วิวาห์ขัดดอก

ตอนที่ 13 : ก็ลองดูสิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 280
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

 

ตอนที่ 13

ก็ลองดูสิ

 

 

 

 

 

“ดี งั้นผมก็จะป่าวประกาศให้คนในบริษัทคุณรู้ไป ว่าคุณหนีผัวมา”

“นาย” จะด่าไปก็กลัวว่าคนบ้าดีเดือดจะทำจริง ลองว่าได้ออกจากป่ามาตามหาเธอถึงนี่ เขาต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่ๆ

“คุณก็เห็นว่าฉันมีหน้าที่การงานต้องทำ”

“ภรรยาก็เป็นหน้าที่ที่คุณต้องทำเหมือนกัน” เสียงเข้มตักเตือน

“คุณก็รู้ว่าเราไม่ได้รักกัน แล้วอีกอย่างฉัน...หน้าที่ภรรยาอะไรนั่น...” หญิงสาวสับสนไปหมด เพราะคิดว่าการหนีกลับมากรุงเทพฯ จะทำให้เธอพ้นจากสามีกำมะลอนี่แล้วเชียว รุ้งดาวจึงไม่ได้คิดแผนสองรองรับเอาไว้เสียด้วยสิ

“ฉันทำกับข้าวไม่เป็น แน่นอนว่าพี่ประนอมทำได้ดีกว่าฉัน จะให้ฉันไปทำไร่ไถนาอะไรฉันก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน แต่ที่นี่ฉันมีงานที่ฉันรัก งานที่มีเกียรติ มีสังคมที่ฉันคุ้นเคยและชอบมัน แต่ที่เขาชะมวงไม่เลยสักอย่าง”

“แล้วไร่ของคุณล่ะ? ไร่รุ้งดาว”

“ก็พ่อฝากให้คุณดูแลไม่ใช่หรือ?”

“แต่ในฐานะภรรยาอย่างถูกต้องตามกฏหมายคุณก็ต้องช่วยผมด้วย”

“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันทำไร่ไถนาไม่เป็น ทำกับข้าวก็ไม่เป็น ไม่ว่าจะให้ไปเป็นสาวชาวไร่ หรือไปเป็นแม่บ้านให้คุณฉันก็ทำไม่ได้”

“ทำไม่ได้ แต่มันก็หัดกันได้นี่นา ทำไมถึงได้ดูถูกตัวเองคิดว่าจะทำไม่ได้ล่ะ ในเมื่อคุณยังไม่ได้ลองพยายามทำจนสุดความสามารถเลยเสียด้วยซ้ำ”

เมื่อทิตย์ศวัสเลิกยั่วยวนกวนประสาท หันมาพูดด้วยเหตุผล ก็ต้อนเธอจนมุมได้ง่ายๆ

“แล้วงานของฉันล่ะ งานที่นี่ เผื่อว่าฉันทำไร่ไม่ได้จริงๆ”

เพราะถึงยังไงหลังสองปี เธอกับเขาก็ต้องหย่าขาดจากกันอยู่ดี

“ถึงตอนนั้นมันก็ยังไม่สายหรอกน่า ในเมื่อคุณเป็นคนมีความสามารถ”

“แต่ฉันอยากทำงานที่นี่ บริษัทนี้ ตำแหน่งเดิมของฉันด้วย”

“แน่ใจหรือว่าถึงตอนนี้ คุณยังอยากทำงานที่นี่อยู่”

คนถูกตั้งคำถามสะอึก แค่นี้ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกอยู่รูไหนแล้ว

“แล้วคุณรุจล่ะ คุณรุจของฉัน” หญิงสาวคร่ำครวญ

ทิตย์ศวัสถึงกับอึ้งไป หรี่ตามองอีกฝ่าย...อ้อ! นี่สินะ คือเหตุผลที่ทำให้เธอแจ้นกลับมากรุงเทพฯ ทันทีที่แต่งงานเรียบร้อย

“คุณนี่กล้ามากเลยนะรุ้งดาว ที่พูดเรื่องนอกใจต่อหน้าสามีตัวเอง” น้ำเสียงเขาตำหนิ

“ถึงการแต่งงานของเรามันจะเกิดขึ้นเพราะอะไรก็ช่าง แต่ตอนนี้คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาผม น่าจะเกรงใจกันบ้าง”

“ช่างเถอะ ถึงคุณจะโกรธก็ช่าง แต่เรื่องความชอบมันห้ามกันไม่ได้นี่นา ทีคุณยังมีนางงามสามปีซ้อนเป็นแฟนคลับฉันยังไม่หวงห้ามอะไรเลย และฉันก็มีเหตุผลที่กลับเขาชะมวงไม่ได้”

ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันและกันอยู่นาน รุ้งดาวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ลุ้นให้ทิตย์ศวัสเข้าใจถึงความจำเป็นและเห็นใจเธอ

ในขณะที่ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าอย่างผิดหวังไม่น้อยทีเดียว พร้อมกับกลับมาถามตัวเองว่า เขาทำเรื่องบ้าอะไรอยู่ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้เขารู้สึกเป็นผู้ชายหน้าด้านหน้าทนไล่ล่าตามง้อผู้หญิงที่ไม่รักไม่สนใจได้เท่านี้มาก่อน

“ผมไม่รับเหตุผลของคุณ ให้เวลายี่สิบสี่ชั่วโมงคุณต้องเก็บกระเป๋ากลับเขาชะมวงกับผม”

สายตาที่นิ่ง น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจทำให้รุ้งดาวถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะถูกยื่นคำขาดอย่างนี้

แว่บหนึ่งเธอเห็นแววเจ็บปวดฉายวับขึ้นมาในดวงตาคู่คมกริบของเขา ก่อนที่ร่างสูงจะเดินลงบันไดหนีไฟไปยังชั้นล่าง เสียงฝีเท้าที่กระทบกับขั้นบันได ดังห่างออกไป แต่กลับก้องสะท้อนอย่างชัดเจนอยู่ในหู

ร่างบางเซซัดถอยหลังไปพิงกับผนังเพื่อช่วยพยุงแข้งขาที่อ่อนแรง กะพริบตาปริบๆ อยู่หลายครั้ง ถามตัวเองว่าเธอปล่อยให้เรื่องบ้าๆ อย่างนี้เกิดขึ้นมาในชีวิตได้ยังไงกัน และจะมีทางเลือกหรือทางออกไหนให้กับชีวิตได้บ้าง

นานทีเดียวกว่าที่รุ้งดาวจะตั้งสติได้ พาตัวเองกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน คิดใคร่ครวญหาวิธีดีๆ ที่จะทำให้ตัวเองไม่พลาดทุกอย่างที่มุ่งหวังและตั้งใจเอาไว้ ก่อนจะสรุปได้ว่า ถึงยังไงตอนนี้เธอก็หมดลุ้นในตัวนพรุจแล้ว สองปีค่อยว่ากันใหม่ และถ้าไม่อยากรอนานเกินไป เธอต้องชิงใบหย่ามาให้ได้เสียก่อน

+++++++++

 

“คุณอยู่ที่นี่คนเดียวหรือ?”

สามีตีทะเบียนถาม เมื่อเดินเข้ามายังห้องพักในคอนโดมิเนียมของเธอ

“แล้วคุณเห็นมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วยไหมล่ะ?”

ถามยอกย้อนกลับไป ทั้งที่นี่ไม่ใช่วิสัยของตัวเองสักนิด สงสัยว่าเธอจะติดนิสัยช่างยอกย้อนกวนประสาทนี่มาจากเขานั่นแหละ

ทิตย์ศวัสยักไหล่ กวาดตามองห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ อยู่คนเดียวสบายๆ หรือถ้าอยู่สักสองสามคน หรือครอบครัวเล็กๆ ก็ยังไหว คอนโดมิเนียมของรุ้งดาวดูสะดวกสบาย อยู่ในย่านใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าครบครันทันสมัย นี่สินะชีวิตที่เคยชินของหญิงสาว วิถีชีวิตที่เธอชอบนักหนา แต่เขาว่าชีวิตในไร่ที่เขาชะมวงก็ดีกว่าตั้งเป็นกอง

สังคมที่ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องทำงานแข่งกับเวลา มีนาฬิกาคือดวงตะวัน สูดลมหายใจได้เต็มปอด อาหารการกินก็สดใหม่ไม่ต้องซื้อหา เด็ดมาจากต้นก็เอามาปรุงได้เลย แวดล้อมไปด้วยคนที่จริงใจไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน นั่นล่ะสวรรค์บนดินชัดๆ แต่ดูเหมือนว่ามุมมองของรุ้งดาวจะแตกต่างจากเขาลิบลับ หญิงสาวถึงได้หน้าหงิกหน้างอตลอดที่นั่งรถกลับมาด้วยกัน

อ้อ! อีกอย่างหนึ่ง อยู่ที่เขาชะมวงไม่ต้องเผชิญกับรถติดด้วย

“ตกลงว่าคุณได้ลาออกหรือยัง?”

คนที่กำลังถอดรองเท้าส้นสูงและวางกระเป๋าถืออย่างกระปลกกระเปลี้ยเงยหน้าขวับมาค้อนเขา

“กรุณาตอบเป็นคำพูด ไอ้ท่าทางค้อนขวับๆ ของคุณนี่ผมเดาคำตอบไม่ออกหรอกนะ”

“แล้วฉันมีทางเลือกอื่นหรือไง?”

เสียงแหวถามด้วยความโมโหที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมานาทีนี้ นายทิตย์ศวัสนี่มันตัวทำลายความสุขของเธอแท้ๆ

“และอย่าคิดว่าคุณจะได้เป็นเจ้าของชีวิตฉัน เพราะอีกสองปีเราก็จะหย่ากัน หรือไม่แน่ มันอาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้”

ดวงตาสวยทอประกายอย่างมุ่งมั่นว่าเธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ...ทำยังไงก็ได้ให้เขาทนเธอไม่ได้แล้วขอหย่าโดยเร็วที่สุด

“ดี...และก็อย่าลืมเหมือนกันว่าในเวลาสองปี คุณต้องอยู่ในความดูแลของผม”

“ฉันโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครมาดูแลหรอก เพราะฉันดูแลตัวเองได้” คิดแล้วก็ให้น่าน้อยใจแท้ ทำไมบิดาถึงได้เชื่อนักหนาว่าผู้ชายอย่างนายทิตย์ศวัสจะดูแลเธอได้ และอย่างเธอมีอะไรน่าห่วงกัน

รุ้งดาวเข้ามาเรียนในกรุงเทพตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย และก็อยู่ที่นี่มาตลอดเป็นเวลาสิบปี เธอดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี ไม่มีอะไรน่าห่วง ทำไมจู่ๆ นายหาญถึงได้มานึกห่วงเธอเอาตอนนี้ แล้วเรื่องที่ฝากให้นายทิตย์ศวัสดูแล อะไรที่ทำให้ท่านไว้ใจเขาขนาดนั้น

บางทีเธออาจจะประเมินเขาต่ำไปก็ได้ ดูจากที่เขาสามารถดั้นด้นมาตามหาเธอจนเจอ ในเวลาแค่วันเดียว บอกว่าไม่ธรรมดา

อ้อ! แน่ล่ะสิ ก่อนที่จะมาเป็นหนุ่มชาวไร่ เขามันนักเรียนนอกนี่นา อยู่อเมริกามาเป็นสิบๆ ปี แต่กลับพูดไทยชัดแจ๋วคล่องปรื๋อขนาดประชดประชันได้ไม่สะดุดหู แต่ไร่ทองตะวันก็ลอกคราบนักเรียนนอกเสียจนไม่เหลือเค้า จนเธอลืมไป

อย่างหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ สามีเธอไม่ธรรมดา เขามีการศึกษา มีฝีมือ และฝีปากที่ยากหาใครเทียบเทียมด้วย

+++++++++

 

“ทำใจให้สบายเถอะนะโยมหาญ อาตมาเชื่อว่าทิตย์ศวัสน่ะดูแลรุ้งดาวได้”

คนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงยังไม่คลายสีหน้าเป็นกังวล ถึงจะไว้ใจผู้ชายที่เป็นหลานชายเพื่อน และตัวเขาเองได้ติดตามดูพฤติกรรมมานานหลายเดือนจนไว้วางใจว่าเป็นคนดีแน่ๆ แต่วิสัยคนเป็นพ่อ ก็อดไม่ได้ที่จะห่วงอยู่ดี

“หลวงพ่อคิดว่าคนอย่างไอ้เสี่ยชาติมันจะลามือเรื่องนี้ง่ายๆ จริงหรือขอรับ?”

“งานแต่งงานจัดเอิกเกริกใหญ่โต คนรู้กันทั้งจังหวัด สักขีพยานก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนสำคัญ อาตมาว่ายังไงเสี่ยชัชชาติก็คงไม่บุ่มบ่ามทำอะไรลงไปหรอก ยิ่งตอนนี้หนูรุ้งขึ้นชื่อว่าเป็นเมียของเจ้าทิตย์มันแล้ว แย่งเมียคนอื่นมามันทั้งขายหน้า เสียศักดิ์ศรี ชัชชาติคงต้องคิดให้ถ้วนถี่ไม่น้อยทีเดียว”

คนบนเตียงถอนหายใจยาวเหยียด

“โยมต้องทำใจให้สบาย อย่าไปคิดอะไรมาก ถ้าจิตใจมัวแต่เป็นกังวลว้าวุ่น คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ใจไม่สงบ การรักษาก็จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร”

ติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่

https://www.facebook.com/RachaRil/

https://my.dek-d.com/racharil/writer/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #2 fsn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 18:31

    น่าจะบอกคุณทิศบ้างนะคะ ว่าอะไรเป็นอะไร จริงๆ ลูกก็ควรจะรู้นะ นางจะได้ทำตัวถุูก

    #2
    0