Vampire Phantom แค้นรักอันตรายนายแวมไพร์เจ้าเล่ห์

ตอนที่ 13 : บทที่ 11 คุณปิดความลับได้รึเปล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

บทที่ 11 คุณปิดความลับได้รึเปล่า

 

แม้จะออกจากห้องหลุยส์มาได้ แต่หัวใจของฉันยังเต้นแรงไม่หยุด ฉันส่ายหน้าสองสามทีให้สติหวนคืนกลับมาแล้วเดินลงไปข้างล่าง จัดน้ำให้พ่อบ้านนำไปให้หลุยส์พร้อมวานให้ช่วยเก็บกวาดเศษแก้วในห้องแทนฉัน เนื่องจากว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาที่ดีแลนต้องเริ่มประกอบพิธีถอดวิญญาณเพื่อเดินทางไปฟาร์มารีนแล้ว ฉันจึงต้องเตรียมตัวไปที่นั่นเช่นกัน เพราะป่านนี้ทุกคนคงรับประทานอาหารเสร็จแล้วขึ้นไปเตรียมตัวรออยู่ที่ห้องของวาเลนเซีย

เหตุผลที่น้องชายฉันต้องประกอบพิธีดังกล่าวเนื่องมาจากว่าเมื่อสามวันก่อนในวันที่พวกเราได้เจอกับสายหมอกแห่งราตรี วาเลนเซียได้รับข้อเสนอจากสายหมอกแล้วยอมเป็นแวมไพร์ พร้อมกับขายวิญญาณให้กับปีศาจร้ายนั่นไปเพื่อแลกกับการที่เธอจะได้ไปพบกับอัศวินแห่งฟาร์มารีน ในดินแดนฟาร์มารีนอันศักดิ์สิทธิ์ ดีแลนจึงต้องเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงเพื่อตามน้องสาวบุญธรรมของพวกเราทุกคนกลับคืนมา โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามันจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ฉันรีบกลับไปที่ห้อง เพื่อเปลี่ยนชุดสำหรับเข้าพิธีเป็นชุดอื่นแทน เนื่องจากว่าชุดเจ้ากรรมที่สวมเมื่อก่อนหน้านี้มีสภาพน่าไต่สวนจากบรรดาพี่ชายน้องชายเสียเหลือเกิน ให้ฉันโผล่ไปแบบนั้นคงไม่ได้การแน่ เสร็จแล้วฉันก็เดินไปที่ห้องวาเลนเซียทันที

ก๊อก ก๊อก!

“ลิลี่รึ” น้ำเสียงทรงอำนาจของท่านพ่อร้องถาม

“ลิลเองค่ะท่านพ่อ”

“เข้ามาได้”

เอี๊ยด! เมื่อเข้ามาในห้อง ดีแลนเพิ่งวาดตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลคลีฟเสร็จ ฉันเหลือบตาขึ้นมองดูนาฬิกาฝาผนังยังพอมีเวลาอีกประมาณสิบนาที เพราะดีแลนจะเริ่มให้เลือดวาเลนเซียตอนหนึ่งทุ่มตรงพอดี ทุกคนล้วนเข้าประจำที่ของตน บุคคลที่มีเวทมนตร์แข็งกล้าจะล้อมวงเวทมนตร์เอาไว้ ส่วนฉันกับท่านแม่จะต้องยืนอยู่รอบนอก และด้วยเหตุที่ว่าการประกอบพิธีกรรมในครั้งนี้จะต้องไม่มีคนนอกอยู่ด้วย นิชาแฟนสาวของพี่เซอร์คัสและอลิซาเบธแฟนสาวของพี่ลูคัสจึงต้องพักอยู่ในห้องและไม่ออกมาจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงคืนหลังพิธีกรรมสิ้นสุดลง

“ปกติแล้ววาเลนเซียจะไม่ดื่มเลือดเอง ผมจึงใช้เวทมนตร์ควบคุมด้วย แต่หากร่างของเธอผละออกตอนที่ผมไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยแต่ยังไม่หมดสติไป รบกวนพี่ช่วยจับหัวเธอกดลงบนคอผมให้เธอดื่มเลือดผมต่อไปได้ไหมเซอร์คัส” ดีแลนเดินไปนั่งลงขอบเตียง ประคองร่างวาเลนเซียขึ้นมาอย่างถนอม

“อืม” พี่เซอร์คัสพยักหน้า

เราเหลือบขึ้นมองนาฬิกาเหลืออีกห้านาที ดีแลนจัดให้วาเลนเซียนั่งอยู่ในท่าที่เหมาะผม เขาเหยียดคอขึ้นแล้วหลับตาลง เลือดหน้าวาเลนเซียเข้าใกล้ลำคอตนทีละน้อย ฉันที่ยืนมองดูน้องชายแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ

เอี้ยด! บานประตูเปิดออก เงาสูงทาบลงบนเงาของฉัน เมื่อหันกลับไปมองจึงเห็นหลุยส์กำลังยืนจ้องไปที่ดีแลน

“หลุยส์ คุณไม่ควรมาที่นี่” อลิซาเบธโผล่พรวดตามเข้ามา

“อลิซาเบธ” ลูคัสหันกลับมาสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นอลิซาเบธตามหลุยส์เข้ามา “คุณมาทำอะไรที่นี่”

“ฉันบังเอิญเห็นหลุยส์เดินตามหลังลิลี่เข้ามาที่นี่ ฉันเลยจะมาขวางเขาแต่ไม่ทัน”

“คุณไม่ควรจะเข้าออกห้องโน้นห้องนี้ตามอำเภอใจ” ลูคัสหันไปบอกหลุยส์อย่างหงุดหงิด หลุยส์ยืนนิ่งยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากโต้ตอบอลิซาเบธก็สวนขึ้นมา

“เดี๋ยวฉันจะพาเขาออกไปเอง”

“ไม่ต้อง ผมพาเขาออกไปเอง” ลูคัสบอกน้ำเสียงขุ่นเคือง “คุณกลับไปที่ห้องได้แล้ว”

“แต่ลูคัส อีกนาทีเดียวก็จะได้เวลาแล้ว” ท่านแม่บอก

“ลิลี่พาเขาออกไปจากที่นี่เอง” ฉันเดินไปเผชิญหน้ากับพี่ลูคัสก่อนจะกระซิบแผ่วเบา “ถึงลิลไม่อยู่ที่นี่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการประกอบพิธี แต่พี่ต้องอยู่ที่นี่ต่อไปนะคะ ไม่ต้องห่วงลิล”

พี่ลูคัสกัดฟันแน่น

“อลิซาเบธ กลับไปที่ห้อง ลิลี่พาหลุยส์ออกไปจากที่นี่”

ฉันรีบคว้าแขนหลุยส์เดินออกจากห้องทันที ส่วนอลิซาเบธอยากจะมาช่วยฉันอยู่เหมือนกันแต่ฉันยืนยันว่าพาหลุยส์กลับคนเดียวได้ และเป็นเพราะเธอเห็นท่าทางโมโหฉุนเฉียวของลูคัสด้วยแล้ว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้เขาอารมณ์ไม่ดีสุดๆ เนื่องจากว่าพี่ลูคัสไม่ได้เป็นแบบนี้มานานพอสมควร แต่ตามจริงแล้วพี่ชายฉันมักจะหงุดหงิดมากเป็นธรรมดา หากมีใครเข้ามาขัดพิธีกรรมสำคัญ ยิ่งเป็นหลุยส์แล้วเราไม่ต้องไปพูดถึงเลย พวกเขายิ่งไม่ถูกกันเท่าไหร่อยู่แล้ว

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง บาดเจ็บเสียขนาดนี้” ฉันกวาดตามองร่างกายช่วงบนของเขาซึ่งถูกคลุมด้วยเสื้อเชิ้ตก่อนจะเขม้นตาใส่เจ้าของเสื้อ

เขาคิดยังไงถึงได้เที่ยวออกมาเดินเพ่นพ่านราวกับคนที่บาดเจ็บเหมือนแค่ถูกมดกัด อย่างกับไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นถูกฟันจนร่างกายท่อนบนจะถูกแบ่งเป็นสองซีกอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ได้เวทมนตร์จากพี่เซอร์คัสและพี่ลูคัสสมานแผล เขาคงไม่ฟื้นตัวเร็วแบบนี้ด้วยซ้ำ

“ผมรอคุณเอาน้ำมาให้ แต่คุณไม่มา...ก็เลยออกมาตามหาตัวคุณ” เขาทำหน้าหงอเหมือนจะอ้อน พลางเอ่ยเสียงนุ่มฟังรื่นหูอย่างประหลาด

“ฉันบอกแล้วไงคะว่าจะฝากพ่อบ้านขึ้นไป ป่านนี้เขายังไม่เอาไปให้คุณอีกหรือ”

“ก็ผมรอน้ำจากคุณ”

“แล้วคุณดื่มน้ำเข้าไปรึยังคะ”

“ผมรอไม่ไหวก็เลยต้องจำใจยอมดื่มเข้าไป”

“สรุปได้ง่ายๆ ว่าคุณดื่มน้ำแล้ว เลิกกระหายแล้ว แต่ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่คะ”

“คุณเปลี่ยนชุดแล้วหรือ” มือใหญ่ช้อนชายริบบิ้นที่ผูกคาดอกขึ้นมาจูบ “ผมชอบชุดก่อนหน้านี้มากกว่า”

ฉันหยุดชะงักกับการกระทำของเขา อยู่ดีๆ ก็ไม่เข้าใจตัวเองขึ้นมาเสียดื้อๆ ที่ไม่รู้สึกโกรธหรือเคือง แต่กลับหวั่นไหวจนบอกไม่ถูก ทั้งที่เขาจงใจเปลี่ยนเรื่องได้อย่างหน้าตาย แม้ว่าสภาพของเขาจะยังดูเหมือนคนป่วยและค่อนข้างจะโรยราก็ตามที

“หลุยส์คะ” ฉันรวบริบบิ้นคืนมา “ฉันยังไม่ได้รับคำตอบจากคุณเลยนะคะ”

“ผมอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยน่ะ แต่ไม่รู้จะให้ใครพาไป” เขามองฉันด้วยแววตาที่ไม่ได้แอบแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ทว่ามันกำลังวิงวอนขอร้อง

“แต่คุณยังไม่แข็งแรง...” ฉันกำลังจะใจอ่อน แต่พอมองดูแผลหลุยส์แล้วก็อดห่วงไม่ได้

“คุณก็พาผมไปสิ” เขาตื้อเหมือนเด็กๆ

“ข้างนอกมืดแล้วนะคะ” ที่สำคัญฉันก็รู้สึกพะวงเรื่องของดีแลนจนไม่อยากออกไปไหน

“คุณกลัวความมืดรึไง”

“เปล่าค่ะ แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะสมควรออกไปข้างนอกนะคะ”

“จะเป็นอะไรไป ผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน” หลุยส์จับตัวฉันหมุนเข้าหาเขาให้เราเผชิญหน้ากัน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ โน้มหน้าต่ำลงมา...เพื่อเอาหัวพาดบ่าฉันเอาไว้ก่อนจะพึมพำเบาๆ “แล้วคุณยังเป็นถึงแม่มดสาวสุดเท่ขนาดนี้ เราต้องเผชิญหน้ากับพวกมันให้ได้สิ”

เขารู้...?

“ผมเห็นคุณตอนต่อสู้กับสายหมอกอะไรนั่น...อย่างกับซูเปอร์วูแมนเลย” หลุยส์พึมพำแผ่วเบา จากนั้นก็หัวเราะในลำคอ มือเกาะแขนฉันไว้แน่น

“คุณเห็นหมดทุกอย่างเลยหรือคะ” หัวใจฉันเต้นรัว ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาอย่างเดียว แต่เป็นเพราะลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ารดลงบนไหล่ฉันสม่ำเสมอ และกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาที่ปลุกเร้าความรู้สึกได้ดีเกินไปหน่อย

“เห็น...เกือบหมดทุกอย่าง ยกเว้นตอนที่ผมโดนกดหน้าซบลงบนอกคุณน่ะนะ”

“แต่คุณควรจะหลับ...” ฉันครางเสียงสั่นเครือเพราะความอับอายประโยคสุดท้ายมากกว่าความรู้สึกกระวนกระวายใจที่เขารู้ความจริงเสียอีก

“ด้วยจุมพิตมนตราอะไรของคุณนั่นน่ะหรือ” หน้าหลุยส์ยังค้างอยู่บนไหล่ฉัน “มันอาจจะออกฤทธิ์ดีกว่านั้นถ้าคุณจูบปากผมนะ” เขาหัวเราะ

“คุณรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ยังไงกัน” ฉันผลักตัวเขาออกให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉัน

“อยากรู้หรือ...” เขายิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “...พาผมออกไปสูดอากาศในสวนหน้าบ้านคุณหน่อยก็ยังดี จะให้ผมยืนเล่าตรงนี้ มันเครียดนะ”

“แต่กว่าเราจะเดินถึง ไหนจะแผลคุณอีก กลับไปที่ห้องจะดีกว่าไหมคะ”

“ที่ห้องรึ” เขาเลิกคิ้วสูง “ก็ไม่เลวนะ สะดวกต่อการทำกิจวัตรส่วนตัวยามดึกดีด้วยสิ”

เขาพูดได้น่าผลักตกบันไดจริงๆ เลย จะมีใครคิดเหมือนฉันบ้างไหม บางครั้งความทะลึ่งของเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเสียแรงที่เป็นห่วงเขาอยู่ได้ เขาไม่เคยทำให้ใครรู้สึกเห็นใจได้จนถึงขีดสุดของอารมณ์เลย แต่อาจจะเป็นเรื่องดีก็สำหรับพวกเรา จะได้ไม่รู้สึกอยากไว้วางใจเขาเร็วนัก แม้ว่าส่วนหนึ่งของความไม่ไว้วางใจที่ฉันมีต่อเขาก็ถูกเคาะออกไปบ้างแล้ว

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเราไปทำอะไรกันในห้องดีกว่า” เขาว่าแล้วก็คว้ามือฉันเตรียมลากเข้าห้องอย่างกับไม่ใช่คนเจ็บเจียนตาย

“พูดบ้าอะไรของคุณ” ฉันสะบัดแขนออกจากมือเขาหน้าร้อนผาว “หากเป็นเช่นนั้นฉันจะไม่เข้าไปในห้องกับคุณสองต่อสองแล้ว”

“ทำไมล่ะ ผมคิดว่าคุณอยากรู้เสียอีกว่าผมรู้เรื่องของคุณได้อย่างไร รึว่าคุณกลัวใจตัวเองจะหวั่นไหวกับศัตรูของพี่ชาย” เขายิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ แต่ฉันยืนตัวชาแทบกระดิกไปไหนไม่ได้

ศัตรูของพี่ชาย...

เขาพูดออกมาแบบนั้นหรือ เขายอมรับแล้วใช่ไหมว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของศัตรู ถึงพวกเราจะรู้ว่าลูคัสกับหลุยส์ไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่นัก แต่ยังไม่มีใครเอ่ยเลยสักครั้งว่าเขาเป็นศัตรูของบ้านหรือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เขา...เขาที่ฉันกำลังจะเปิดใจยอมรับเพราะการกระทำที่น่ายกย่อง กำลังเอ่ยปากบอกว่าตนเองเป็นศัตรูของพี่ชายฉันอย่างนั้นหรือ

“น้องสาวของศัตรูอย่างฉันไม่ได้กลัวว่าใจจะหวั่นไหวต่อผู้ชายอย่างคุณหรอกค่ะ” ฉันบอกเขาด้วยสีหน้านิ่งเรียบที่กำลังจะบึ้งตึงขึ้นเรื่อยๆ

หลุยส์ที่เคยยิ้มอย่างเริงร่าเมื่อก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นผงะอย่างลืมตัวกับคำพูดที่ฉันคิดว่าคงแทงใจดำเขาน่าดูที่ฉันรู้ทันความคิดของเขาเพราะปากเขาเอง

“คุณจะพาผมไปนั่งเล่นในสวนได้รึยัง คนเจ็บต้องการอากาศบริสุทธิ์นะ” เขายิ้มเจือนๆ

ฉันจึงต้องพยักหน้าเป็นการตอบตกลงอย่างจำใจเมื่อเห็นว่าเขาคงต้องการอากาศจริงๆ เพราะสีหน้าที่ควรจะนิ่ง เจ้าเล่ห์ และแววตาที่ควรคมกริบ เปลี่ยนเป็นหมองหม่นอย่างชัดเจน ให้บรรยากาศใกล้เคียงกับครั้งที่เขาทอดสายตามองพระจันทร์ แต่ครั้งนี้ดูหดหู่ยิ่งกว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็ระวังด้วยนะคะ” ฉันส่งมือให้เขาจับ แต่หลุยส์กลับยกมือข้างหนึ่งมาโอบไหล่ฉันอย่างถือวิสาสะ แล้วใช้มืออีกข้างเกาะแขนด้านขวาฉันเอาไว้ พวกเราสองคนต้องเดินลงบันไดอย่างช้าๆ กว่าจะถึงชั้นล่าง ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราหมดเวลาครึ่งชั่วโมงไปกับการเดินลงบันไดเพียงอย่างเดียว ซึ่งตามปกแล้วสำหรับระยะเวลาสามสิบนาทีเราสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น แล้วเราก็ใช้เวลาอีกสิบห้านาทีเพื่อเดินเข้าไปในสวน

หลุยส์มองดูโคมไฟตะเกียงน้ำมันอย่างสนอกสนใจ เขาเงียบเหมือนคนกำลังเคลิ้มฝันหรือไม่ก็กำลังเก็บเกี่ยวบรรยากาศจากสองข้างทางเดิน

“หมู่บ้านของพวกคุณ แทบดูไม่ต่างไปจากเมืองเก่าแก่โบราณเลยนะครับ หากยื่นเรื่องเสนอองค์กรที่เกี่ยวข้องให้มาสำรวจที่นี่แล้วเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ต้องโด่งดังและมีชื่อเสียงแน่ๆ”

“คุณจะไม่ทำอย่างนั้นใช่ไหมคะ” ฉันโผล่งออกมาอย่างร้อนรน ไม่อาจเก็บทนมันได้อีกต่อไป

หลุยส์หันกลับมามองหน้านิ่งเมื่อท่าทางลนลานของฉัน ฉันเม้มริมฝีปากแน่นขณะสบตาของเขาในความมืดซึ่งฉันไม่สามารถเห็นแววตาของเขาได้ชัดเจนมากนัก และหากฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว อย่างน้อยก็เป็นช่วงหนึ่งที่เขาแสดงอาการเหมือนใส่ใจและค่อนข้างแคร์ในสิ่งที่ฉันพูดมาก เพราะเขาไม่ได้สวนขึ้นมาทันทีด้วยคำพูดทะเล้นเจ้าเล่ห์ หรือต่อรองอะไรสักอย่างเพื่อแลกกับความต้องการของฉัน

“คุณจะไม่ทำลายความเป็นส่วนตัวของหมู่บ้านแห่งนี้ใช่ไหมคะ คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกเรามาแล้วส่วนหนึ่ง คุณจะเก็บมันเป็นความลับใช่ไหมคะหลุยส์”

“เก็บเป็นความลับ...แลกกับอะไรล่ะครับ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

ฉันคิดผิดไปแล้วจริงๆ หลุยส์ก็ยังเป็นหลุยส์อยู่วันยังค่ำ

“ได้โปรดเถอะค่ะ คุณต้องการอะไร ฉันจะพยายามหามาให้ อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร ไม่ว่าคุณจะรู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวของเรา ไม่ว่าคุณจะทราบอะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ ฉันอยากให้คุณเก็บมันไว้ในใจคุณคนเดียวเป็นพอ เพราะทุกวันนี้...ครอบครัวเราก็ประสบกับปัญหามามากพออยู่แล้ว ฉันอยากให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องมาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายเหนือธรรมชาติอันมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงศ์ตระกูลของเรา”

“คุณให้ผมได้ทุกอย่างที่ผมต้องการรึเปล่าล่ะ แล้วผมจะเหยียบมันให้มิดเลย”

“ฉัน...” ทุกอย่างเลยหรือ ฉันบอกได้แค่ว่าจะพยายาม

“ผมจะเหยียบมันไว้ก่อนสักระยะหนึ่งแล้วกัน เมื่อผมหาคำตอบได้ว่าผมต้องการอะไร ผมจะมาทวงมันกับคุณ ตอนนี้ผมอยากนั่งพักแล้วล่ะ”

ฉันทำอะไรไม่ถูก ความกลัว ความห่วง น้องชายของฉัน ครอบครัวของฉัน เขารู้หมดทุกอย่างแล้วสินะ คืนนี้ดีแลนจะเป็นยังไงบ้าง แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไง เขาจะพาวาเลนเซียกลับมาได้ไหม ทำยังไงดี...หลุยส์รู้เรื่องของเราแล้ว

“คุณกลัวผมจะบอกคนอื่นจนตัวสั่นเลยรึไง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อเราเดินมาถึงศาลากลางสวน ฉันแทบจะไม่ได้มองเลยว่าเราเดินมาถึงเมื่อไหร่

“คุณกลัวผมจะพูดเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวคุณจนตัวสั่นเลยรึไง” เขาย้ำมันอย่างจริงจัง

“ใช่ค่ะ...ฉันกลัว” ฉันกระพริบตาอย่างตกประหม่า

“เข้าใจแล้ว” เขาค่อยนั่งลงบนม้านั่งกลางศาลา

ฉันนั่งลงข้างๆ เขา แล้วเราก็ต่างนิ่งเงียบ ฉันอยากจะซักถามว่าเขารู้เรื่องของฉันได้ยังไง แต่ใจฉันกลับสั่งให้นิ่งเงียบไปสักพัก เพื่อตั้งสติ...ส่งกำลังใจไปให้ดีแลน เพราะเวทมนตร์ของฉันไม่แข็งแกร่งพอจะช่วยเหลือเขาได้ในระยะไกล ได้แต่ขอให้พี่ชายทั้งสองคนทำสำเร็จ

“สายหมอกแห่งราตรีพยายามจะดึงวิญญาณของผมออกจากร่าง” หลุยส์เอ่ยขึ้น

“คะ” ฉันสะดุ้ง รีบหันหน้าไปทางหลุยส์

เขานั่งก้มหน้ามองดูมือของตัวเอง บีบนิ้วมือเล่นเหมือนคนที่กำลังตกประหม่า

“คุณถามว่าผมรู้เรื่องคุณได้ยังไง” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน “สายหมอกราตรีบอกทั้งหมดกับผมเอง”

“จริงหรือคะ” ฉันเบิ่งตากว้าง

“มันยื่นข้อเสนอให้ผม แต่ผมไม่อยากรับข้อเสนอนั้น และตอนที่ผมกำลังเริ่มง่วง...เพราะจูบของคุณ วิญญาณผมถูกมันดึงออกจากร่าง ผมเห็นทุกอย่างที่คุณทำ ผมเห็นคุณต่อสู้ ทั้งที่ตัวคุณเองแทบจะหมดแรง ผมเห็นคุณปกป้อง ทั้งที่ตัวคุณเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ผมเห็นข้อมือเล็กนี่ถือไม้กายสิทธิ์” หลุยส์ดึงมือข้างหนึ่งของฉันไปกุมไว้ ก่อนจะยกมันขึ้นมามองราวกับว่าข้อมือฉันเป็นวัตถุโบราณที่เขาเพิ่งขุดได้จากใต้พื้นดินซึ่งอยู่ลึกลงไปสักสิบฟุตได้ “ผมเห็นคุณพยายามถือดาบ ที่ตัวผมเองก็ต้องยอมรับว่าโคตรจะหนัก”

เขาหัวเราะออกมา ทั้งภาษาที่พูดยังเป็นภาษาพื้นๆ ที่ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากท่านเอิร์ลอีกด้วย โคตรจะหนัก เลยหรือ แต่ฉันไม่เข้าใจเลยว่ามีอะไรน่าขำ

“คุณขำอะไรคะ”

“ขำตัวเองมั้ง” เขายักไหล่แล้วคว้ามืออีกข้างของฉันไปวางไว้บนตักก่อนจะนิ่ง

ทำอะไรของเขานะ...

“ผมเห็นคุณต่อสู้ แล้วก็ต่อสู้” เขาอธิบายด้วยรอยยิ้ม ที่มีเสน่ห์มากๆ ในสายตาฉันด้วย “แล้วก็ต่อสู้ ผมรอดูว่าเมื่อไหร่คุณจะขอความช่วยเหลือจากผม ไม่ใช่ปล่อยให้ผมหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนั้น ต้องทนฟังพวกมันเป่าหูต่างๆ นานา ผมไม่ได้บ้านี่ที่จะต้องรับข้อเสนอของพวกมัน จะให้ผมเป็นเจ้าชายแวมไพร์อย่างนั้นหรือ ผมมีความสุขกับการเป็นคนดี แม้จะไม่ได้สุขมากก็ตาม” รอยยิ้มนั่นเปลี่ยนเป็นแววเศร้าหมองลง ฉันบีบมือหลุยส์แน่น

“ผมเกือบจะต้องไปกับพวกมัน แล้วคุณก็ปลุกผม...ด้วยจูบของคุณ วิญญาณของผมกลับคืนสู่ร่าง ผมได้ยินเสียงมันร้องโหยหวนอย่างน่ารำคาญ จุมพิตจากแม่มดสาวสุดเท่...ไม่เลวเลย”

“ฉันจูบคุณลวกๆ เองนะคะ เวลามันค่อนข้างมีจำกัดน่ะ ขอโทษนะคะที่ล่วงเกินคุณ” ฉันรีบอธิบาย มันเขินนะ...ทำไมเขาต้องพูดถึงมันด้วย

“ล่วงเกินหรือ” เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงกึ่งยิ้มที่มุมปาก “และถ้าหากเวลามีไม่จำกัดล่ะ จูบของคุณจะเร่าร้อนกว่านี้ไหม”

“บ้าหรือคะ” ฉันพยายามดึงมือกลับ แต่หลุยส์ไม่ยอมปล่อย แล้วเขาก็เปลี่ยนสีหน้ามาจริงจังอีกครั้ง

เปลี่ยนอารมณ์เก่งจริงๆ

“มันต้องการทำร้ายคุณ ด้วยดาบของเจ้าชายแวมไพร์ที่ผมเป็นคนเจอในห้องบอลรูม แต่คุณก็ยังยืนกันผมเอาไว้...”

แววตาของเขา...ฉายแววซาบซึ้งหรือ ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม

“คุณพยายามปกป้องผม”

“ฉันทำไปเพราะต้องการรับผิดชอบการกระทำต่างหาก ฉันเป็นต้นเหตุทำให้คุณติดอยู่ในนั้น” ฉันอธิบายให้เขาฟังพลางเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกผิดชะมัด

“มีความจำเป็นอะไร...ที่คุณจะต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อปกป้องผมขนาดนั้น”

ความจำเป็นหรือ

“ฉันแค่รับผิดชอบ...” เสียงฉันแผ่วเบาราวเสียงกระชิบ

“รับผิดชอบ แต่คุณอาจตายได้นะ ถ้าหากดาบนั่น...” เขากลืนน้ำลาย

“แล้วคุณมีความจำเป็นอะไรจะต้องมาขวางดาบแทนฉันล่ะคะ” ฉันขมวดคิ้ว

“ไม่รู้สิ” เขาตอบแทบจะไม่คิด “อยู่ดีๆ ก็อยากวิ่งออกไปขวาง รึว่าผมอยากตาย” เขาพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

คิดอะไรของเขา

“หรือไม่ผมอาจคิดว่าถ้าตัวเองรอด...จะได้เอาสิ่งนี้มาต่อรองเพื่อขอสิ่งตอบแทนจากคุณ” หลุยส์บอกหน้านิ่ง

“แล้วฉันควรตอบแทนคุณด้วยอะไรดี” ฉันค่อนข้างจริงจังกับบทสนทนานี้

“ผมคิดค่าตอบแทนแพงนะ ทบต้นทบดอกด้วย” เขายิ้มออกมาบางๆ ท่าทางทะเล้น

“ทำตัวอย่างกับนายธนาคาร” ฉันขมวดคิ้ว แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แม้จะไม่ได้รู้สึกสบายใจเต็มร้อย เพราะในหัวยังมีเรื่องร้อยแปดพันเก้าให้คิดอีกมากมาย แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือที่ได้มีเวลามานั่งต่อกรกับหลุยส์อีกครั้ง ฉันไม่อยากให้เขาตาย แม้ว่าจะไม่ได้ชอบขี้หน้าเขาเลยในตอนแรก

“ตอนนี้ผมกำลังจะเก็บดอกเบี้ย” หลุยส์ปล่อยมือฉันเป็นอิสระ ก่อนจะนั่งหันหน้ามาทางฉัน เขาเอื้อมมือเข้ามาใกล้ แล้วรวบฉันไว้อย่างอ่อนโยน ดันฉันเข้าหาตัว

“หลุยส์” ฉันยกมือขึ้นมาเตรียมป้องกัน กำลังจะผลักอกเขาออกห่างก็นึกขึ้นได้ว่าเขาบาดเจ็บอยู่ จึงวางมือไว้บนไหล่เขาพลางผลักเบาๆ แต่หลุยส์กลับโน้มหน้าเข้ามา ยิ่งเขาเข้าใกล้ฉันมากเท่าไหร่ หัวใจฉันก็ยิ่งเต้นแรงมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งลมหายใจของเราเป็นของกันและกัน ฉันรู้สึกได้ถึงสัมผัสจากคมจมูกโด่งที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม ริมฝีปากอ่อนนุ่มที่กดทับลงมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเพิ่มความเร่าร้อนขึ้นตามกาลเวลา ได้เห็นแพขนตาสีเข้มที่ประกบกันแน่นเพราะเจ้าตัวกำลังหลับตาพริ้ม มือฉันเผลอไผลเลื่อนไปกุมท้ายทอยของเขาเอาไว้ก่อนจะไล่ไปตามเรือนผมอ่อนนุ่ม จากนั้นฉันก็ไม่สามารถรับรู้ได้อีกเลยว่าตัวเองหลับตาไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งริมฝีปากอุ่นของเขาผละออก เลื่อนต่ำลงมาตามลำคอ

“หลุยส์” อยากจะพูดดังๆ แต่มันกลับแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ วงแขนใหญ่ยิ่งกระชับร่างฉันแน่นเข้าไปอีก “พอแล้วหลุยส์ ปล่อยฉันเถอะค่ะ”

เขาไม่ยอมหยุด เหมือนกับว่าไม่ได้ยินในสิ่งที่ฉันพูด ฉันรวบรวมแรงสุดท้ายที่มีอยู่ ดันร่างเขาออกห่างได้เพียงเล็กน้อยแล้วซุกหัวเข้าไปในอกของเขาป้องกันไม่ให้หลุยส์วกกลับมาจูบต้นคอหรือแม้แต่ปากฉันได้อีก ฉันหายใจถี่รัวอยู่ในท่าที่เหมือนกับว่าฉันกำลังหวาดกลัวเต็มที่ แต่มันไม่ใช่ความหวาดกลัว ฉันกำลังรู้สึกผิด

“ฉันมีเขาแล้ว”

“หืม...” ได้ยินเพียงเสียงคราง รู้สึกได้เพียงฝ่ามือที่ลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง และจุมพิตแผ่วเบาที่ประทับลงบนเส้นผมอย่างอ่อนโยน

“ฉันมีเขาแล้ว...ฉันมีแดเนียลแล้วคุณก็รู้ เราสองคน...จะทำเรื่องแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะทำมันไปเพราะอะไรก็ตาม ไม่ว่าฉันจะยอมคุณหรือโต้ตอบการกระทำของคุณเพราะอะไรก็ตาม แต่เราควรหยุด”

ในที่สุดเขาก็ยอมหยุด

“ขอบคุณที่กล้าหาญและนำตัวเข้ามารับดาบแทนฉัน แต่ฉันให้คุณมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

เขาผละตัวออกห่าง แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ฉันรู้สึกหน้าชาอย่างประหลาด ได้แต่แอบลูบแก้มตัวเองเบาแล้วเบนกายหันไปทางอื่นเช่นกัน หัวใจของฉัน ที่ควรจะเป็นของแดเนียล มันกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะความใกล้ชิดกับหลุยส์อย่างนั้นใช่ไหม นี่ฉันเป็นอะไรไป ฉันกำลังทำอะไร ช่างไม่มีความคิดเอาเสียเลย

แควก! ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ เล่นงานฉันจนเกือบจะหงายหลัง

“สวัสดีเทพีลิลี่” น้ำเสียงทะเล้นสดใสอันแสนคุ้นเคยประกาศลั่น

“แดเนียล” ฉันยกมือขึ้นกุมอก มองดูถุงย่ามพะรุงพะรังที่เขาแบกมาด้วย

“เป็นไงล่ะ เซอร์ไพรส์ไหมที่รัก ต้องขอโทษทีที่ทำให้คุณตกใจ พอดีผมเห็นไฟศาลาติดอยู่เลยแวะมาดู พอเห็นคุณอยู่ที่นี่ ก็เลยอยากจะโผล่มาแกล้งให้ตกใจสักหน่อย” แดเนียลเอ่ยท่าทางเริงร่า ราวกับเด็กน้อยที่กำลังมีความสุขกับการโชว์ความสามารถของตัวเอง

“แต่ปกติแล้วเราก็จุดไฟไว้ที่ศาลาเสมอนี่คะ” ฉันพยายามวางตัวให้เป็นปรกติ แม้จะรู้สึกแย่มากเต็มที

“ผมเดินมาทางลัดน่ะ เลยต้องผ่านศาลา ก็เลยมาเจอคุณ ฮ่าๆ” เขารีบอธิบายแล้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปมองทางหลุยส์ “สวัสดีตอนดึกๆ ครับท่านเอิร์ล ผมได้รู้ว่าคุณบาดเจ็บสาหัส วันก่อนผมไปเดินป่าแล้วเห็นสมุนไพรที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการรักษาบาดแผลก็เลยเก็บมาฝากคุณด้วย” พอพูดจบแดนก็โยนถุงผ้าไว้ใกล้ๆ เท้าของหลุยส์ราวกับจะโยนทิ้ง นั่นทำให้ฉันตกตะลึงไม่น้อย เพราะแดเนียล...ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายที่น่ารักมากคนหนึ่ง ไม่มีวันโยนข้าวของใส่ใครอย่างนี้แน่นอน แต่วันนี้เขากลับทำ

“ขอบคุณ” หลุยส์หันมาบอกด้วยสีหน้านิ่ง แดเนียลจ้องเขาตอบกลับไปด้วยสีหน้าจริงจังผิดปกติ

“แดนคะ” ฉันเอื้อมมือไปแตะแขนของเขา

“ฮือ” เขาสะดุ้งเฮือกเหมือนโดนไฟซ็อต แววทะเล้นในดวงตาของเขาไม่หลงเหลืออีกแล้ว

ฉันกำลังสงสัยว่าเขาได้เห็นในสิ่งที่ฉันทำลงไป ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ตกประหม่าขนาดนี้

“คุณมีอะไรจะพูดไหมคะ”

“อ้อ คุณพอจะมีเวลาให้ผมไหม” ใบหน้าเศร้าเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “เมื่อกี้ผมเดินผ่านต้นกุหลาบที่เราปลูกด้วยกันมา มันเพิ่งออกดอกแรกน่ะ พวกเรามีแต่เรื่องจนไม่ทันได้สังเกตกัน คุณคงยังไม่เห็นเหมือนกันสินะ ผมได้ยินจากท่านแม่ว่าคุณแทบจะไม่ได้ออกจากบ้านเลย ไปดูด้วยกันสักครู่ไหมครับ”

“ตอนนี้น่ะหรือคะ” ฉันขมวดคิ้วมอง

“หวังว่าท่านเอิร์ลจะไม่มีปัญหา หากผมจะพา...แฟนไปที่นั่นสักครู่ แล้วผมจะรีบปล่อยเธอกลับมาทันที” เขาหันไปบอกหลุยส์

“นานเท่าไหร่ก็ได้ ตามใจคุณเถอะ” หลุยส์โบกมือให้ด้วยท่าทางซังกะตาย หรือไม่ก็เหมือนคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย เขาสบตาฉันเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเมินใส่อย่างโจ่งแจ้ง เป็นเหตุให้ฉันหัวเสียกึ่งอึ้งพฤติกรรมเขาเอาการ

ตาบ้านี่ คนที่เสียหายน่ะมันฉันต่างหาก ฉันสิ ที่กำลังหนักใจตอนนี้ แต่ดูเขาทำท่าทำทางเข้าสิ

“ไปกันเถอะลิลี่” แดเนียลกุมมือฉันไว้แน่นแล้วดึงฉันวิ่งไปที่ต้นกุหลาบนั่น ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากศาลามากนักและยังพอจะมองเห็นเงาหลุยส์ได้บ้างแต่พอลางเลือน ในกรณีที่เขาอาจจะเป็นลมหรือเป็นอะไร...เราก็ยังจะได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือทัน

“ลิลี่ คลีฟ” ไอเย็นจากมือใหญ่ที่ทาบลงมาบนแก้มปลุกฉันให้ตื่นจากความคิด ฉันรีบหันกลับมาจ้องหน้าแดเนียลทันที

“มือคุณเย็นจัง” ฉันวางมือลงบนหลังมือของเขา ก็พอจะรู้แล้วว่าเพราะอะไร “คุณเห็นใช่ไหม...”

“อืม” แดเนียลเฉหน้ามองไปทางหลุยส์ “เขาชอบคุณ...มาก หรืออาจจะรักก็ได้”

“ไม่มีใครรักกันได้รวดเร็วขนาดนั้นหรอกค่ะ”

“สามอาทิตย์...สำหรับผมมันไม่เร็วเลย ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่เห็นคุณเลยด้วยซ้ำ ภายในหนึ่งวินาที...ที่ผมตกหลุมรักคุณ”

ฉันรู้สึกจุกเหมือนมีใครมาเป่าลมอัดเข้าไปในกระเพราะอาหาร หัวใจฉันหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วง

“เร็วขนาดนั้น” คำถามของฉันแผ่วเบาราวกับคนที่ไร้แม้กระทั้งเรี่ยวแรงสำหรับเปล่งคำพูดออกมา

“บางครั้งอะไรๆ ก็รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ” รอยยิ้มนั่น...เต็มไปด้วยความเศร้าและเจ็บปวด “เขาแลกคุณมาด้วยชีวิต เขาก็สมควรได้คุณไปทั้งชีวิตเหมือนกัน”

“แดน” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงแข็ง

“ผมจะไม่บอกใคร ผมรู้ว่าคนที่บ้านของคุณไม่ชอบเขา ทุกคนจะรู้เพียงแค่ว่าผมได้เจอคนใหม่แล้ว หรือไม่ก็ผมแค่เกิดความรู้สึกยอมรับไม่ได้ขึ้นมาเสียดื้อๆ ที่เราเป็นญาติกัน คุณชอบเขาต่อไปเถอะนะ”

“แดเนียล” เสียงฉันแหบพร่า ฉันแทบจะทำอะไรไม่ถูกแล้วนะ

“ลิลี่ ผมดีใจที่ครั้งหนึ่งได้เป็นคนรักของคุณ” เขากอดฉันแน่น “ผมขอหอมแก้มคุณเป็นหนสุดท้ายได้ไหม แด่มิตรภาพของเรา”

ฉันไม่ได้ตอบ แค่ยืนตัวแข็งทื่อ หัวใจหล่นลงแทบเท้า หัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรก็ไม่ออก แดเนียลหอมแก้มฉันอย่างแผ่วเบา เราไม่ได้ยืนดูดอกกุหลาบด้วยกัน เขาแค่ลากฉันมาเพื่อฟังคำว่า ลาก่อนเสียงนั่นยังดังสะท้อนอยู่ในหูแม้ว่าร่างสูงจะเดินตัวปลิวจากฉันไปไกล โดยเจ้าตัวฝากข้อความถึงบุคคลที่นั่งอยู่ในศาลาทิ้งไว้สั้นๆ ว่า หายเร็วๆ นะ

แดเนียลรู้สึกตะหงิดใจมาแต่แรกแล้ว...เขาบอกฉันมาอย่างนั้น เขาบอกว่าเขาสามารถมองมันออกได้จากแววตาของฉันที่ทอดมองดูหลุยส์ ในวันที่หลุยส์บาดเจ็บ วันนั้นเขาเริ่มตัดใจ และก็เตรียมพร้อมที่จะจากไปด้วยดี เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่หลุยส์ทำคือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำกันได้ง่ายๆ หลุยส์จึงสมควรจะได้รับรักตอบจากฉัน

มิตรภาพระหว่างฉันกับแดน...

กำลังจะจบลงแค่นี้ใช่ไหม...

จบลงพร้อมกับความลับ ที่เขาตั้งใจว่าจะกุมมันไว้ให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ใครได้รับรู้ โดยที่เขาไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่ฉันกลับจะโยนหัวใจให้ผู้ชายอีกคน ที่ต่อรองในสิ่งที่ฉันไม่รู้เลยว่าความต้องการของเขาคืออะไร หรือแม้แต่สิ้นสุดอยู่ที่ไหน แลกกับการที่เขาจะปกปิดความลับของคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้

เขาควรได้ทั้งตัวและหัวใจของฉันไปอย่างนั้นหรือ?

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,257 ความคิดเห็น

  1. #260 -.........- (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 / 14:02
    55555  ตอนท้ายขำมากพี่นาต 
    #260
    0
  2. #206 [,,yu - ï,,] (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 / 17:35

    พี่นาตตตตตต แง่มๆๆๆๆ
    หนูหายไปนานนนน
    ไม่โกรธกันใช่มั้ยยยยย >O<

    ตอนนี้มาเม้นให้แล้ว เราหายกัน
    หลุยส์แบบว่า กรี๊ดๆๆๆ ตอนสุดท้ายฮาจริงๆพี่นาต คิดได้
    บีบคอหลุยส์ ระวังโดนแฟนคลับฆ่าน้าาา (หลุยส์มีแฟนคลับรอบทิศ) 555

    #206
    0
  3. #194 mew (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 22:11
    พี่นาตคะ หนูอยากจะเม้นพี่ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้เม้นซักที



    ความจริงคือ หนูทำตัวเป็นนักอ่านเงามาตั้งแต่เรื่องลูคัสแล้วอ่ะค่ะ 555+



    ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ไม่แสดงตัว ไม่ได้เม้นเป็นกำลังใจพี่นาตอ่ะ



    อ่านแล้วชอบทุกเรื่องเลยค่ะ ชอบสำนวนการเขียนด้วย



    ลูกชายแต่ละคน หนูเลือกไม่ถูกเลยค่ะ อันดับมันขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วแต่สถานการณ์ 555+



    พี่นาตมาอัพเร็ว ๆ นะคะ ช่วงนี้ความจริงหนูกะลังจะสอบอยุเหมือนกัน วันศุกร์นี้ แต่ทนไม่ไหวขอเข้ามาอ่านแปบนึง



    (แล้วมันก็จะเลยไปเล่นอย่างอื่นต่อ เหอ ๆ )



    ปล. แต่ช่วงนี้หนูก้อรู้สึกชอบบรรยากาศเรื่องนี้มากที่สุดเหมือนกันค่ะ เหมือนคอมเม้นน้องแมวเหมียวอ่ะ
    #194
    0
  4. #189 fene_sun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 18:17
    พี่นาต ด้วยความพยายามของหนู >.<

    ย้ายมาที่คอมเครื่องที่มี firefox เลยได้อ่านแล้ว เย้!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!~

    บทนี้เริ่มรู้สึกว่าหลุยส์ก็มีด้านอื่นเหมือนกันแฮะ... งืมๆ ชอบตอนท้ายที่หลุยส์มาบอกพี่นาตว่า ผมอยากได้เธอ แอ๊มนึกหน้าหลุยส์ออกเลยแหละ 5555++

    (แต่หนูก็ยังชอบดีแลนอยู่นะ ไม่ยอมเปลี่ยนใจแล้ว เดี๋ยว งง)

    ปล. อาจจะเป็นเพราะหนูหื่นกว่าหลุยส์รึเปล่า - -? หนูรู้สึกว่าบทนี้พ่อคุณเค้ายังไม่หื่นเท่าที่จินตนาการ 5555+ (นังโรคจิต - -") อยากอ่านบทต่อไปแล้ว ^__^ (จะสอบมะรืนนี้แล้ว หนังสือเรียนไม่ยอมอ่าน ห้วย = =")

    โชคดีค่ะพี่นาต
    #189
    0
  5. #187 Sarnear (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 / 19:28
    ตอนท้ายขำมากๆเลยง่ะ
    #187
    0
  6. #183 AliKA-Sand (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 23:29
    พี่นาตตตตต...
    โชคดีนะเนี่ยที่แซนด์มี firefox อยู่แล้วอ่ะ เลยไม่ต้องลำบากโหลด
    ฮิ้ววว~ เห็นพี่นาตบอกชอบ แซนด์ก็เลยเอา Icon เด็กดีสีฟ้าๆมาใช้อีก 55+
    ทำไว้ตั้งนานแระ แต่ปกติเอาไว้ขึ้นดิสเพล MSN


    อู้ยยย~ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุยส์แอบงอนลิลี่นิดนึงแฮะ
    และก็ แหมๆ ถึงดีแลนจะห้ามก็อย่าปายฟ๊างงง~ >O<
    มีโอกาสก็จูบนางเอกเล้ย(แต่ระวังโดนตบ..แต่ม่ะเปนไร ถ้าลิลี่ตบ หลุยส์ก็รีบเข้าสู่โหมดตบจูบเล้ย)
    ((ครั้งนี้พี่นาตจะแอบเติม"กด"ตบจูบให้หลุยส์มั้ยเนี่ย 555+))

    วันนี้แซนด์ลากเพื่อนมาอ่านนิยายพี่นาตเพิ่มอีกคนแล้ว
    คาบเคมีไปโม้เหล่าหนุ่มๆตระกูลคลีฟให้เพื่อนฟัง 55 ท่าทางจะปลื้มเหล่าลูกชายของพี่นาตซะแล้ว
    ฮิ้ววว เนื้อหอมจิงนะหนุ่มๆ >O<

    ป.ล. พรุ่งนี้สอบ gat-pat อ๊า~ นั่งอืดจนตูดบวมอุจจาระทะเล็ดคาเก้าอี้แง๋มๆเลย
    วิชาละ3ชั่วโมง ต้องอยู่จนครบ3ชั่วโมงด้วย โฮกกก สอบตั้ง 5 อย่าง(รวมgatด้วย)
    ตายๆ ทั้งเสาร์-อาทิตย์ ชีวิตคงหาไม่...
    แต่ยังไงก็จะติดตามนิยายพี่นาตทุกวันเล้ยยย
    -///- (ปลื้มมากมาย >>ลงไปนอนกลิ้งๆน้ำลายฟูมปากอยู่กะพื้น 55 >[]<)
    #183
    0
  7. #177 Macize (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 01:54
    ในที่สุดก็อ่านได้สักที
    มีนต้องเข้ากับfirefoxจริงๆด้วย
    เกือบเอาหนุเป็นบ้าแนะ
    โนอาห์ของหนู(พูดได้อย่างหน้าด้านๆ)
    โผล่มาแล้วถึงแม่จะโผล่แค่ชื้อก็ชื่นใจแล้ว
    ข้อความข้างล่างต่อจากนิยายนิ
    ตอนได้อ่านครั้งแรกหนูนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในนิยาย
    งงแทบแย่ก่อนจะฉลาดเข้าใจ
    แล้วนี้หลุยส์คิดแผนไรเนี้ย
    เปิดเผยสะทีสิเผื่อหนูจะช่วยอะไรได้บ้าง
    อ่านตอนนี้แล้วแอบสงสารหลุยส์ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวก็จะเห็นคุณตค่าของผู้หญิงเอง
    ถ้าทำร้ายจิตใจของลิลี่ คงไม่รอดกลับไปง่ายๆ
    ปล ชื่อตอนพี่ทำหนูคิดไปไกล
    #177
    0
  8. #176 boongkee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 00:48
    ทำไมพี่นาตต้องเพิ่มอายุให้หนูด้วยอ่ะ TOT หนูทำผิดอะไร!! กร๊ากกกกกก

    ขอบคุณพี่นาตมากๆจุฟๆ ภาพสวยกระชากจิตอ่ะพี่ 5555

    (มันเม้นทำไมทีละ กระจุกๆ) 555
    #176
    0
  9. #175 boongkee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 00:46
    firefox เร็วเวอร์อ่ะพี่ ปู๊ดป๊าดมาก 555

    อ่านได้ด้วยแหละ น่ารักจริงเลย
    #175
    0
  10. #171 CirCus & LuCas (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 00:07
    :::ลองเข้าตอนก่อนหน้านี้แล้วกด "ตอนต่อไป" ดูสิคะเผื่อได้
    #171
    0
  11. #170 CirCus & LuCas (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2552 / 00:05
    ::::กดก็ขึ้นนะน้องไอซ์
    #170
    0
  12. #168 แมวเหมียว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 / 23:27
    โหย พี่นาตตอนนี้หวานเลี่ยนได้ใจอ่ะ เขินวุ้ย อ๊ายย >///<

    ชอบเพลงนี้เหมือนกันค่ะ ชื่อเพลงไรหรอ??

    ปล. ทำไมชอบบรรยากาศเรื่องนี้มากที่สุดก็ไม่รู้สิ อิอิ คงเพราะว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องของลูคัสมั๊ง ฮ่าๆๆ ชอบพระเอกแบบหื่นๆ หน้าด้านๆ อ่ะนะ โหะๆๆ
    #168
    0
  13. #167 boongkee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 / 23:21

    พี่นาตเพ้ออีกแล้วอ่ะ ตอนสุดท้าย บ่นไรเป็นเรื่องเป็นราว - -

    ชื่อตอนหน้ากระชากจิตมากค่ะ น่าอ่านดีแท้ แต่ตอนนี้มาแต่ชื่อเนื้อหาไม่มา

    เพราะคนแต่งเอามายั่วน้ำลายนักอ่าน = =" (หกเป็นทางแล้วอ่ะค่ะ กร๊ากกกกก)

    ตอนนี้สงสารหลุยส์มาก เหมือนเด็กขาดวามอบอุ่นเลยอ่ะ ตอนมองพระจันทร์ TOT

    "ผมไม่รู้จะเปลี่ยนไปทำไม ก็ในเมื่อใครหลายๆคน ก็ไม่ได้เห็นค่าทางจิตใจของผมเลย" << ดิ้นดีไหม?

    น่าสงสารเกิ๊นและ ตอนเด็กๆพี่หลุยส์ถูกพี่นาตเอาไปเลี้ยง แล้วเลี้ยงไม่เท่าเทียมลูกตัวเองเลยเป็นแบบนี้

    ว่าแล้วพอกลับมาอยู่บ้านเดียวกัน ทำไมพี่ชายเปลี่ยนไป ที่แท้ก็ TOT

    ตอนที่ลิลลี่ล้ม เขิลเกิ๊นและพี่ ไม่ไหวทนทนไม่ไหว เอิ้กอ้ากกก เกาะ(?)กันและกันไว้ วี๊ดดดดดดว๊ายยยยย 555

    #167
    0