บ่วงรัก เกมริษยา

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 เดินทางไปรีสอร์ตภูมิชนก (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    6 มี.ค. 53

บทที่ 3

            เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ภาสกรเปิดประตูรถโฟร์วีลกำลังจะก้าวขึ้นประจำที่นั่งคนขับ เสียงของน้องสาวก็ดังนำมาก่อนตัว ก่อนที่ร่างบอบบางสะพายกระเป๋าใบเล็ก มืออีกข้างลากกระเป๋าเดินทางใบโตวิ่งกระหืดกระหอบมายังหน้าบ้าน

พี่ภาส รอนีด้วยสิคะ

ชายหนุ่มชักเท้าลงมายืนที่พื้นเหมือนเดิม เงยหน้ามองไปยังต้นเสียง หญิงสาวในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีส้ม กระโปรงผ้าป่านสีครีมยาวกรอมเท้า กำลังวิ่งลงบันไดหินอ่อนหน้าบ้านลงมายังรถของเขาที่จอดอยู่ ตามหลังมาด้วยบิดามารดาของทั้งคู่ที่เดินลงมาหยุดยืนอยู่ข้างรถ

พิศมัยยืนเคียงข้างสามีมองดูลูกสาวที่กำลังส่งกระเป๋าให้คนงานนำไปเก็บไว้ที่ท้ายรถ ภาสกรเดินกลับเข้ามา คุณภูรินทร์เอื้อมมือมาตบไหล่ลูกชายเบาๆ

ดูแลน้องให้ดีด้วยนะภาส ถึงยายนีจะเอาแต่ใจยังไงก็ต้องสอนงานให้รู้ไว้บ้างนะ เผื่อวันหน้าเขาอาจจะต้องมาช่วยแกดูแลกิจการพวกนี้แทนพ่อกับแม่

ชายหนุ่มก้มหน้าน้อยๆ รับคำนั้น แล้วจึงเบนสายตาไปยังหญิงสาวที่ถูกกล่าวถึง เธอหันกลับมากอดเอวบิดาเอาไว้พลางเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด

แหม คุณพ่อคะ นีโตแล้วนะคะ พูดเหมือนนีเป็นเด็กๆ ไปได้

ภาสกรมองน้องสาว นี่หรือคือสภาพของคนที่จะไปทำงาน แต่งตัวเหมือนอย่างกับว่าจะไปเที่ยวพักร้อนชายทะเล แล้วยังจะท่าทางออดอ้อนเหมือนเด็กๆ นี่อีก เขาไม่อยากคิดเลยว่าการสอนงานธุรกิจให้แก่ภาวินีนั้นจะเป็นงานหนักหนาสาหัสเพียงไหน

หลังจากล่ำลากันเรียบร้อยแล้ว สองคนพี่น้องจึงก้าวขึ้นรถเตรียมพร้อมออกเดินทาง โดยมีสายตาของบุพการีมองตามรถโฟร์วีลสีควันบุหรี่อย่างอดเป็นห่วงไม่ได้

 

ระหว่างที่ภาสกรกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังจังหวัดระยอง เพื่อไปดูกิจการรีสอร์ตของครอบครัวบนเกาะส่วนตัวแห่งหนึ่ง น้องสาวตัวยุ่งก็เอื้อมมือมากดเปิดวิทยุแล้วเปิดเพลงผ่านระบบบลูทูธจากโทรศัพท์มือถือเสียงดังลั่น พลางร้องตามอย่างอารมณ์ดี ทำเอาผู้เป็นพี่ชายถึงกับสะดุ้งตกใจจนเกือบหักพวงมาลัยแฉลบออกนอกเลน ก่อนจะหันมาดุตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาเกือบจะขับไปเบียดกับรถยนต์คันอื่นทีแล่นตีคู่มาในเลนข้างๆ เสียแล้ว

นี่ ทีหลังจะเปิดเพลงก็บอกกันล่วงหน้าได้ไหม แล้วทำไมต้องมาเปิดผ่านลำโพงด้วย เครื่องเธอไม่มีหูฟังแถมมาให้ด้วยรึไง

ก็ใช้หูฟังแล้วไม่เพราะเหมือนฟังจากลำโพงนี่คะ อีกอย่างนีกลัวพี่ภาสจะหลับก็เลยช่วยปลุกไงล่ะ เห็นขับรถตาปรือเชียว นี่ๆ ลองฟังเพลงนี้ดูสิคะ นีชอบเพลงนี้มากเลย ตอนอยู่ที่โน่นนีเปิดฟังเวลาขับรถไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ พี่ภาสรู้ไหมการได้ฟังเพลงเพราะๆ คลอไปกับเสียงคลื่นมันเป็นความสุขเหมือนอยู่บนสวรรค์เลยละ

ภาวินีสวนกลับทันควันพลางกดเปลี่ยนเพลงเมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนเลียบชายทะเล เสียงเพลง  YOU ของ Jim Brickman ที่ขับร้องร่วมกับ Tara MacLean ดังขึ้น

เธอบอกให้พี่ชายปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างเพื่อรับลมทะเล แม้ภาสกรจะไม่ค่อยพอใจนักที่น้องสาวเอาแต่ใจตัวเองเสียเหลือเกิน แต่ก็ยอมทำตามความต้องการของเธอเผื่อว่าเธออาจจะยอมนั่งนิ่งๆ และไม่รบกวนสมาธิของเขาระหว่างขับรถอีก

ช่วงสายๆ อากาศกำลังเย็นสบาย แสงแดดรำไรที่ส่องผ่านม่านใบไม้ลงมาบนพื้นถนนเป็นสีเหลืองทอง สายลมเย็นพัดพลิ้วผ่านใบหน้าทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความผ่อนคลายหลังจากที่ตรากตรำทำงานมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาเหลือบมองไปข้างกาย เห็นหญิงสาวนั่งหลับตาพริ้มร้องเพลงคลอไปกับเสียงจากวิทยุด้วยท่าทางเป็นสุข จนเขาเผลออมยิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว

 

            รีสอร์ตภูมิชนกตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวเล็กๆ ห่างจากเกาะมันนอกไม่ไกลนัก  การจะเดินทางไปที่รีสอร์ตนั้น ต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะในการเดินทาง ดังนั้นผู้ที่จะมาพักที่นี่จึงต้องโทรศัพท์หรือยืนยันการเข้าพักผ่านทางอินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อยก่อน ทางรีสอร์ตจึงจะส่งเรือมาจอดรอรับอยู่ที่ท่าเรือเดียวกันกับนักท่องเที่ยวที่จะไปยังหมู่เกาะมันนอก แต่ภาสกรมีเรือส่วนตัวอยู่แล้วเพราะเขาได้รับมอบหน้าที่เป็นผู้จัดการดูแลความเรียบร้อยของรีสอร์ต บางครั้งหากมีงานอื่นที่กรุงเทพฯ ชายหนุ่มก็จะต้องเดินทางไปและกลับเองเป็นประจำ จึงได้ตัดสินใจซื้อเรือลำนี้มาไว้ใช้งาน ซึ่งเรือส่วนตัวของเขาเป็นเรือที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายครบครัน จริงๆ แล้วเขาเองชอบใช้ชีวิตอยู่ในเรือมากกว่าอยู่ที่รีสอร์ตหรือที่บ้านของเขาเสียอีก ด้วยนิสัยที่รักสันโดษ บ่อยครั้งเมื่อว่างจากงาน ก็มักจะลงมาขลุกอยู่ในเรือที่ทอดสมออยู่บริเวณด้านหลังของเกาะ อาจเรียกได้ว่าเรือลำนี้เป็นบ้านอีกหลังของเขาก็ว่าได้

ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงยังท่าเรือเพื่อไปยังรีสอร์ต ภาสกรจอดรถไว้บริเวณท่าเทียบเรือแล้วจึงปลุกน้องสาวที่เผลองีบหลับให้ตื่นขึ้นแล้วลงจากรถเดินนำหน้าไปก่อน โดยมีภาวินีที่หอบข้าวของพะรุงพะรังวิ่งตามไปติดๆ ชายหนุ่มเดินบนสะพานไม้ที่ทอดยาวออกไปในทะเลแล้วจึงก้าวขึ้นเรือยอชต์สีขาวลำใหญ่ที่จอดอยู่ตรงปลายสุดของสะพาน พลางหันไปมองน้องสาวที่วิ่งตามหลังมา เขาส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังกึ่งลากกึ่งจูงกระเป๋าเดินทางใบโต มืออีกข้างก็จับสายกระเป๋าสะพายเอาไว้มุ่งหน้ามายังจุดที่เขายืนอยู่

พี่ภาส จะรีบไปไหนคะ ทำไมไม่รอนีบ้างเลย ใจคอจะทิ้งนีเอาไว้ที่นี่คนเดียวเหรอคะ เฮ้อ กระเป๋านี่ก็หนักเป็นบ้า พี่ภาสช่วยรับทีสิคะ

น้องสาวเอ่ยอย่างตัดพ้อพลางยกกระเป๋าส่งให้พี่ชายที่ยืนรออยู่บนเรือก่อนแล้ว พอขึ้นเรือได้ภาวินีก็ออกอาการตื่นเต้นดีใจที่มีโอกาสได้ขึ้นเรือยอชต์เป็นครั้งแรกในชีวิต เรือของภาสกรเป็นเรือสีขาวล้วนทั้งลำ ซึ่งออกแบบตกแต่งเป็นพิเศษด้วยฝีมือสถาปนิกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

หญิงสาวกวาดสายตาไปทั่วเรือ ส่งเสียงชื่นชมออกมาไม่หยุดหย่อน เมื่อพบว่าด้านในของเรือประดับประดาไปด้วยอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตกปลาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อตกปลารูปร่างลักษณะต่างๆ คันเบ็ดหลากหลายขนาดยึดติดอยู่กับฝาผนังของห้องนั่งเล่น ปลาตัวน้อยใหญ่ที่ถูกสตัฟฟ์ไว้วางเรียงรายอยู่บนชั้นกระจก และรูปภาพของภาสกรที่กำลังอุ้มปลาตัวโตยืนยิ้มให้กล้องอย่างภูมิใจในฝีมือการตกปลาของตน

นีเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่ภาสชอบตกปลา โอ้โห! ตัวนี้ตัวโตจังเลย แหมพี่ภาสนี่เก่งจัง สมเป็นพี่ของนีเลยนะเนี่ย

หญิงสาววิ่งไปตรงโน้นทีตรงนี้ทีเหมือนเด็กๆ พลางเอ่ยชื่นชมพี่ชายแต่ไม่วายชมตัวเองหน้าตาเฉย ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องนอนของชายหนุ่ม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ชั้นหนังสือขนาดย่อมมีหนังสือและนิตยสารเกี่ยวกับการตกปลาหลายสิบเล่มวางเรียงรายอยู่ เธอลองเลือกหยิบเล่มที่มีสันปกสีสันสะดุดตาขึ้นมาเปิดผ่านๆ พลางทำหน้าตื่นตาตื่นใจเสมือนได้ก้าวเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ภาสกรมองดูอากัปกิริยาของน้องสาวตัวยุ่งแล้วรู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาทันที เมื่อคิดว่าเขาจะรับภาระสอนงานให้แก่คนที่ยังวิ่งเล่นเป็นเด็กๆ ไม่รู้จักโตเสียทีแบบนี้ได้อย่างไรกัน

ลืมของอะไรในรถอีกไหม ถ้าไม่มีพี่จะออกเรือแล้วนะ

ชายหนุ่มถามน้องสาวที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาให้ความสนใจกับข้าวของในห้องนอนของเขาอย่างไม่รู้จักเบื่อ เธอเพียงแค่หันมาพยักหน้าหงึกๆ แล้วหันกลับไปเปิดดูภาพปลาทะเลสีสันสดใสในนิตยสารสำหรับนักตกปลาต่อไป ภาสกรลอบถอนหายใจเบาๆ อย่างระอา ก่อนจะเดินออกไปยังห้องควบคุมเรือเพื่อเตรียมตัวเดินทางมุ่งหน้าไปยังรีสอร์ตภูมิชนก 

หลังจากที่เรือออกจากท่ามาได้สักพัก อยู่ๆ เครื่องยนต์ก็เกิดขัดข้องและดับสนิทลงในที่สุด ภาสกรลองสตาร์ตหลายครั้งแต่เครื่องยนต์ไม่มีการตอบสนอง เขาก้มลงมองขีดบอกระดับเชื้อเพลิงแล้วก็ถอนหายใจแรงอย่างหงุดหงิดตัวเองที่ก่อนออกเรือไม่ทันดูให้ดีเสียก่อนว่าน้ำมันเหลือน้อย

            ภาวินีสังเกตว่าอยู่ดีๆ เรือก็หยุดนิ่งอยู่กลางทะเล จึงหยิบหมวกสานด้วยเชือกปอแบบปีกกว้างขึ้นมาสวมก่อนจะเดินออกไปหาผู้เป็นพี่ที่กำลังยืนกดโทรศัพท์มือถืออยู่บนดาดฟ้าเรือเพื่อเรียกให้คนของทางรีสอร์ตเอาน้ำมันมาเติมให้

พี่ภาสเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ทำไมเครื่องถึงได้ดับไปเฉยๆ หรือว่าน้ำมันหมด

ใช่ พอดีเมื่อวานตอนที่รีบกลับไปรับเธอ พี่ลืมสั่งให้คนของเราที่เฝ้าเรืออยู่ที่ท่าเติมน้ำมันน่ะสิ

เขาพูดพร้อมกับกดโทรศัพท์ซ้ำอีกครั้ง เมื่อปลายทางยังไม่ยอมรับสาย ในจังหวะนั้นเองมีลมพัดมาวูบใหญ่และพัดเอาหมวกของภาวินีปลิวไปตามลม เธอพยายามจะหันกลับไปเพื่อเก็บหมวกแต่เป็นจังหวะที่มีคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้ามาจนทำให้เรือโคลง หญิงสาวจึงเสียหลักเซไปกระแทกหลังของภาสกรทำให้โทรศัพท์มือถือของเขาหลุดมือกระเด็นตกน้ำไป

            เฮ้ย!” ภาสกรตกใจร้องเสียงหลง พร้อมกันกับที่น้องสาวคว้าหมวกได้และหันมาทันเห็นตอนที่โทรศัพท์มือถือกระเด็นจมลงในน้ำทะเลพอดี

            ว้าย! ขอโทษค่ะพี่ภาส นีไม่ได้ตั้งใจ คือว่า...แบบว่า คือ เอ่อภาวินีหันมากล่าวขอโทษขอโพยพี่ชาย แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าถมึงทึงที่บ่งบอกถึงอารมณ์โกรธแบบสุดๆ ก็ทำเอาหญิงสาวถึงกับหน้าถอดสีได้แต่เอ่ยอย่างตะกุกตะกัก

            เอ่อ เดี๋ยว ใช้มือถือของนีโทร. ก็แล้วกันนะคะ เธอพูดพร้อมกับควานมือลงไปในกระเป๋าสะพายใบเล็กที่คล้องอยู่บนไหล่ แต่สัมผัสไม่เจออะไรที่คล้ายอุปกรณ์สื่อสารดังกล่าว หญิงสาวตัดสินใจเทของทุกอย่างในกระเป๋าลงบนพื้นเรือแต่ก็หาไม่พบ เธอเริ่มหน้าเจื่อน ก่อนจะหันไปบอกพี่ชายเสียงแผ่ว

            คือสงสัยว่านีจะลืมไว้บนรถน่ะค่ะ

อะไรนะ! ลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ ก่อนออกเรือฉันก็ถามเธอแล้วใช่ไหมว่าลืมอะไรรึเปล่า เธอนี่มัน ฮึ้ย!”

ภาสกรเบิกตาโพลงก่อนจะตวาดออกมาเสียงดังเป็นผลให้ภาวินีสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ไหลรินลงมาเป็นสาย ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่ชี้หน้าเธออย่างโกรธเคืองพลางหันไปเตะราวระเบียงเรืออย่างโมโห แล้วจึงก้าวฉับๆ กลับไปยังห้องควบคุมเรือโดยไม่แม้แต่จะหันมามองน้องสาวที่ได้แต่ยืนสะอื้นฮักๆ อยู่ตรงข้างระเบียงนั้น

พี่ภาสต้องโกรธเรามากแน่ๆ เลย แล้วจะกลับยังไงล่ะทีนี้ ว่ายน้ำก็ไม่เป็นซะด้วย ยายนีนะยายนีก่อเรื่องอีกจนได้ ภาวินีคิดในใจพลางเหม่อมองทะเลตรงที่โทรศัพท์หล่นลงไป เธอได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่ที่ดาดฟ้าเรือ ไม่กล้าจะกลับเข้าไปในเรือเพราะกลัวว่าพี่ชายของเธอจะยังไม่หายโกรธ เธอได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งคนมาช่วยให้เธอและพี่ชายสามารถกลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัยเร็วๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,245 ความคิดเห็น

  1. #833 KhuGya^^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 / 12:45
    เฮ้ออ....แล้วทำไงล่ะทีนี้
    #833
    0
  2. #427 jeabkiss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2552 / 18:59
    ภาวินีตัวป่วนจริงๆ
    #427
    0
  3. #356 ทับทิมสีเลือด (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2552 / 13:35
    แย่เลย
    ทำคุณพี่โกรธ
    #356
    0
  4. #291 sofa-so fine (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2552 / 22:51

    ภาวินี!!!!!!!!!!!!!

    ผู้หญิงคนนี้  น่าปวดหัวจริงๆ 

    อ่านแล้วเครียดจัง นางเอกเจ้าปัญหาแบบนี้ - -"

    #291
    0
  5. #276 เปรม2009 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กันยายน 2552 / 12:19

    เอาไมหละ .....นู๋นี..... ทำพี่ภาสเค้าโกรธแล้ว ......

    #276
    0
  6. #112 สะมะเรีย/ดาหลา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กันยายน 2552 / 07:25
    พี่ภาสขี้โมโหจัง
    #112
    0
  7. #28 ส่งเสริม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กันยายน 2552 / 13:55
    โทรศัพท์ตกน้ำ คนตัวโตก็โมโห
    แย่จังอย่างนี้
    #28
    0