Vampire Phantom แค้นรักอันตรายนายแวมไพร์เจ้าเล่ห์

ตอนที่ 6 : บทที่ 4 บริษัทลวงตามหาชน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,845
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

บทที่ 4 บริษัทลวงตามหาชน

 

ลิลี่พยุงผมมาที่ร้านขายชุดแฟนซีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ป้ายที่ห้อยอยู่หน้าร้านทำด้วยไม้โอ้คสีน้ำตาลดำ สลักเป็นอักษรหวัดๆ บิดเบี้ยวเหมือนเด็กหัดเขียนว่า Phantom & Co. ตัวร้านดูมืดมนพอกันกับป้าย กระจกหมองมัวถูกเคลือบไว้ด้วยฝุ่นหนาเตอะสักสองนิ้วได้

“แฟนทอมแอนด์คอมพานี ร้านขายเสื้อผ้าหรือว่าบ้านผีสิง” พอผมพูดจบ หญิงสาวก็หันขวับมามองผมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ท่าทางเอาเรื่องน่าดู

“แฟนทอมแอนด์คอมพานีเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ค่ะ เดิมทีเคยใช้ชื่อ บริษัทลวงตามหาชน แต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้เพื่อแยกแยะคำว่าแฟนทอม ที่แปลว่า สิ่งลวงตา ออกจากการคั่นระหว่างคำว่า ซีโอ(คอมพานี) ที่มีความหมายว่าบริษัทมหาชน เพราะชื่อเดิมทำให้ผู้คนเข้าใจความหมายผิดไปได้ และการอ่านคำว่า สิ่งลวงตาและบริษัทมหาชน ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกว่า เอาเป็นว่าคุณสามารถเลือกชุดที่ดีที่สุดสำหรับใส่ร่วมงานก็หาได้จากที่นี่ เพราะว่าฉันไม่มีเวลาตัดชุดให้คุณแล้ว”

“ทำยังไงผมถึงจะได้มีโอกาสใส่ชุดที่คุณตัดให้นะ” ผมหันไปมองหน้าเธอด้วยท่าทางคาดหวังอย่างโจ่งแจ้ง

“เรารีบเข้าไปข้างในก่อนดีกว่าค่ะ ร้านจะปิดแล้ว”

ผมรู้ว่าเธอเขิน แต่ก็น่าประหลาดใจที่สาวน้อยแห่งคลีฟไม่แสดงแม้แต่ความรู้สึกผ่านสีหน้า ตั้งท่าแต่จะเดินหนีผมลูกเดียว

“เดี๋ยวก่อนสิ” ผมทักขึ้นขณะปรายตามองเรือนผมสีทองอันเงางามเป็นประกายของเธอที่ไหลลาดคลุมไหล่บางเอาไว้ ทำให้ผมนึกถึงเทพธิดาในตำนาน และทุกครั้งที่เธอหมุนตัวหรือก้าวเดินเส้นผมของเธอก็ขยับอย่างมีชีวิตชีวา

“อะไรคะ” ลิลี่หมุนตัวกลับมามองผมสีหน้าไร้อารมณ์

“คุณลืมไปแล้วหรือ ว่าผมยังเวียนหัวอยู่” อาการวิงเวียนศีรษะของผมดีขึ้นมากแล้ว แต่มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่ผมจะเรียกร้องความสนใจจากเธอได้ เธอไม่มีวันรู้หรอกว่าผมเวียนหัวจริงหรือไม่ และความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาบวกกับความมีเมตตาของเธอ เธอก็จะยอมผมอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งตอนนี้ผมไม่สนหรอก ว่าเธอจะรู้สึกยังไง เพราะการได้อยู่ใกล้เธอคือสิ่งที่ผมต้องการ ก็แค่อยากรู้...ว่าเธอจะอบอุ่นเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกรึเปล่า

“ขอโทษค่ะ ที่ฉันลืม” ลิลี่เดินย้อนกลับมาให้ผมคล้องแขนเธอเอาไว้ ช้อนสายตาขึ้นมามองหน้าผมนิ่ง หากแต่นัยน์ตากลับฉายแววตัดพ้ออย่างน่าเอ็นดู ผมจ้องเข้าไปในดวงตาสีม่วงอ่อนอมชมพูสดใสเหมือนลูกแมวจนกระทั่งเจ้าตัวหลบหน้าไปเอง ทำให้ผมอดภาคภูมิใจในตัวเองจนต้องยืดอกเดินเข้าไปข้างในไม่ได้

“มีอะไรให้ผมช่วยเหลือไหมครับมิสลิลี่” ชายชราเดินตรงเข้ามาหาพวกเรา

“ขอบคุณค่ะมิสเตอร์คลีฟ” ลิลี่ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ผมแทบไม่อยากละสายตาเลย “ฉันมาหาชุดแฟนซีให้ท่านเอิร์ลน่ะค่ะ ฉันขอเดินดูก่อนนะคะ”

“เชิญครับมิสลิลี่” ชายชราผยักหน้า ตวัดสายตามามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“สวัสดีครับมิสเตอร์คลีฟ” ผมทักไปอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นมิตร แต่สีหน้าผมมันคงไร้อารมณ์เหมือนอย่างที่อลิซาเบธเคยพยายามบอกผมเป็นประจำแน่ๆ เขาถึงได้มองผมด้วยท่าทางแบบนั้น แต่ผมสนเสียที่ไหน ขนาดความรู้สึกของผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ผมยังไม่สนเลยว่าเธอจะคิดกับแววตาของผมยังไง นับประสาอะไรกับคนแก่เฝ้าร้าน

“คุณเรียกเจ้าของร้านว่ามิสเตอร์คลีฟ เขาเป็นญาติคุณหรือ” ผมถามขึ้น

“เราสืบทอดสายเลือดเดียวกัน”

 “ตระกูลคุณต้องใหญ่มากแน่ๆ เดินไปไหนก็เจอแค่คลีฟทั้งนั้น ใช่ไหมครับลิลี่” ผมมองย้อนกลับไปทางตาแก่เจ้าของร้านเขายังมองมาที่ผมด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจ

“คุณอยากแต่งตัวเป็นอะไรพิเศษไหมคะหลุยส์” ลิลี่เลี่ยงที่จะตอบคำถาม

หูผมที่ก่อนหน้านี้เคยให้ความสนใจกับเสียงฝีเท้าของชายชราที่เดินไปรอบๆ หมุนกลับมาหาอีกทิศทางทันทีที่ได้ยินคำว่า หลุยส์ ออกมาจากปากหญิงสาว

“เมื่อกี้นี้คุณเรียกผมว่าหลุยส์หรือครับ” ผมอดยิ้มที่มุมปากไม่ได้ขณะหรี่ตามองลิลี่อย่างสนใจ

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ปกติฉันมักจะชินกับการเรียกชื่อหน้าของคู่สนทนาจนเคยตัวไปหน่อย ไม่มีเจตนาจะตีสนิทคุณแต่ประการใด” เหมือนลิลี่จะวิตกและพยายามต่อต้านผมด้วยการไม่แสดงความรู้สึกต่อผมภายในเวลาเดียวกัน

“ฟังดูห่างเหินนะ การที่คุณไม่มีเจตนาจะตีสนิทผมเนี่ย ทั้งที่ผมอยากให้คุณทำแบบนั้น”

ลิลี่นิ่งเงียบเหมือนไม่สนใจ

“ผมพูดจริงนะ”

“ฉันหมายความว่า ไม่ต้องการล่วงเกินคุณด้วยคำพูดต่างหาก” ท่าทางร้อนรนของลิลี่ กระตุกต่อมความอยากแกล้งเธอขึ้นมาเสียดื้อๆ

“หากผมอยากแต่งตัวเป็นเจ้าบ่าวของคุณ ผมจะต้องใส่ชุดสีอะไรหรือหืม...ว่าที่เจ้าสาวที่รัก” ผมเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าลิลี่ จูบมือเธอก่อนจะโน้มตัวลงต่ำจนจมูกของเราอยู่ห่างกันแค่คืบ ผมจึงสังเกตเห็นว่าพวงแก้มสีชมพูกำลังจะกลายเป็นสีแดงระเรื่อเหมือนลูกมะเขือเทศ ก่อนเจ้าตัวจะรีบอึกอักปฏิเสธเร็วไว

“ฉันไม่ได้แต่งชุดเจ้าสาวไปงานแฟนซี”

“คุณคงจะสวยมากแน่ๆ ในชุดเจ้าสาว โดยเฉพาะเจ้าสาวของเอิร์ลหลุยส์ แคร์โรเวล”

“ท่านเอิร์ลคะ เลิกพูดแบบนี้สักทีเถอะค่ะ ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพูดเล่นพร่ำเพรื่อหากคุณไม่คิดที่จะแต่งงานกับใครคนนั้นจริงๆ ตระกูลของเราถือเรื่องโชคลางค่ะ”

“ตระกูลของคุณถือว่ายังไงล่ะ” ผมเลิกคิ้วมองเธออย่างหน้าตาย

“สิ่งนั้นมีแต่คนในตระกูลเท่านั้นที่มีสิทธิ์รู้” รอยยิ้มหวานๆ ของเธอ ทำให้ผมซ่อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ 

“ถ้าคุณยิ้มให้ผมแบบนี้บ่อยๆ ผมอาจจะอยากได้คุณมาเป็นเจ้าสาวจริงๆ ก็ได้นะ ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ต้องการแสดงรอยยิ้มนั่นออกมาด้วยความเต็มใจก็เถอะ”

ปฏิกิริยาโต้ตอบของลิลี่ ภาพรอยยิ้มที่เจือนหายไปภายในพริบตา ทำให้ผมไม่สามารถหยุดคิดได้เลยว่าจะมีใครบนโลกไร้เดียงสาได้กว่านี้อีกไหม ช่างผิดแผกแตกต่างจากบรรดาผู้หญิงที่เคยผ่านมือผมจริงๆ ก็เธอช่างใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้ แทนที่ผมจะมองเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่กลับเห็นเป็นว่าน่ารักในสายตาผมไป อยากรู้เหมือนกัน ว่าเธอจะมีวิธีจัดการกับสุนัขจิ้งจอกอย่างผมยังไง

ขณะที่ผมเอาแต่ยืนมอง ลีลี่ก็เลือกเสื้อผ้าอย่างขะมักเขม้น ไม่หันกลับมาให้ผมได้มีโอกาสหว่านเสน่ห์ใส่อีกเลย ผมจึงกวาดตามองไปรอบๆ สลับกับปรายหางตามองเจ้าของร้านนั่นที่ยังคงมีทีท่าจะจ้องจับผิดผมอยู่ตลอดเวลา

“คุณสนใจที่จะแต่งตัวเป็นโจ๊กเกอร์ไหมคะท่านเอิร์ล”

“เรียกผมว่าหลุยส์เถอะครับ” ผมบอกเธอแล้วหันไปมองตาแก่นั่นต่อ

“โจ๊กเกอร์”

ตุบ! คำทวนสั้นๆ กับหมัดเล็กที่ทุบลงบนอกผมจนเกิดเสียงดัง เบี่ยงเบนความสนใจผมได้ดีเยี่ยม เมื่อผมหันมามอง เธอก็จ้องตอบกลับมาแววตานิ่งเรียบ หมัดที่ว่ากำชุดโจ๊กเกอร์หลากสีทาบตัวผมไว้อยู่

“คุณจะให้ผม แต่งเป็นตัวตลกนี่หรือครับ”

“ก็เหมาะกับคุณดีออก สีสันสดใสดีด้วย จะได้โดดเด่นที่สุดในงานยังไงล่ะคะ” เธออธิบายโดยไม่มองหน้าผมเพราะมัวแต่จัดแจงชุดให้เข้าที่เข้าทาง

หมับ! ผมรวบชุดเอาไว้ แน่นอนว่าผมรวบมือเธอเอาไว้ด้วย ลิลี่ชักมือกลับทันที ผมเลยถือโอกาสที่เธอกำลังตกใจขยับเข้าไปใกล้ สาวน้อยแห่งคลีฟที่กำลังจนมุมถอยหลังหนีไปไหนไม่ได้จึงรีบยกมือขึ้นมากุมอยู่ระหว่างอกพลางหดตัวเล็กลงราวกับต้องการป้องกันตัวจากจอมวายร้ายเยี่ยงผม

“แค่ผมได้คุณมาควงออกงาน ก็สามารถกลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นเกินพอแล้วแหละครับ” ผมแขวนชุดไว้ที่เดิมจากจุดที่ลิลี่หยิบมันมา ก่อนจะเดินหนีไปทางอื่นอย่างจงใจ จากจุดที่ผมยืนสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของเธอได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนกับว่าผมจะทำไก่ตื่นแล้วสิ

ลิลี่ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเดินตามหลังผมมาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอนุ่มนวลดูสวยงาม แต่คุณอาจจะไม่สามารถรู้สึกได้จากการมาของเธอเพราะมันแผ่วเบามาก

“ฉันจะแต่งเป็นเจ้าหญิงดอกไม้”

ผมใช้มือหยิบจับชุดนั่นชุดนี่ไปเรื่อยเปื่อย แต่สายตากลับแอบมองดูปฏิกิริยาของลิลี่ในกระจกตลอดเวลา ผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ไปอีกแบบ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวของลูคัส และหากเราเดินสวนทางกันอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองใหญ่ เมื่อยกเว้นความสวยโดดเด่นเอาไว้แล้ว ความเรียบง่ายของเธออาจจะทำให้ผมไม่อยากปรายตามองดูเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้อยู่ใกล้จริงๆ แล้ว กลับทำให้ผมรู้สึกสนุกพอๆ กับการได้กวนประสาทอลิซาเบธ

“เจ้าหญิงก็ต้องคู่กับเจ้าชายสินะ”

“เจ้าหญิงคู่กับอะไรก็ได้ค่ะ ต่อให้คุณเป็นเจ้าชาย อัศวิน พ่อค้า หรือว่าขอทาน ฉันก็ต้องออกงานพร้อมกับคุณอยู่ดี เลือกในสิ่งที่คุณชอบเถอะค่ะ ไม่ต้องเอาชุดที่ฉันสวมใส่ไปยึดติดกับการตัดสินใจเลือกชุดของคุณหรอก” โทนเสียงหวานเอ่ยเปลี่ยนเป็นทางการมากเลยทีเดียว

“ถ้าผมอยากยึดติดกับชุดของคุณล่ะ” ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับลิลี่ตรงๆ

“ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามคุณ”

“ไม่เอาดีกว่า ในงานคงมีคนแต่งเป็นเจ้าชายเยอะไปหมด” ผมเอื้อมไปหยิบชุดใกล้ๆ มือมาโดยไม่ได้หันไปมอง “นี่ชุดอะไรครับ”

“เออ...” ลิลี่อ้ำอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่น “นั่นมันชุดเจ้าชายแวมไพร์ค่ะ”

“วิเศษไปเลย ผมได้เป็นทั้งเจ้าชายและแวมไพร์ในเวลาเดียวกัน” ผมพลิกดูชุดดังกล่าว ไม่ใช่รสนิยมของผมสักเท่าไหร่แต่ผมว่ามันแปลกดี “บางครั้งการจับหรือเลือกอะไรสงๆ ก็ได้ผลตอบรับกลับมาไม่เลวเหมือนกันนะ ผมเอาชุดนี้แล้วกัน เจ้าชายแวมไพร์”

“มันดูไม่ค่อยสดใสเลย” ลิลี่มองตามด้วยสีหน้าเหมือนลังเล

“ผมผู้ชายนะ ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสดใสหรอก แค่คุณสดใสคนเดียวก็พอแล้ว”

“ฉันว่าชุดอัศวินก็ไม่เลวเหมือนกัน มันอาจจะเหมาะกับคุณกว่าก็ได้นะคะ” เธอแย่งชุดแวมไพร์ไปจากมือผม แล้วหยิบชุดอัศวินมาทาบตัวผมท่าทางจริงจัง ผมยืนอยู่เฉยๆ ยิ้มออกมาอย่างได้ใจ สาวน้อยตรงหน้าจะรู้สึกบ้างไหมว่าเธอเข้าใกล้ผมเองอย่างไม่รู้ตัว

“ลิลี่ คุณวางใจเถอะครับ ผมจะเป็นเจ้าชายแวมไพร์ที่ดูดีพอสำหรับคุณแน่ๆ” ผมวางมือลงบนไหล่บาง จัดการเก็บชุดอัศวินเข้าคืนที่แล้วหยิบชุดเจ้าชายแวมไพร์ออกมา เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของลิลี่ที่วิ่งเหยาะตามหลังมา

“หลุยส์”

“ผมต้องการทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของชุดนี้ รบกวนจัดให้ผมทีนะครับคุณเจ้าของร้าน”

เจ้าของร้านจ้องหน้าผมตาขวาง ก่อนจะกลอกตาไปทางลิลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผมเห็นเงาสะท้อนของเธอที่กำลังโบกไม้โบกมือเหมือนต้องการจะห้ามจากตู้สีดำที่ตั้งอยู่ด้านหลังมิสเตอร์คลีฟ ส่วนตาแก่ที่หญิงสาวพยายามจะส่งสัญญาณให้กลับทำหน้างงไม่รู้เรื่องพลางส่ายหัวไปมา

“แสดงว่าคุณไม่ต้องการให้ผมสวมชุดนี้” การหันตัวกลับอย่างกะทันหันทำให้เธอตกใจ จนเกือบจะหงายหลัง ผมจึงจับข้อมือเธอไว้

“ฉันแค่คิดว่าชุดอัศวินมันน่าจะเหมาะกับคุณมากกว่า” เธอบ่ายเบี่ยงเป็นเด็กๆ

“ไม่เอาน่า ผมว่าชุดนี้ก็เหมาะกับผมดีออก เดี๋ยวผมเปลี่ยนชุดในคุณดูก็ได้เอาไหม คุณจะเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดด้วยกันก็ได้นะ”

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ”

 “ไม่ต้องกลัวว่าผมจะอายคุณหรอกนะ”

“ฉันไม่ได้คิดว่าคุณจะรู้สึกอายเลยสักนิด อุ๊บ...ฉันหมายถึง...”

“คุณจะบอกว่าผมหน้าด้านสินะ”

“ก็ใช่...ไม่ใช่ ฉันหมายความว่าคุณคงไม่มีความจำเป็นต้องถอดชุดหมดตัว ก็ไม่น่าจะอายอะไร”

“ไหนคุณบอกว่าให้ผมเลือกชุดไหนก็ได้ตามใจผมชอบไง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอาชุดนี้แหละ”

ผมยืนยันคำขาด จัดการจ่ายค่าชุดเสร็จสรรพแล้วเดินออกมานอกร้านพร้อมๆ กับลิลี่ โดยที่หญิงสาวเดินใจลอยเหม่อมองไปทางอื่นอยู่เรื่อย ชายหนุ่มที่เคยตกเป็นที่สนใจจากคนรอบข้างอยู่สม่ำเสมออย่างผมจึงเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคยกับการถูกเมิน เลยตัดสินใจหยิบเขี้ยวแวมไพร์ออกมาจากถุงแล้วสวมใส่ปากเล่นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นเขี้ยวแท้ๆ เพียงแค่ยาวกว่าเขี้ยวปกติมากเท่านั้น

“ลิลี่” ผมโน้มตัวลงจนใกล้กับลิลี่ และกำลังจะเอียงหน้าเข้าหาซอกคอเธอ

“อย่านะ”

เพี้ยะ! มือเรียวฟาดหน้าผมเต็มๆ แถมยังพลาดมาโดนปากอีกต่างหาก กลิ่นคาวเลือดคลุ้งอยู่ในปาก เมื่อผมถอดเขี้ยวออกแล้วเลียริมฝีปากดูจึงรู้ว่าไม่ใช่เลือดผม แต่เป็นมือของลิลี่ที่มีบาดแผลจนเลือดออก ผมมองดูเขี้ยวนั่นแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นต้นเหตุของบาดแผลรึเปล่า

“ส่งมือคุณมาสิ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอก้มลงจูบนิ้วมือหน้าตาซีดเซียว

ผมแย่งมือเธอมาแล้วดูดเลือดออกจากนิ้วเธอ ก่อนจะเอาผ้าเช็ดหน้าพันไว้ให้ขณะหันไปมองดูร้านแฟนทอมแอนด์คอมพานีอย่างฉงน จากนั้นก็หันมาให้ความสนใจลิลี่แทน

“ไม่เห็นต้องทำหน้าซีดแบบนั้นเลยนี่ครับ ผมก็แค่อยากจูบคุณทางอ้อมน่ะ” ผมเลิกคิ้วพลางส่งยิ้มที่มุมปาก ลิลี่ชักมือกลับ

“เชื่อเขาเลยจริงๆ” เธอส่ายหัวก่อนจะหันหน้าหนีท่าทางโมโหใส่ผมเสียด้วย

“จะว่าไปแล้วเมื่อครู่เรียกได้ว่าคุณจูบผมทางอ้อมนะ เพราะนิ้วคุณสัมผัสริมฝีปากของคุณก่อนที่จะสัมผัสกับริมฝีปากของผม” ผมอธิบายพลางล้วงมือลงในกระเป๋าเดินตามหลังลิลี่ไปติดๆ แต่เธอไม่พูดกับผมอีกเลย

แย่แล้วสิ...ผมทำสาวน้อยแห่งคลีฟหัวเสียไปแล้ว



 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,257 ความคิดเห็น

  1. #1148 Quart z゙ ice (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2552 / 16:19

    ลุ้นๆๆๆ คร่า

    #1,148
    0
  2. #696 กาแฟ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กันยายน 2552 / 21:01
    แต่งเก่งมากๆๆๆค่ะ อยากเล่มนี้ออกเป็นหนังสือจัง >< จะซื้อทันทีเลยเจ้าค่ะ
    #696
    0
  3. #240 fifteen (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2552 / 13:33
    แดเนียลรึป่าวววววววว
    #240
    0
  4. #129 l3ENOWZ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2552 / 00:45
    ลุ้นมาก > <
    #129
    0
  5. #83 Kim Seeda (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2552 / 18:45

    ค้างค่ะ...ค้างมาก

    #83
    0
  6. #79 [,,yu - ï,,] (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2552 / 19:14

    ค้างโว้ยพี่นาตตตต TOT ต้องเป็นแดเนียลแน่ๆ 5555
    (ชักลุ้นแหะ =v=) 
    อัพต่อเร็วๆด้วย ไม่งั้นหนูจะกระโดดงับคอ =O=!! 

    #79
    0
  7. #75 แมวเหมียว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2552 / 14:13
    ค้างค่ะค้าง..ค้างเหมือนที่พี่นาตบอกไว้ไม่มีผิด TT^TT ใครหนอช่างโผล่มาขัดจังหวะเนี่ย ห๊า!! หรือว่าจะเป็นแดเนียล..ไม่อยากเดาเลยง่า ถ้าผิดแล้วจะเสียใจ ฮ่าๆๆ
    #75
    0
  8. #73 CirCus & LuCas (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2552 / 03:33
    ::: You beautiful, every little piece love....
    #73
    0
  9. #47 'สายไหม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2552 / 20:54
    ค้างเจงๆ
    #47
    0