก็มาเพิ่มให้วุ่นวายเข้าไปอีกคร้า
    #148
    0
  18. #147 yumekana (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 03:17
      
    งานงอกจริง ๆ หนูวิเอ๋ย
    แต่สำรวจใจตัวเองดี ๆ นะจ๊ะว่า รักนายวัฐจริง ๆ หรือเปล่า
    แล้วนายวัฐที่คาดหวังว่า หนูวิจะต้องเป็นสาวจิ้นเพราะความหวงตัวของหนูเอง
    จะรับได้ไหมถ้ารู้ว่า หนูไม่มีสิ่งนั้นเสียแล้ว
    แต่ที่จริงก็เป็นการพิสูจน์อย่างนึงนะ
    เพราะถ้านายวัฐรับไม่ได้ จะได้รู้เช่นเห็นชาติกันแต่เนิ่น ๆ
    ดีกว่าแต่งไปแล้ว โดนทิ้งนะจ๊ะ
       
    #147
    0
  19. #146 ยัยปลาทอง (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 02:43
    วิจะยอมตกลงแต่งงานกับวัฐรึเปล่านะ แล้วเรื่องธามล่ะจะปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ เฮ้อ หนักใจแทนนางเอกจริงๆ



    ตอนนี้สั้นไปนิด รออีก 60% ที่เหลืออยู่นะคะไรเตอร์
    #146
    0
  20. #145 Eternal-Yunho (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 กันยายน 2553 / 21:42
    โรเเมนติกปนความเส้า เพราหนูวิคิดถึงอิตาคนนี้อยู่ชะมะล่า หุหุหุหุหุ
    รูปนี้ทำไมหล่ออย่างนี้ห๊าพี่ยุนนนนนนนนนนนนนนน กรี๊สสสสสสสสสสสสสส ส

     
    #145
    0