UNISTAR ✦ เดือน.กลบ.ดาว ✦

ตอนที่ 24 : เดือนที่ 23 : สิ่งที่ซ่อนเร้นในทะเล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,386 ครั้ง
    6 ธ.ค. 62

UNISTAR   เดือน.กลบ.ดาว

- เดือนที่ 23 : สิ่งที่ซ่อนเร้นในทะเล -



(Credit : WallpaperAccess)

 



         เมื่อได้รับพรีเมี่ยมออฟฟิเชียลที่พี่ซีส่งมาให้ ความสูญเสียของผมก็เหมือนได้รับการฟื้นฟู


            แม้พี่ซีจะปฏิเสธของขวัญจากผมด้วยคำพูดที่เย็นชา แต่ผมกลับรู้สึกว่าพี่ซีต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง เพราะแบบนี้ ผมจึงไม่อาจรู้สึกแย่กับพี่ซีได้เลย


            ผมจึงทำตามที่พี่ซีบอก ไปส่งของขวัญที่แผนกรับฝากของศิลปิน พอไปส่งเสร็จแล้ว ระหว่างที่เดินทางกลับ มือถือผมก็ดังอีกแล้ว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ผมคิดว่าคุณน่าจะเริ่มเดาได้แล้วนะว่า ทำไมผมถึงบอกว่าเส้นทางของคุณกับคนกะล่อนถึงมีแต่ความมืดมน


            แม้จะหงุดหงิดไม่หายทุกครั้งที่เห็นหมอดูเพี้ยนเรียกพี่ซีว่าคนกะล่อน แต่ข้อความที่หมอนี่ส่งมา มันมีความนัยบางอย่างที่ผมอดคิดไม่ได้


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : นายจะไปรู้อะไร


            แม้ผมจะตอบไปแบบนั้น แต่สิ่งที่หมอนั่นพูด ก็เกือบตรงกับความกังวลใจผมจริงๆ ความซับซ้อนของพี่ซี รวมถึงสถานะไอดอลของพี่ซี


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : รู้สิ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ตั้งแต่หลวมตัวมาช่วยคุณ ผมก็สัมผัสชะตาคุณได้ตลอด


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ผมเตือนแล้ว ให้คุณถอยตั้งแต่แรก แต่คุณก็ไม่ฟัง


            ผมคิดว่าแม้ตรรกะของหมอนี่จะเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่บางทีคุยๆ ไป ก็อาจช่วยเปิดมุมมองบางอย่างก็ได้


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ทำไมถึงบอกให้ถอย เส้นทางมันจะมืดมนขนาดไหนเชียว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : มืดยิ่งกว่าไข่เยี่ยวม้ากับแว่นตาดำ


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : …


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : นั่นไม่ได้มืดที่สุด


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ใช่ไง ผมถึงได้บอกว่าเส้นทางของคุณกับคนกะล่อน มืดยิ่งกว่าไข่เยี่ยวม้ากับแว่นตาดำ


            ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย ถ้างั้นก็คงไม่ได้มืดเท่าไหร่มั้ย ถ้าบอกว่ามืดยิ่งกว่า Vantablack หรือวัตถุที่ดำที่สุดในโลก ก็ยังว่าไปอย่าง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ไม่ว่าสุดท้ายคนกะล่อนจะเลือกคุณหรือไม่ จุดจบก็ไม่สวยสักทาง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เมื่อเลือกสิ่งใดแล้ว ก็ต้องเสียอีกสิ่งหนึ่งไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ดังนั้น ต่อให้เขาเลือกคุณ คุณก็ไม่มีความสุขอยู่ดี


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เส้นทางของคุณกับเขา จึงมีแต่ความมืดมน


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ไอ้หยา ผมพูดชัดเกินไปแล้ว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ผมจะโดนร่างแห่ซวยไปด้วยมั้ยเนี่ย


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ผมเสี่ยงพูดตรงขนาดนี้ ห้ามบอกว่าไม่เข้าใจอีกนะ!


            ผมคิดว่าผมเข้าใจที่หมอนั่นพูดพอประมาณ จริงด้วยสินะ ความรู้สึกต้องห้ามที่อยู่ในใจ หากคิดตามหลักความจริงไม่เพ้อฝัน มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย


            แต่ว่านะ ผมขอแค่ได้อยู่ใกล้พี่ซี ได้เข้าใจพี่ซีมากขึ้น ได้ทำให้พี่ซีมีความสุข ได้ติดตามสนับสนุนพี่ซี ได้ทำเพื่อพี่ซีในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง มันจะเป็นไปไม่ได้เลยเหรอ


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : แล้วทำไมถึงต้องเลือกสักทางล่ะ


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ก็อยู่แบบนี้ต่อไปได้นี่นา


            ผมนึกถึงตอนที่ผมได้ไปงานแฟนมีตติ้ง แค่ได้เจอพี่ซี ผมก็มีความสุขแล้ว หากผมสามารถควบคุมความรู้สึกกลับไปเป็นเหมือนตอนนั้นได้ มันก็คงจะตัดปัญหาได้ทุกอย่าง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ :  คุณก้าวขาเข้ามาเกินครึ่งแล้ว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ :  คิดว่าจะอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ไปได้นานสักเท่าไหร่เชียว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : หรือคุณอยากอยู่ครึ่งๆ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แบบตะเข้ หรือ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เหี้ย!


            ผมนิ่วหน้าทันที ไม่รู้ว่าหมอนั่นจงใจด่าผมหรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดไม่ใช่เรื่องโดนหลอกด่า แต่เป็นที่หมอนี่อ้างวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ ต่างหาก


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : จระเข้กับตัวเงินตัวทองเป็นสัตว์เลื้อยคลาน


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : กบ เขียด คางคก ต่างหากถึงเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : สัตว์เลื้อยคลานก็ครึ่งๆ ได้นะ


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ยังไง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ครึ่งเลื้อย ครึ่งคลาน ห้าห้าห้าห้าห้า


            อ่ะนะ ผมถอนหายใจ จนปัญหาจะตอบกลับ


            ส่วนหมอดูเพี้ยนๆ ก็ยังพิมพ์ต่อไป


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แต่ต่อให้คุณจะสะเทินน้ำสะเทินบก หรือแปลงร่างครึ่งคนครึ่งสัตว์ได้ยังไง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ :  ชะตาก็จะบีบให้คนกะล่อนเลือกสักทางอยู่ดี


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ :  คนกะล่อนเจออะไรมาเยอะ ปมในใจพันกันยุ่งเหยิง จนแม้แต่ตัวเองก็ยังโดนความรู้สึกหลอกตามไปด้วย


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ :  พูดไป คุณคงทำหน้างงอีกล่ะสิ


            จริงด้วย ตอนนี้ผมก็กำลังอ่านข้อความแล้วงงอยู่


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : เรื่องชะตากรรม ผมไม่เชื่อหรอก


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : เชื่อแค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้นล่ะ


            ผมตัดบทกับหมอดู ตัดสินใจคุยเร่ืองอื่นที่น่าจะมีประโยชน์กว่าการถกเรื่องในอนาคตที่ไร้ความแน่นอน ซึ่งแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เลย


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : สรุปแล้วพี่ซีเป็นคนยังไงกันแน่


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ก็เป็นคนกะล่อนไง ห้าห้าห้าห้าห้า


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : =_=‘’


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ผมเคยบอกคุณไปแล้วนิ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ว่าคนกะล่อนมันซับซ้อน


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ซับซ้อนแค่ไหน ก็เหมือนโจทย์คณิตศาสตร์


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : เมื่อแก้สมการเรียบร้อย สุดท้ายก็มีแค่คำตอบเดียว


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ต่อให้นิสัยของพี่ซีต่อให้ซับซ้อนแค่ไหน ก็ต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกัน


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : คุณจะเอาสิ่งที่ไม่แน่นอนอย่างอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ไปเทียบกับตัวเลขได้ยังไงกัน


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ได้สิ แม้แต่สัดส่วนความงามเชิงศิลปะ ยังมี Golden Ratio มารองรับ ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1.61803398875


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : โอเคๆ ยอมแล้ว อย่าเลคเชอร์ผม


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เรื่องของคนกะล่อน ผมบอกมากกว่านี้ไม่ได้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : คุณต้องไปเผชิญด้วยตัวเอง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้าคุณอดทนจนผ่านจุดนี้ไปได้ คุณก็จะได้เห็นตัวตนเขาจริงๆ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แต่ผมบอกเลยว่าหนักหนาสาหัสทั้งคุณและเขา


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้าเปรียบเป็นภาพในไพ่ทาโรต์ ก็เหมือนไพ่ The Tower


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : มั้ง...


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ใช่เปล่าว้า ผมก็ไม่เคยดูไพ่ทาโรต์ กรั่กๆ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้ามันคือไพ่ที่แย่ที่สุดในสำรับ ก็คือตามนั้นแล


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ตลอดจนปัจจุบัน ในความรู้สึกของคนกะล่อน ก็มีแค่คุณเท่านั้นที่เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ เขายอมเปิดใจให้คุณเยอะกว่าใคร


            หมอนั่นพูดยาวรัวๆ จนผมไม่สามารถหาจังหวะแทรกได้เลย ไม่งั้นผมจะพิมพ์ตอบไปแล้วว่า การทำนายไพ่ต่างๆ เป็นเพียงสถิติและความน่าจะเป็น


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้าคุณยังยืนกรานที่จะไปต่อในเส้นทางนี้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : สิ่งเดียวที่ผมแนะนำคุณได้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ไม่ต้องสนใจคำพูดของเขา ไม่ต้องดูการกระทำของเขา


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แต่ให้ฟังเสียงหัวใจของคุณเอง


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เพราะสิ่งที่คุณสัมผัสได้จากความรู้สึก คือ สิ่งที่ถูกต้องที่สุด


            ผมอ่านแล้วคิ้วขมวดเป็นปม ให้ตายสิ หมอนี่เอาอีกแล้ว พูดอะไรเป็นนามธรรมแบบไม่มีตรรกะรองรับ


            Yuthiphak Sasithornchonlatee : ผมไม่เข้าใจที่คุณพูด ช่วยอธิบายให้เคลียร์กว่านี้ได้มั้ย


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ห้วยยยย


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ทีเรื่องเรียนน่ะชะล๊าดฉลาด แต่เรื่องนี้ไม่เข้าใจหือ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : พูดเยอะกว่านี้ไม่ได้แล้วเฟ้ย!


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ยิ่งผมช่วยคุณเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า กำลังจมเข้าสู่กระแสชะตากรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ไอ้ชะตาบ้าบอนี้ก็ดันอยู่เหนือการรับรู้ของผมด้วย


            ผมกำลังจะพิมพ์ถามว่าหมอนี่พูดเรื่องอะไรอยู่ โอเคหรือกลับ แต่หมอนั่นพิมพ์ตอบกลับมาเสียก่อน


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้าผมเรียกร้องให้คุณรับผิดชอบได้ ผมก็ทำไปแล้ว


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เพราะคุณเอาแต่งงงงงง จนผมต้องพูดเยอะขึ้น


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : รู้ไว้นะ ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเสี่ยงซวยมากเท่านั้น


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แต่ผมเลือกที่จะเข้ามาช่วยคุณเอง ดังนั้นก็ไม่มีใครช่วยผมได้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : เกิดเป็นหมอดูแสนบัดซบ แต่ตูก็เลือกเกิดไม่ได้


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : แถมตายตอนนี้ไม่ได้อีก


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ไม่งั้นตูจะเอาหัวโขลกกำแพงประชดแล้ว


            Yuthiphak Sasithornchonlatee: ใจเย็นนะ! อย่าเพิ่งเป็นไร


            ผมเห็นหมอดูพูดแบบนั้น ผมก็ตกใจทันที แม้ว่าดูท่าทีเหมือนพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงก็เถอะ


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ถ้าคุณอยากช่วยผมจริงๆ ล่ะก็


            แม่นกว่าหมอดูก็ผมนี่แหละ : ช่วยเลิกงงและเข้าใจที่ผมพูดสักที!


            ผมกะพริบตาปริบๆ อะไรกัน แค่งงนิดหน่อยก็โดนด่าเฉยเลย


            เอาเถอะ ผมจะพยายามเข้าใจแล้วกัน


            ให้เชื่อในความรู้สึกแบบนั้นสินะ ผมจะลองดู แม้มันจะขัดกับกระบวนความคิดของผม ซึ่งปกติยึดแต่เหตุและผลก็ตาม


            แต่ถ้าให้เชื่อแต่ความรู้สึก


            แบบนี้ทุกอย่างที่เคยวิเคราะห์มาทั้งหมด มันก็ไร้ประโยชน์ไปเลยน่ะสิ





 

            ผมกำลังนั่งดูคลิปงานแฟนมีตติ้งซึ่งแฟนคลับถ่ายลงทวิตเตอร์ พอได้เห็นภาพทีมงานยกเค้กวันเกิดมาให้พี่ซี พร้อมมียูนิสตาร์ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ร่วมกับแฟนคลับ ผมก็รู้สึกเสียดายมากที่ไม่ได้ไปร่วมงาน


            ผมไม่ได้นกบัตรมานานแล้ว แทบจะลืมความรู้สึกที่ต้องนั่งเหงาหงอยเป็นทีมเฝ้าทวิตเตอร์อยู่คนเดียว ในขณะที่แฟนคลับคนอื่นๆ สนุกสนานอยู่ในงาน ถ้างานแฟนมีตติ้งงวดต่อไปผมต้องทนสภาพแบบนี้อีก ผมคงต้องแย่แน่ๆ เลย


            “ไม่ได้ละ ต้องฟิตให้มากกว่าเดิม” ว่าแล้วผมก็ตัดสินใจรีบนอน พักหลังนี้มัวแต่ยุ่งทำงานพิเศษกับงานกลุ่ม จนไม่ได้ไปซ้อมวิ่งจองบัตรเลย


            ผมต้องกลับมาฝึกวิชาต่อเสียแล้ว





           

            ผมตื่นเช้าตอนตีห้า ใส่เสื้อยืดกับกางเกงวอล์มพร้อมถือไอแพดออกไปวิ่งยามเช้า มุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะประจำของผม การวิ่งนอกจากเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกจองบัตร ก็ยังดีต่อสุขภาพหลายอย่าง อย่างน้อยก็ช่วยทำให้จิตใจปลอดโปร่ง


            พอผมวิ่งมาถึงสวน ผมหนีบไอแพดไว้ที่แขน ตรวจเช็คว่าเชือกรองเท้า บิดตัววอล์มอัพกล้ามเนื้อเล็กน้อย


            ระหว่างที่ผมกำลังบิดเอวอยู่นั้นเอง สายตาของผมก็หยุดมองไปยังคนๆ หนึ่ง ทำให้ผมชะงักทันที


            ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง กำลังวิ่งสวนมาทางนี้ เขาสวมผ้าปิดปากไว้ แต่เพราะผมคุ้นเคยกับเขาแล้ว นั่นจึงไม่อาจปกปิดตัวตนของเขาได้เลย


            ผมได้แต่ยืนช็อคไม่กล้าขยับตัว และดวงตาคู่สวยของเขาก็เหลือบมองมาที่ผมเช่นกัน


            ผมลังเลชั่งใจ แม้อยากเข้าไปทักทาย แต่เพราะผมเคยโดนเตือนไว้เรื่อง ‘ล้ำเส้น’ ผมจึงเลยได้แต่ยืนนิ่ง


            ผมตัดสินใจว่า ทำเป็นเหมือนไม่รู้จักดีกว่า เพราะผมไม่อยากทำให้เขารู้สึกลำบากใจ


            ทว่า พอผมหลบสายตา เขากลับเป็นฝ่ายหยุดฝีเท้าอยู่ข้างผมเสียเอง


            เวลานี้ยังเช้ามืด บรรยากาศที่สวนแห่งนี้เงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องกับลมพัด ไม่มีผู้คนผ่านมาแถวนี้


            “ไม่ทักทายพี่แล้วเหรอ” เขาดึงผ้าปิดปากลงแล้วพูดกับผม


            “สวัสดีครับพี่ซี ผม...” เสียงผมกุกกัก


            “ผมไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของพี่ซี”


            พอผมพูดแบบนั้น ความเงียบก็กลืนกินไปชั่วขณะ


            “ขอโทษด้วย”


            จู่ๆ ผมก็ได้ยินคำขอโทษจากพี่ซี ทำให้ผมเบิกตากว้างอย่างงุนงง


            “พี่ซี...ขอโทษทำไมครับ”


            พี่ซีมองหน้าผมนิ่งๆ คล้ายกับจะบอกว่า ผมเองก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว


            หรือพี่ซีหมายถึงเรื่องที่พี่ซีปฏิเสธของขวัญจากผมเมื่อวันก่อน


            “ไม่เป็นไรครับพี่ซี ผมเข้าใจ ผมเองก็ต้องขอบคุณพี่ซีเหมือนกันครับ”


            พี่ซีเลิกคิ้ว


            “ขอบคุณเรื่องอะไร”


            พอผมคิดถึงพรีเมี่ยมยูนิสตาร์ที่พี่ซีส่งมาให้ผมแบบไม่บอกกล่าว ผมก็อมยิ้มเล็กน้อย


            “ขอบคุณที่พอพี่ซีรู้ว่าพ่อผมเอาของพรีเมี่ยมไปทิ้ง พี่ซีก็อุตส่าห์ส่งของพี่ซีเองมาให้ผม ผมดีใจมากเลยนะครับ แต่ก็เกรงใจพี่ซีเหมือนกัน”


            “น้องพูดเรื่องอะไรครับ” พี่ซีทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ


            ท่าทีพี่ซีเหมือนกับว่าไม่ได้เป็นคนส่ง นั่นทำให้ผมอดยิ้มในใจไม่ได้ ถ้าไม่ใช่พี่ซี แล้วจะเป็นใครกัน คนที่รู้ว่าผมทำงานอยู่โรงพยาบาล คนที่รู้ว่าพ่อผมเอาพรีเมี่ยมไปทิ้ง และยังเป็นคนที่ได้รับอภินันทนาการจาก MW Entertainment ด้วย


            ถ้าไม่ใช่พี่ซี แล้วจะเป็นใครได้อีก


            แต่ในเมื่อพี่ซีไม่อยากพูดถึง งั้นก็ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่อยากเซ้าซี้


            “พี่ซีครับ ผมไปวิ่งต่อแล้วนะครับ”


            ผมกังวลว่าเกิดมีใครมาเห็นเข้า มันคงจะไม่ดี


            ผมกำลังจะปลีกตัว


            “เดี๋ยวก่อน...” ทว่าพี่ซีกลับเรียกผมไว้


            “ครับ?” ผมหันมามองพี่ซีอย่างงงๆ พี่ซีหันหน้าไปทางอื่น แล้วพูดว่า


            “ขอคุยด้วยแปบนึงได้มั้ย”


            ผมอึ้งไปเล็กน้อย แน่นอนว่าผมเองก็อยากคุยกับพี่ซีมาตลอด แต่เพราะกำแพงที่พี่ซีกั้นไว้ ผมจึงไม่กล้าเข้าหาพี่ซีมากเกินความจำเป็น แต่วันนี้พี่ซีกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอคุยกับผมเสียเอง


            ผมอดสงสัยไม่ได้ พี่ซีอยากคุยเรื่องอะไรนะ


            “ไปนั่งคุยตรงนั้นนะ”


            พี่ซีชี้ไปยังม้านั่งซึ่งอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ในมุมลับตาที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสังเกต


            “ครับ” ผมตอบรับและเก็บความสงสัยไว้ในใจ


            ผมกับพี่ซีเดินไปเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร ผมพยายามสังเกตสีหน้าของพี่ซี แต่กลับมีเพียงความสงบราบเรียบ


            พอถึงตรงม้านั่ง พี่ซีก็เป็นฝ่ายนั่งลงก่อน ผมจึงนั่งตาม โดยพยายามเว้นระยะห่าง เพราะไม่อยากทำให้พี่ซีรู้สึกอึดอัด


            “พี่ซีอยากคุยเรื่องอะไรเหรอครับ” ผมเข้าประเด็น เพราะผมกังวลว่าถ้าผมอยู่กับพี่ซีนานเกินไป มันคงจะไม่ค่อยดีกับพี่ซีเท่าไหร่


            “น้องคิดยังไงกับพี่ครับ”


            คำถามตรงไปตรงมาของพี่ซี ทำให้ผมสะดุ้งทันที

(50%)

            ผมมองพี่ซีอย่างตกใจ แต่พี่ซีกลับนั่งนิ่ง สายมองตรงไปข้างหน้า ทำให้ผมไม่สามารถคาดเดาความคิดของพี่ซีได้เลย


            “พี่ซีเป็นไอดอลที่ผมชอบครับ” ผมตอบอย่างระวังคำพูด


            พี่ซีหันมามองผม สีหน้ายังคงนิ่งเรียบ


            “น้องก็รู้ว่าคำตอบนั้น ไม่ใช่คำถามของพี่”


            นั่นทำให้ผมอึ้งไป ใบหน้าของผมเริ่มมีเม็ดเหงื่อซึมจากความกดดัน มือผมสั่นไหวด้วยความประหม่า


            ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วพี่ซีถามอะไรกันแน่ แต่ผมกลัวว่าหากผมตอบตามความจริง ผมก็จะไม่ใช่แฟนคลับที่ดีสำหรับพี่ซีอีกต่อไป


            พอพี่ซีเห็นผมเงียบไม่กล้าพูดอะไร สุดท้ายพี่ซีก็พูดขึ้นมาเสียเอง


            “น้องชอบพี่ใช่มั้ย”


            ใจผมกระตุกทันที หัวใจเต้นอย่างรุนแรงเท่าทวี มันอยากกระโจนออกมา ยอมรับตัวตนที่แท้จริง


            ผมได้แต่พยายามกดมันไว้ เพราะผมไม่รู้ว่าพี่ซีต้องการคำตอบแบบไหน ผมจึงพยายามสังเกตท่าทีของพี่ซีเพื่ออรอดูท่าที แต่ไม่ว่าจะพิจารณาอย่่างไร คำตอบที่ได้ก็มีเพียงความไม่รู้และไม่อาจคาดเดา สีหน้าท่าทางของพี่ซียากจะหยั่งลึกถึงความรู้สึก


            ผมยังคงอดทนเงียบ ไม่กล้าพูดจนกว่าจะแน่ใจว่าพี่ซีต้องการคำตอบเช่นไร แต่ก็ไม่รู้จะกลั้นใจได้นานแค่ไหน ที่จะไม่สารภาพความรู้สึกที่แท้จริงออกไป


            ความเงียบเข้าครอบคลุมบรรยากาศเป็นเวลาเกือบนาที


            “เอาเถอะ...”


            สุดท้าย พี่ซีกลับเป็นฝ่ายถอนหายใจเสียเอง


            “ยังไง...ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”


            “พี่ซี?”


            พี่ซีหมายความว่ายังไง เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะชอบพี่ซี หรือ เป็นไปไม่ได้ที่พี่ซีจะชอบผมกันแน่ ผมได้แต่คิดในใจ


            “ในเมื่อน้องก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้” พี่ซีหันมามองผม


            “แล้วทำไมถึงมาเป็นแฟนคลับพี่”


            ผมรู้สึกฉงนกับคำถามนี้ แต่ผมก็ตอบตามความสัตย์จริง


            “เพราะผมชอบพี่ซี ได้ติดตามพี่ซี ผมก็มีความสุขครับ”


            พี่ซียิ้มมุมปากเชิงเย้อหยัน ราวกับไม่เชื่อที่ผมพูด


            “ในโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรเพื่อใคร โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหรอก”


            แววตาของพี่ซีในตอนนี้ ลึกล้ำจนยากจะค้นหายิ่งกว่ามหาสมุทร


            “พี่ไม่เชื่อว่า น้องต้องการแค่นั้นจริงๆ”


            คำพูดพี่ซีที่แสดงความไม่เชื่อใจและจับผิดผม เหมือนทิ่มแทงลงบนหัวใจผมที่กำลังพองโต


            ผมคิดว่า ผมไม่ควรจะเงียบต่อไปแล้ว


            ผมตัดสินใจย้อนถามพี่ซีบ้าง


            “แล้วพี่ซีล่ะครับ พี่ซีก็ทำเพื่อผมตั้งหลายอย่างเหมือนกันนะครับ”


            “หึ” พี่ซีได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะในลำคอ


            “เพราะรู้ว่าน้องชอบ พี่ก็เลยทำ อย่างน้อยก็รักษาแฟนคลับไว้ได้หนึ่งคน รักษาแฟนคลับก็เพื่อรักษาชื่อเสียงในฐานะไอดอล”


            ผมช็อคไปชั่วขณะ “ผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชื่อเสียงพี่ซีเหรอครับ”


            พี่ซียิ้มกว้าง โดยไม่ได้สบตากับผม


            “ใช่”


            ผมฟังแล้วรู้สึกแย่มากจริงๆ ผมติดตามและสนับสนุนไอดอลที่ผมชอบด้วยความจริงใจ แต่เขากลับบอกว่าผมเป็นแค่ฐานแฟนคลับที่ไว้รักษาชื่อเสียงเท่านั้น


            คำพูดของพี่ซีเหมือนทำลายความหวังทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวังเบื้องลึกในใจ หรือความหวังในฐานะแฟนคลับ


            แต่ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน ผมกลับไม่คิดว่าพี่ซีเป็นแบบนั้นจริงๆ


            “ไม่ต้องสนใจคำพูดของเขา ไม่ต้องดูการกระทำของเขา แต่ให้ฟังเสียงหัวใจของคุณเอง”


            จู่ๆ คำพูดของหมอดูเพี้ยนๆ ก็ดังขึ้นมาในใจผม


            อย่างนั้นเหรอ ให้เชื่อความรู้สึกสินะ ผมสังเกตสีหน้าของพี่ซีซึ่งไร้อารมณ์ใดๆ เพราะไม่ว่าจะตั้งใจมองเพียงใด ก็ไม่อาจหาคำตอบจากท่าทีของพี่ซีได้เลย


            หากถามความรู้สึกว่าผมคิดอย่างไร มันอาจฟังดูน่าขัน แต่ผมไม่เชื่อที่พี่ซีพูดเลยแม้แต่ประโยคเดียว


            “พี่ซีมาเป็นไอดอลเพราะอะไรครับ” ผมตัดสินใจคุยกับพี่ซีต่อ


            “ชื่อเสียง” พี่ซีตอบสั้นๆ ทำให้ผมข่มตาลง


            แม้ชวนให้รู้สึกผิดหวัง แต่ผมก็ยังถามต่อไป


            “แล้วพี่ซี...รักแฟนคลับมั้ยครับ”


            หากเป็นพี่ซีในตอนปกติ พี่ซีคงตอบรับด้วยรอยยิ้มว่ารักแฟนคลับทุกคน


            แต่พี่ซีในตอนนี้ อาจเป็นโอกาสเดียว ที่ทำให้ผมได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วพี่ซีเป็นอย่างไร


            “รักคืออะไร” พี่ซีแสยงยิ้มอย่างดูแคลน


            “พี่รู้แค่ว่าถ้าแสดงออกว่ารัก แฟนคลับก็จะรักตอบอย่างง่ายดาย และพี่ก็จะได้ชื่อเสียงมาไว้ในกำมือ”


            พี่ซีตอบได้เจ็บปวดมากเหลือเกิน แต่หากคิดถึงความเป็นจริง บรรดาคนดาราไอดอลทั้งหลาย ซึ่งแม้พูดออกมาว่ารักแฟนคลับทุกคน แต่เบื้องลึกในใจของพวกเขา เราจะรู้ได้อย่างไรกันว่าพวกเขาพูดจากใจจริงหรือแค่เพียงต้องการสิ่งตอบแทน


            “สำหรับพี่ซี แฟนคลับมีค่าแค่นั้นเหรอครับ” ผมกัดฟันถามต่อ


            “โลกใบนี้ไม่ได้เป็นสีขาวนะครับ” พี่ซีคลี่ยิ้ม แต่แววตาไม่ยิ้มตาม


            “ชื่อวงการบันเทิงก็บอกอยู่ว่าเป็นโลกมายา มีอะไรที่เป็นความจริงบ้าง บอกว่ารักก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องรักจริงๆ เพราะความจริงในวงการนี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ ยิ่งมีชื่อเสียงก็ยิ่งอยู่ได้นาน คนที่หลงเชื่อคำพูดของเรา จะเป็นฐานสร้างชื่อเสียงให้กับเรา ดังนั้น ความจริงใจมีเพื่ออะไร ในเมื่อแค่พูดว่ารัก ก็ได้ชื่อเสียงมาง่ายๆ แล้ว”


            ผมเม้มปากแน่น แต่ยังคงฝืนที่จะพูดต่อ


            “แต่แฟนคลับบางคน...” ผมเหมือนพูดแทนความรู้สึกตัวเอง


            “ก็ยินดีสนับสนุนไอดอลจากใจจริงนะครับ”


            “เพราะแบบนี้” พี่ซียิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม


            “ถึงต้องทำให้เชื่อว่า ไอดอลรักพวกเขาจริงๆ”


            ในฐานะที่ผมเป็นด้อมนางนวล พี่ซีคือไอดอลที่ผมชื่นชอบจากใจจริง ยินดีสนับสนุนด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่พอได้ยินว่าไอดอลที่ผมเคยจริงใจ กลับมองแฟนคลับเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้สร้างชื่อเสียงในวงการบันเทิง ผมควรรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวและหนีออกจากด้อมนี้ไปเลยตลอดกาล


            ทว่า ผมกลับยิ้มกว้าง คำพูดรุนแรงกรีดแทงไร้ความปราณีจากพี่ซี ไม่ต่างจากกระแสลมที่พัดมาแล้วก็ผ่านไป


            ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปเลย


            “พี่ซีครับ”


            ผมหันไปมองพี่ซี


            “พี่ซีโกหกไม่เนียนนะครับ”


            คำพูดของผม ทำให้ดวงตาของพี่ซีเบิกกว้างเล็กน้อย ราวกับคาดไม่ถึงว่าผมจะตอบกลับเช่นนี้


            “ไม่เชื่อที่พี่พูดหรือ” พี่ซีถามเสียงเรียบ


            ผมยังคงมองพี่ซีด้วยรอยยิ้ม


            “พี่ซีก็รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นด้อมนางนวล พี่ซีเพิ่งบอกว่าแสร้งรักแฟนคลับ เพราะต้องการชื่อเสียง ถ้าพี่ซีต้องการหลอกใช้แฟนคลับอย่างผมเป็นเครื่องมือจริงๆ แล้วพี่ซีจะมาบอกผมทำไมล่ะครับ”


            พอพี่ซีได้ฟังเช่นนั้น ก็เงียบไปพักใหญ่


            “ในเมื่อที่พี่ซีพูดมาเมื่อกี้นี้เป็นคำโกหกทั้งหมด งั้นผมขอถามใหม่ได้มั้ยครับ พี่ซีเองก็ทำเพื่อผมหลายอย่าง แล้วพี่ซีคิดอย่างไรกับผมกันแน่ครับ”


            ผมย้อนดูบ้าง คราวนี้พี่ซีหัวเราะเบาๆ


            “พี่พูดไปตั้งเยอะ น้องไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เดินหนี แต่กลับหาว่าพี่โกหก แล้วให้พูดซ้ำนี่นะ”


            “ครับ” ผมยืนกราน


            “และถ้าพี่ซียังโกหกว่า ผมเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้สร้างชื่อเสียง ผมก็จะถามพี่ซีไปเรื่อยๆ จนกว่าพี่ซีจะพูดความจริงครับ”


            “น้องเป็นใครกัน คิดว่ารู้จักพี่ดีงั้นเหรอ” พี่ซีใช้สายตาเยือกเย็นมองผม ชวนให้รู้สึกหวั่นเกรง แต่ผมกลับไม่เชื่อในความเยือกเย็นที่ปรากฎอยู่นั้นเลย


            “ผมไม่รู้จักพี่ซี เท่าพี่ซีเองหรอกครับ” ผมตอบอย่างใจเย็น


            “ผมแค่เชื่อใจพี่ซีครับ”


            พี่ซีชะงักทันที จากนั้นก็ถอนหายใจยาว แล้วเอนตัวพิงเก้าอี้ สีหน้าที่เคยเย็นชาของพี่ซีกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ราวกับเบื่อหน่ายโลกใบนี้


            “ต่อให้ไอดอลจริงใจกับแฟนคลับ แล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อทุกคนก็เพียงหลงรักปีกที่สวยงามของผีเสื้อเท่านั้น”


            “พี่ซี” ผมตกใจเล็กน้อย เพราะคำตอบนี้ แทบจะเป็นคนละขั้วกับเมื่อตะกี้นี้เลย


            “น้องคิดว่า ผีเสื้อที่บินอยู่ตรงพุ่มไม้นั้นสวยหรือเปล่า”


            พี่ซีชี้ไปยังพุ่มดอกเข็มซึ่งอยู่ไม่ไกล ดอกสีแดงเป็นพุ่มพานสะพรั่งสวยงาม จนมีผีเสื้อหลากสีกำลังบินตอมเกสรอยู่มากมาย


            “สวยครับ” ผมพยักหน้า


            “นั่นสินะ ใครๆ ก็ชอบปีกผีเสื้อ” พี่ซีมองดูผีเสื้อด้วยแววตาอันแลดูว่างเปล่า


            “แต่ปีกสวยงามของผีเสื้อ ก็เปราะบางมากเหลือเกิน หากไม่มีปีกคู่นั้น ผีเสื้อก็ไม่ต่างจากหนอนดักแด้ที่น่ารังเกียจ ไม่มีใครชมว่าสวยและไม่มีใครรักอีกต่อไป แม้มีใครเคยหลงรักผีเสื้อตัวนั้น แต่ท่ามกลางผีเสื้ออีกหลายตัว ที่มีความงามสะพรั่งพร้อม ใครจะมาสนใจผีเสื้อที่ไร้ปีกกัน”


            ทันทีที่พี่ซีพูดจบ จู่ๆ ก็มีผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งบินพลาดท่า ไปติดยังก้านแหลมกิ่งแหลมของพุ่มไม้ จนเกี่ยวร่างของมันไว้ ผีเสื้อพยายามแดดิ้นสะบัดตัว แม้จะหลุดรอดออกมาได้ แต่ปีกสวยกลับขาดสะบั้น ผีเสื้อตัวนั้นร่วงตกลงมาบนพื้นดิน แม้จะยังรอดชีวิต แต่กลับกลายเป็นผีเสื้อไร้ปีก สภาพไม่ต่างจากหนอนดักแด้


            ทว่า แค่เพียงผีเสื้อปีกขาดตัวเดียว ก็ไม่ได้ทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม ซึ่งเต็มไปด้วยผีเสื้อหลากสีที่บินตอมพุ่มดอกไม้เลย


            พอได้เห็นภาพอันน่าเวทนานั้น ผมก็รู้สึกเศร้าสลด ทว่าพี่ซีซึ่งสามารถมองภาพอันบริสุทธิ์งดงามของผีเสื้อ ให้กลายเป็นความจริงแสนสะเทือนใจแบบนั้นได้ ภายในใจต้องสะสมความทุกข์ไว้มากแค่ไหนกัน


            ผมหันกลับไปมองพี่ซีอย่างกังวลใจ แต่พี่ซีกลับเก็บซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้อย่างดี ไม่แสดงออกทางสีหน้าและแววตา


            “ดังนั้น ในวันที่เป็นผีเสื้อที่กำลังโบยบิน ก็ต้องรักษาปีกอันเปราะบางไว้ให้นานที่สุด”


            พี่ซีมองผมด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนี้ กลับทำให้ผมรู้สึกหดหู่


            หากไอดอลเป็นเหมือนผีเสื้อ ซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามสะกดสายตาผู้คนมากมาย ปีกที่เปราะบางของผีเสื้อ ก็ไม่ต่างอะไรกับชื่อเสียงที่ไม่แน่นอนของไอดอล


            วันนี้สามารถโบยบินได้อย่างอิสระ วันหน้าหากปีกขาดสะบั้นลง ก็ไร้โอกาสที่จะบินต่อ


            ผีเสื้อที่มีอยู่มากมายตระการตา ไม่ต่างจากดาราไอดอลหน้าตาดีที่มีอยู่มากมายในวงการ หากมีไอดอลสักคนที่ชื่อเสียงดับลง ก็คงไม่มีใครจะให้ความสำคัญ สายตาของผู้คนก็แค่เปลี่ยนไปมองไอดอลคนอื่นที่โด่งดังกว่า เท่านั้นเอง


            “น้องถามว่า พี่คิดอย่างไรกับน้องใช่มั้ย”


            พี่ซีถอนหายใจเบาๆ


            “น้องอยากคิดแบบไหน ก็ตามใจเถอะครับ ยังไงก็คงไม่สำคัญ”


            พี่ซีพูดแบบนี้ ผมรู้สึกใจหายยิ่งกว่าถูกปฏิเสธเสียอีก


            “พี่ซีทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับ”


            พี่ซีนิ่งไปสักพัก จากนั้นก็ทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์ของสวนต้นไม้ แต่กลับไม่ได้มีความสุนทรีย์ร่วมอยู่เลย


            “น้องไม่รู้เหรอว่า ใครก็ตามใกล้ชิดกับไอดอลจนกลายเป็นข่าว ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จก็ตาม โดนหนักมากขนาดไหน ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีแบบน้องวิน แต่น้องวินใช่ว่าไม่เคยโดน”


            พี่ซีกำลังพูดถึงน้องวิน ทุกคนต่างมองว่าวินโชคดีที่ได้เป็นแฟนกับพี่อิน ยูนิสตาร์ แต่ก่อนหน้านี้ ผมก็รู้มาว่าน้องวินเคยโดนแฟนคลับพี่อินแอนตี้ ตามไปบูลลี่ถึงคณะ โดนปาหินปาไข่ไล่ด้วย


            “น้องวินนี่ถือว่าไม่หนัก บางกรณีที่พี่รู้ โดนเล่นถึงไปเรียนไปทำงานไม่ได้ โดนบุกรุกถึงบ้าน โดนทุบรถ ลอบทำร้ายร่างกาย นี่แสดงให้เห็นว่า ข่าวจะจริงเท็จนั้นไม่สำคัญ คนที่เป็นข่าวกับ ‘ไอดอล’ ก็มักโดนแฟนคลับที่รับไม่ได้กระทำอยู่เสมอ”


            ผมฟังแล้วพูดไม่ออก มันดูโหดร้าย แต่ก็เป็นเรื่องจริง แฟนคลับบางคนเมื่อรักมาก ก็รุนแรงมากเช่นกัน


            “แล้วไอดอลล่ะ” พี่ซีเอ่ย “พอตกเป็นข่าว ชื่อเสียงอาจโดนทำลายชั่วคราว แต่ถ้าออกมาปฏิเสธ ให้ต้นสังกัดปิดข่าว ถ้าแฟนคลับยังเชื่อใจ ชื่อเสียงก็มีโอกาสกู้กลับคืนมาได้”


            พี่ซีหยุดพูดไปสักพัก จากนั้นก็กล่าวต่อ


            “แต่คนที่ตกเป็นข่าว แล้วโดนทำร้ายล่ะ มีใครรับผิดชอบมั้ย ต่อให้ไอดอลดังแค่ไหน อยากจะปกป้องแค่ไหน แต่ถ้าต้นสังกัดไม่เห็นด้วย ถ้าแฟนคลับต่อต้าน ไอดอลจะมีปัญญาหรือเปล่า”


            คำพูดของพี่ซี เหมือนสะท้อนความจริงอีกด้านในโลกของไอดอล ผมอดคิดตามด้วยความเศร้าใจไม่ได้ว่า ไอดอลกับคนที่ตกเป็นข่าว หากพวกเขาคบหากันจริง คนที่ตกเป็นข่าวจะต้องสะเทือนใจหนักเพียงใด คงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหาอยู่คนเดียว ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย


            “เอาล่ะ” จู่ๆ พี่ซีก็ตัดบทแล้วลุกขึ้นยืน


            “พี่คงไม่ต้องพูดมากกว่านี้ คิดว่าน้องคงเข้าใจ ขอโทษที่เรียกน้องมาคุย ทำให้เสียเวลาเปล่า”


            “ไม่เป็นไรครับพี่ซี ผมยินดีมากเลย ขอบคุณพี่ซีสำหรับคำตอบนะครับ” ผมพูดเสียงแผ่ว


            พี่ซียิ้มให้ผม แต่ยากจะดูออกว่ายิ้มจากใจจริงหรือไม่


            “หลังจากนี้ พี่จะเรียนหนัก งานค่อนข้างยุ่ง คงไม่มีโอกาสแวะไปซื้อน้ำที่ร้านน้อง และคงไม่มาวิ่งที่นี่แล้ว”


            เมื่อฟังเผินๆ เหมือนพี่ซีแค่กำลังบอกว่ายุ่ง แต่หากเชื่อมโยงกับสิ่งที่พี่ซีพูดมาก่อนหน้านี้


            เจตนาของพี่ซี อยู่ในคำตอบเหล่านั้นแล้ว


            “ครับ ยังไงผมก็จะติดตามพี่ซีเสมอ รักษาสุขภาพนะครับ”


            “ขอบคุณครับ เช่นกัน”


            ผมเพียงนั่งมองพี่ซีเดินจากไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ คล้ายกับมองคลื่นน้ำทะเลยามค่ำคืนที่ค่อยๆ ซัดออกจากฝั่งอย่างแผ่วเบา


            ต่อให้หิมะกับทะเลมีความรู้สึกสื่อตรงกัน...แล้วอย่างไรล่ะ


            เพราะเส้นทางเหล่านั้น ไม่มีวันบรรจบกันได้เลย


✦✦✦✦✦✦✦✦



Writer's Talk


ลึกล้ำกว่าทะเลก็พี่ซีนี่แหละ 555 ในตอนนี้ถือว่า แสดงถึงเลเยอร์หลายชั้นของคาร์แรกเตอร์ของพี่ซีเลยก็ว่าได้

ถ้าไม่ใช่คนแบบยู คงไม่ใครทนรับมือกับคนซับซ้อนอย่างพี่ซีได้แน่นอน ฮ่าาา


ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่มาแฮปปี้เบิร์ดเดย์และอวยพรวันเกิดให้เรานะคะ (21 พ.ย.) ดีใจมากเลย แงงง กอดทุกคน

ขอให้ผู้อ่านเองก็มีความสุข สุขภาพแข็งแรง สมปรารถนาเช่นกันนะคะ ^_^


ข้อความของหมอดูอาจจะทำให้ผู้อ่านกังวล แต่เรายืนยันว่า เรื่องเดือนกลบดาวนี้จบแฮปปี้เอนดิ้งนะคะ (แต่จะไปมายังไง ต้องรอติดตามดู)

ช่วงนี้ยังคงยุ่งอยู่ แต่ก็จะพยายามหาเวลามาอัพเหมือนเคยนะคะ

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ติดตามน้า <3 <3 //กอดดดดดดดด


-------------------------------

แฮชแท็กประจำเรื่อง #เดือนกลบดาว

Twitter : @colourfulearth ใช้ชื่อว่า L.Loklalla จ้า

Facebook Page : EarthLok - ล.โลกลัลล้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.386K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,214 ความคิดเห็น

  1. #7152 E'eve (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 17:26

    rujs,vf^ojkiyddddd

    #7,152
    0
  2. #7074 Muffin_Kun (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 08:00
    ไม่ใช่หมอดูนี่คู่กับคนชื่อซันหรอกนะ
    #7,074
    0
  3. #6977 yyyyobaby (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 19:52
    สงสารทั้งคู่เลย ฮือออออ
    #6,977
    0
  4. #6927 Thamolwan Inyapho (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 00:44
    หน่วงมาก
    #6,927
    0
  5. #6890 fon_daranee (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 22:52
    ทำไมสงสัยว่าหมอดูเป็นพี่วายุ55555
    #6,890
    0
  6. #6455 Wilwanza (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:22

    สู้นะพี่ซี น้องยู
    #6,455
    0
  7. #5716 Litta_Ar (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 19:29
    หมอดูนี่จะใช่คนของซันไหม #เดือนอับแสง
    #5,716
    0
  8. #5486 dream4try (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 17:11
    ต่อให้จบแฮปปี้แต่มันระหว่างทางก็มีอุปสรรคไม่ใช่เหรอ?
    เส้นทางที่ดูมืดมน ไม่อดทนจริงๆคงผ่านไปไม่ได้
    #5,486
    0
  9. วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 11:48
    รู้สึกว่าหมอดูเป็นวายุ5555
    #5,386
    4
    • #5386-3 Soo Gass(จากตอนที่ 24)
      19 มกราคม 2563 / 21:31
      คิดเหมือนกันเลยคุณ5555
      #5386-3
    • #5386-4 LlluminPss(จากตอนที่ 24)
      3 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:18
      นึกถึงตอนที่ดราม่าหมอดูอ่ะ พี่ซีก็โพสต์หน้าสดวายุกลับด้วย
      #5386-4
  10. #5268 mind__ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 17:45
    เครียดอ่ะ ทางเลือกที่ต้องเลือกคืออะไร แค่คิดว่าจะเป็นแบบนั้นรึป่าว ก็โครตเครียดแล้วอ่ะ ถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ ชั้นจะทำยังงายยยยย แงงงงงง
    #5,268
    0
  11. #5255 PeTErPan1244 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 12:18
    หมอดูน่าจะเป็นตัวละครใหม่ เผลอๆเป็นคู่กับไอดอลเรื่องหน้า555
    #5,255
    0
  12. #5104 baekbow (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 14:18
    พี่ซีไปแล้วอ่ะ ฮือออออออ // หมอดูคนนั้นต้องเป็นหนึ่งในยูนิสตาร์แน่ๆ เพราะดูเหมือนของขวัญจะไม่ได้ถูกส่งมาจากซี เพียงแต่จะเป็นใครล่ะ เลโอหรอ แต่เลโอจะมาทำอะไรแบบนี้หรอ
    #5,104
    0
  13. #4996 pinkky_ksp (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 01:25
    แผนทดทอบใจที่แท้ทรู ฮืออออ น้องคือโคตรแข็งแกร่ง นับถือเลยยยย
    #4,996
    0
  14. #4991 sqeertuuk (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 00:06
    อยู่ๆก็มีความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาตอนที่กำลังอ่านว่า "หมอดูอะจะใช่พี่ซีหรือเปล่า" 55555555555555
    #4,991
    0
  15. #4989 wijitpongsa_tim (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 21:36
    น่ารักอ่ะชอบมากๆๆๆ...รออับอยู่น้าอยากอ่านต่ออออชอบบบบ
    #4,989
    0
  16. #4988 Abc (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 22:03

    แอบคิดว่า..หมอดู=พี่ซี..

    #4,988
    0
  17. #4986 เดี้ยนเองค้าาาาาาา (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 02:39
    ชอบอ่ะ โคดตรงกับชีวิตเลย แต่แค่ไม่ได้เป็นดารา สู้ๆนะไรท์ อยากให้มาต่อเร็วๆ คืออยากได้เล่มแล้ววววว
    #4,986
    0
  18. #4984 feelsmiley (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 12:38
    หลงรักคุณหมอดู
    #4,984
    0
  19. #4983 Oasis-cool (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 11:13
    หมอดูนี่ซีหรือเปล่าหน้าาาา...แต่ถ้าไม่ใช่น้องคงจากไปนานแล้วจริงงง
    #4,983
    0
  20. #4982 dusita361 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 11:03
    ในใจนี่อยากให้น้องไปเรียนเมือกนอกเร็วๆจัง
    #4,982
    0
  21. #4978 packky005300 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 21:11
    เฮ้ยย!!แต่เอ..หมอดูนี่ใครน๊าอยากรู้จัง
    #4,978
    0
  22. #4975 Mustsuri_H (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 17:56
    สู้ๆนะพี่ซี น้องยู
    #4,975
    0
  23. #4974 0993272609 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 08:29
    เห้อ....
    #4,974
    0
  24. #4973 Ruruka Buta (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 20:38
    ทำไมอ่านแล้วชอบหมอดู เผลอจิ้นคู่น้องยูไปแล้วววว // พอได้ฟังที่พี่ซีพูด ก็เข้าใจทีาหมอดูบอกน้องยูหล่ะ ว่าความมืดมนเป็นยังไง รู้สึกถึงขวากหนามจริงๆ

    ปล. อยากรู้ตัวจริงของหมอดูจังเลย 5555
    #4,973
    0
  25. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 17:17
    หมอดูยูได้ไหม ชั้นจิ้นคู่นี้!!!5555555
    #4,970
    0