▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [Yaoi]

ตอนที่ 3 : Track #03 :▐▐ Pause The Feelings

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 972
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 106 ครั้ง
    9 ธ.ค. 61

Track #03 :▐▐ Pause The Feelings

 

 

                แม้แต่ตอนออกไปตะโกนท่าเจย์เอดท์ครั้งแรกยังไม่อายขนาดนี้....

 

                “ฉันอยากตาย”

                “น่า ๆ ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” ฝ่ามือเพื่อนร่วมงานตบปุ ๆ บนแผ่นหลัง “ยังหนุ่มยังแน่นอย่าเพิ่งรีบตาย”

                “ตาย....ตายดีกว่า”

                “เฮ้อ~

 

พวกเขานั่งอยู่ตรงบันไดข้างตึกคาราโอเกะ  ขณะนี้เวลาเที่ยงคืนกว่าทว่าเสียงเพลงยังดังออกมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย  เจตน์ถูกจับนั่งพิงผนังไว้  ใบหน้าเปียกชุ่มลามไปถึงเสื้อที่สวมอยู่  คาดว่าคงมีใครสักคนล้างหน้าให้

แล้วไอ้ ใครสักคนที่ว่านั่นก็.....

“เอาน้ำอีกไหม”

พอสนั่งอยู่ขั้นบันไดด้านล่างส่งขวดน้ำให้  เจตน์รับมันมาทั้งที่ไม่ได้กระหายเลยสักนิด  พสุไม่สวมเสื้อ เพราะซากอารยธรรมเปียกชุ่มนั้นถูกพาดตากไว้กับราวบันได  ชายหนุ่มมองหยดน้ำค่อย ๆ ร่วงจากชายเสื้อด้วยแววตาว่างเปล่า  สภาพน่าอดสูทำเอาเจตน์ต้องซบใบหน้าลงกับฝ่ามือ

                กลิ่นอาเจียนยังกรุ่นในโพรงจมูก  ไม่ต้องพูดถึงเหยื่อเคราะห์ร้ายน้ำหงน้ำหอมยังเอาไม่อยู่  น่าสงสารจนต้องแอบแหวกนิ้วออกมาดู  แผ่นหลังของพอสงองุ้มจนเห็นรอยนูนของกระดูกสันหลัง  รูปร่างผอมอย่างคนไม่ออกกำลังกาย  ผิวขาวอมเหลืองเข้ากันดีกับเส้นผมสีตาลอ่อน  ภาพนั้นมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

                เจตน์หมุนเปิดขวดน้ำในมือ “ขอโทษนะ”

                “บอกแล้วว่าไม่เป็นไร” พอสก้มดูสภาพอนาจารของตนเอง “เดี๋ยวพนักงานก็เอาเสื้อมาให้  ไปซื้อที่เซเว่นข้างหน้านี้เอง”

                “แต่มันก็”

                “คนเราพลาดกันได้น่า  สมัยมหาลัยฉันก็เคยโดนเพื่อนอ้วกเฉี่ยวขา” เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ไม่โดนจัง ๆ แบบตอนนี้นี่หว่า “มิสเตอร์คังชอบนายก็ดีแล้ว  รอบหน้าจะได้ดีลกันง่ายขึ้น”

                “อืม” เจตน์ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดหน้า  สภาพเหมือนหมาหลังผับปิดก็ไม่ปาน  ตัวเขาน่ะยังพอไหว  พอสยับเยินกว่าทั้งที่ไม่ได้เมาเลยสักนิด  เห็นแผ่นหลังนั้นสั่นนิด ๆ จากพัดลมแอร์ด้านบนยิ่งทำให้รู้สึกผิด

 

            ผลุบ

                เสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลแก่ถูกสวมทับลงบนบ่า  สัมผัสที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวทำเอาพอสสะดุ้งโหยง  พอหันกลับไปมองเจ้าของเสื้อที่ทำหน้านิ่งแข็งเกร็งตึงโบท็อกซ์แล้วก็อดจะหลุดขำไม่ได้

                “ฮ่า ๆ ๆ  เหมือนในซีรีส์เลยอะ”

                “เงียบเลยนะ”

                “ยัยบ้าเอ๊ย!  เดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี”

                “ฉันจะเอาเสื้อคืน”

                “ล้อเล่นน่า” แต่ก็กลัวโดนยึดคืนเหมือนกัน  พอสกระชับเสื้อเข้าหากัน “ขอบใจมากนะ”

                เจตน์ถอนหายใจ ก่อนจะเลียริมฝีปากด้วยความประหม่า “ฉันต่างหาก...”

                “........”

                “ขอบใจที่ช่วยดูแลไม่ให้อ้วกใส่มิสเตอร์คัง” คนตัวสูงค่อย ๆ เอนพิงผนังด้านข้าง “ไม่รู้จะตอบแทนนายยังไงดี”

                “เอ๋~” ผู้มีพระคุณเกาท้ายทอยแก้เขิน “ถ้านายอยากตอบแทนล่ะก็....เอาแบบเมื่อกี้ก็ได้”

                “....เมื่อกี้.....”

            “มินิฮาร์ท”

 

            โป๊ก!

                หัวโขกกำแพงทันที เพราะเผลอเอนผิดจังหวะ  ทันใดนั้นความทรงจำอัปยศอดสูก็ไหลเข้าหัวเป็นฉาก ๆ  เวรกรรมห่าเหวอะไรภาพถึงได้คมชัดระดับ Full HD ก็ไม่รู้  แค่คิดเลือดก็วิ่งพล่านขึ้นหน้าจนร้อนไปหมด  ได้สร่างเมาของจริงก็คราวนี้ “ละ....เลิกแกล้งฉันสักที”

                “ใครบอกว่าแกล้งล่ะ” คุณแฟนคลับขยับขึ้นมานั่งขั้นบันไดเดียวกัน  ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันชอบมากเลย!  อยากเห็นอีก!

                แพชชั่นรุนแรงราวกับถือป้ายไฟอยู่  แววตาเป็นประกายร่ำร้องว่า เจย์เอดท์สุดยอดที่สุด!!’ ทำเอาเจตน์ปฏิเสธไม่ออก  ลำพังก็มีบุญคุณติดค้างกันไว้เสียด้วย  ถะ....ถ้าแค่นั้นทำให้พอสพอใจได้ล่ะก็....

                “คะ...ครั้งเดียวพอนะ”

                “อืม” ดวงตาที่โตอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้นอีก  พอสขยำเสื้อที่คลุมอยู่บนบ่าราวกับอดรนทนไม่ไหว

                เจตน์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาทำนิ้วโป้งและชี้แยกกันเป็นหัวใจดวงน้อย  ความอายแล่นพล่านจนมือสั่นระริก

                “พอหรือยัง”

                “บทพูดล่ะ”

               

แม่งต้องแกล้งกันอยู่แน่ ๆ!!

แค่ไอ้ท่าแบ๊วสุดติ่งนี่ใจจะขาดตายอยู่แล้วยังจะให้...พะ....พูด….

 

“ซะ....ซารังเฮ  เจย์เอดท์เลิฟยู....”

โคตรน่าอดสู  ถ้านี่คือการกลั่นแกล้งให้สูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขอบอกตรงนี้เลยว่าพอสได้ทำสำเร็จแล้ว  จะมีอะไรน่าขายหน้าไปกว่าเจย์เอดท์ที่อ้วกแตกใส่เสื้อแล้วยังมีหน้ามาทำมินิฮาร์ทขอบคุณ  คงทุเรศเสียจน....

“ขอถ่ายรูปเก็บไว้ได้ไหม”

“ไม่!” เพราะตกใจเลยเผลอเลื่อนสายตาขึ้นมาปะทะกับอีกฝ่าย  ดวงตาของพอสอยู่เหนือหัวใจดวงน้อย  ตาชั้นเดียว แต่กลมโตและส่องประกายชวนให้ใจเต้นแปลก ๆ “พะ...พอแล้ว”

เจตน์ชักมือกลับเหมือนสาวน้อยถูกแต๊ะอั๋ง  ดูท่าจะสาแก่ใจพสุแล้วมั้งทางนั้นถึงได้เลิกวอแวต่อ  เห็นนั่งเท้าคางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนเมากัญชาก็ไม่ปาน

“เฮ้อ~ วันนี้ดีมากเลย”

“นายลืมเรื่องอ้วกไปแล้วเรอะ”

“ก็แย่อยู่แค่เรื่องเดียวไง” พอสคว่ำปากลง  เนี่ยน้าคนเรา~  จะพูดเรื่องความผิดตัวเองขึ้นมาทำซากอะไร “แต่ก็ได้มินิฮาร์ทของเจย์เอดท์มาปลอบใจ”

“........”

“แล้วก็ได้ฟังนายร้องเพลงอีกครั้งด้วย” มาถึงตรงนี้คุณฝ่ายขายก็ยิ้มจนตาปิด “มีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ”

 

                เจตน์คิดว่าบางทีตัวเองอาจยังไม่สร่างเมาก็ได้ถึงได้รู้สึกเหมือนเท้าลอยขึ้นจากพื้น  ท่ามกลางแสงจันทร์  หยดน้ำจากชายเสื้อยืด หรือแม้แต่กลิ่นอ้วกที่คละคลุ้ง  กลับมีบางอย่างเติบโตช้า ๆ ในใจ  ชายหนุ่มรีบจ้องมองไปด้านหน้า เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้  สบจังหวะที่พนักงานสาววิ่งกลับมาพร้อมถุงเซเว่นในมือพอดี

 

                “เสื้อนายมาแล้วน่ะ”

                “อืม  เดี๋ยวออกไปโบกแท็กซี่กันนะ” เพราะรู้ว่าจะดื่มพวกเขาเลยไม่เอารถส่วนตัวมาทั้งคู่  คงได้แยกย้ายกันตรงนี้แหละ  พอสลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา “อ๊า~ เหนื่อยจัง  ต้องกลับไปฟังเพลงเจย์เอดท์ซะแล้ว”

                “อะไรนะ!!  นายยังดูมันอยู่เหรอ”

                “ก็เรื่อย ๆ นะ” ฝ่ายนั้นเอียงคอไร้เดียงสาขณะหย่อนแจ็กเก็ตคืนลงบนตักเจตน์ “ดูจนท่องบทพูดได้เลยล่ะ  จะเอาคลิปไหนเดี๋ยวเล่าให้ฟัง”

                “ไม่ต้อง!

                “นายเนี่ยน้า~” ชายเปลือยท่อนบนล้วงมือลงในกระเป๋าสะพายบนพื้น  ท่าทางล่อแหลมชวนให้เจตน์หน้าร้อนผ่าวชอบกล “ถ้าไม่อยากให้ดูคลิปเก่าก็ลงเพลงใหม่ให้หน่อยสิ”

                “ฉันไม่ระ---”

 

            ฉึบ!

ฉับพลันขาแว่นก็ถูกเสียบเข้าไปที่หลังใบหู  ใบหน้าของพอสชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อมองผ่านเลนส์  ชัดเสียจนดวงตาแทบถูกเผาไหม้ด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก....

 

 

“ยังรอคลิปใหม่อยู่นะเจย์เอดท์”

 

……………………………………………..

 

 

 

“เจตน์  ทำไมแม่หาคลิปเพลง เปิด ไม่เจอแล้ว”

“..........”

“ไม่สิ  คลิปอื่นแม่ก็ไม่เจอ” หญิงวัยกลางคนยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอแท็บเล็ตอีก  ปลายนิ้วเขี่ยไปมาเผื่อว่าจะแก้ไขปัญหาเองได้  เทคโนโลยีนี่มันน่าหงุดหงิดจริงเชียว “ก่อนไปทำงานมาดูให้แม่หน่อยเร็ว”

ชายหนุ่มตัวใหญ่ยืนแน่นิ่งอยู่ที่ตีนบันได  ทำใจอยู่นานถึงยอมปริปากบอกความจริง “ไม่ได้หายหรอกครับ  ผมล็อกไปแล้ว”

“ตาเถร!” หล่อนผงะจนอุปกรณ์ร่วงลงบนตัก “ได้ยังไง? ทำไม?”

เจตน์ถอนหายใจขณะยัดสมุดแพลนเนอร์ลงกระเป๋าเป้ “ไม่ได้เป็นเทรนนี่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องโปรโมทอะไรต่อ”

“แต่....”

“แม่ครับ” ชายหนุ่มรูดซิปปิด “มันน่าอายจะตาย”

ทั้งที่ในใจค้านหัวชนฝา แต่สีหน้าของลูกชายทำเอาคนเป็นแม่พูดไม่ออก  หญิงร่างท้วมลุกขึ้นเดินไปหาลูกชายที่ตีนบันไดพร้อมกับกางแขนกอดร่างสูงใหญ่เอาไว้  ปลายนิ้วลูบบนเส้นผมสั้นเกรียนช้า ๆ  สัมผัสอบอุ่นทำให้เช้าแห่งการทำงานของเจตน์มีความหมายขึ้นมา

“ผมไม่อยากให้ใครดูมันอีกแล้วครับ”

“อืม ไว้เดี๋ยวน้องเจตน์ค่อยร้องให้แม่ฟังก็ได้เนอะ”

เจตน์ยิ้ม แม้ในใจจะคิดว่าคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว “ผมไปทำงานก่อนนะ  วันนี้ไม่ต้องห่อข้าวให้นะครับ”

 

หลังจากนอนคิดมาตลอดวันหยุดเจตน์ก็ตัดสินใจล็อกคลิปเจ้าปัญหาให้สิ้นซากไป  เขาอัพโหลดมันทิ้งไว้โดยไม่ได้กลับไปแตะอีกเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง  ต้องทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าล็อกอินเข้าไป

เอาล่ะ...กลับสู่โลกความเป็นจริง...

ครึ่งเช้าวันนี้มีประชุมของแต่ละแผนกความวุ่นวายเลยมาเยือนแต่ไก่โห่  จากที่เข้างานสายสแกนนิ้วแทบไม่ทันเหล่าพนักงานก็สามารถวาร์ปเข้ามาประจำที่นั่งกันตั้งแต่แปดโมงครึ่ง  เยอะเสียจนพี่ข้าวออกปากแซวว่า แหม ปกติไม่เคยมาเช้าเลยนะ

เพราะยังเป็นเด็กใหม่เจตน์เลยไม่ถูกคาดหวังกับผลงานนัก  หลัก ๆ คือต้องโฟกัสเรื่องรับช่วงต่อคนเก่าให้ได้เสียก่อน  เขานั่งกรอกตัวเลขลงตารางกำหนดจ่ายเงินแล้วสั่งพิมพ์ให้เรียบร้อยเตรียมรวบรวมส่งต่อให้บัญชีต่อไป

ตี๊ด!

                ไฟเครื่องถ่ายเอกสารกะพริบปริบ ๆ ที่หน้าห้องเร่งให้ไปหยิบก่อนคนอื่นจะสั่งงานลงมาทับปนกัน  เจตน์เลื่อนเก้าอี้ออกแล้วก้าวขา  จังหวะที่เอื้อมมือไปหยิบปึกกระดาษนั้นเอง...

 

            หมับ!

                มือปริศนาวางทับบนหลังมือเขา  เรียกให้คนตัวใหญ่หันขวับไปมอง  พสุยืนอยู่ตรงนั้น....เปล่งประกายไอดอลโชยกลิ่นน้ำหอมแต่เช้า

                “ข้างล่างของฉัน” พอสอธิบายเสร็จก็ชิงดึงปึกกระดาษออกมาแยกให้ “อันนี้ของนาย”

                “ขอบใจ” เด็กใหม่รับมันมากรีดดูจำนวนหน้าว่าครบถ้วนดีไหม  ตอนที่จะออกเดินกลับที่นั่งเสียงด้านหลังก็เรียกขึ้น

                “เจตน์” พอหันไปก็พบว่าพอสจ้องเขม็งมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ระ...หรือว่าจะเป็นเรื่องงาน---- “นายลบคลิปเจย์เอดท์ทะ----อุบ”

                สันมือยัดเข้าไปในปากได้ทันท่วงที  เจตน์หันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กไปมา....มะ....ไม่มีคนได้ยินใช่ไหม  โชคเข้าข้างที่ทุกคนมัวแต่หมกมุ่นกับหน้าจอตัวเอง  ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ลากตัวเหยื่อออกมาฆ่าอย่างแนบเนียน  เรียกได้ว่าตายไปแบบไม่มีพยานรู้เห็น....

                “อะอาไอไอ๋” เจตน์ไม่สนใจคำขอร้องของเหยื่อ  เขาลากพสุถูลู่ถูกังไปตามทางก่อนจะผลักเข้าไปในแพนทรี่ชงกาแฟที่ร้างผู้คน  ช่องเล็ก ๆ ระหว่างห้องที่แค่กางแขนก็แตะกำแพงสองฝั่งได้  สภาพที่เห็นดูเป็นการกลั่นแกล้งในที่ทำงานอย่างไม่ต้องสงสัย  ร่างด้านบนกระซิบเสียงต่ำ

                “อย่าพูดชื่อเจย์เอดท์!

                “นายเพิ่งพูดเองนะ” พอสถุยมือที่อุดปากทิ้ง  รอยฟันยังปรากฏชัดเป็นหลักฐาน “เค็มอะ....”

                “ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ” เจตน์เช็ดมือเปื้อนน้ำลายลงกับกางเกงก่อนจะชี้หน้าข่มขู่  หยาบคายสิ้นดี “ถ้าเกิดคนอื่นได้ยินขึ้นมาจะทำยังไง”

                “ก็นายล็อกคลิปนี่!” มาถึงตรงนี้ไอ้เหยื่อที่คิดว่าจะหงิกหงอลูกแกะน้อยก็โวยวายขึ้นมา  พอสปัดมือทางนั้นลง “นายทำแบบนี้แล้วฉันจะฟังอะไร”

                “เพลงมีตั้งเยอะแยะก็ไปฟังสิ”

                “มันแทนกันได้ที่ไหนเล่า!” เพราะเผลอขึ้นเสียงพอสจึงค่อย ๆ ลดระดับลง  เขาถอนหายใจ “ฉันอุตส่าห์ไม่โหลดเก็บเพราะจะปั่นวิวให้เชียวนะ”

                “ขอบใจนะ แต่ไม่จำเป็นแล้ว” เจตน์ผละมือทั้งสองออกจากกำแพง “ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องโปรโมท”

                “ยะ...อย่างน้อยก็ปลดเพลง เปิดให้ฉันฟังเถอะ” กำลังจะเดินออกมาแล้วเชียว  พอสก็ยังดื้อด้านดึงแขนเสื้อรั้งเขาไว้ “มันทำให้วันแย่ ๆ ของฉันดีขึ้นนะ”

                “ไม่ล่ะ” เจตน์ตอบน้ำเสียงราบเรียบขณะปลดมืออีกฝ่ายออกจากเสื้อ  ชักเริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาแล้ว  มาพูดจาเอาแต่ใจไม่สนความรู้สึกเจ้าของคลิปแบบนี้ได้ยังไง  ทั้งที่พอสไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด....

ความทรงจำเลวร้ายมากมายฝังตัวอยู่ในนั้น  น่าอาย  น่าหัวร่อ  มันคือหลักฐานของเศษซากความฝันที่เจตน์อยากให้หายไปจากโลกนี้  พอกันที....ไม่อยากให้ใครมารับรู้อีกแล้ว  เสียงหัวเราะกับรอยยิ้มเฟค ๆ แม้แต่เขายังเกลียดตัวเองในตอนนั้น....

แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลยกลับมาบอกให้เก็บไว้งั้นเหรอ?  จะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว!

 

“นายจะให้ฉันเก็บคลิปทุเรศ ๆ แบบนั้นไว้เหรอ”

“ไม่เห็นทุเรศเลย”

“นายไม่อายแต่ฉันอาย”

 

เจตน์ย้ำชัดทุกถ้อยคำ  ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา

 

“แล้วนายก็ไม่ใช่ฉันด้วย”

“..........”

                สิ้นประโยครองเท้าหนังก็ก้าวฉับ ๆ ออกมาจากแพนทรี่  ครั้งนี้พอสไม่รั้งไว้อีกแล้ว  เจตน์เปิดประตูออกทิ้งตัวนั่งทบทวนกับตัวเองที่โต๊ะ

                คงเป็นเพราะเขาเกลียดการทะเลาะยิ่งกว่าอะไรดี  ดังนั้นถึงจะได้พูดความในใจออกไป แต่กลับไม่ได้โล่งอกเลยสักนิด

เจตน์พยายามสะกดจิตตัวเองว่าทำถูกแล้ว  เพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่นิ่งเฉยอีกฝ่ายเลยได้ใจคิดว่าจะทำอะไรก็ได้  ไม่มีคลิปพอสก็ไม่ตาย แต่ถ้ามีมันอยู่เขาอาจจะตายก็ได้

                ความรู้สึกพ่ายแพ้ถาโถมใส่ทุกครั้งที่เห็น  ทิ้ง ๆ มันไปได้เสียก็ดี  เขาย้ำกับตัวเองอย่างหนักแน่นทั้งที่ในหัวกลับมีแววตาสุดท้ายของพสุฉายชัดอยู่  ทำหน้าแบบนั้นทำไมกัน?  ฉันผิดงั้นเหรอ?  ทั้งที่มันเป็นเรื่องของฉันนะ....นายจะไปรู้อะไร.....

                เขายกมือขึ้นเสยผมอย่างคิดไม่ตกว่าพูดแรงเกินไปหรือเปล่า  ทั้งที่วันนี้ตั้งใจไม่ห่อข้าวมากิน เพราะจะไปฝากท้องร้านที่พอสแนะนำแท้ ๆ ดันกลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดเสียได้

                “เจตน์!  พี่ข้าวเรียกประชุมแล้ว”

                “ครับ!” มือใหญ่รวบปึกกระดาษบนโต๊ะขึ้น “ไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”

 

            ช่างมันเถอะ....ได้เวลาทำงานแล้ว.....

 

.........................................................

 

                “เส้นใหญ่เย็นตาโฟ”

                “ผมเอาเล็กต้มยำ  เจตน์เอาอะไร”

                เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย  พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตากดันจากเด็กเสิร์ฟ  เขารีบหันกลับไปดูเมนูที่ด้านหลัง “เอ่อ....เล็กน้ำใสครับ”

                พนักงานสาวขูดขีดกระดาษในมือด้วยใบหน้าบึ้งตึงก่อนจะเดินกลับไปยังหม้อลวกก๋วยเตี๋ยว  บรรยากาศในร้านวุ่นวายเสียจนเจตน์ปวดหัว

                ขณะนี้เวลาเที่ยงสิบห้านาทีในร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ตึกออฟฟิศ  ถือได้ว่าเป็นสถานที่และเวลาอันเหมาะสมแก่การตกนรกเป็นที่สุด  ร้านกว้างแค่สองคูหาแต่อันแน่นไปด้วยโต๊ะเรียงราย  หลายชีวิตสิ้นสภาพความเป็นคนที่นั่น  แม้แต่เจตน์ก็ไม่เว้นเหงื่อไหลพลั่ก ๆ จนหลังเปียกชุ่มไปหมด

                ควันจากหม้อลวกลอยฉุย ๆ ไม่ไกลจากโต๊ะเจตน์นัก เพราะออกมาช้าเลยได้ทำเลไม่ดีเท่าที่ควร  ฝั่งตรงข้ามคือพี่วิทย์และพี่เบสชายเพียงสองคนที่อยู่ในแผนกประสานงานอันเต็มไปด้วยสาว ๆ เก่งภาษา  เจตน์เริ่มออกมากินข้าวกับรุ่นพี่ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่ ฝ่ายขายคนนั้น ไม่เข้าออฟฟิศ และวันนี้ก็ดันมีเรื่องกันไปเมื่อเช้า

                “เฮ้อ~  เข้าฤดูหนาวห่าเหวอะไรเนี่ย” พี่เบสเขย่าคอเสื้อที่ชุ่มโชกไปมา  สภาพทุเรศไม่หนีกันนัก “หรือมันถึงเวลาต้องหิ้วข้าวเซเว่นไปกินในออฟฟิศแล้ว”

                “เดี๋ยวพี่สันต์แกก็เข้ามาปิดแอร์นั่นแหละ” วิทย์ว่าพลางยักไหล่ “ยอมให้คนอื่นสบายที่ไหน”

                HR นี่ไม่มีงานทำจนจุ้นจ้านจังวะ”

                “โบนัสจะออกแล้วต้องทำผลงานกันหน่อย  เดือนนี้ให้ค่าไฟเหลือหลักร้อยไปเลย” พูดจบก็ดูดน้ำเข้าไปอึกใหญ่ “เออ เจตน์มาทันงานเลี้ยงปีใหม่พอดี  โชคดีจังวะ”

                เด็กใหม่ขมวดคิ้ว “งานเลี้ยงเหรอครับ”

                “ใช่ ๆ” ชายผิวเข้มพยักหน้า “ถึงจะยังไม่ผ่านโปร  ไม่ได้โบนัส แต่งานเลี้ยงเวิลด์ไวด์เซลน่ะโคตรคุ้มเลยนะเว้ย”

                “ปิดร้าน  เหล้าเบียร์ไม่อั้น” เบสตบโต๊ะ “ถอนทุนคืนที่บริษัทใช้เราเยี่ยงวัวเยี่ยงควายได้เลย”

                “อะ...เอ่อ..ครับ” เจตน์กาหัวไว้ในใจว่าไอ้งานเวรนี่อันตรายฉิบหาย  จะปล่อยให้เหล้าครอบงำเหมือนวันนั้นไม่ได้

                บทสนทนาถูกขัดด้วยก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ สามชาม  พี่เบสแจกจ่ายอาวุธก่อนจะลงมือกินกันแบบไม่พูดไม่จา  ทั้งที่บ่นว่าร้อนจะเป็นจะตาย แต่พออาหารมาวางตรงหน้ากลับกินอย่างตายอดตายอยาก  ทิชชูบนโต๊ะถูกดึงไปซับเหงื่อจนแทบหมดซอง  ขณะที่เจตน์กำลังคีบลูกชิ้นเข้าปากอยู่นั่นเองเสียงจากด้านหลังก็ดังขึ้น

 

                “เฮ้ย! นั่งด้วยดิ” ไม่ทันได้หันไปดูว่าเป็นใครเก้าอี้ข้างตัวก็ถูกลากออกดังครืด  คนที่ทิ้งตัวลงไม่ใช่ใครที่ไหน  พี่ติณฝ่ายขายนั่นเอง “หาเกือบไม่เจอ  ดีนะเจตน์ตัวใหญ่”

                ไม่รู้เป็นคำชมหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ  ติณหันไปสั่งอาหารก่อนจะเปิดกล่องใส่ตะเกียบเตรียมจับอาวุธไว้ล่วงหน้า “แผนกกูประชุมนานฉิบหาย”

                “เป็นไงบ้างล่ะ”

                “ที่สองเหมือนเดิม” ติณชูนิ้วสู้ตาย “ใครแม่งจะไปล้มพี่ลูกหว้าได้วะ”

                “สาวสวยกับยอดขายเป็นของคู่กันนี่นา” เบสสูดเส้นเข้าปาก “เอาจริงเป็นกูเจอเซลสวยแบบพี่ลูกหว้าก็----  พะ....พี่ลูกหว้าสวัสดีครับ!!

 

            ขวับ!

                ทั้งโต๊ะหันออกไปนอกร้านโดยพร้อมเพียงกัน  พี่ลูกหว้าคือสาวสวยสูงเพรียวเหมือนนางแบบ  ผิวพรรณขาวผ่องอย่างผู้ดี  ไหนจะเสื้อผ้าชีฟองสีขาวสไตล์คุณหนูนั่นอีกเล่า  เจ้าหล่อนหันมาตามเสียงเรียกก่อนจะโบกมือทักทายเหล่าชายฉกรรจ์ให้หัวใจสั่นไหว  พระเจ้า! มีใครมาตั้งกล้องถ่ายหนังตรงนี้หรือไงวะ!

                ฝ่ายขายที่เพิ่งเลิกประชุมพากันเกาะกลุ่มออกมาหาข้าวกินเป็นหมู่คณะ  แน่นอนว่านำทีมโดยพี่ลูกหว้าเบอร์หนึ่ง  ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอเว้นเสียแต่.....

                เด็กใหม่มองเลยผ่านไปยังชายหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหลังสุดของกลุ่ม  พอสเดินก้มหน้าจนหลังงองุ้ม  จังหวะที่เงยขึ้นมาตามเสียงเรียกก็เผลอสบตาเข้ากับเจตน์แว้บหนึ่ง  ทางนั้นรีบหลบตาวูบก่อนจะสาวเท้าให้เร็วขึ้นจนเลยผ่านหน้าร้านไป

 

                “ไอ้พอสมันสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ” พี่วิทย์พูดขึ้นมากลางโต๊ะทำเอาคนตัวใหญ่ชะงักตะเกียบในมือ  หนุ่มหน้าคมหันไปถามเพื่อนต่างแผนก “อันดับมันตกเหรอ”

                “ไม่นี่  มันก็ได้ที่ 3 เท่าเดิม” ติณสูดเส้นเข้าปาก แต่เหมือนจะนึกอะไรออกจึงรีบพูดทั้งที่อาหารยังเต็มปาก “น่าจะเป็นเพราะพี่กุ้งมากกว่า”

                เพราทนรอไม่ไหวเจตน์จึงเผลอหลุดถามออกมา “พี่กุ้งทำไมเหรอครับ”

                “อืม จะว่าไงดีนะ” ฝ่ายขายคนเดียวบนโต๊ะยักไหล่ “แกเป็นคนแก่หัวโบราณน่ะ  ถ้าเดาไม่ผิดคิดว่าน่าจะไม่ชอบไอ้พอสเลยล่ะ  อะไรกัน? เป็นเพื่อนกันแท้ ๆ มันไม่เคยเล่าให้ฟังเหรอ”

            อึก....  คนโกหกสะอึกเล็กน้อย  เห็นอย่างนั้นติณก็อธิบายต่อ

                “วันนี้ไอ้พอสก็โดนแขวะเละเทะเหมือนเคยนั่นแหละ  ต่อให้ผลงานดีแค่ไหนพี่กุ้งก็แซะสีผมมันบ้าง  รองเท้ามันบ้าง  กลิ่นน้ำหอมมันบ้าง  แล้วแต่แกจะยกมาเป็นประเด็น” ติณลูบปลายคาง “แต่แปลกนะ...”

                “.........”

            “ปกติมันไม่ได้ซึมขนาดนี้นี่นา.....”

 

                ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเจตน์ตลอดพักกลางวัน  แม้ว่าประเด็นบนโต๊ะอาหารจะเปลี่ยนไปแล้วสิบกว่าเรื่องก็ตาม

                ครึ่งบ่ายที่นั่งฝั่งเซลก็โล่งจนน่าใจหาย  พี่ติณพึมพำว่า เช้าก็ประชุม  เย็นต้องไปหาลูกค้าอีกแล้วก็รวบของลงกระเป๋าออกห้องไป  จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์เท่านั้น

                เจตน์เหลือบมองผ่านแผงกั้นมากมายไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ไม่มีคนนั่งเช่นกัน  กองเอกสารวางเกะกะถูกทับด้วยเฮดโฟนอันใหญ่  โต๊ะของพอสเลอะเทอะไปด้วยของตกแต่ง  ทั้งปฏิทินแบบแขวน  ฟิกเกอร์การ์ตูนตัวจิ๋ว  บอร์ดแปะโพสอิทที่ประดับด้วยสติ๊กเกอร์  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของโต๊ะสดใสแค่ไหน

                แล้วยังไงเล่า...

                ชายหนุ่มขบริมฝีปากก่อนจะดึงความสนใจกลับมายังหน้าจอของตนเอง  พิมพ์อักษรโต้ตอบกับพนักงานอีกฟากของโลกขณะที่ในหัวยังวนเวียนอยู่ที่เดิม

                ถูกเจ้านายดุมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานไม่ใช่เหรอ  พรุ่งนี้หมอนั่นก็คงกลับมาด้วยใบหน้าสดใสเหมือนอย่างเคยนั่นแหละ

 

            จะไปสนใจทำไมเล่า         

            พอสจะเป็นยังไงก็ช่างสิ....

 

...........................................................

 

 

                หากมีพรสักข้อพอสอยากจะขอให้อุกกาบาตพุ่งชนโลกพรุ่งนี้เลยได้ไหม

                หรือจะน้ำท่วม  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  เอเลี่ยนบุก...

 

วิธีไหนก็ได้ที่ไม่ต้องไปทำงานน่ะ

 

            ฮะ ๆ ว่าไปนั่น....

 

            ตุบ!

                ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง  มือขวาเอื้อมไปกระตุกเปิดโคมไฟที่หัวเตียง  แสงสีเหลืองฉาบทับลงบนร่าง  พอสหยิบมือถือขึ้นมา ทั้งที่ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วลูกค้าก็ยังไลน์มาอีก  เขารีบปัดหน้าต่างเพราะกลัวจะเผลอไปกดอ่านเข้า

                ที่นี่คือชั้น 8 ของคอนโดแบรนด์ดังใกล้ BTS  ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวีย  ฟังดูหรูหราแต่ซื้อมาจากอีเกียล้วน ๆ ทั้งตู้โต๊ะเตียง  มีของตกแต่งพวกธงสามเหลี่ยม DIY นิดหน่อย  รู้ว่าไม่สวยแต่พอสก็ชอบแต่งห้องเล่นอยู่ดี  อันที่จริงน่าจะเริ่มจากเก็บข้าวของให้เป็นที่เป็นทางก่อนอะนะ....

                บานหน้าต่างเหนือศีรษะปรากฏดวงจันทร์เด่นหรา  เต็มดวงเสียด้วยแฮะ  พอสจินตนาการภาพตัวเองแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าแล้วออกล่าพี่กุ้งที่กำลังเต้นอยู่ในร้านเหล้า  จับฉีกเนื้อแล้วแดกแม่งไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก

                แต่ไดโนเสาร์ที่อยู่รอดจากอุกกาบาตเมื่อหลายพันปีก่อนคงกระดูกแข็งฉิบหาย  ให้พอสชิงตายก่อนจะง่ายกว่า

 

            ช่วยทำอะไรกับไอ้ผมหย็อย ๆ นั่นทีเถอะ

            เขยิบไปหน่อย  เหม็นน้ำหอม

            ลูกค้าผู้ชายเยอะดีนี่

 

            แล้วมันยังไงวะ!!

                นิ้วที่เล่นเกมกระแทกกดแรงขึ้นทั้งที่เป็นระบบสัมผัส  สารพัดคำดูถูกไหลเวียนในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง  หัวหูรองเท้าน้ำหอมเสื้อผ้าวนกลับมาที่รสนิยมทางเพศ

                ส้นตีนเอ๊ย!  นี่มันอารยธรรมตกค้างจากยุคไหนกัน  ระบบความคิดนี้น่าจะเวียนว่ายตายเกิดได้นับพันรอบแล้ว  ถ้าหาเรื่องงานมาด่าไม่ได้ก็ช่วยเมคเรื่องใหม่ให้มันสร้างสรรค์กว่านี้ได้ไหม  ตีนเหม็น  เห็นผักติดฟัน  จะอันไหนก็ลองดูบ้างเถอะ!!

 

            เฮ้อ....

                มือถือวางปุอยู่ข้างตัวเมื่อหน้าจอขึ้นหราว่า ‘Game over’  พอสหมดอารมณ์จะเล่นต่อแล้ว  เขาเหม่อลอยแหงนหน้าดูพระจันทร์อย่างไร้เรี่ยวแรง  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่โดนพี่กุ้งด่าเรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้  ทั้งที่ควรจะชินได้แล้วแท้ ๆ แต่ใจคนเราไม่ใช่หินผานี่หว่า....

                นอกจากหัวหน้าแล้วทุกคนก็ดีกับพอสทั้งนั้น จะเปลี่ยนงานเพราะเรื่องแค่นี้ก็ใช่ที่  ไหนจะค่าผ่อนคอนโด  ค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่า....ค่า....ค่า.....ฆ่าตัวตายเสียดีไหม

 

            อ่า....เวลาแบบนี้อยากได้ยินเสียงเจย์เอดท์จัง....

                แค่นึกชื่อนี้ขึ้นมาก็ปวดแปล๊บในอกนิด ๆ  หนึ่งในสาเหตุที่วันนี้เขายับเยินกว่าครั้งก่อนก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ....  เพราะไม่มีเพลงของเจย์เอดท์ให้ฟังอีกแล้ว....

                แถมยัง...

 

นายไม่อายแต่ฉันอาย  แล้วนายก็ไม่ใช่ฉันด้วย

 

                เจ็บชะมัด....  ให้พี่กุ้งยืนด่าสามวันสามคืนยังไม่เจ็บขนาดนี้เลย

                มากกว่าถูกตำหนิคือความรู้สึกผิดที่พรั่งพรูในอก  ทั้งที่แค่อยากบอกว่าชอบเสียงเจตน์แท้ ๆ กลับกลายเป็นว่าเขาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่  ผลงานที่พอสชื่นชอบคือยาขมของเจตน์งั้นเหรอ....

                ไม่อยากถูกเกลียด  ไม่อยากถูกตะโกนใส่ว่าน่ารำคาญ แต่ก็อยากได้ยินเสียงทุ้ม ๆ นั่นร้องเพลงอีก...  จะทางไหนก็ไม่มีวันเป็นไปได้เลยนี่

                พสุพลิกตัวหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง  มือขวาควานสะเปะสะปะคว้าเฮดโฟนบนโต๊ะ เพราะเป็นคนชอบฟังเพลงถึงได้ยอมจ่ายเงินซื้อหูฟังแพง ๆ  ชายหนุ่มเสียบมันเข้ากับเครื่องมือสื่อสารก่อนจะกดเข้าโปรแกรมยูทูบ

                ในเมื่อวันอันแสนย่ำแย่จะไม่มีเสียงเจย์เอดท์ปลอบประโลมอีกต่อไปเขาก็ต้องหาอย่างอื่นฟังแทน  พอสจ้องหน้าจอด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่นาน  สุดท้ายก็พิมพ์อักษรชุดเดิมที่คุ้นชินลงไป...

 

                เ-ปิ-ด

 

            แต่ก!

                หลังเสียงกระแทกจอกระจกผลการค้นหาก็ขึ้นหรา  นิ้วโป้งไถหน้าจอลงไปด้านล่างเรื่อย ๆ  กลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วที่ต้องเลือกเพลงนี้  ถ้างั้นอย่างน้อย ๆ ก็ฟังเป็นเวอร์ชั่น----

 

            ‘[Cover]เปิด Open by J.8ight’

 

            “เชี่ย!!

 

ตุบ!

 

มือถือหล่นกระแทกฟันหน้าเกือบหัก  ดั้งยุบลงไปสามมิล  เจ็บแทบดิ้นตายแต่พอสพสุกลับไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว  มือไม้อ่อนเปลี้ยยกตัวต้นเหตุขึ้นมา  เขาหรี่ตามองก็แล้ว  ขยี้ตาก็แล้ว  คว้ายาหยอดตาข้างเตียงมาหยอดก็แล้ว  หน้าจอก็ยังปรากฏชื่อคลิปอันเดิมอยู่ดี....

 

จะ...เจย์เอดท์....

 

                นิ้วสั่นระริกกดเข้าไปด้วยใจระทึก  เขาจ้องไปยังตัวเลขใต้คลิป  มะ....ไม่ได้ลบอันเก่านี่  วิวยังอยู่เท่าเดิม  เยส!! ไม่เสียแรงที่ปั่นวิวไว้  ตะ...แต่ว่าก็ยังไม่ถึงพันอยู่ดีนี่หว่า

                ไม่สิ!!  ประเด็นไม่ได้อยู่ที่วิว แต่....มัน.....

 

‘Hi Everyone I’m Jay Eight สวัสดีครับ  ผมเจย์เอดท์เอ็นโดรฟินแห่งเสียงเพลง from Thailand’ เสียงชายผมสีเทาโพสท่าแนะนำตัวอันคุ้ยเคยเรียกสติให้พอสกลับไปเพ่งมองหน้าจอ  เขาจำได้ทุกอย่าง  เดี๋ยวเจย์เอดท์จะเสยผมขึ้น  นั่นไงล่ะ! ‘Today I wanna sing this song for you guys  Umm…maybe you don’t know about meaning. This’s thai song talking about see another point of view and adjust it!’

หนุ่มหล่อขยับกีต้าร์ในมือ  แล่บลิ้นเลียริมฝีปาก ครับ...ก็....เพลง เปิด  เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~’


 


หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนที่ตั้งใจ  ทุก ๆ สิ่ง และทุก ๆ อย่าง นั้นไม่เป็นเหมือนเคยฝันไว้

 

แค่เพียงประโยคแรกก็ทิ่มแทงเข้ามากลางใจ  ภาพเมื่อตอนกลางวันย้อนวนเวียนในหัว...

 

หากปล่อยชีวิตที่ผิดหวัง ให้นั่งอยู่ตรงนั้นตลอดไป  วันที่เธอเฝ้ารอคอยด้วยหัวใจ นั้นคงจะไม่มาสักที

 

                เจย์เอดท์เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำในโลกสว่างไสว  เอ่ยบอกกับเขาว่า....

 

อยู่ที่เธอนั้นจะกล้าเปิด เปิดตาและเปิดหูและเปิดใจ  มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี

 

                ทั้งที่เหนื่อยจนอยากจะร้องไห้ แต่คำปลอบโยนนั้นอุ่นวาบขึ้นมาในอก....

 

หากว่าวันนี้สับสน วุ่นวายและวกวนไปทุกที่  ลองมองลองเปลี่ยนมุมจากที่ยืนอยู่ตรงนี้ เปลี่ยนจนเจอที่ที่ถูกใจ  แค่เพียงเธอนั้นจะกล้าเปิด เปิดตาและเปิดหูและเปิดใจ  มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี

 

                ชายหนุ่มทอดเสียงต่ำ  ดึงจังหวะของเพลงให้ช้าลง...

 

หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนดังฝันใฝ่  จะมีสุขหรือทุกข์เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับใจก็เท่านี้

จำไว้สุขทุกข์สักแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจ .....ของเรานี้

 

                พอสทิ้งตัวลงบนเตียง  หลับตาลงดื่มด่ำกับน้ำเสียงนุ่มลึกอีกครั้ง  อีกครั้ง และอีกครั้ง  หูฟังราคาแพงถูกลงไปทันทีเมื่อมันกระจายเสียงของเจย์เอดท์ออกมา

                ความทุกข์ค่อย ๆ เจือจางลงไป  ราวกับถูกเยียวยาด้วยคำปลอบประโลมของเจย์เอดท์  จะน้ำเสียง  สีหน้า หรือแม้แต่แววตาที่จ้องมองมาก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ

                รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อคิดถึงใบหน้าของใครอีกคน  คนคนนั้นจืดชืด  ซื่อบื้อ  แถมยังมนุษยสัมพันธ์ติดลบแบบเกินเยียวยา

 

            ขอบใจนะเจตน์.....

 

                ทั้งที่เกลียดคลิปขนาดนั้น แต่ก็ยอมปลดล็อกให้  นายจะใจดีเกินไปแล้วนะ

                เรื่องเฮงซวยเมื่อตอนกลางวันสลายไปจากเซลล์สมอง  ชีวิตก็แบบนี้แหละ  ดีบ้าง แย่บ้าง แต่อย่างน้อยวันพรุ่งนี้พอสก็มีแรงกลับไปสู้ต่อ  พระเจ้าครับอุกกาบาตเก็บไว้วันหน้าแล้วกันครับ

 

เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตนะคร้าบ~’

 

ได้รับพลังมาเต็มเปี่ยมแล้วล่ะ....

 

 

 

TBC


กรี๊ดดดดดดดดดด  เจย์เอดท์เท่ที่สุดดดดดดดด!//เขย่าป้ายไฟอย่างบ้าคลั่ง

น่าจะครึ่งเรื่องแล้วมั้งคะ  สมเป็นเรื่องสั้นที่เป็นนิยายรักขึ้นมาแล้ว  เย้ ๆ ๆ

ฝากติดตามน้องเจตน์น้องพอสไปจนจบด้วยนะคะ


ป.ล.ขอบคุณเพลงเปิดจากพี่บอยพี่เบนด้วยนะคะ  เก่านิดนึงหวังจะว่าเคยฟังกัน 55555555 

ป.ล.พรุ่งนี้ใครหยุดก็ยินดีด้วย  ใครไปทำงาน/เรียนให้เจย์เอดท์เป็นกำลังใจให้คุณนะครับ //วิ้งเป็นประกาย คิระ ๆ พัลจัก ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 106 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

121 ความคิดเห็น

  1. #108 Artemis~ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 00:57
    งือออ น้องเจตน์คะ น่ารักที่สุดๆๆ ถึงจะบอกว่าไม่ต้องสนใจแต่ก็แคร์เค้าอยู่ดีละเนอะคะๆ พอสได้กำลังใจเต็มเปี่ยมเลยล่ะ น่ารักๆ
    #108
    0
  2. #92 ก้อนดิน ปั้นดาว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 17:14
    โอ้ยย อบอุ่นหัวใจ
    #92
    0
  3. #83 J.lasa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 10:56
    แอบหน่วงๆ แต่ท้ายตอนอบอุ่นหัวใจเลย ไม่เคยฟังเพลงเปิด เดี๋ยวไปเปิดฟังดีกว่า
    #83
    0
  4. #75 barious (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 20:44
    น่ารักกกกกมากกกก
    #75
    0
  5. #72 Tanee Lov (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 18:31
    ดีงามม มนุษย์แบบกุ้งควรหมดๆไป
    #72
    0
  6. #42 TheViper_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 23:21
    ดีงามมมม
    #42
    0
  7. #34 AhnA* (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 21:25
    หน่วง​ น่าเห็นใจทั้งคู่​
    #34
    0
  8. #30 biggertmb (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 09:36
    เนื้อเพลงให้กำลังนี่เองบวกกับเสียงเพราะๆของเจตต์พอสถึงชอบฟังงงง
    #30
    0
  9. #26 lonlon. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 10:02

    เป็นกำลังใจให้เจ้าพอส
    #26
    0
  10. #19 พิน้องงงง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 15:09

    ว้ายยยยยยยยยยยยยย เจยเอดท์เท่ห์จังเลยข่าาาาา กี๊ดดดดดด //โบกป้ายฟัยยยย นองพอสสู้ๆนะคะ ได้พลังเจย์เอท์มาเยียวยา จิกพี่กุ้งคืนเลยยยยยย

    #19
    0
  11. #18 Earn Waranluk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 22:10

    เรื่องเรื่อยๆแต่อ่านเเล้วเขินมาก ชอบทุกเรื่องของไรต์เลยค่ะ สู้ๆนะคะ
    #18
    0
  12. #14 lisit (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 01:18

    ทำไมเห็นภาพพสุเขินตัวม้วน 55555

    #14
    0
  13. #13 aorpp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 23:48
    ค่อยๆรักกันแล้ว เป็นเรื่องที่น่ารักมากเลยค่ะ แต่แอบสงสารพอสต้องหัวหน้างานมีอคติใส่ เจตต์มาปลอบด่วน
    #13
    0
  14. #12 NpSuthidaNamwong (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 21:54
    งื้ออออ พี่เจตน์
    #12
    0