Vampire Phantom แค้นรักอันตรายนายแวมไพร์เจ้าเล่ห์

ตอนที่ 14 : บทที่ 12 กลลวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 พ.ค. 62

บทที่ 12 กลลวง

 

ฉันยืนเอาหลังพิงประตูห้องหลุยส์เป็นชั่วโมงได้ สามวันมานี้ฉันไม่สามารถเดินเข้าไปในนั้นได้โดยไม่รู้สึกไม่สบายใจได้อีกเลย คนในครอบครัวรู้เรื่องการเลิกราระหว่างฉันกับแดเนียลแล้ว แดนควงผู้หญิงใหม่เพื่อสร้างสถานการณ์ที่สมจริง เป็นการป้องกันไม่ให้ใครสงสัย และตั้งแต่วันประกอบพิธีของดีแลน ท่านพ่อกับท่านแม่ก็แทบจะไม่มีเวลาอยู่บ้านอีกเลย พวกเขาออกตามหาวิธีป้องกันต่างๆ นานาจนไม่มีเวลาพัก รวมทั้งพี่ชายทั้งสองคนด้วย ที่สำคัญ...ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน อลิซาเบธกับนิชาก็ต้องเดินทางไปด้วยเสมอ ตอนแรกพวกเขาต้องการให้ฉันเดินทางไปด้วย และปล่อยให้พ่อบ้านหรือแม่นมดูแลหลุยส์เอง แต่ฉันบอกพวกเขาว่าช่วงนี้ยังไม่อยากออกไปไหน พี่ชายฉันต่างเข้าใจว่าฉันยังเสียใจเรื่องของแดเนียล จึงไม่ได้คาดคั้นให้ฉันตามพวกเขาไปแต่อย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะไม่อยากทิ้งฉันไว้กับหลุยส์เพียงลำพังก็เถอะ

หวืด! ประตูเหวี่ยงออก จากที่เคยทิ้งน้ำลงบนแผ่นหลังซึ่งใช้อิงบานประตูก็ถึงกับเสียหลักโอนเอนไปตามทิศทางที่ถูกเปิดออก ฉันพยายามจะใช้มือคว้ากรอบประตูให้ได้ แต่มีใครมารับไว้ก่อน

หมับ! วงแข็นอันแข็งแกร่งล็อกเอวพร้อมกับหิ้วปีกฉันไว้

“คุณเหม่ออีกแล้วใช่ไหม ทำไมมายืนพิงบานประตูแบบนี้ ถ้าผมรับคุณไว้ไม่ทันเกิดล้มหัวฟาดพื้นจะเป็นยังไง” น้ำเสียงขุ่นมัวของเขาทำให้ฉันต้องแหงนหน้าขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ

“ฉันกำลังจะเข้าไปข้างใน...”

“แต่ไม่เข้าไปสักที” เขากระแทกเสียงใส่ห้วนๆ

ฉันยืนนิ่งเพราะทำอะไรไม่ถูก เหมือนกับว่าหัวฉันมันกำลังคิดหาข้อแก้ตัวจนวุ่นวายไปหมด

“ผมขอถามอะไรหน่อยเถอะ คุณเป็นอะไรของคุณกันแน่ ถึงได้พยายามหลบหน้าผมตลอดเวลา” เขาหมุนร่างฉันเข้าหาตัว ไม่ได้ล็อกไว้เพียงแค่รอบเอวเท่านั้น ตอนนี้เขาล็อกแขนฉันเอาไว้ด้วย ในน้ำเสียงแอบแฝงความไม่พอใจ

“ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณ” ฉันโกหก...

ฉันหลบหน้าเขามาตลอด เพราะฉันลำบากใจที่จะต้องเห็นหน้าเขาแล้วนึกถึงแดเนียล ฉันจึงมักจะขอร้องพ่อบ้านหรือแม่บ้านมาให้ดูลาดเลาก่อนว่าหลุยส์หลับสนิทรึยัง เพื่อที่ฉันจะได้เข้าไปทำแผลให้ได้ตอนที่เขาไม่รู้สึกตัว เราจะได้ไม่ต้องมองหน้ากัน ฉันไม่อยากรู้สึกอึดอัดที่จะต้องสบตากับเขา

“ไหนลองพูดกับผมออกมาตามตรงสิ เหตุผลที่แดเนียลเลิกกับคุณเป็นเพราะผมใช่ไหม” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างจริงจังและใส่อารมณ์ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเขานึกยังไงถึงถามอะไรแบบนี้ขึ้นมา “วันนั้นคุณบอกว่าเขากลับไปก่อนเพราะมันดึก แท้จริงเขาขอบอกเลิกคุณใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ เขาบอกเลิกกับฉัน” ฉันกัดฟันบอก ทว่าไม่อยากพูดถึงสาเหตุที่แท้จริง ฉันไม่ชอบการโกหกเลย แต่ทำไมฉันถึงต้องหัดโกหกเพราะเรื่องนี้ด้วยนะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

“สาเหตุล่ะ” หลุยส์ถามเสียงเข้ม มือใหญ่เชยคางฉันให้เงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขา

“ก็อย่างที่คุณได้ยินนั่นแหละค่ะ แดเนียลเลิกคบกับฉันเพราะว่ารู้สึกไม่ดีที่เราเป็นญาติกัน” ฉันตอบกลับไปท่าทางดื้อดึง เพราะต้องบังคับตัวเองไม่ให้แสดงสีหน้าเจ็บปวดให้เขาได้เห็น

“ผมไม่เชื่อ ถึงคุณจะหลอกคนอื่นได้ แต่คุณหลอกตาผมไม่ได้หรอกนะ คุณคิดว่าการที่คุณคอยหลบหนีผมอยู่อย่างนี้จะทำให้ผมไม่รู้อย่างนั้นหรือว่าพวกคุณเลิกกันเพราะอะไร” เขาจ้องฉันตาเขม็ง

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณเล่า นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉันนะ เราไม่ได้เป็นแฟน...คนรัก...หรือเป็นอะไรที่มีความสำคัญต่อกันสักหน่อย คุณจะมาคาดคั้นให้ฉันพูดเรื่องส่วนตัวให้คุณฟังทำไม” ฉันใช้ขายันพื้นพยายามดันตัวออกห่างจากหลุยส์แต่ไม่สำเร็จ เขารัดร่างฉันแน่นจนแทบขยับไม่ได้

“จริงสิ คุณกับผม...มันก็แค่น้องสาวของศัตรู ส่วนผมก็เป็นศัตรูของพี่ชายคุณสินะ” หลุยส์ตีหน้านิ่งได้ไม่นาน จากนั้นเขาก็ขบฟันแน่นพลางทำท่าฮึดฮัด

เขาโกรธหรือ...

“คุณคิดเองเออเองต่างหาก ไม่มีใครในบ้านหลังนี้เอ่ยหรือบอกว่าคุณเป็นศัตรูเลยนะคะ”

“กับอีแค่จะเอ่ยปากบอกว่าแดเนียลเลิกกับคุณก็เพราะผมเนี่ย มันยากนักรึไง” หลุยส์บีบข้อมือฉันแน่น

“หลุยส์” ฉันครางแผ่วเบาพลางย่นหน้าเพราะรู้สึกเจ็บปวด

“บอกผมมาสิว่าใช่ไม่ใช่” เขาตวาดใส่หน้าฉันจนสะดุ้ง

โมโหอะไรนักหนานะ...

“หลุยส์ คุณทำฉันเจ็บนะ” ฉันขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างรู้สึกน้อยใจจนบอกไม่ถูก

“ผมจะทำให้คุณเจ็บกว่านี้อีกถ้าคุณไม่ยอมบอก”

รู้สึกเหมือนถูกตบฉากใหญ่ หน้าชาไปหมด ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแข็งกระด้างจากปากของเขาเองกับหู  สิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่นั้น เป็นคำขู่ใช่ไหม ซึ่งเขาคงลงมือทำได้แน่ๆ

“คุณจะทำอะไรฉันคะ”

เขาไม่ตอบ ทั้งยังลากแขนฉันออกจากห้องมาอีกด้วย ฉันมองเห็นสีหน้าเขาแสดงอาการเจ็บปวดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ดึงฉันวิ่งลงบันไดไป แต่แทนที่ฉันจะห้ามหรือขัดขืน กลับรู้สึกห่วงขึ้นมามากกว่าว่ามันจะกระทบกระเทือนต่อบาดแผลเขาไหม

“คุณไม่ควรวิ่งนะหลุยส์” ฉันพยายามรั้งเขาเอาไว้ แต่หลุยส์มีแรงเยอะกว่าฉัน เมื่อเราเดินกึ่งวิ่งผ่านพ่อบ้านมา ฉันเห็นหลุยส์ให้สัญญาณมือเหมือนเป็นการแสดงความขอบคุณให้ใครสักคน ฉันจึงหันไปมองพลางอดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่เขาโบกมือให้เมื่อกี้คนของบ้านฉันหรือว่าคนของบ้านเขากันแน่นะ

“คุณสั่งผมหรือ” เรามาหยุดอยู่หน้าบ้าน

“ก็แผลของคุณ...” ฉันไม่มีโอกาสพูดจบ เมื่อหลุยส์เปิดประตูรถเฟอร์รารี่คันสีแดงที่จอดอยู่เบื้องหน้าออก “คุณจะทำอะไรคะ”

“ขับรถเล่น” เขาตอบอย่างหน้าตาย ท่าทางดันทุรังไม่น้อย

“แต่คุณไม่ควรเดินทางเพียงลำพังนะ แผลคุณยังไม่หายดีเลย” ฉันเผลอกัดริมฝีปากด้วยความตกประหม่า กังวลเรื่องบาดแผลของหลุยส์

“คุณก็มากับผมสิ” เขาดันฉันนั่งลงบนเบาะ จัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเรียบร้อย ก่อนจะเข้าไปประจำที่ของตน โดยที่ฉันนั่งอยู่บนรถเขาอย่างตกประหม่า

“แต่ฉันไม่อยากไปนะ คุณจะไปขับรถเล่นนานเท่าไหร่”

“จนกว่าคุณจะยอมบอกว่าแดเนียลเลิกกับคุณเพราะผมรึเปล่า”

“ถ้าใช่แล้วจะทำไมคะ” ฉันร้องบอกขณะปลดเข็มขัดนิรภัยออก เตรียมตัวเปิดประตูเพื่อจะลงจากรถ แต่ให้ตายเถอะ...ฉันไม่ถูกกับรถพวกนี้เลย

หมับ แกร็ก! หลุยส์ดึงข้อมือฉันไว้ ก่อนจะล็อกเข็มขัดไว้ตามเดิม เขาจ้องมองฉันหน้านิ่ง ก่อนที่คิ้วหนาจะเริ่มขมวดจนเป็นปม

“เพราะอย่างนี้ใช่ไหมคุณถึงหลบหน้าผม” เขาถามสีหน้าจริงจังด้วยน้ำเสียงโทนต่ำเคร่งเครียด

“ฉันไม่ค่อยกินเส้นกับการนั่งรถเท่าไหร่ ฉันตอบคำถามคุณแล้ว ปล่อยนะคะหลุยส์ คุณก็ควรจะกลับเข้าไปพักผ่อนได้แล้ว” ฉันเลี่ยงที่จะตอบ

“เพราะอย่างนี้ใช่ไหมคุณถึงหลบหน้าผม” เขาย้ำด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ตอบผมสิ”

ฉันนั่งตัวเกร็ง ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหน้าเขาจนกระทั่งหลุยส์ขึ้นเสียงใส่จนฉันสะดุ้ง

“ลิลี่ คลีฟ ผมบอกให้คุณตอบยังไงเล่า”

“ทำไมต้องตะคอกด้วยคะ ฉันจะตอบไม่ตอบแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณเล่า คุณมารับผิดชอบอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้บอกคุณไปแดเนียลก็ไม่ได้คิดจะกลับมาคบกับฉันอยู่ดี” ฉันรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่ข้อมือ ทำให้ฉันสับสนและไม่เข้าใจเขามากยิ่งขึ้น “คุณเป็นอะไรคะ คุณจะบีบฉันให้ตายคามือเลยรึไง” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“คุณอยากกลับไปคบกับเขาใช่ไหม ถึงพูดออกมาแบบนี้”

“ฉัน...ก็คุณคั้นให้ฉันพูด ฉัน...” ไม่ได้ต้องการแบบนั้นหรอกนะ แต่ที่พูดออกไปเพราะมันพลั้งปากไปหน่อย ก็เขาทำให้ฉันเริ่มหงุดหงิดเองนี่นา

“แต่ผมไม่ได้ต้องการให้คุณทำแบบนั้นหรอกนะ”

ชะงัก! ฉันทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนเบาะ เอนหลังอิงพนักพิงเหม่อมองไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่สรรหาคำมาอธิบายไม่ได้ จนกระทั่งฉันถูกเขาดึงให้หันกลับไปเผชิญหน้า ก่อนเจ้าตัวจะพุ่งเข้ามาประกบริมฝีปากลงบนปากฉันอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็บดขยี้มันอย่างเร่าร้อน ชนิดฉันที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับหมดเรี่ยวแรงไปเลยที่เดียว แม้กระทั่งเขาผละตัวออกตอนไหนฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำเพราะรู้สึกค่อนข้างเบลอมากๆ

บรืน! หลุยส์เหยียบคันเร่งแล้วเพิ่มความเร็ว นำรถพุ่งออกจากเขตบ้าน ส่วนคนที่ไม่เคยชินกับความเร็วอย่างฉันถึงกับนั่งตัวเกร็งแข็งทื่อเป็นหิน มือจิกลงบนเบาะแน่นด้วยความเกร็ง แทบไม่ได้มองเลยว่าหลุยส์กำลังขับรถออกห่างจากหมู่บ้านมากขึ้นไปเรื่อยๆ

“ฉันไม่รู้ว่าเรานั่งรถมาไกลเท่าไร แต่ฉันว่ามันไกลมากไปแล้วนะคะหลุยส์ กลับกันเถอะค่ะ” ฉันพยายามบอกเขาอย่างผะอืดผะอม เขาไม่ยอมให้คำตอบฉันทั้งยังเร่งรถแรงกว่าเดิม หัวฉันหมุนติ้ว ตาฉันลาย มึนจนบอกไม่ถูก

หมับ!

“หลุยส์คะ” ฉันวางมือบนต้นแขนเขาเบาๆ ยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมากุมหน้า “ฉันเมารถจนแทบทนไม่ไหวแล้วนะคะ”

“คุณเมารถหรือ” น้ำเสียงของเขาฉายแววตกใจ

“ฉันไม่เคยเดินทางไกลด้วยรถเลย” เลื่อนมือลงมากุมปาก “จะพูดให้ถูกอีกทีฉันยังไม่เคยเดินทางไปที่ไหนเลย”

เอี๊ยด! เขารีบเบรกกะทันหัน ฉันจำได้ว่าเคยบอกเขาไปแล้วนะว่าฉันไม่เคยเดินทาง สงสัยมัวแต่กวนประสาทฉันหรือไม่ก็โคม่าจนลืม

“คุณใช้ชีวิตอยู่บนโลกมาได้ยังไงตั้งยี่สิบปีโดยไม่เดินทางไปที่ไหนเลย” เขารีบเลื่อนมือมาปลดเข็มขัดนิรภัยออก เมื่อสัญญาณปลดล็อกประตูดังขึ้นฉันก็รีบพุ่งออกจากรถวิ่งลงทุ่งหญ้าทันที ก่อนก้มหน้าก้มตาปล่อยของเก่าออกมาด้วยสภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก

“พี่เซอร์คัสกับพี่ลูคัสเคยชวนฉันให้เดินทางไปกับพวกเขาหลายหน แต่ฉันก็ปฏิเสธตลอด”

“คุณเป็นผู้หญิงประเภทไหนกันแน่” มือใหญ่ดันหน้าท้องฉันไว้ราวกับเป็นการป้องกันไม่ให้ฉันทรุดลงไป “มีพร้อมหมดทุกอย่างแต่ไม่คิดจะออกไปมองดูโลกภายนอกบ้างเลย” มืออีกข้างลูบหลังฉันขึ้นลงเบาๆ การกระทำที่แสนจะอ่อนโยน กับน้ำเสียงที่อบอุ่นไม่แข็งกระด้างเหมือนตอนเขาจับฉันขึ้นรถ ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมา

หลุยส์ดึงผ้าเช็ดหน้าที่ฉันเหน็บไว้ที่สายรัดเอวออกมาส่งให้ฉัน แล้วจับฉันหมุนเข้าหาตัวเมื่อเห็นว่าฉันเสร็จธุระแล้ว ส่วนฉันกลับยืนเซเป็นลูกนกที่กำลังจะหัดบิน และคงล้มลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นนานแล้วหากมือใหญ่ไม่ได้ประคองไหล่เอาไว้

“ฉันรู้สึกเพลียจัง” ฉันขยับตัวเข้าใกล้หลุยส์ก่อนจะซุกหัวลงบนอกเขาเพื่อหาที่พักพิง

หลุยส์ยืนเงียบขณะที่เขาใช้มือกอดร่างฉันดันติดกับร่างของตัวเองจากนั้นก็พาฉันไปที่รถ เขาปรับเบาะให้เป็นแนวราบ ส่งสัญญาณมือให้ฉันนอนลงบนนั้น

“คุณจะทำอะไรคะ” ฉันรีบคว้ามือเขาปุ๊บปั๊บ แทบลุกขึ้นนั่งตึงตังหากมีแรง เมื่อมือใหญ่เลื่อนต่ำลงไปจนถึงหน้าท้อง

“ปลดสายรัดชุดให้คุณ” เขาเงยหน้ามาสบตาฉัน ขณะสอดนิ้วเข้าไปในกระโปรงบริเวณช่วงเอวเพื่อเช็คว่ามีที่ว่างเพียงพออยู่ไหม “คุณผอมนะ น่าจกินอาหารเยอะๆ กว่านี้หน่อย”

แค่สิ่งที่เขาทำเมื่อครู่นี้ก็ทำให้ฉันหน้าร้อน รู้สักเสียวไส้ไปหมดแล้ว เขายังมาวิจารณ์ฉันให้สูญเสียความมั่นใจในตัวเองอีก

“ทานเท่าไหร่ ฉันก็ไม่อ้วนไปกว่านี้แล้วค่ะ” ฉันบอกเขาอย่างงอนๆ หลุยส์ได้แต่ยืนหัวเราะก่อนจะทำให้ฉันนอนมองตาค้างอีกรอบกับท่าทางปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ดของเขา “คุณปลดกระดุมทำไม” พลั้งปากถามไปอย่างแตกตื่น นั่นยิ่งทำให้เขาหัวเราะหนักกว่าเดิม

“ถอดเสื้อของคุณซะ” เขาบอกอย่างสบาย

“บ้าหรือคะ ฉันไม่ได้อยากจะ...”

ฟุบ! หลุยส์ทิ้งตัวลงมาค้ำมือไว้บนเบาะ หน้าเขาลอยอยู่เหนือฉัน มุมปากของเขาขยับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“คุณคิดไปไกลกว่าผมเยอะ” เขาพูดแล้วดึงริบบิ้นออกจากชุดฉัน

ฉันนอนตัวแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออก กระดิกตัวไม่ได้ เรี่ยวแรงที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วก็ยิ่งหดหายไปหมด แล้วฉันก็นึกถึงประโยคหนึ่งได้ขึ้นมา

“คุณจะปล้ำคนไม่มีทางสู้อย่างฉันหรือ หลุยส์” คำถามจากฉันระเบิดเสียงหัวเราะของเขาได้อีกระลอก

ทีคราวนี้ละอารมณ์ดีเชียว ทำไมฉันไม่รีบบอกเขาให้เร็วกว่านี้นะว่าตัวเองเมารถ จะได้ไม่ต้องทนนั่งอยู่ในนั้นจนอึดอัดแทบตาย

“ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นกับคุณบนรถนี่หรอก มันไม่อ่อนโยนพอสำหรับผู้หญิงอ่อนหวานอย่างคุณ” เขาถอดเสื้อส่งให้ฉัน “ถอดเสื้อของคุณออกแล้วใส่เสื้อผมซะ ผมรู้ว่าคุณใส่ชุดแบบนี้แล้วดูสวย แต่ก่อนที่คุณจะเป็นลมไปคุณควรจะทำตามที่ผมบอก” หลุยส์ผละตัวออก ก่อนจะเดินไปยืนเอาหลังพิงประตู

ฉันยกมือขึ้นมากุมหน้าที่กำลังร้อนผาว พยายามสูดหายใจเข้าเต็มปอด ถอดเสื้อของตัวเองออกแล้วนำเสื้อเขามาสวม กลิ่นกายของเขาที่ติดอยู่กับเสื้อทำให้ฉันเคลิ้มไปชั่วขณะ ก่อนจะสะดุ้งเฮือกรีบทิ้งตัวลงนอนบนเบาะทันทีเมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าครามอมเทากำลังจ้องมองมาพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“ผมเห็นคุณเคลิ้มนะ” เขาเดินกลับมา ฉันรีบหลับตาลงวางมือไว้หน้าท้องแล้วรู้สึกเหมือนกับว่า...

ตัวเองลืมติดกระดุมเสื้อด้วย ให้ตายสิ...ฉันอยากจะกรีดเสียงร้องให้ดังๆ ทั้งตอนนี้มือใหญ่ยังขันอาสาทำหน้าที่นั้นแทนฉันไปเรียบร้อยแล้ว

“แบบนี้เขาเรียกว่าคุณยอมผมทุกที่รึเปล่า” เข้าโน้มตัวต่ำลงมา ฉันรีบบยกมือขึ้นดันไหล่เขาเอาไว้ แล้วก็รู้สึกว่ามือเขาเคลื่อนผ่านลำตัวฉันจากสูงลงต่ำ

“ฉันไม่ได้ยอมคุณ ก็คนมันลืม” ฉันขมวดคิ้วให้เขา น้ำเสียงฉันสั่นเครือด้วยความตระหนกเขินอายอย่างควบคุมเอาไว้ไม่อยู่

“เสร็จแล้วครับ” หลุยส์ยิ้มที่มุมปาก มองฉันด้วยแววตาอ่อนโยน

“ให้ตายสิ” ฉันยกมือขึ้นมากุมหน้าพลางบ่นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “อุนอำใอ้อันแอ่บอ้า”

“คุณพูดอะไร อย่าเอามือปิดปากสิผมฟังไม่รู้เรื่อง” เขาดึงมือฉันออกแล้วกดมันทาบลงบนเบาะ “ผมอยากรู้นะว่าคุณพูดอะไร”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” ฉันบอกหน้ายุ่งๆ แก้มร้อนผ่าว

“ก่อนหน้านั้นคุณไม่ได้พูดประโยคนี้” เขายิ้ม

เขาจะรู้ตัวบ้างไหมว่าวันนี้เขาทำให้ฉันสับสนค่อนข้างบ่อย เพราะเขามีหลายอารมณ์มากจนฉันแทบตามไม่ทันอยู่แล้ว

“ถ้าคุณได้ยินแล้วจะถามทำไมอีกคะ ก็จงเข้าใจในสิ่งที่คุณได้ยินนั่นละ” ฉันเบือนหน้าหนี ขืนมองหน้าเขาต่อไปแบบนี้...ฉันต้องบ้าแน่ๆ

“ก็ผมอยากได้ยินชัดๆ” ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดใบหูของฉันเมื่อเขากระซิบบอก ใจฉันเต้นรัวเมื่อริมฝีปากอ่อนนุ่มของเขาประทับจูบอย่างอ่อนโยนที่บริเวณติ่งหูของฉัน ก่อนที่มันจะซุกซนเลื่อนลงมาตามลำคอ

“คุณทำให้ฉันแทบบ้า” ฉันครางเบาๆ เสียงหัวใจที่เต้นรัวยังจะดังเสียกว่า

“คุณทำให้ผมแทบคลั่ง” เขาบอกหลังจากคลายริมฝีปากจากต้นคอฉันแล้ว ก่อนจะผละตัวออก ตามมาด้วยเสียงปิดประตูตามหลัง

ฉันยังนอนอยู่ท่าเดิมด้วยความรู้สึกที่เวียนหัวหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่าตัว หากแต่สายตากลับมองตามร่างสูงแทบไม่เว้นช่วง จนกระทั่งเขาแทรกกายกลับเข้ามาในรถ เอี้ยวตัวกลับมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้ฉัน

“เกือบลืมคาดเข็มขัดให้คุณน่ะ เพราะคุณแท้ๆ เลย” เขายิ้มกรุ้มกริ่มทาทางอารมณ์ดี

“เกี่ยวอะไรกับฉันคะ” ฉันลดมือลงมาวางไว้บนอกซ้ายแล้วกดเบาๆ ต้องการจะบอกให้ใจหยุดเต้นแรงสักที แต่มันฟังคำสั่งฉันเสียที่ไหนล่ะ

“คุณเล่นทำตัวเซ็กซี่ผิดเวลา สติผมก็กระเจิงหมดน่ะสิ” ว่าแล้วก็หันไปจัดการกับตัวเอง เตรียมออกรถอีกครั้ง

“คุณจะพาฉันไปไหนคะหลุยส์” ฉันมีความจำเป็นต้องหรี่ตามองเขาเพราะยังวิงเวียนศีรษะอยู่

“ผมจะพาคุณไปในที่ของผม” เขาเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้

“อะไรนะคะ” ฉันร้องเสียงหลง

“ผมจะพาคุณไปในที่ของผม” หลุยส์ยิ้มกริ่ม

“ที่ไหนกัน” ใจฉันเริ่มสั่น

“เดี๋ยวคุณก็รู้”

“หลุยส์”

ให้ตายเถอะพระเจ้า...หัวใจฉันกำลังจะวายเพราะการตัดสินใจแบบจับทิศทางไม่ได้ของเขา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,257 ความคิดเห็น

  1. #1152 Quart z゙ ice (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2552 / 16:49

    อ่านแล้วใจเต้นอ่าค่ะ


    ชอบมากเลยอิมเมจหลุยเนี่ย


    กวนอารมดี


    5555

    #1,152
    0
  2. #948 nam_น้ำ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2552 / 23:56
    เหอะๆ
    ยิ่งอ่าน
    หลุยส์ยิ่งเจ้าเล่ห์
    เท่านั้นยังไม่พอยังมีสกิลเนียนมากๆ
    ไหนจะยังมือปลามึกมหาภัย
    โอ้ว
    ภาพพจน์พระเอกของพี่นาตชั่งแตกต่าง
    (แต่น้ำชอบฮ่าๆ)
    บะบาย
    #948
    0
  3. #603 ~Little_Killer~ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2552 / 18:30
    กวนประสาทเพราะอยากเริ่ม  

    อ้ากกกก น่ารักจังเลยหลุยส์เนี่ย
    #603
    0
  4. #261 -.........- (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 / 14:16
    5555555  พี่นาตบ่นเวอร์  กี้คิดได้ไง
    อิอิอิ
    #261
    0
  5. #207 [,,yu - ï,,] (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 / 17:44

    ไม่น้อยนะพี่นาตตตต แต่เอาเถอะ
    หลุยส์โคตรเริ่มก่อนเลยอ่ะะะ >O<

    ภาพลิลี่สวยมากกกกกกก
    หลุยส์ก็หล่อลากอ่าาาาาา >O< 


    ปล.ตอนแรกเห็นภาพแรกของหลุยส์แล้วเหมือนตุ๊ด แต่พอเห็นภาพสองแล้ว
    มันดูเหมือนผู้ชายมากกว่าเยอะ >O
    ปล2.ชั้นจะโดนแฟนคลับหลุยส์ตบมั้ยยยยย>O<

    #207
    0
  6. #199 ยมฑูตน้อย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 / 21:04
    หนุกมากค่ะ

    สู้ๆนะค่ะ
    #199
    0
  7. #197 Macize (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 23:16
    หลุยส์อยากเริ่มอะไรนะ
    ความหื่นรึเปล่า อิๆ >//<
    (รู้สึกรอคอยถึงฉากนั้นเหลือเกินพูดแล้วพูดอีก)
    จะว่าไปก็สงสารนางเอกนะเนี้ย
    หลุยส์พูดมากเหลือเกิน
    #197
    0
  8. #196 แมวเหมียว (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 22:53

    แต่ก็ยังมาอ่านรอบสอง อิอิ ขอเหอะก่อนไปอ่านหนังสือ ซักรอบๆ 

    เขิลลๆๆๆ (คิดว่าตัวเองเป็นนางเอก -__-)

    #196
    0
  9. #193 Love_นิยาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 18:58

    เปิดตอน 13 ม่ายด้ายอ่ะ ทำงายดี เซ็งงงงงงงง

    #193
    0
  10. #192 boongkee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 18:28
    เพื่อนหนูมันเรียกหนูว่าจูดี้  ตอนแรกๆโครตเกลียดชื่อนี้เลย อะไรของมันไม่รู้อยู่ดีๆ ก็จูดี้ๆๆๆๆๆ

    ชื่อเหมือนหมาอ่ะพี่ กร๊ากกกกกก แต่พอฟังไปฟังมาก็โอเคน่ารักดี ฟังแล้วยิ้มได้ทุกทีเลย 5555

    ถ้ารอนางสาวนาตยามีอารมณ์โรแมนติค ภายในปีนี้จะได้อ่านไหมเนี่ย 5555

    ช่วงนี้หาเจอแต่อารมณ์แบบ เรท ฉ กร๊ากกกกกกกกกก

    เข้ามาดูตอนนี้แล้วกระชุ่มกระชวยเสียจริงเชียว หลุยส์ช่างหล่อลากอะไรเช่นนี้ ไม่ได้โม้นะไม่ได้โม้ แถมหน้าด้านอีกด้วย ถือเป็นคุณสมบัติที่พระเอกควรมีค่ะ กร๊ากก

    หล่อมาก หล่อขนาดนี้ กี๋ว่าในลิลลี่คงอยากจูบจะแย่แล้ว แต่โดนคนแต่งบังคับให้มีความหยิ่งในตนเอง 555
    #192
    0
  11. #191 แมวเหมียว (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 12:31
    เด๋วกลับมาอ่านนะคะพี่นาตสุดสวย ตอนนี้เตยอยู่ในห้องเรียน กร๊ากกก
    แอบเล่นคอมด้วย
    #191
    0
  12. #190 boongkee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 / 11:58

    พี่นาตบ่นเยอะเวอร์อ่ะค่ะ - -

    โปสเตอร์อันใหม่ที่ใช้รูปลิลี่ใหม่สวยมากอ่ะพี่ หลุยส์หล่อโฮกมาก

    ลิลลี่ก็สวยเกิ๊น (แต่น้องผึ้งสวยกว่า กร๊ากกก)

    ทำไมหลุยส์หน้าด้านจังพี่ รู้สึกว่าด้านขึ้นจากตอนอื่นเยอะเลย กร๊ากกกกกก

    ทำลิลลี่หัวเสีย 5555 หลุยส์นี่ก็ ช่างเก่งกล้าสามารถอะไรเช่นนี้ 555555555

    ลิลลี่ก็ยอมให้เค้าจูบๆไปเถอะ เอาไรมาก แต่ให้จูบเฉยๆนะ อย่าให้ติดเรท R กร๊าก

    เพราะดูหน้าหลุยส์แล้ว ท่ทางบ่งบอกมากค่ะว่า ได้คืบจะเอาศอก กร๊ากกกกกกกกก

    พี่นาตตูดระบมเลยบ่นยาวใช่ไหม กร๊ากกกก ตอนนี้ เขิลล >////< หลุยส์หล่อเกินไปแล้ว

    #190
    0