ดวงหทัยแห่งชีค : สนพ.ซิมปลี้บุ๊ก เลิฟโนเวล

ตอนที่ 4 : คำท้าทาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ม.ค. 53

ตอนที่ 4 คำท้าทาย

“เรานึกว่าวันนี้เจ้าจะไม่ออนไลน์มาเสียแล้ว”

ปลายทางเชดัสย่าห์ พูดด้วยอารมณ์น้อยพระทัยนิดๆ เมื่อเห็นหน้าคู่หมั้นสาวผ่านโปรแกรมSkype

เมริสาหัวเราะคิกคักเบาๆกับพระพักตร์หงิกงอของเจ้าชายมาฬิส

“แหม! คุณนี่ก็ขี้งอนเหมือนกันนะ ไหนบอกว่างานเยอะไง ยังมีเวลาว่างมางอแงกับฉันอีกเหรอ?” คนนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นผืนหนาถามเย้า

“ทำงานทุกอย่างก็ต้องใช้สมองคู่กับหัวใจ...และเจ้าก็เป็นหัวใจของเรา จะไม่คิดถึงก็คงไม่ได้” ถ้อยคำหวานพร้อมรอยแย้มสรวลบนพระพักตร์เข้มคมของเจ้าชายหนุ่มทำเอาคนฝั่งอังกฤษถึงกับนอนบิดตัวไปมา สองข้างแก้มร้อนผะผ่าว

“เลี่ยน” ย่นจมูกเข้าใส่แก้เขิน “สงสัยที่มิซซายฺงานน้อยลงมั้ง คุณถึงมีเวลามาฟุ้งซ่าน”

“งานก็ยังเยอะเหมือนเก่า แต่เราก็มีเวลาคิดถึงเจ้าทุกวันแหละ ไหนเลยจะเหมือนเจ้าเอาแต่ทำงานและก็เที่ยวอย่างนั้นสิ พักนี้ถึงคุยกันแค่สั้นๆตลอด แถมวันนี้ก็ยังมาช้าอีก”

“ใครบอกเล่า งานของนักศึกษาแพทย์ฝึกงานหนักจะตาย ฉันแทบไม่มีเวลากิน เวลานอนเลยด้วยซ้ำ”

“แล้วมีเวลาคิดถึงเราบ้างรึเปล่า?” ถามดวงเนตรวิบวับทอประกาย

เมริสาอมยิ้มกับคำถาม “แหม! แก่ให้คิดถึงจังนะ ฉันเองก็มีแม่ มีพี่ มีเพื่อน มีงาน มีอะไรให้ทำเยอะแยะจะเอาแต่มาคิดถึงคุณได้ยังไงเล่าก็ต้องแบ่งๆกันไป”

“เจ้าใจร้ายมาก เรามีเจ้าแค่คนเดียวไว้ให้คิดถึงนี่นา”

“ฉันว่าคุณว่างเกินไป หาอะไรทำมั่งนะ” เมริสาตัดบทคำหวานที่ไม่เบื่อฟัง แต่มันทำให้เธอหน้าแดงและพูดไม่ออกเข้าทุกทีแล้ว ไม่ได้กลับเชดัสย่าห์ตั้งเกือบปี แถมคู่หมั้นหนุ่มก็ยังมีงานยุ่งทุกวันไม่ได้บินมาเยี่ยมเยือนเลย ต้องอาศัยการสื่อสารออนไลน์ผ่านถึงกัน ไว้ทักทาย

“เรากำลังคิดอยู่ว่าจะตั้งฮาเร็มดีมั้ย?”

“นี่! เจ้าชายมาฬิส” น้ำเสียงกระแทกว่า เมริสาลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิกลางเตียง ดวงตาลุกวาวมองคู่สนทนา ใบหน้างอง้ำยื่นไปใกล้กล้องของแลปทอป “รู้รึเปล่าช่วงนี้ฉันฝึกงานวอร์ดศัลย์ฯ กำลังคันไม้คันมืออยากลองวิชาผ่าตัดอยู่ทีเดียวเชียว ถ้าหากฉันรู้ว่าคุณตั้งฮาเร็มเมื่อไหร่ ฉันจะบินไปหั่นคุณเป็นเคสแรกแน่ๆ” เสียงฮึ่มฮั่มคาดโทษคนหน้าจอ

เจ้าชายหนุ่มทรงหัวเราะเสียงดังอารมณ์ดีที่ได้แหย่ฝ่ายที่ปล่อยให้พระองค์คิดถึงมาทั้งวันได้ขุ่นเคืองใจหึงหวงกันบ้าง

“คงไม่ต้องถึงมือเจ้ากระมัง แค่พี่สาวกับแม่เจ้าเราก็กลัวจะแย่ แล้วนี่มะปรางไปไหนเสียล่ะ ขึ้นวอร์ดหรือ เจ้าถึงอยู่คนเดียว” ตรัสถามถึงเพื่อนสนิทของอีกฝ่าย ที่มักเห็นเดินป้วนเปี้ยนอยู่ด้วยในห้อง หรือมาร่วมทักทายพระองค์

“ปรางกลับเมืองไทยหนึ่งสัปดาห์ ที่ฉันออนไลน์ช้าก็เพราะไปส่งเธอที่สนามบินมานะสิคะ”

“ทำไมทีมะปรางยังกลับเมืองไทยได้ แต่เจ้าถึงไม่กลับเชดัสย่าห์”

“โธ่...คุณอย่าน้อยใจเลยน่า...ฉันอยากรีบฝึกงานให้จบๆ แล้วก็กลับไปอยู่กับคุณทีเดียวเลยไม่ดีหรือไง” เสียงออดอ้อน

เจ้าชายหนุ่มแย้มพระสรวลกว้าง “อย่างนั้นเห็นทีเราคงต้องรีบเตรียมพิธีอภิเษกสมรสแล้วสิน่ะ”

“อย่าเพิ่งนะคะ” เมริสาร้องเสียงหลง เล่นเอาคนอีกฝั่งหน้าจอถึงกับชะงักงัน

“แหม!เข้าใจบ้างสิคะ ฉันเรียนก็หนัก ฝึกงานก็หนัก เรียนจบแล้วก็อยากเที่ยวอยากพักผ่อนบ้าง จะให้รีบแต่งงานไปเป็นแม่บ้านคุณเลยหรือไง ยังใช้ชีวิตวัยสาวไม่คุ้มเลยนะ” เจ้าตัวบ่นออดงอดแงดงอแง คนฟังหน้านิ่ว

“ทีเมื่อห้าปีก่อน ใครกันที่เร่งรัดเรื่องงานแต่งงาน หรือว่าเจ้าเกิดไม่มั่นใจขึ้นมา” สุรเสียงถามน้อยพระทัย

“โธ่...ดาร์ลิ้งขา...อย่าลืมสิคะว่าเราเป็นเชลยหัวใจของกันและกัน ไม่มีวันที่ฉันจะเปลี่ยนใจไปรักใคร...เพียงแต่ว่าฉันเองก็อยากมีเพื่อน อยากเจอมะปรางอยู่ แค่เขาไม่อยู่ในห้องฉันก็รู้สึกเหงาๆ ถ้าเราไม่เจอกันฉันคงคิดถึงมากแน่ๆ”

“ไม่เห็นยาก เจ้าก็ชวนมะปรางมาทำงานด้วยกันที่เชดัสย่าห์นี่สิ” ทรงแนะวิธี

“โอ้ย! ไม่มีทางที่มะปรางจะไปแน่ๆ แค่ฉันชวนเขาไปเที่ยวเชดัสย่าห์ยังอิดออดเลย เธอคิดว่าทะเลทรายแห้งแล้งและผู้ชายอาหรับก็โหดร้าย แถมที่สนามบินเมื่อกี้ ยังไปซุ่มซ่ามทำโกโก้หกใส่ผู้ชายอาหรับคนหนึ่ง จนทะเลาะกันใหญ่โต...เจอเข้าไปอย่างนี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงมะปรางก็ไม่มีทางไปเชดัสย่าห์แน่”

เจ้าชายมาฬิสนิ่งอึ้งกับเรื่องที่ได้รับฟัง การทำโกโก้หกรดใครซักคน ยิ่งเป็นคนเชดัสย่าห์ ไม่ถือว่าคือเรื่องเล็กเลย เพราะสิ่งนั้นเป็นของดำ ซึ่งบรรพชนถือกันมาก “ผู้ชายคนนั้นใช่ชาวเชดัสย่าห์รึเปล่า?”

เมริสานิ่วหน้า “ฉันก็ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่หวังว่าคงไม่ใช่...คุณกำลังคิดเรื่องมลทินสีดำอยู่ใช่มั้ย?”

เจ้าชายมาฬิสแย้มสรวล รู้สึกราวกับพระคู่หมั้นของพระองค์ช่างเดาพระทัยพระองค์ได้หมดไปเสียทุกเรื่อง

“มันก็ไม่แน่หรอกนะ? หากโชคชะตากำหนดเสียแล้ว ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ ดูอย่างเราสองคนสิ เดินชนกันมาตั้งกี่ครั้งแล้ว แต่พอบทจะมาเจอกันก็ได้มาผูกพันกันอย่างไม่มีวันจะพรากจาก”

เมริสาตาลอยคว้าง คิดถึงเริ่มต้นความรักของตัวเองกับเจ้าชายหนุ่ม ก่อนจะอมยิ้ม “นั่นสินะคะ”

 

เสียงประกาศขอความช่วยเหลือฉุกเฉินว่าต้องการแพทย์ด่วน ปางนภัทรลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา

เสียงประกาศเรียกซ้ำขอให้คนที่มีวิชาชีพแพทย์แสดงตัว มือเล็กจึงตวัดผ้าห่มออก แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยลุกขึ้นเดินไปหาแอร์โฮสเตทที่อยู่ใกล้ๆ หล่อนกำลังหน้าตาตื่นอย่างรอคอยความช่วยเหลือ

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ? ทำไมถึงประกาศเรียกแพทย์ฉุกเฉิน”

“มีผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังไม่สบาย เราต้องการแพทย์ไปดูแล?”

“ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย ไม่ทราบว่าพอจะช่วยอะไรได้มั้ยคะ?”

แอร์โฮสเตทคนนั้นมองเธออย่างลังเล สายตาประเมินสาวหน้าใสตรงหน้า ไม่มีแพทย์ซักคนบนเครื่องบินลำนี้แสดงตัว นอกจากผู้หญิงหน้าใสคนนี้ ที่บอกว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย จะมีประสบการณ์ซักแค่ไหน พอที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้จริงหรือ  แต่ในเวลานี้คงรอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเธอคนนี้ที่เสนอตัวแสดงความมีน้ำใจ จึงรีบผายมือเชื้อเชิญ

“ทางนี้ค่ะ พอดีผู้โดยสารที่ชั้นFirst Class ไม่สบายกะทันหัน เราต้องการแพทย์มาตรวจดูว่าเขาเป็นอะไร และทางสายการบินเราจะช่วยเหลือจัดการอะไรได้บ้าง”

ปางนภัทรจึงไม่รอช้า รีบเร่งเดินตามแอร์โฮสเตทคนนั้นลงบันไดเวียนไปชั้นล่าง เข้าสู่ภายในห้องผู้โดยสารชั้นFirst Class สุดหรูที่เธอหมายมั่นจะต้องนั่งให้ได้ แต่ดันถูกจองเต็มไปเสียก่อน การได้เข้ามาที่นี่ไม่ใช่อย่างจุดประสงค์ที่ตั้งใจ เธอรีบเดินผ่านบาร์สำหรับชั้นพิเศษเข้าไปเป็นSectionกว้างขวางที่มีผู้โดยสารไม่น่าเกินสิบคน

เพียงสายตาปะทะกับกลุ่มโต๊ปสีขาวหัวใจก็ราวกระตุกวูบลง แต่ด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพที่ซึมซับเข้าไปในสายเลือดแล้ว ไม่มีวันที่เธอจะหันหลังกลับ แม้ว่าคนป่วยอาการปางตายนั่นจะเป็นอีตาชีคโกโก้ก็ตาม

“หมอมาแล้วค่ะ ขอทางให้เธอหน่อยนะคะ”

ร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างคนป่วยที่บัดนี้เอนปรับเบาะนอนราบหันมามอง มะปรางสบตาเขาเพียงแว่บเดียว ชายหนุ่มหน้าเข้มอึ้งชะงักไป แววตาที่มองมาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าอะไรชีวิตมันจะบังเอิญขนาดนี้

คู่กรณีข่มความรู้สึกทั้งหมดลงไป เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของคนเจ็บ ไม่ใช่เรื่องเวลาที่ต้องมาคิดคำนึงถึงความบาดหมางใดๆ

“ขอฉันดูคนป่วยหน่อยค่ะ” บอกเป็นภาษาอังกฤษ

เขาเบี่ยงตัวให้เธอเดินเข้าไปประชิดติดที่นั่งคนป่วยกำลังนอนรอความช่วยเหลืออยู่

ใบหน้าของคนประพิมประพายเดียวกันนั่นทำให้มะปรางเข้าใจ เหตุใดเขาจึงดูห่วงใยเอื้ออารีนัก ผู้ชายคนนี้คือฝาแฝดของเขานั่นเอง แต่เธอแน่ใจว่า คนเจ็บเป็นคนละคนกับที่เธอทำโกโก้หกใส่...ดวงตากลมกวาดมองอาการของคนป่วยเพื่อประเมินเบื้องต้น ใบหน้าของเขาบวมพองจนดวงตาแทบปิด มีจุดเป็นสีแดงตามใบหน้า

“คุณคะ...คุณ” เสียงใสเรียกให้อีกฝ่ายได้สติ

ชีคหนุ่มปรือตาขึ้นมามอง เขารู้สึกใบหน้าและทั้งเนื้อทั้งตัวบวมเห่อ ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง ดวงตาพร่าลาย เปลือกตาหนักอึ้ง เรี่ยวแรงในตัวลดน้อยลงทุกที ขยับตัวลำบาก แต่กระนั้นก็ยังเห็นรอยห่วงใยกังวลในดวงตากลมใสของคนที่เรียกเขา

“คุณได้ยินเสียงฉันมั้ยคะ...คุณชื่ออะไรคะ?” คำถามทดสอบสติของคนป่วย

ชีคอัมรินห์ปรือเปลือกตาขึ้นมามองคนเรียก ดวงตาของเขาแดงก่ำอย่างน่ากลัว “ผม..ชื่อ...อัมรินห์”

โต้ตอบได้เช่นนี้แปลว่าเขายังมีสติดีอยู่  สายตาพร่าของชีคหนุ่มเห็นใบหน้าสวยใสคล้ายกับตุ๊กตากระเบื้องตรงหน้า แม้พยายามยิ้มให้เธอที่ได้พบเจอกันอีกครั้ง แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาต่างๆในร่างกายกลับตอบสนองได้เชื่องช้านัก

อาการบวมเป็นจุดแดงตามผิวหนัง ทำให้อนุมานได้อยู่หลายสาเหตุเช่นกัน...แต่ที่แน่ๆคือคนป่วยกำลังเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง...เหมือนคนได้รับสารพิษ...แต่มันคือพิษจากอะไร และรับมาทางใดนี่สิเธอเองก็ยังต้องหาสาเหตุให้ได้

มือบางเลิกชายแขนเสื้อโต๊ปขึ้นมองดูจุดผื่นจ้ำตามร่างกาย “รอยแดงพวกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

คนป่วยพยายามตอบสนองแต่ช้าเหลือเกินเขากำลังข่มความเจ็บปวด เธอจึงหันไปหาคนหน้าเหมือนเขาแทน

“ฉันถามคุณว่ามิสเตอร์อัมรินห์เกิดรอยแดงพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

สีหน้าเป็นกังวลไม่เชื่อถือตอบอย่างเสียไม่ได้ “ซักครู่”

ปางนภัทรข่มอารมณ์ อีตานี่ติ๊งต๊องหรือไงกัน ใครจะไปประเมินโรคจากอาการซักครู่กันเล่า

“โปรดตอบฉันเป็นเวลาได้มั้ยคะ กี่นาที หรือชั่วโมง”

“เมื่อชั่วโมงก่อนหน้านี้ เรายังจิบโกโก้กันอยู่”

คำว่า โกโก้ ทำให้เธอชะงัก หัวคิ้วขมวดหากัน นึกประหลาดใจ

”แต่อัมรินห์ดื่มกาแฟดำ เขาแย่งกาแฟฉันไปดื่ม จริงๆแล้วเขาต้องดื่มโกโก้ต่างหาก” ชีคอิรัมย์ตอบเร็วเหมือนจะอธิบายไม่เต็มเสียงนัก

ปางนภัทรรู้สึกสังหรณ์ใจ “แต่พวกเราก็ดื่มกาแฟเหมือนท่านชีค ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร?” วูตูคัดค้านขึ้นมา

เธอหันไปหาคนป่วย “คุณสูดดมแก็ส หรือได้รับสารพิษอะไรรึเปล่า?”

“นี่คุณ พวกเราอยู่ด้วยกันในห้องนี้ทั้งหมด หากน้องชายผมได้รับแก๊สหรือสารพิษอะไร คนอื่นๆก็ต้องได้รับด้วยสิ ถามอะไรไม่เข้าท่าเลย” น้ำเสียงเข้มว่าติดแววขุ่นเคือง

“ฉันก็กำลังหาสาเหตุของอาการจากการซักประวัติอยู่นี่ไง โปรดให้ความร่วมมือโดยการตอบคำถามดีๆสิ เล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นมาในห้องนี้บ้าง น้องชายคุณไปแตะต้องสัมผัสหรือดื่มกินอะไรมาภายในสองชั่วโมงนี้” น้ำเสียงแข็งสั่ง

ชีคอิรัมย์ข่มความหงุดหงิดฉุนเฉียวที่พุ่งพรวดเพราะคำสั่งของผู้หญิงตรงหน้า เขาไม่ชอบผู้หญิงที่วางอำนาจเหนือผู้ชายหรือออกคำสั่ง แต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโกรธเคืองท่าทางวางอำนาจของเธอ ชีวิตของน้องชายฝาแฝดเพียงคนเดียวสำคัญกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด

ชีคหนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนี้ให้ฟังคร่าวๆ ปางนภัทรตั้งใจฟัง ก่อนจะสรุปตามประสบการณ์ของชีวิตนักศึกษาแพทย์ที่ได้ประสบพบเจอมา

“อาการของน้องชายคุณเกิดจากได้รับพิษ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นพิษอะไร? เราต้องส่งเขาไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที”

“แต่เครื่องบินของเราไม่มีกำหนดลงจอดในเร็วๆนี้จนกว่าจะถึงเอเชีย” ซุปเปอร์ไวเซอร์ประจำเครื่องโพล่งออกมา เขาและแอร์โฮสเตทที่เข้ามาด้วยกันดูกระสับกระส่ายกังวลใจไม่น้อย

“ชีวิตของคนทั้งคน ฉันไม่สนหรอกนะคะว่าคุณจะทำได้หรือไม่ได้ แต่คุณต้องส่งเขาให้ถึงมือหมอเร็วที่สุด เขาต้องได้รับการรักษา” หันไปพูดเสียงดังเกือบเป็นตวาดใส่ซุปเปอร์ไวเซอร์และแอร์โฮสเตทสาวชนิดที่ชีคอิรัมย์ยังอึ้ง

“หากมีคนตายบนเครื่องบินของคุณ นอกจากเสียชื่อเสียงและเครดิตแล้ว ฉันมั่นใจว่าญาติเขาคงไม่ปล่อยให้คุณดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่นแน่ กรุณาเชื่อฉัน เอาเครื่องลงจอดและพาเขาไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”

เสียงไอโขลกดัง เมื่อหันไปดูก็พบว่าอุ้งมือใหญ่ที่ปิดปากไว้เผยให้เห็นเลือด...เขาไอออกมาเป็นเลือด เธอรีบผวาเข้าไปถ่างเปลือกตา และเปิดปากหาร่องรอยที่มาของเลือดในมือ หยดเลือดที่ซึมเอ่อออกมาตามแนวไรฟันทำให้เริ่มมั่นใจขึ้น มือเรียววางหมับลงไปที่จุดชีพจร เทียบกับหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรูปคิตตี้สีชมพู ชีคอิรัมย์มองท่าทางจริงจังอย่างเอาใจช่วย เวลานี้ใบหน้าของเธอดูห่างไกลจากแม่แมวเหมียวสีชมพูที่ทะเลาะเอาเป็นเอาตายกับเขาในสนามบิน

ชีพจรของคนป่วยเต้นอ่อน ความดันเลือดเริ่มลดต่ำ อาการของเขากำลังทรุดลงอย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษาถูกวิธีภายในเวลาอันใกล้นี้

เพียงคนเดียวในที่นี้กะพริบตาปริบๆเมื่อคิดว่าเธอแน่ใจ แต่พูดออกไปจะมีใครเชื่อ “ฉันคิดว่าเขาได้รับพิษงู”

“พิษงู” เสียงอุทานเกือบพร้อมกันของคนในห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาส

“จะบ้าหรือคุณ บนเครื่องบินของเราไม่มีงูขึ้นมาได้แน่ๆ” ซุปเปอร์ไวเซอร์รีบปฏิเสธเสียงดัง

ชีคอิรัมย์หลับตาลงอย่างผิดหวัง ก่อนจะหรี่มองเธอ

“น้องชายผมไม่ได้ถูกงูกัดแน่ ผมอยู่กับเขาตลอดเวลาสาบานได้ ไม่เห็นแม้แต่งูซักตัวเดียวในห้องนี้”

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเขาถูกงูกัด แต่เขาได้รับพิษที่มีผลต่อระบบเลือด ซึ่งเกิดจาก procoagulant enzyme ทําให้การแข็งตัวของเลือดเสียไป พบได้ในพิษของงูตระกูล Viperidae อย่างเช่นงูแมวเซาซึ่งจะกระตุ้น factor X และ V6 และยังทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เขาถึงได้มีเลือดออกเป็นจ้ำตามผิวหนังอย่างที่คุณเห็น”

ชีคอิรัมย์หน้าตึง “อย่าพูดศัพท์เทคนิคที่ผมฟังไม่เข้าใจ บอกมาว่าตอนนี้อาการของน้องชายผมกำลังเป็นยังไง และเราจะทำอะไรได้บ้างตอนนี้” น้ำเสียงตะคอกว่าใส่เสียงดัง ปางนภัทรพยายามจะเข้าใจว่าเขาเครียดและเป็นห่วงน้องชายมาก

“ตอนนี้ระบบเลือดกำลังถูกทำลาย เลือดของเขาจะออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเกิดภาวะช็อก เพราะฮีโมโกลบินถูกขับออกมากทางไตและจะเกิดอาการไตวายเฉียบพลันหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที”

แฝดพี่ช็อกไปกับคำวินิจฉัย ดวงตาคมเบิกโพลงตื่นตระหนก หันขวับไปหาซุปเปอร์ไวเซอร์ ดวงหน้าถมึงทึง

“คุณต้องเอาเครื่องบินลงเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดออกคำสั่ง

“แต่ตอนนี้เรากำลังบินผ่านแนวป่าอยู่นะครับท่านชีค”

“ผมไม่รับรู้อะไรนอกจากว่า คุณต้องรีบพาเครื่องลำนี้ไปลงที่สนามบินใกล้ที่สุด หากว่าน้องชายผมเป็นอะไรไป รับรองว่าผมจะฟ้องสายการบินคุณเจ๊งวินาศสันตะโรแน่ๆ” เสียงเอ็ดตะโรดังใส่ทั้งสองคนที่รีบวิ่งวุ่นผลุนผลันออกไป

ชีคหนุ่มหลับตาลงอย่างข่มอารมณ์ หันมามองหน้าเธอช้าๆ “เธอแน่ใจนะ?”

ดวงหน้าใสเชิดไปอีกทาง ไม่อยากมองหน้าเขา “ก็เก้าสิบเปอร์เซ็นต์”

“แล้วอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือล่ะ” เสียงดังถามเริ่มไม่มั่นใจขึ้นมา มือใหญ่จับหมับที่ไหล่ทั้งสองข้างแทบเขย่า

ว่าที่คุณหมอข่มอารมณ์เช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับคนเจ้าอารมณ์กว่า

“ทุกตำราก็ล้วนมีข้อยกเว้นทั้งนั้น บนโลกนี้มีอะไรที่มันร้อยเปอร์เซ็นต์มั่งฉันอยากรู้”

“เธอเป็นแพทย์มากี่ปีแล้ว” ดวงตาคมหรี่มองใบหน้าอ่อนใสอย่างไม่มั่นใจแม้แต่นิดกับการวินิจฉัยของเธอ แต่ก็ไม่อาจโต้เถียงได้ เพราะตัวเขาเองไม่มีความรู้ในเรื่องที่ผู้หญิงตรงหน้าพูดมาเลย

“ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย กำลังฝึกงานอยู่ ถ้าผ่านโปรก็น่าจะจบภายในสามเดือนนี้”

“อะไรนะ? นักศึกษาแพทย์ เธอยังเป็นแค่นักศึกษาอยู่หรือ แล้วกล้าดียังไงมาวินิจฉัยอาการน้องชายฉัน”

คนถูกถามเลือดขึ้นหน้า มองผู้ชายตรงหน้าอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ “ฉันทำไปตามหน้าที่” เสียงดังกลับไปเช่นกัน

“หน้าที่งั้นเหรอ? หน้าที่ของเด็กอมมือที่ยังไม่รู้ปะสีประสานะสิ...ลำพังแค่แก้วโกโก้ในมือเธอยังรักษาไว้ไม่ได้ แล้วนี่ชีวิตของคนทั้งคน จะให้ฉันไว้ใจเธออย่างนั้นเหรอ?” ดวงตาคมดุดันถามขึ้นมาอย่างเอาเรื่อง

ร่างเล็กปัดมือเขาออกเขย่งขาเถียง นึกอยากตั๊นหน้าหมอนี่นัก แต่ยังไงความสูงร้อยหกสิบแปดของเธอก็เรี่ยอยู่แค่ปลายคางของเขา “นี่คุณจะเอาเรื่องแค่นั้นมาตัดสินฉันไม่ได้หรอกนะ”

ชีคหนุ่มแค่นหัวเราะเบาๆ สายตาเหยียดหยามดูถูก “แล้วถ้ามันไม่ใช่อย่างที่เธอวิเคราะห์มาเล่า”

“ก็อีกสิบเปอร์เซ็นต์นั่นไง...ฉันบอกคุณแล้วว่ามั่นใจแค่เก้าสิบ” ดวงตากลมขับแววดุดันให้ฉายต่อสู้กับเขาบ้าง

“อย่ามาเสนอความคิดเห็นมั่วๆดีกว่า ฉันต้องการมืออาชีพ ชีวิตน้องชายฉัน ชีวิตของคนมาห์จาบีน ต้องการทุกอย่างที่สมบูรณ์พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

ปางนภัทรโกรธจนเลือดขึ้นหน้า “งั้นฉันก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ น้องของคุณได้รับพิษงู” เธอไม่มีทางยอมแพ้เช่นกัน...ไม่ยอมแน่ๆ สายตาดูถูกของเขา...กล้ามาดูถูกมันสมอง ประสบการณ์และวิชาชีพของเธองั้นเหรอ?

ชีคหนุ่มชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนแทบชนใบหน้าใส ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

“แล้วถ้ามันไม่ใช่เล่า...ถ้าการวินิจฉัยของเธอผิดพลาด เธอจะรับผิดชอบยังไง...เลิกเป็นหมอเลยดีมั้ย?”

“นี่คุณ” คนโกรธปากคอสั่นไปหมด

“ท่านพี่ครับ” ชีคอัมรินห์ฝืนอาการทรมานเรียกปรามพี่ชาย เขาได้ยินบทโต้เถียงทั้งหมด แต่ตอบโต้ไปได้เชื่องช้านัก

“ถึงอย่างไรเธอก็มีน้ำใจมาช่วยผม ทั้งๆที่เธอจะทำนิ่งเฉยเสียก็ได้”

ปางนภัทรรู้สึกอยากมีนิ้ววิเศษ เสกให้คนหน้าเหมือนทั้งสองนี่ สลับที่กันนัก คนที่น่าจะนอนซมแซ่วอยู่ตรงนั้นน่าจะเป็นอีตาชีคปากเสียหน้าดุ ไม่ใช่ผู้ชายที่เป็นมิตรคนนั้น

เธอข่มความโมโห ขืนใช้อารมณ์กับคนอย่างหมอนี่ ยังไงก็ไม่มีวันชนะ จึงนั่งลงข้างๆคนเจ็บคอยเฝ้าสังเกตอาการเขาอย่างห่วงใย ด้วยสำนึกในหน้าที่ของตัวเอง

“อดทนหน่อยนะคะ กำลังใจสำคัญกับคุณมาก ถ้าได้รับเซรุ่มแล้วคุณจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้ นอกจากให้กำลังใจให้คุณอดทน” มือบางแตะที่อุ้งมือใหญ่เบาๆอย่างให้กำลังใจ ดวงตาพร่ามัวของชีคอัมรินห์มองอย่างซาบซึ้งตื้นตันใจกับความมีน้ำใจของคนหน้าใสนัก...

น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดมาจากปากของผู้หญิงคนนี้ ชีคอิรัมย์มองท่าทางอ่อนโยนห่วงใยนั่นแล้วเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง คิดว่ามันก็แค่ฉากเรียกคะแนนความสนใจ จะมาสร้างภาพว่าตัวเองเป็นนางฟ้า ทั้งๆที่เขาเห็นเธอสวมเขาเป็นปีศาจสาวมาตั้งแต่ต้น

“ด้วยประสบการณ์อ่อนด้อยยิ่งกว่าเด็กอมมืออย่างนั้นหรือ เป็นแค่นักศึกษาแพทย์ริอาจมาอวดตัวว่าเก่งซะเต็มที” คนตัวสูงที่ยืนกอดอกหันหน้าไปอีกทางกล่าวขึ้นมาลอยๆ

ทนนิ่งต่อไปไม่ไหว ปางนภัทรลุกพรวดขึ้นอีกหนเผชิญหน้ากับเขา

 “ฉันทำอะไร...การที่ฉันบอกว่าน้องชายคุณต้องการหมอและควรนำเขาส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดมันถูกต้องแล้ว”

หงุดหงิดใจจนไม่อาจเผชิญหน้ากับเขานานไปกว่านี้ไม่ได้แน่ๆ เฮอะ! ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ  

จึงหันไปหาคนเจ็บ “ขอโทษด้วยนะคะมิสเตอร์อัมรินห์ ฉันคงช่วยคุณได้แค่นี้จริงๆ ขอตัวก่อนค่ะ” ใบหน้าใสสะบัดพรืดตั้งใจจะกลับไปยังที่นั่งชั้น Business Class ของตัวเองตามเดิม

“เห็นมั้ยล่ะ...เธอกำลังกลัวว่าที่อวดเก่งมาแต่ต้นผิดทั้งเพ เลยคิดหนีทิ้งไปดื้อๆอย่างงั้นสิ”

คนที่กำลังจะแหวกผ้าม่านเดินออกไปจากไอ้ชั้น First Class ที่วินาทีนี้ไม่น่าพิสมัยซักนิดชะงักงัน หันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่กว่าอย่างไม่กลัวซักนิด

“ฉันไม่ได้หนี แต่คิดว่าอยู่ตรงนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉันช่วยอะไรน้องชายคุณไม่ได้ เขาต้องได้รับการวินิจฉัยจากห้องแลป เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งมันก็หมดหน้าที่ของฉันแล้ว”

“หมดหน้าที่อย่างนั้นหรือ? จรรยาบรรณของนักศึกษาแพทย์ เธอทิ้งคนเจ็บที่ใกล้ตายไปง่ายๆอย่างนี้นะหรือ?” ดวงตาดุเครียดขึ้งนั่นท้าทายและดูถูกไปพร้อมกัน

ใบหน้าใสเริ่มแดงก่ำเลือดขึ้นหน้า เดินตรงไปหาชีคอิรัมย์ เขย่งเท้าขึ้น จ้องหน้าเขา “แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง?”

“แน่จริงก็อยู่ก่อนสิ อยู่ยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอว่ามันเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องริอวดเก่งทั้งๆที่เธอมันไม่เจ๋งซักนิด” ดวงตาคมจ้องกร้าวท้าทาย รอยยิ้มยกที่มุมปากข้างหนึ่ง แสดงออกว่าดูถูกชัดเจน

“แล้วถ้าฉันพูดมันเป็นความจริงล่ะ คุณจะยอมขอโทษที่ดูถูกฉันมั้ยล่ะ?”

ดวงตากลมฉายแววท้าทาย...เธอกล้าเกินไปแล้วที่มาทำท่าทางอย่างนี้ใส่คนอย่างชีคอิรัมย์ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อใครเช่นกัน ดวงตาคู่คมที่ฉายแววดุนั่นจึงไม่คร้ามแม้แต่นิด

“ได้สิ แต่ถ้าที่เธอพูดมามันผิดละก็ เธอเองก็ต้องกลับไปเรียนใหม่ ตกลงมั้ย?” ดวงหน้าใสชะงัก

แต่เมื่อสบแววตาท้าทายของอีกฝ่ายมีแววเยาะดูถูกว่าเธอไม่กล้า ริมฝีปากบางได้รูปเม้มแน่น

“แต่ถ้าฉันวินิจฉัยถูก คุณต้องยอมคุกเข่าขอโทษฉันต่อหน้าคนอื่นๆ” เรียกร้องเงื่อนไขที่มากกว่า คิดว่าเขาต้องไม่กล้ารับ แต่ชีคหนุ่มยิ้มเยาะเหมือนจะบอกว่ามันเล็กน้อยมาก ถึงจะไม่แน่ใจ แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาท้าทาย โดยเฉพาะผู้หญิงอวดดีตรงหน้า เธอควรได้รับการสั่งสอนอบรมเสียใหม่  จึงไม่รั้งรอที่จะรับคำ

“ได้สิ...เพราะฉันเชื่อว่ามองคนอย่างเธอไม่ผิดแน่”

ปางนภัทรกัดฟันกรอด ดวงตากลมฉายแววขึ้งโกรธขึ้นมาจ้องหน้าเข้มคมนั่นเขม็ง

“งั้นก็ได้...ฉันจะอยู่รอจนกว่าหมอจะพิสูจน์ออกมาว่า น้องชายคุณได้รับพิษงูแมวเซา”

ชีคหนุ่มที่นอนซมได้ยินเสียงถกเถียงดังแว่วๆเข้าหู เขาพยายามที่จะห้ามทั้งคู่ ทั้งพี่ชายผู้มุทะลุดุดัน และผู้หญิงอีกคนที่ดูท่าจะเอาเรื่องไม่เบาเหมือนกัน .... แต่ ณ ตอนนี้คงจะไม่ทันการ

ศึกแห่งศักดิ์ศรีได้ประกาศออกไปแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

317 ความคิดเห็น

  1. #314 MyMiNd (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 / 14:49
    แล้วตกลงมันถูกไหมอ่ะ
    #314
    0
  2. #30 SN piercensean (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มกราคม 2553 / 07:27
    I hope she is right  na hehehe
    #30
    0
  3. #15 อนัญญา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 03:06
    เพี้ยง...ขอให้มะปรางตอบวินิจฉัยถูกทีเถอะ หมั่นไส้อีตาชีคโกโก้มาก ๆ
    #15
    0
  4. #14 chapu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 02:51

    ตื่นเต้นจังใครจะชนะ รอลุ้นค่ะ

    #14
    0
  5. #13 Aulfafa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 01:16

    ทายผิด นึกว่าท่านชิคอิรัมย์จะเป็นคนป่วยซะอีก
    แต่ว่ายกนี้ใครจะชนะเนี้ย

    #13
    0