Vampire Phantom แค้นรักอันตรายนายแวมไพร์เจ้าเล่ห์

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 เจ้าหญิงดอกไม้และเจ้าชายแวมไพร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,802
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 พ.ค. 62


บทที่ 5 เจ้าหญิงดอกไม้และเจ้าชายแวมไพร์

 

สิ่งที่ผมจะสวมไปร่วมงานคืนนี้คือเสื้อเชิ้ตคอปิดสีครีมที่มีจีบระบายบริเวณหน้าอีกและแขน ผมปักเข็มกลัดไว้บนคอเสื้อ มันเป็นรูปทรงกลมที่สลักไว้ด้วยลายสามเหลี่ยมสีทองซึ่งบริเวณปลายทั้งสามเหลี่ยมแต่ละด้านประกอบไปด้วยพระจันทร์เสี้ยว กึ่งกลางสามเหลี่ยมมีภาพสลักเหมือนกับหน้าคน ผมไม่สามารถมองเห็นมันได้ชัดเจนนัก ส่วนเสื้อที่ผมต้องสวมทับเป็นแจ็คเก็ตสีน้ำตาลครีมส่องประกายทองยาวคลุมสะโพก แถบและชายเสื้อปักด้วยดิ้นสีทองลายกุหลาบ ปกเสื้อทรงสูงจรดติ่งหู ผมพับลงเพื่อที่มันจะได้ไม่สร้างความรำคาญให้ผมได้อีก กางเกงที่คู่กันนั้นเป็นกางเกงรัดขาสีดำยาวถึงข้อเท้า รองเท้าที่สวมเป็นบูทหนังกลับที่เย็บทับด้วยผ้าไหมสีน้ำตาลประกายทองงามวิจิตรตระการตา

 “ชุดเจ้าชายแวมไพร์ ไม่เห็นมันจะแตกต่างไปจากชุดร่วมสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบห้ามากนักเลย”

ผมหันข้างเข้าหากระจกแล้วจัดชุดให้เข้าที่เข้าทาง เอื้อมมือไปหยิบกล่องสีทองที่บรรจุเขี้ยวอันแหลมคมขึ้นมาเปิด หยิบเขี้ยวดังกล่าวมาสวมแล้วส่องกระจกดู เมื่อกดนิ้วลงบนปลายเขี้ยวก็ทำให้เลือดถึงกับไหลซึมออกมา ผมตัดสินใจถอดมันเก็บไว้ในภาชนะบรรจุตามเดิมอย่างไม่ลังเลใจ ของสิ่งนี้ดูอันตรายผิดกับความงดงามของมันนัก

เมื่อวางกล่องรูปวงรีเก็บเข้าทีไว้แล้วเรียบร้อย ผมหยิบหน้ากากสีทองที่เคยห้อยอยู่ข้างกระจกขึ้นมาลองสวมอยู่สักพักเพื่อให้แน่ใจว่ามันเข้ากับหน้าผมดี เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรน่าผิดพลาด จึงได้เดินออกจากห้องมาแล้วตรงไปหาลิลี่ที่ห้องนอนของเธอ

“พี่สาวผมไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”

ผมหันหลังกลับไปมอง เด็กหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมในชุดกันเปื้อนกำลังจ้องมาที่ผมอย่างจริงจัง เขาคือน้องชายคนสุดท้องของบ้าน ชื่อว่าดีแลน คลีฟ เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบแปด ที่ชอบวางท่าอย่างกับว่าเขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

“คุณนั่นเอง” ผมบอก

“ลิลี่ลงไปหาแดเนียล ที่ห้องรับแขก” เขาอธิบายด้วยท่าทางเฉยเมย

“หึหึ แดเนียล” ผมยิ้มที่มุมปาก “ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์บอกผม”

“เดี๋ยว” เขาทักขึ้นเมื่อผมกำลังจะเดินผ่านเขาไป “งานเลี้ยงในคืนจันทราสีเงิน เป็นงานอันศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายต่อตระกูลเรามาก การที่คุณมีสิทธิ์ได้ควงลิลี่ไปร่วมงาน ถือเป็นโชคดีของคุณแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น”

“แล้วประเด็นของคุณคืออะไร” ผมหันไปมองเขาด้วยแววตาสงบ

“ผมรู้ว่าเราไม่อาจห้ามคุณไม่ให้แตะต้องตัวพี่สาวผมได้ เพราะพวกคุณต้องถูกเนื้อต้องตัวกันอยู่แล้วเวลาเต้นรำ” เมื่อเขาเอ่ยถึงตรงนี้ ผมจึงต้องยิ้มออกมาอย่างลืมตัว

“คุณหวงพี่สาวหรือเนี่ย” ผมหัวเราะในลำคอ

“และสิ่งที่ผมรู้ดีก็คือคนอย่างคุณคงไม่หยุดอยู่แค่นั้นแน่” เขาพูดต่อเสียงเย็น “ผมขอเตือนคุณไว้ก่อนเลยนะ ว่าอย่าจูบลิลี่เป็นอันขาด เพราะว่า...”

“เพราะอะไร”

“บรรยากาศมันอาจจะพาไป” เขาพึมพำแผ่วเบา ผิดจากน้ำเสียงเมื่อก่อนหน้านี้ที่หนักแน่นเสียเหลือเกิน

“ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง” ผมหันไปเผชิญหน้ากับเขา “ทำไมถึงต้องกลัวผมจูบเธอนักล่ะ กลัวเธอจะหนีตามผมไปเพราะหลงใหลในจุมพิตอันแสนหวานอย่างนั้นหรือ”

“ไม่มีใครในคฤหาสน์หลังนี้ กลัวว่าคุณจะทำให้ลิลี่อยากหนีตามคุณไป แต่เป็นเพราะว่าอำนาจของจูบในค่ำคืนนี้ มันมีค่ามากกว่าที่คุณคิด มันไม่เหมาะสำหรับคนที่คิดแต่จะจาบจ้วงควงผู้หญิงไปวันๆ โดยปราศจากความจริงใจ”

“คุณนี่...ปากหนักกว่าที่ผมคิดเอาไวนะ”

“ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในงาน คุณจะได้รู้ว่าไม่ได้มีแต่ผมคนเดียวแน่ ที่จะเป็นคนจัดการกับคุณ เพราะลิลี่...เธอเป็นคนของหมู่บ้านแห่งนี้”

เราสองคนสบตากัน ต่างคนต่างนิ่ง เขากำลังวางอำนาจใส่ผม แต่ผมก็วางอำนาจตอบกลับไปอย่างไม่ลดละ ดูเหมือนดีแลนจะไม่ยอมเอาง่ายๆ หากผมไม่ยอมพูดอะไรหรือเอ่ยปากรับคำเขา

“ผมเชื่อแล้ว ว่าพี่น้องตระกูลคลีฟเขารักกันจริง คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ” ผมวางมือลงบนไหล่ของเขา “ผมจะไม่ทำให้พี่สาวคุณสึกหรอแน่ๆ”

เพี้ยะ! ดีแลนปัดมือผมออกจนสุดแรงท่าทางโมโหไม่น้อย

“พี่สาวผมไม่ใช่สิ่งของ”

 “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย อย่าถือเป็นเรื่องน่าเครียดนักเลย ฮึฮึ” ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินจากมาเพราะเริ่มเบื่อที่จะคุยด้วย หึ...เขามันก็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้จักแม้แต่วิธีบอกรักคนที่ตนชอบ คิดจะมาทำตัวเป็นอัศวินผู้พิทักษ์โลกรึไง

เมื่อผมเดินมาถึงบันได สองขาผมก็หยุดชะงักทันทีเมื่อสายตาเผลอเหลือบไปเห็นหญิงสาวในชุดเดรสเกาะอกสีชมพูกำลังเต้นรำอยู่กับผู้ชายของเธอ กระโปรงของเธอปลิวพริ้วไปตามจังหวะที่ถูกชายหนุ่มเหวี่ยง เสียงหัวเราะของทั้งคู่ ท่าทางนัวเนียของพวกเขามันช่างน่าขันจริงๆ อย่างกับเด็กประถมที่แสดงความรักให้กัน คนที่จะทำแบบนั้นได้ก็คงมีแต่แดเนียลกับลิลี่เท่านั้นแหละ

สักพักชายหนุ่มก็หยุดเต้น แล้วเดินเข้าไปทักพูดคุยกับเด็กสาวอีกคน เด็กสาวในชุดเดรสสีน้ำเงิน เธอชื่อวาเลนเซีย ลูกบุญธรรมของมิสเตอร์คลีฟ หรือพ่อของลิลี่ พวกเขาพูดคุยกันท่าทางสนุกสนาน ผมแทบจะไม่เห็นลิลี่หุบยิ้มเลย ท่าทางเธอจะมีความสุขกับหมอนั่นมาก โดยเฉพาะตอนที่เขากระโดดกอดเธอจากด้านข้าง ก่อนจะชอนไชซอกคอของเธอ

“คุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าพวกเขารักกันมาก ถ้าหากว่าไม่จำเป็นผมขอความกรุณาจากคุณ อย่าทำให้ความรักของทั้งสองต้องพังลง”

“วางใจผมเถอะ เพราะผมไม่ทำให้ความรักของพวกเขาต้องแตกหักแน่ๆ” ผมหมายถึงแค่เร็วๆ นี้เท่านั้นนะ เพราะผมไม่สามารถรับปากได้ว่าจะไม่อยากฉุดลิลี่ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย บอกตามตรง...หญิงสาวในคืนนี้ เธอดูสวยกว่าที่ผมคิดเอามาก

ผมหันไปมองดูดีแลนที่ยืนอยู่ห่างๆ สังเกตเห็นว่าแม้ปากของเขาจะออกคำสั่งแต่สายตาเขากลับจ้องมองไปยังวาเลนเซีย ผมขยับยิ้มที่มุมปากอย่างนึกขำความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่ม ความรักของเขาช่างบริสุทธิ์เสียจนผู้ชายอย่างผมแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีความรักแบบนี้หลงเหลืออยู่บนโลก เมื่อผมหันกลับมามองดูเด็กสาวคนนั้น จึงเห็นว่าแดเนียลเลิกนัวเนียกับลิลี่แล้วก็มาส่งมือให้วาเลนเซีย  เธอจ้องมองดีแลนตอบด้วยแววตาโกรธเคือง แต่เมื่อเธอหันมามองผมก็กลับแสดงสีหน้าไม่ไว้วางใจซะงั้น ผมเนี่ย...แทบจะกลายเป็นผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งในหมู่บ้านต้องคำสาปแห่งนี้ไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

สักพักผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของดีแลนเดินจากไป ผมมองดูลิลี่บอกลาแดเนียลและวาเลนเซียอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อสองคนนั้นไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมจึงเดินลงบันไดตรงเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังหญิงสาวเยื้องขวาเล็กน้อย ส่วนเธอไม่ทันรู้สึกตัวเพราะกำลังยิ้มหวานท่าทางภูมิใจแดเนียลกับวาเลนเซีย

“น้องชายคุณ เขามาขู่ผมว่าไม่ให้ล่วงเกินคุณไว้แล้วนะ” ผมโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของหญิงสาว

“คุณนี่...” คนที่ถูกปลุกจากฝันถึงกับสะดุ้งรีบหันกลับมาจนกระทั่งกระทั่งแก้มของเธอชนกับจมูกผมโดยบังเอิญ เล่นงานเสียเธอพูดต่อไม่ออก ยืนมองผมนิ่งขณะหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อรู้สึกตัวเธอก็ถอยหลังกรูดไปหลายก้าว

“แก้มคุณหอมดีนะ แม้ว่าผมจะมีโอกาสได้สัมผัสแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็เถอะ”

“รีบไปกันเถอะค่ะ ป่านนี้พ่อบ้านคงเตรียมเกวียนไว้ให้เราเสร็จแล้ว”

หมับ!

“คุณจะเดินตัวคนเดียวโดยทิ้งผมเอาไว้เบื้องหลังอย่างนี้ได้ยังไง เราเป็นคู่กันนะครับ ก็ต้องเดินคู่กันสิ”

ผมคว้ามือเธอไว้ ก่อนจะนำมาคล้องแขนตัวเองอย่างถือสิทธิ์ ลิลี่ขมวดคิ้วพลางช้อนสายตาขึ้นมามองผมเหมือนจะงอนแต่ไม่ใช่ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอรู้สึกจนใจจำใจหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมไม่สนหรอก ก็ผมต้องการให้มันเป็นแบบนี้นี่

“เราจะเดินกันได้รึยังคะ”

ผมพยักหน้าพลางยิ้มออกมาแล้วเดินออกไปนอกบ้านพร้อมกับลิลี่ ด้านหน้ามีเกวียนขนาดสองคนรอเราอยู่ พ่อบ้านวัยกลางคนเปิดประตูเกวียนออกแล้วผายมือให้พวกเราขึ้นไปบนนั้น ผมกุมมือลิลี่เอาไว้ขณะที่เธอก้าวขาขึ้นเกวียน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงจูบก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนนั้นเบียดเธออยู่ในเกวียนอย่างจงใจ มองดูหญิงสาวที่กำลังดันทุรังด้นถอยหนีให้รู้สึกขำเล่นๆ

“วันนี้คุณสวยมากนะรู้ไหม”

“ฉันรู้ค่ะ ขอบคุณ”

“ทั้งสวย และยังมั่นใจในตัวเอง”

กรุก กรัก ผลั่ก!

“ขอโทษนะคะ ฉันแค่จะดันตัวคุณออกเบาๆ เท่านั้น แต่ถนนในหมู่บ้านไม่ค่อยดีเท่าไหร่คุณก็รู้ พอล้อเกวียนตกร่องเลยดูเหมือนกับว่าฉันผลักคุณแรงไปหน่อย” ลิลี่รีบอธิบายยาวเหยียดเป็นขบวนรถไฟ

“ไม่หน่อยแล้วล่ะครับผมว่า” เล่นงานผมจนเกือบหงายหลังแบบนี้ คุณนี่ร้ายเหมือนกันนะสาวน้อย

ผมจ้องเธอตาแทบไม่กระพริบ หญิงสาวหันมาสบตาผมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งตัวตรง ชูคอระหงษ์เชิดมองไปเบื้องหน้า มือเรียวสวยวางอยู่ที่หน้าตักท่าทางสง่า ผมขยับตัวเข้าที่พลางเอนหลังพิงเบาะ ตวัดสายตามองดูลิลี่โดยไม่หันคอไปทางนั้นให้เธอได้เห็น จึงได้รู้ว่าหญิงสาวกำลังแอบยิ้มเยาะผมอยู่

“พอเราไปถึงที่งาน นับจากเวลาสามทุ่มเป็นต้นไปจะเป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องไม่ถอดออกจากหน้าอีกเลยไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งนั้น”

“ทำไมล่ะครับ”

“มันคือกฏของวงศ์ตระกูล”

“แล้วผมจะถอดหน้ากากออกได้เมื่อไหร่ละครับ”

“เวลาสิบสองนาทีก่อนเที่ยงคืนตรง เป็นช่วงจุมพิตอำลา ตอนนั้นเราจะสามารถถอดหน้ากากได้ ทุกคนมีเวลาอีกแค่สิบสองนาที เพื่อที่จะล่ำลาคนรักให้เสร็จ หลังจากนั้นเราจะต้องออกจากห้องบอลรูมทันทีตอนเที่ยงคืนตรง เพราะนี่คือกฏอีกเช่นกัน”

“มิน่าล่ะ” ผมนึกถึงคำเตือนของดีแลนได้ขึ้นมา ก็อย่างว่าแหละ คำว่างานเลี้ยงยามราตรี กับหญิงสาวที่งดงามเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ พร้อมกับบรรยากาศที่เป็นใจ รวมไปจนถึงความเชื่อของวงศ์ตระกูล ผมรับปากได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต่อให้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ผมก็สามารถจูบลิลี่ได้อย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเลย ในกรณีที่ดีแลนไม่ห้ามผมเอาไว้นะ เขาคงรู้ดีอยู่แล้วว่าพี่สาวของเขาในค่ำคืนนี้จะสวยเด่นและงดงามราวกับนางฟ้า ถึงได้หวงนักหวงหนาอย่างกับหมาหวงก้าง

“อะไรคะ” หญิงสาวหันหน้ามาทางผม นัยน์ตาของเธอฉายแววฉงน

“น้องชายของคุณถึงได้ห้ามไม่ให้ผมจูบคุณไง เพราะมันมีชั่วโมงอำลาด้วยจุมพิตแบบนี้นี่เอง” ผมยิ้มให้เธอ

“ดีแลนห้ามคุณอย่างนั้นหรือ” ลิลี่แสดงสีหน้าประหลาดใจ จากที่เคยตั้งท่าจะสวมหน้ากากสีชมพูประกายม่วง เธอก็หยุดชะงักกลางคัน

“ใช่ เขาห้ามผม แต่ถ้าคุณอนุญาตนะ ผมก็พร้อมที่จะจูบคุณในชั่วโมงนั้นๆ เสมอ”

ปฏิกิริยาโต้ตอบคือการนิ่งเงียบเป็นหอยกาบ เธอสวมหน้ากากแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที

“คุณควรจะสวมหน้ากากได้แล้วนะคะ” เสียงของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากเปลี่ยนไป มันแปลกและแตกต่างจากน้ำเสียงที่เคยสดใสเป็นธรรมชาติของเธอตอนปราศจากหน้ากากปิดกั้น

“ผมยังอยากสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่” เหตุผลที่แท้จริงผมแค่อยากรู้ว่าถ้าไม่สวมแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

“ถ้างั้นคุณจะรออยู่หน้างาน จนกว่าฉันจะออกมาหลังเที่ยงคืนก็ได้นะคะ” น้ำเสียงเด็ดขาดออกคำสั่งผม

“ผมใส่ก็ได้ แต่จะทำยังไงดีล่ะ มือผมดันเกี่ยวสายจนรัดขาดเสียแล้ว”

“ได้ยังไงกัน เมื่อก่อนหน้านี้ยังดีอยู่เลย”

“ผมก็ไม่รู้” ผมตีหน้าซื่อ แท้จริงแล้วผมเป็นคนทำมันขาดเอง แน่นอนว่าอย่างจงใจ ก็แค่มีความสุขน่ะเวลาเห็นลิลี่แสดงท่าทีเดือดร้อนแทนสิ่งของเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ผมซื้อชุดนี้มาบ้างล่ะ เธอไม่ต้องการให้ผมซื้อมันเลย แล้วไหนจะตอนที่ผมสวมเขี้ยวบ้างล่ะ หลังจากที่เธอสงบสติอารมณ์ได้แล้วเธอก็ดุให้ผมเป็นชุดเลย ทั้งยังหาว่าผมเล่นเป็นเด็กต่างๆ นานา พอตอนที่ผมกำลังจะโยนหมวกเจ้าชายแวมไพร์อะไรนั่นทิ้ง เพราะว่ามันไม่เข้ากับหน้ากากที่ต้องสวม เธอก็ขอมันไปเก็บเอาไว้เอง และตอนนี้ที่เธอเห็นว่าสายรัดมันขาด ผมเกือบคิดว่าเธอแทบจะร้องไห้แทนมันเลยด้วยซ้ำ ถึงกับลงทุนยอมถอดหน้ากากตัวเองวางไว้บนตักแล้วเอื้อมมือมาเพื่อขันอาสาซ่อมแซมให้ ด้วยริบบิ้นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชุดเธอ

“คุณนี่ดื้อจริงๆ ขนาดโนอาห์เขายังรู้จักรักษาของใช้ได้ดีกว่าคุณเสียอีก” เธอซ่อมไปบ่นไป

“ใครหรือครับ”

“คะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาขมวดคิ้วมอง

“โนอาห์ เด็กในโรงเรียนอนุบาลที่คุณสอนหรือ”

“ญาติห่างๆ ของฉันเองค่ะ ตอนนี้เขาอายุแปดขวบและก็ติดพี่ชายฉันมาก ชอบมาเล่นที่บ้านบ่อยๆ ตั้งแต่เล็กจนโต โนอาห์ไม่เคยทำอะไรพังแบบคุณหรอกนะ” นัยน์ตาคู่สีม่วงอ่อนอมชมพูสบตาผมตลอดขณะที่มือเธอยังทำงานไปพร้อมๆ กัน ผมชอบมองประกายสดใสในดวงตาคู่นั้นแม้ว่าเธอจะพยายามตีหน้าดุใส่ผมก็ตาม

“นิสัยชอบพังข้าวของ ผมทำมาตั้งแต่เด็ก” ผมยอมรับอย่างง่ายดาย

“รวมทั้งนิสัยชอบทำร้ายจิตใจผู้หญิงของคุณด้วยไหมคะ” ลิลี่ถามเสียงเรียบ

ผมยิ้มออกมา ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรที่เธอพูดแบบนั้น เพราะมันเป็นความจริง ผมรับความจริงเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ได้เสมอ แต่สิ่งที่ผมเคยรับไม่ได้อย่างเดียวคือการที่ต้องเห็นว่าอลิซาเบธมีคนอื่น ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอจูบกับเพื่อนร่วมชั้นในวันเกิดครบรอบสิบห้าปีที่ผมตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์เธอ จากนั้นมาผมก็กลายเป็นพวกชอบทำร้ายจิตใจผู้หญิง ตลอดมาจนกระทั่งอลิซาเบธทิ้งผมไป...อย่างถาวร

นิสัยชอบทำร้ายจิตใจผู้หญิงนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบ แค่ผมเบื่อผู้หญิงง่ายก็เท่านั้น เพราะไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้ผมรู้สึกพอใจได้ ผมเลยเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่ผมไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าพวกเธอจะเจ็บปวด เพราะพวกเธอล้วนแล้วแต่มีสองหน้ากันทั้งนั้น หรืออาจจะมากกว่า ไม่มีใครเจ็บปวดเพราะผมจริงๆ หรอก เว้นเสียแต่ อลิซาเบธ ที่เจ็บปวดเพราะผมจริงๆ ซึ่งกว่าผมจะรับรู้ได้ มันก็สายไปเสียแล้ว แต่นั่นมันอดีต แม้ว่ามันจะยังทำให้ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าลูคัสแฟนใหม่ของเธอก็ตามที

“เออ...” ลิลี่อ้ำอึ้ง “ถ้าฉันทำให้คุณเสียใจ ก็ขอโทษด้วยแล้วกันนะคะ ฉันแค่หงุดหงิดไปหน่อยที่คุณชอบทำเหมือนกับไม่สนใจสิ่งของมีค่าเหล่านี้ ซึ่งแท้จริงแล้วฉันก็ไม่น่ายึดติดกับมันเลย”

“ของพวกนี้ก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่ไม่ใช่หรือ” ผมถามหน้านิ่ง

“ชุดที่คุณสวมอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของแท้ ไม่ได้มีราคาแพงจนท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์อย่างคุณไม่สามารถจ่ายได้ แต่เบื้องหลังที่มาของชุดมีค่ามากกว่าที่คุณคิด คุณค่าทางจิตใจ คุณเคยได้ยินไหมคะ” ลิลี่อธิบายสีหน้าจริงจังแต่อ่อนโยนกับผมขึ้นมาบ้างแล้ว

“ผมเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นความสำคัญของมันสักที” ผมเลิกคิ้วขึ้นสูง

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรเปลี่ยนแนวความคิดใหม่บ้างแล้วละค่ะ”

“ผมไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทำไม ก็ในเมื่อใครหลายๆ คนก็ไม่ได้เห็นคุณค่าทางจิตใจของผมเลย ผมค่อนข้างเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากการนึกถึงสิ่งที่คุณบอก” เมื่อพูดจบ จู่ๆ ผมก็นึกอยากมองท้องฟ้าขึ้นมาดื้อๆ จึงเอื้อมมือไปเปิดม่าน ทอดสายตามองออกไปด้านนอก ทำไมตอนนี้ผมถึงมีความรู้สึกแปลกแบบนี้นะ

“เสร็จแล้วค่ะ” เสียงเล็กพึมพำ

ผมยังมองออกไปด้านนอก ผมใจลอย ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดถึงอะไร

“หลุยส์คะ”

“พระจันทร์สวยนะ” มันทำให้ผมนึกถึงอลิซาเบธ

“หน้ากากของคุณ” เสียงหวานบอกแต่ผมยังไม่มีกระจิตกระใจจะให้ความสนใจเธอ

“ผมไม่ได้มองพระจันทร์มานานเท่าไรแล้วนะ” ผมพึมพำกับตัวเอง

“อีกหน่อยเราจะถึงงานแล้วนะคะหลุยส์” เธอเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“คุณว่ากระต่าย...”

“ขอโทษนะคะ ท่านเอิร์ล” มือเล็กที่ทาบลงหน้าจับคอผมให้หมุนไปทางเธอ “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจคุณด้วยคำพูดนะ แต่คุณควรสวมหน้ากากสักที ขออนุญาตนะคะ” คิ้วเรียวสวยมุ่นเข้าหากัน ก่อนที่เจ้าตัวจะเอื้อมมือมาเพื่อสวมหน้ากากให้ผม

ผมมองผ่านช่องว่างไปยังดวงหน้าเนียนสวยที่แต่งไว้ด้วยสีอ่อนๆ แต่กลับทำให้เธอดูโดดเด่นจนน่าหลงใหล กลิ่นหอมจากตัวเธอเวลาที่ขยับเข้าใกล้ มือเรียวที่อ้อมไปด้านหลังเพื่อผูกริบบิ้นให้กับผม ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

“ถ้าผมไม่ยกโทษให้คุณล่ะลิลี่”

“ฉันก็จะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”

“ผมอยากให้คุณรู้สึกผิดเพราะผมไปตลอดชีวิตจัง ขออนุญาตไม่ยกโทษให้คุณได้ไหม”

“ฉันรู้ว่าฉันทำผิดมหันต์ ครั้งนี้คุณมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจค่ะหลุยส์”

“ผมจะลงโทษคุณ ที่ไม่รักษาน้ำใจผมเอาเสียเลย”

“เราเดินทางมาถึงงานแล้วค่ะ” ลิลี่หยิบหน้ากากขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกทั้งที่เกวียนยังไม่จอดสนิท

ผมลุกขึ้นยืนสูดอากาศข้างๆ หญิงสาว ขณะที่เธอพยายามสวมหน้ากากกลับตามเดิม ทันใดนั้นรถก็สะดุดกับอะไรสักอย่าง

“ลิลี่/หลุยส์”

หมับ! ผมคว้าตัวเธอไว้ เธอกอดคอผมแน่น พูดให้ฟังดูดีคือเราสองคนต่างคว้าซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเสียเปรียบและได้เปรียบ

“เป็นเจ้าหญิง ก็อย่าดื้อมากนักสิครับ ลุกพรวดขึ้นมาแบบนี้เพราะไม่พอใจผม เกิดคุณตกลงไปแล้วบาดเจ็บขึ้นมา คนทั้งหมู่บ้านไม่ตามฆ่าล้างตระกูลผมหรือ”

“ขะ...ขอบคุณค่ะ” มือเล็กเลื่อนลงมาจับที่หัวไหล่ผมไว้หลวมๆ แต่ผมยังกอดเอวเธอแน่น

ผมอดมองลิลี่ไม่ได้ ดูท่าทางไร้เดียงสาของเธอ ฟังน้ำเสียงที่ตะกุกตะกักของเธอ เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของสุนัขจิ้งจอก

“ถ้าหากไม่ติดที่ผมสวมหน้ากาก ผมอาจจะขัดคำสั่งดีแลนเสียเดี๋ยวนี้เลย คุณรู้ไหมว่าท่าทางคุณตอนนี้มันน่ารักขนาดไหน” ผมเอ่ยยิ้มๆ

“ฉันไม่ทราบค่ะ” น้ำเสียงของลิลี่กลับมาห้วนทันที “คุณควรปล่อยตัวฉันได้แล้วนะคะ”

ต่อให้เธอไม่เห็นรอยยิ้ม แต่ตอนนี้สายตาของผมมันคงแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ผมไม่สามารถเก็บความรู้สึกนี่ได้อีกต่อไป ลิลี่คงดูรู้ว่าผมกำลังพึงพอใจกับสภาพนี้ขนาดไหน

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,257 ความคิดเห็น

  1. #1247 poidon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 17:39
    หลุยส์ มัดมือชกเก่งจริงๆ ขอซูฮก >
    #1,247
    0
  2. #1149 Quart z゙ ice (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2552 / 16:23

    5555


    เจ้าเล่ห์จิงๆ

    #1,149
    0
  3. #130 l3ENOWZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2552 / 00:51
    5555  หลุยส์ยังไม่เปลี่ยนเจ้าเลห์เหมือนเดิม อิ ๆ
    #130
    0
  4. #90 fene_sun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2552 / 23:25
    พ่อคนมือไว >////< เขิลล์แทนลิลี่ไงไม่รู้ 555

    555+ พ่อสองหนุ่ม 'คัส' เป็นพวกหวงน้องสาวจริงๆด้วย
    #90
    0
  5. #89 boongkee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2552 / 23:11

    เฮ้ยยย หลุยส์ ลามปาม ลวนลาม = =

    ลิลี่มีแฟนแล้วหรอ O[]O ไม่น่าเลย เสียดาย หลุยส์เอ่ย! แย่งเลยเพ่ - - <อินี่ยุยง ส่งเสริม>

    หลุยส์มือไวดีอ่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ แน่จริงไวกว่านี้ดิหลุยส์ - - <<มันยุอีกแล้ว

    ลิลี่มีแฟนแล้วอ่ะ ยอมได้หรอ! แย่งเลยๆๆๆ - -

    #89
    0
  6. #88 แมวเหมียว (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2552 / 22:40
    หลุยซ์แร๊ง..ไวไฟยังกะน้ำมันแน่ะ
    แดเนียลก็ออกแนวรั่วอ่ะพี่นาต ...ฮ่าๆๆ ขำๆๆ
    ตอนนี้สนุกมากเลย ลิลี่อยู่ท่ามกลางหนุ่มหล่อทั้งสอง น่าอิจฉาชะมัดเล้ยย
    #88
    0
  7. #86 [,,yu - ï,,] (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2552 / 20:35

    กรี๊ดมากหลุยส์ แกไวไฟมาก
    แต่แดเนียลก็พอๆกัน
    เอาอีกแล้วๆ เรื่องนี้มี กขค อีกแล้ว TOT

    #86
    0
  8. #84 'สายไหม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2552 / 21:05
    หลุยส์นี่ทำกับแบบนี้ทุกคนรึเปล่านะ -*-
    #84
    0