▐▐ Pause & Play ► เพราะพักพาพบ [Yaoi]

ตอนที่ 2 : Track #02 : ⏪ Rewind The Memories

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    2 ธ.ค. 61

Track #02 : Rewind The Memories

 

We're up all night 'til the sun  We're up all night to get some  We're up all night for good fun  We're up all night to get lucky

 

“แม่! ปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ!

ตุบ ๆ ๆ

พื้นบ้านสั่นสะเทือนเมื่อชายร่างใหญ่พุ่งตัวเข้ามายื้อแย่งแท็บเล็ตไปจากมือมารดาพร้อมปิดวีดีโอที่กำลังเล่นอยู่ “เลิกดูของแบบนี้เลย”

“น่ารักจะตาย  น้องเจตน์เต้นไม่ทันเพื่อนด้วย”

เจตน์อยากจะบ้าตาย....

แม่จะเข้าใจไหมว่าลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และไอ้ผู้ชายตัวใหญ่เต้นเงอะ ๆ งะ ๆ พยายามสแว๊กนั่นก็ทุเรศลูกตาสิ้นดี  เขาอยากพาแม่ไปปฐมพยาบาลล้างตาด้วยซ้ำไป

“ดูทำหน้าเข้าซิ  โธ่! แม่ไม่ดูก็ได้” พูดจบหล่อนก็ดึงแท็บเล็ตคืนจากลูกชาย  ไว้ค่อยแอบดูตอนกลางวันดีกว่า  ชวนเพื่อนบ้านข้าง ๆ มาด้วย “ว่าแต่ทำไมวันนี้เจตน์ตื่นเช้าจัง”

“แถวที่ทำงานรถติดมาก  ผมกะเวลาไม่ถูกเลยออกเช้าไว้ก่อนดีกว่าครับ”

“ดีแล้วลูก”

ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่า “ไปก่อนนะครับแม่”

“อ๊ะ! เดี๋ยวเจตน์” หญิงร่างท้วมหยัดตัวขึ้นจากโซฟา “แม่ผัดข้าวไว้น่ะ  วันนี้จะห่อไปกินอีกหรือเปล่า”

“มะ....”

 

เจตน์ชะงักทั้งที่คำตอบมันก็เห็น ๆ อยู่ ทว่าใบหน้าใครอีกคนกลับลอยเข้ามาในหัว  เขากำสายสะพายกระเป๋าแน่นขึ้นก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนคำตอบ

 

“แม่ตักใส่กล่องให้ด้วยครับ”

 

…………………………………………

 

                พี่จักรเพิ่งถอยรถใหม่ตอนแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว  ทิ้งสมบัติตกทอดเป็นฮอนด้าซิตี้สีเทามาให้เจตน์  ถือเป็นโชคดีของเด็กเพิ่งเริ่มงานอย่างเขาที่มีรถขับตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรกยังไม่ออก

เช้าวันนั้นเจตน์มาถึงที่ทำงานเช้ากว่าปกติ แถมยังได้ที่จอดรถโดยไม่ต้องวนหา  ชายหนุ่มเดินขึ้นบันได้มาถึงชั้นสี่  มองเครื่องสแกนนิ้วหน้าห้องด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะทาบปลายนิ้วลงไป

ตี๊ด!

อ่า...เสียงแห่งจิตวิญญาณออฟฟิศ....

เจตน์เดินไปตามทางเดินปูพรมสีน้ำเงิน  เวลาแปดโมงเช้าพนักงานด้านในยังมากันบางตา  แต่พอมาถึงห้องด้านในสุดก็ต้องแปลกใจที่มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว  เจตน์กลั้นหายใจขณะผลักประตูเข้าไป

“อ้าว เด็กใหม่”

“สวัสดีครับ” เขาก้มหัวให้ “พี่....เอ่อ....”

“วิทย์กับเบสไง  เราอยู่แผนกเดียวกัน” จริงด้วย! ชายผิวเข้มคือพี่วิทย์ที่ดูแลเรื่องภาษาอาหรับ  ส่วนพี่เบสฝ่ายเยอรมันเป็นชายตัวผอมแห้งแก้มตอบ  ทว่ามีอีกคนที่เจตน์ไม่คุ้นหน้า  เป็นชายผิวขาวหน้าตาพอใช้ได้ แถมยังแต่งตัวดูดีโดดเด่นจากชาวบ้าน “อ้อ! คนนี้ชื่อไอ้ติณ  เป็นฝ่ายขาย”

“ครับ” เด็กใหม่พยักหน้าทักทาย  ติณโบกมือให้เป็นเชิงบอกว่า ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก

“มาเช้าจังนะ”

“หนีรถติดน่ะครับ”

“อืม”

 

ฉิบ....อึดอัดชะมัด

และก่อนที่บรรยากาศจะแย่ไปกว่านี้เจตน์ชิงเดินดุ่ม ๆ ไปทิ้งตัวนั่งที่หลังห้องเป็นการจบบทสนทนากลาย ๆ  ชายหนุ่มเปิดโน้ตบุคประจำตำแหน่งขึ้นแสร้งทำเป็นคลิกเม้าส์เช็กงาน

“เออ  เมื่อวันก่อนเห็นว่าเกือบแย่”

“ก็ใช่ดิ  ลูกค้าโวยวายฉิบหาย” คนชื่อติณส่ายหัวเหนื่อยหน่าย “เนี่ยแหละเขาว่างูเข้าบ้านพร้อมแขกให้ตีแขกก่อน”

“กูก็แขกโว้ย” วิทย์รีบโวยวาย  ไอ้เวรติณเอ๊ย มึงจะมาเหมารวมเชื้อชาติไม่ได้! “วันนั้นกูล่ามไปเหงื่อแตกพลั่กไป”

“ฮ่า ๆ ๆ”

“แล้วจบงานได้ไงวะ” เบสยกมือขึ้นกอดอก “สินค้าเฉดสีไม่ตรงแบบนี่ยอมกันได้ด้วยเหรอ”

“ไอ้พอสไปด้วยไง”

 

            กึก!

 

พอได้ยินชื่อนั้นนิ้วที่คลิกเม้าส์ก็ชะงักไป  จานดาวเทียมงอกขึ้นมาบนหัวเจตน์ แสร้งทำหน้านิ่งทั้งที่เปิดโหมดสอดรู้อย่างเต็มรูปแบบ

“พอสนี่มันเก่งเนอะ  ทำงานได้ปีกว่าแท้ ๆ”

“สเปกลูกค้าพอดีด้วยมั้ง” ติณตบปุ ๆ ลงที่ขา “แบบเกาหลี ๆ อะ  ใส่กางเกงขาเดฟกับรองเท้าบูท  ไหนจะหัวมันอีก  กูนึกว่าไอดอล”

“ลูกค้าเป็นผู้หญิงเหรอวะ”

“ผู้ชาย”

“อ้อ ยิ่งเข้าทางเลย”

 

หา?  อะไรนะ.....

จานดาวเทียมบนหัวขยายใหญ่จนคับห้อง และเมื่อไม่อาจเก็บงำความเสือกไว้ได้อีกต่อไปเขาจึงแสร้งลุกขึ้น  เดินไปถ่ายเอกสาร  ดีที่กลุ่มชายขี้เม้าท์ตรงนั้นไม่ได้หยุดบทสนทนาแต่อย่างใด

“เห็นลูกค้าส่งสายตาปิ๊ง ๆ ใส่  มิน่าถึงยอมเซ็นรับของ”

“เออ มีไอ้พอสไว้ก็ง่ายดีนะ”

ดะ...เดี๋ยวสิ....  นี่เขาฟังอะไรอยู่

“มันหน้าตาดีด้วยอะเนอะ  จะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ชอบ” เบสถอนหายใจ “ขายงานง่ายตลอด”

“กูยังคิดอยู่เลยว่ามันน่าจะไม่ใช่ชายแท้  ดูแต่งตัวเข้าดิ” หนุ่มแขกกอดอกออกความเห็น “แต่ช่างเถอะ  มันเก่ง”

“น้อย ๆ หน่อย  เดือนที่แล้วกูเป็นอันดับ 2 นะโว้ย!” ติณรีบเข้ามาเบรก  จะให้รุ่นน้องแซงหน้าไม่ได้เด็ดขาด! “เดือนนี้จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ให้ดู”

“ถุย! รักษาอันดับอย่าให้ไอ้พอสแซงก่อนเถอะมึง”

“อ้าว  แช่งกูเหรอ”

 

จากนั้นแก๊งชายขี้เม้าท์ก็ไล่เตะกันเป็นที่น่าสังเวชใจแก่รุ่นน้องนัก  เจตน์พลิกกระดาษถ่ายเอกสารบัตรประชาชนหน้าหลังไปมาเหมือนปิ้งปลาหมึก  ถามว่าถ่ายไว้ทำไมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องหาอะไรทำเพื่อยืดเวลาสาระแนเรื่องชาวบ้านออกไปอีก

ทว่าหลังจากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่องดินฟ้าอากาศหาดทรายทะเล  นินทาเจ้านายลูกค้าลามไปถึงป้าร้านกาแฟที่ไม่รู้จักหวานน้อย  ทั้งที่เปลี่ยนหัวข้อไปไหนต่อไหนแล้ว แต่ในหัวไอ้เจตน์กลับวนอยู่เรื่องเดิมเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

มันน่าจะไม่ใช่ชายแท้

ระ....หรือนี่จะเป็นหนทางรอดของเจตน์  ถึงจะสารเลวไปสักหน่อย แต่แค่แปะยันต์ขู่ไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา  ถ้าอีกฝ่ายแฉเขาเรื่องเจย์เอดท์เมื่อไหร่ก็หงายการ์ดลับเข้าไปสู้!!

                อยากจะรู้นักว่าถ้าข่าวลือเรื่องที่เป็นเกย์แพร่ออกไปนายจะทำหน้ายังไง....

 

……………………………………..

 

            “อ๋อ เรื่องนั้นเขารู้กันหมดออฟฟิศแล้วอะ”

 

                เคร้ง!

                ช้อนในมือร่วงลงบนโต๊ะ  หมุนคว้างอยู่สองสามทีหมิ่นเหม่จะลงพื้นจนพอสต้องเอื้อมมือมาเก็บให้ “อย่าปล่อยของร่วงสิ”

                ตัวร้ายโฉดชั่วสับสนจนต้องทวนคำถามเมื่อครู่ซ้ำอีกครั้ง “นาย....เป็นเกย์เหรอ?”

                “ก็ไม่ได้ปกปิดอะไรนี่” พสุยักไหล่  นอกจากไม่ตกใจแล้วยังโยนเบอร์เกอร์คำสุดท้ายเข้าปากอย่างสบาย ๆ เหมือนเพิ่งถูกถามว่ากินข้าวหรือยัง “รู้แหละว่าทุกคนสงสัย แต่เขาก็มีมารยาทไม่กล้ามาถามกันตรง ๆ”

                “ขอโทษที่ไร้มารยาทนะ” ชายหนุ่มงึมงำกับกล่องข้าว  เมนูเพื่อน้องเจตน์วันนี้คือข้าวผัดกากหมูโปะด้วยไข่ดาว

                “ขอโทษทำไม  ฉันไม่ได้ว่านายนี่” ไม่รู้นี่เรียกว่าด่าตาใสซื่อได้หรือเปล่า เพราะเจตน์รู้สึกว่าตนชั่วช้าขึ้นไปทุกที  อีกนิดอาจจะวิ่งไปขอมอบตัวบนโรงพักเองก็เป็นได้ “ว่าแต่ยกเรื่องนี้มาถามตั้งใจจะขู่ฉันคืนเหรอ”

                “อึก...” เจตน์ตกใจจนกากหมูแทงเพดานปาก แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเคี้ยวต่อไป “ชะ...ช่างมันเถอะ”

                “ฮ่า ๆ ๆ สมัยนี้แล้วใครจะเขาจะกลัวเรื่องนั้นกันอะ” คนพูดเกี่ยวปลายนิ้วลากถุงพลาสติกมารื้อหาของกินต่อ “ไม่ใช่เกาหลีสักหน่อย”

                “ก็จริง......”

                “ทำอย่างกับนายก็เป็น.....”

                “..........”

                “..........” เพราะอีกฝ่ายนิ่งไปนานจนมีพิรุธ  พอสถึงกับอ้าปาก “ฉันพูดเล่นน่ะ....อย่าบอกนะว่า....”

                เจตน์หลบตา และนั่นทำให้ทางนั้นถึงกับสบถออกมา “เชี่ย....จริงเหรอเนี่ย?”

                คนโดนเค้นถามไม่ยอมตอบ เพราะรู้ว่าสกิลตอแหลของตนห่วยแค่ไหน  ปลายส้อมเสียบเข้าไปที่ไข่แดงอย่างเกรี้ยวกราด

                “นายนี่โกหกได้แย่ชะมัด”

                “เงียบนะ”

                “แต่ก็นับถือความพยายามในการข่มขู่นะ  เมื่อกี้เผลอกลัวขึ้นมาวูบหนึ่งเลย”

                “หุบปาก”

                “จริง ๆ นะ”

                “แล้วเรื่องที่นาย...เอ่อ...กับลูกค้า”

                “จะบ้าเรอะ  เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว” พสุตบโต๊ะดังปัง “ฟังที่เล่ามาก็ไม่เห็นมีตรงไหนบอกว่าฉันไปกินกับลูกค้าเลย”

                “มันชวนให้คิดไหมเล่า”

                “ลูกค้าน่ะไม่เอาด้วยหรอก” แทนที่จะจบแค่ตรงนั้น  ทว่าดวงตากลมโตกลับหรี่ลง “แต่ถ้าเป็นเจย์เอดท์ล่ะก็ไม่แน่”

                “หา!?”

                “นายน่ะสเปกฉันเลย” คุณฝ่ายขายเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้  จ้องมองไอ้เด็กใหม่อย่างจริงจัง “ก็บอกแล้วว่าชอบเจย์เอดท์”

                “ฉันชื่อเจตน์”

                “มันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ” พอสถอนหายใจพลางแกะกล่องขนม  ของหวานวันนี้ยังคงเป็นป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รี่อีกเช่นเคย  ชายหนุ่มใช้ฟันหน้ากัดขนมแท่งรัว ๆ จนเกิดเสียงน่ารำคาญ “เอ๊ะ...แต่จะว่าไปก็ต่างกันอยู่แหละ  ฉันไปนอนคิดมาทั้งคืนเลย  นายน่ะ....”

                “.........”

                “ไม่เห็นเหมือนในคลิปเลย”

 

                ฉึก!!

 

                “เจย์เอดท์รับหน้าที่เอ็นโดรฟินของวงไม่ใช่เหรอ”

 

                ฉึก!!

 

                “แต่นายไม่มีเสน่ห์เลย  แถมยังทึ่มด้วย”

 

                ฉึก!!

 

                เลือดไหลซึมจากมุมปาก  ไอ้เจตน์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขึ้นที่ข้างขมับ  มันพยายามสูบโลหิตกลับเข้าไปก่อนจะเอ่ยตอบ “คะ...ค่ายเขาให้ทำแบบนี้”

                “เจย์เอดท์น่ะแพรวพราวอย่างกับโฮสต์” มาถึงตรงนี้พอสก็ประสานมือไว้ที่อก  นึกภาพเพ้อเจ้อของไอดอลที่ตนหลงใหล “เวลาร้องเพลงก็ชอบเล่นหูเล่นตา  สดใสร่าเริงเหมือนดอกทานตะวัน  เวลายิ้มก็ตาเป็นขีดด้วย!  ฉันน่ะชอบตอนเขาเล่นกีต้าร์พลาดแล้วแล่บลิ้นเขินที่สุดเลย”

                พูดจบก็หันมามอง ไอ้เจตน์ที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับที่พูดมาเลย....

ช่วยไม่ได้นี่นา ในวงการบันเทิงอันโหดร้ายการมีตัวตนคือสิ่งสำคัญที่สุด  ในยุคกรีกมีทฤษฏีศิลปะที่ว่าการปรุงแต่งให้เกินจริงสร้างความเตะตาได้มากกว่า  ดังนั้นเจตน์เลยต้องร้องเต้นเล่นละครให้โลดโผนโจนทะยานเมายาม้าที่สุด

                “ขอโทษที่ทำลายจิตนาการนะ”

                “มันก็ทำลายจริง ๆ แหละ”

                “อึก....”

                “แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้แย่นะ”

                “.........”

               

“น่ารักดี”

            เอ๊ะ....

 

                กรุบ ๆ ๆ ๆ

                เสียงฟันหน้าหักป็อกกี้เป็นจังหวะสม่ำเสมอคือสิ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในห้อง  เจตน์แน่นิ่งเหมือนโดนหมัดฮุคใส่หน้า  เมื่อกี้ไม่ได้หูฝาดใช่ไหมวะ....นอกจากแม่ยังมีคนชมเขาด้วยคำนั้นอีกเหรอ

                พ่อเทรนนี่ตกอับจ้วงข้าวเข้าปากกลบเกลื่อนบรรยากาศแปลก ๆ นี่ซะ  เขามีชีวิตที่ซับซ้อนขัดกับตัวตนมาอยู่หลายปี  ต้องถูกสอนกระทั่งว่าควรยกมือสูงขนาดไหน  ปรบมือแบบไหนให้ดูคึกคัก  พอลอกเปลือกเก่าออกก็ดันเจอแต่ความจืดชืด  ทั้งที่คิดว่าจากนี้ไปจะใช้ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศธรรมดาแล้ว  ไอ้หมอนี่ก็ดันมารื้อความจำกันเสียได้...

            ไม่อยากนึกถึงเลย....

 

                “เจตน์”

ชื่อจริงถูกเรียกแบบไม่ต้องแก้เป็นครั้งแรก  เจตน์เงยหน้าขึ้นมาสบประสานดวงตาเข้ากับอีกฝ่าย

“ดีใจที่วันนี้นายห่อข้าวมากินนะ”

                ประโยคเรียบง่ายเช่นนั้นทำเอาใจปั่นป่วนเหมือนฝูงผีเสื้อสยายปีกในท้อง  ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่กลับตอบออกไปว่า “แม่ทำให้พอดีน่ะ”

                “ไว้คราวหน้าไปฝากท้องแถวนี้ไหม  ฉันมีร้านแนะนำด้วยล่ะ”

                “ดูก่อนนะ”

                “อ๊ะ! แต่อาทิตย์นี้ไม่ว่างแล้วอะ  ต้องตระเวนเจอลูกค้าทุกวันเลย”

                “เหรอ”

                “ไว้อาทิตย์หน้าเนอะ”

 

            ไม่ปฏิเสธด้วยแฮะ....

                เจตน์นึกกลัวตัวเองขึ้นมานิด ๆ  ทำเป็นบ่นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่กลับยอมให้ตัวอันตรายเข้ามาทำอะไรตามใจชอบ  อย่างตอนที่พอสยื่นขนมหวานเลี่ยนมาให้ถึงปากก็ยังเผลองับไปโดยอัตโนมัติ

                อันตราย....เกือบจะข้ามเส้นมาแล้วเชียว....

 

............................................................

 

                ชื่อจริงพสุ ธนากรกุล  เพื่อนเรียกพอส  ไอ้พอส  ไอ้เหี้ยพอสตามลำดับความสนิท  ชอบอาหารรสเผ็ด  แต่ถ้าของหวานก็ต้องป็อกกี้สตรอว์เบอร์รี่เท่านั้น!  ฟังเพลงเกาหลีเป็นหลัก  ไทยบางประปราย  สากลแทบไม่ได้แตะเลยยกเว้นเพลงตามร้านเหล้า

ส่วนความสนใจเร็ว ๆ นี้ก็....

เจตน์ใส่แว่น

 

“มองอะไร”

“มองเจตน์”

อุก....  พอเจอคำตอบเข้าไปคนตัวสูงถึงกับเดินเป๋ไปอีกทาง  เจตน์ตั้งสติขบฟันแน่น “ฉันทำไม”

                “เปล่า” คำตอบติดจะเสียงสูงไปสักหน่อย “แค่คิดว่าใส่แว่นแล้วหล่อดี”

                “วะ...แว่นสายตาน่ะ”

                “ก็ไม่ได้บอกว่าใส่เพื่อแฟชั่นนี่  บอกว่าหล่อ”

                “นายนี่มัน....”

                “หึ หึ หึ” พสุหัวเราะในลำคอก่อนจะตบหลังเหยื่อป้าบ ๆ “ไม่ต้องเขินน่า  หล่อจริง ๆ นะ”

                พ่อเทรนนี่ตกอับถึงกับถอนหายใจออกมา  อะไรกันเล่า....เจตน์นี่มองโลกในแง่ร้ายชะมัด  มีคนชมแทนทีจะดีใจดันไม่เชื่อกันเสียได้  ถ้านายหน้าตาไม่ดีจริงคงออดิชั่นไม่ติดหรอกน่า  นี่กะจะชมว่าชอบจมูกใหม่ก็กลัวหาว่าโกหกอีก

 

                วันนี้พสุสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบอันเป็นสีมงคลของวันศุกร์  เส้นผมดัดถูกเซตเป็นทรงอย่างดี  ต่างหูเปลี่ยนเป็นหมุดสีเงิน และที่ขาดไม่ได้คือน้ำหอมกลิ่นอ่อน ๆ เหมาะแก่การดึงดูดลูกค้าเป็นที่สุด

                ทั้งที่บอกว่าเจอกันอีกทีอาทิตย์หน้า แต่จู่ ๆ เมื่อวานพาร์ทเนอร์จากเกาหลีก็ส่งเมลว่าจะบินมาถึงไทยพรุ่งนี้  ไอ้พอสจึงถูกไหว้วานส่งไปรับหน้าพร้อมเด็กใหม่ในเย็นวันศุกร์ทันที

                “งานเลี้ยงธรรมดาน่า  ไม่ได้เซ็นเอกสารอะไรสักหน่อย” พอสเอาไหล่กระแซะอีกฝ่าย “ไม่เห็นต้องจริงจังจนหยิบแว่นมาใส่เลย”

                “เผื่อไว้ก่อนน่ะ”

                “นายไม่เคยทำงานออฟฟิศสินะถึงไม่รู้ว่าเขาทรีทลูกค้านอกเวลากันแบบไหน”

                “แบบไหน”

 

            กึก....

                คนตัวเล็กกว่าชะงักเท้า  พอสหันกลับมาพยักพเยิดไปทางตึกด้านหลัง  สถานที่นัดพบคืออาคารสองชั้นที่ตั้งแบบสแตนอโลน  มีที่จอดรถเป็นเวิ้งกว้างกินอาณาเขตไปครึ่งหนึ่ง  ป้ายด้านบนกำลังกะพริบปริบ ๆ เขียนด้วยฟอนต์ที่อ่านไม่ค่อยออก แต่เจตน์จับใจความบรรทัดล่างสุดได้ว่า...

                คาราโอเกะ

                ชายหนุ่มอ้าปากค้าง....

            ฉิบ.....หาย.....

 

                “เข้าไปสิ  ถ้าลูกค้ามาถึงก่อนจะดูไม่ดีนะ” แขนเสื้อถูกพอสกระตุกเร่ง “ถึงจะไม่เคร่งเท่าพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น แต่กันไว้ก่อนดีกว่า”

                “เดี๋ยวสิ  ทำไมถึงเป็นคาราโอเกะล่ะ!

                “พามาเอนเตอร์เทนก็ต้องที่แบบนี้แหละ” รุ่นพี่พอสยกมือขึ้นกอดอกสั่งสอน “นี่ยังถือว่าเบา  ถ้าพวกแก่ ๆ รุ่นใหญ่เขาไปอาบอบนวดกันเชียวนะ”

                “.........”

                “อ๊ะ! แต่ฉันไม่เคยไปหรอกนะ  พี่ฝ่ายขายคนอื่นแย่งกันไปรับรองจะตาย”

                “พูดเหมือนอยากไป”

                “มันก็อยากรู้นิด ๆ ว่าเป็นยังไงอะนะ แต่ไม่ไปแหละดีแล้ว” พสุไม่อยากให้อีกฝ่ายเหมารวมเป็นพวกหื่นกามไปด้วยจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “แต่พาร์ทเนอร์คนนี้โอเคอยู่นะ”

                “นายเคยเจอเขาเหรอ”

                “อืม  มากับพี่ฝ่ายภาษาเกาหลีคนเก่า” สองขาก้าวฉับ ๆ ไปตามทาง  พอเจอพนักงานต้อนรับก็รีบหันไปบอก “จองห้องไว้ชื่อพสุครับ”

                “ทางนี้เลยค่ะ”

                พวกเขาถูกพาเดินไปตามทางเดินเทคอนกรีตกว้างราวสองเมตร  ชั้นล่างเป็นห้องคาราโอเกะสำหรับต้อนรับกรุ๊ปใหญ่จึงมีการแบ่งสัดส่วนเว้นระยะระหว่างห้องเพื่อความเป็นส่วนตัว  ส่วนลูกค้าจำนวนน้อยอย่างพวกเขาต้องเดินขึ้นอาคารไปบนชั้นสอง

                ห้องประตูกระจกเรียงรายไปตลอดทางแออัดเหมือนคอกหมู  พนักงานสาวเดินนำพวกเขาไปยังห้องตรงหัวมุมที่พอจะมีพื้นที่กว้างขวางกว่าห้องอื่น  หล่อนผลักประตูเข้าไปพร้อมหันมาเอ่ยถาม

                “สั่งอาหารกับเครื่องดื่มเลยไหมคะ”

                “ขอน้ำเปล่าก่อนแล้วกันครับ  เดี๋ยวผมสั่งอาหารอีกที”

                เธอเปิดขวดที่มุมห้องรินน้ำเย็นชื่นใจสองแก้วมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะโค้งศีรษะขอตัว  ทิ้งให้พวกเขาอยู่สองต่อสอง  พอสเดินไปหยิบเมนูอาหารจากโต๊ะหน้าทีวี  ขณะที่เจตน์ถอดเสื้อแจ็กเก็ตมาวางไว้บนตักแทน เพราะทนอากาศร้อนไม่ไหว

                “อยากกินไรสั่งเลย  งบหกพันรวมเบียร์” ชายหนุ่มยัดเมนูเล่มหนึ่งใส่มือเจตน์ “มิสเตอร์คังชอบเบียร์สิงห์  นายดื่มได้ไหม”

                “ได้หมด”

                “เยี่ยม!  คอแข็งเป็นคุณสมบัติขั้นต้นของฝ่ายขายเลยนะ” คนขี้อวดตบอกปุ ๆ “ฉันดื่มได้มากสุด 7 ขวดเชียวนะ แต่ขี้เกียจเข้าห้องน้ำ”

                “งั้นเหรอ” คนตัวสูงเปิดเมนูไปมา  ไม่ได้สนใจเรื่องที่อีกฝ่ายเล่าเลยสักนิด “สั่งกับแกล้มให้ด้วย  ขอแบบหนักท้องหน่อย”

                “หิวหรือคออ่อนกันล่ะ?”

                มือชะงักไปเล็กน้อย  เจตน์เงยหน้าขึ้นมองคนกวนประสาท  จะหาว่าเขาเป็นไก่อ่อนอย่างนั้นเหรอ “แค่หิว”

                “อา....รู้แล้ว ๆ ไม่เห็นต้องดุกันเลยนี่นา” คุณฝ่ายขายยกมือยอมแพ้ “จะสั่งอะไรก็จดมาแล้วกัน  ร้านนี้อาหารอร่อย  มิสเตอร์คังมาเที่ยวรอบก่อนแล้วมาปีนี้ยังขอนัดที่เดิมเลย”

                มิสเตอร์คัง เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับของเกาหลี  เน้นเครื่องเงินเป็นพิเศษทำให้กลุ่มลูกค้าหลักเป็นวัยรุ่น  ตัวเขาเองก็อายุแค่เกือบสามสิบเท่านั้น  ถ้าอยู่เมืองไทยคงได้ออกรายการอายุน้อยร้อยล้านไปแล้ว

ถึงจะเป็นคู่ค้ารายย่อยจำนวนขายไม่สูงมาก แต่ผูกขาดเอาไว้ย่อมดีกว่า  ตอนนี้มิสเตอร์คังก็ส่งขายผ่านเวิลด์ไวด์เซลเท่านั้น แต่นั่นแหละนะ....อนาคตก็ไม่แน่ไม่นอน  ขอแค่ให้เปอร์เซ็นต์เยอะกว่าที่อื่นก็โอเค  ช่วงนี้เว็บช็อปปิ้งก็รับไปขายต่อหลายเจ้าอยู่  เห็นว่าคอลเล็กชั่นที่เป็นรูปสัตว์ป่ากำลังเป็นเทรนด์ในหมู่เด็กวัยรุ่นเลย  ถ้าเป็นไปได้พอสก็ว่าจะหลอกถามกำหนดการณ์ออกรุ่นใหม่อยู่เหมือนกัน

ระหว่างกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ เจตน์ก็จดรายการอาหารลงกระดาษมาห้าอย่าง  ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่นแบบหนักท้องเจ้าตัวคงจะหิวจริงจังล่ะมั้ง  คิดได้ดังนั้นพอสก็เติมรายการข้าวผัดให้อีกอย่างก่อนจะยื่นส่งให้พนักงานที่เดินผ่านมาทางนี้พอดี

พอหนุ่มฝ่ายขายทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ  เจตน์ก็เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม  ตอนนั้นเองที่พอสสังเกตเห็นว่าทางนั้นจ้องเขม็งไปยังไมโครโฟนไม่วางตา

                “โอ๊ะ! แบบนี้ก็จะได้ฟังเจย์เอดท์ร้องเพลงแล้วสินะ”

 

            พรวดดดดดด

                น้ำทะลักออกข้างแก้วสาดกระจายมาโดนแขน  ลำบากไอ้พอสต้องขยับเข้าไปแอบเช็ดแขนกับเสื้ออีกฝ่าย

                “แค่ก ๆ” อดีตเทรนนี่สำลักจนตัวโยน “ฉันไม่ร้อง”

                “ได้ไงอะ  มันเป็นงานนะ”

                “งานฉันคือล่าม  ไม่ใช่ร้องเพลง”

                “มันก็เหมือน ๆ กันแหละน่า  เดี๋ยวนี้ใครเขาจ้างไว้ทำหน้าที่เดียวกันล่ะ” เด็กใหม่ชักจะดูถูกโลกทุนนิยมไปแล้ว  ต้องให้รุ่นพี่สั่งสอนกันหน่อย “อีกอย่างฉันร้องเพลงแย่มาก  ถ้าไม่เป็นนายจะเป็นใคร”

                “มิสเตอร์คังไง”

                “เขาน่ะตัวคะยั้นคะยอยัดไมค์ใส่มือชาวบ้านเลย” มาถึงตรงนี้หน้าของเจตน์ก็ซีดลงไปหนึ่งเฉดสี “ชอบร้องเพลงแบบดูโอ้ด้วย  สงสัยขี้เหงา”

                พอสคว้าคีย์บอร์ดมาวางบนตัก  กดดูรายชื่อเพลงเรื่อยเปื่อย  ปล่อยให้ทั้งห้องมีเพียงเสียงเคาะแป้นพิมพ์เท่านั้น  สารภาพตามตรงเขาอยากได้ยินเจย์เอดท์ร้องเพลงใจจะขาด  เสียงที่ทำให้หัวใจอบอุ่นเหมือนถูกส่องด้วยไอแดดแบบนั้นน่ะ......

                “ฉัน...ชอบเสียงนายนะ”

                เจตน์ไม่กล่าวขอบคุณ หรือบางทีคำชมนั้นอาจไม่เข้าหูด้วยซ้ำไป  ชายหนุ่มจ้องไปยังอุปกรณ์ขยายเสียงบนโต๊ะด้วยแววตาเจ็บปวด  ราวกับความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึงกำลังถาโถมใส่  ริมฝีปากบางพึมพำซ้ำไปมาคล้ายสะกดจิตตัวเอง.....

 

            “ไม่….ยังไงก็ไม่ร้องเด็ดขาด”

 

............................................................

..............................

..........

......

 

 

 

                “โอนึล พัม ชูอินกงอึน นายา นา~

            “นา!! ยา!! น้า!!

“นอมานึล คีดารยอ อน นายา นา~

            “นา!! ยา!! น้า!!

                “นี มามึล ฮูมชิล ซารัม นายา นา~

            “นา!! ยา!! น้า!!

                “มาจีมัก ทัน ฮัน ซารัม นายา นา~

            “นา!! ยา!! น้า!!

“กรู้วววววววว!

 

เดี๋ยว....นี่มันอะไร....

                ฝ่ายขายนั่งมองเด็กใหม่และพาร์ทเนอร์เต้นท่าชกอากาศอย่างบ้าคลั่ง  ตามมาด้วยสเตปเท้าหมุนรอบตัวพร้อมโพสท่าลงจังหวะพอดีเด๊ะ  ไลน์เต้นใหญ่โตแบบไม่เหลือพื้นที่ให้คนตัวจ้อยได้โชว์ฝีมือ  สุดท้ายไอ้พอสเลยได้แค่นั่งแหกปากเย้ว ๆ  อีกนิดก็ควักแท่งไฟออกมาช่วยโบกแล้ว

ภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรน่ะเหรอ  หากจะให้ย้อนความสักหน่อยก็น่าจะเป็นตอนที่เจตน์ยกแก้วที่สาม  ไม่สิ...สอง  แค่สองก็ไปแล้ว.....

                คออ่อนยิ่งกว่าเด็กประถมเผลอดื่มแก้วน้ำพ่ออีก และเมื่อคนเมาผนึกกำลังกับมิสเตอร์คังที่กรึ่มได้ที่จึงเกิดเป็นศึกแบทเทิลดุเดือด  อีกนิดก็มีหมายเลขวิ่งให้โหวตด้านล่างแล้วว่าใครจะเป็นเซ็นเตอร์

                หากคิดว่าพาร์ทเนอร์จะตกใจก็ฝันไปเถอะ  มิสเตอร์คังน่ะเป็นดีไซน์เนอร์บ้าพลังแฟชั่นจัดจ้านประหนึ่งเดินฮงแด  ขนาดประเทศไทยร้อนตับแล่บยังอุตส่าห์สวมเสื้อโค้ทขาดวิ่นเหมือนโฮมเลส  พอสมองด้ายลุ่ย ๆ กรุยกรายไปมาขณะที่ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนรัก

                [เยี่ยมมากเจตน์  นายคือตัวเอกของค่ำคืนนี้]

                [พวกเราต่างหาก!]

[ฮ่า ๆ ใช่ ๆ ต้องพวกเราสิ]

ภาษาเกาหลีอ้อแอ้ฟังแทบไม่ออกขนาดดูซีรีส์บ่อย ๆ ไอ้พอสยังขอยอมแพ้  จะเดาจากบริบทก็แม่งเลือกไม่ถูกเลยว่าคุยกันเรื่องอะไร

ให้ตายเหอะ....มิสเตอร์คังจะเข้าขากับเจตน์เกินไปแล้วนะ!  พ่นเกาหลีกันไฟแล่บแบบไม่สนส่วนเกินที่นั่งหัวโด่ตรงนี้เลย  อันที่จริงก็เป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องออกแรงทรีทลูกค้า  แค่ปรบมือแปะ ๆ แล้วปล่อยให้สองคนนั้นกอดคอกันแหกปาก

“ต่อไปเอาเพลงอะไรดี” เพราะคีย์บอร์ดวางอยู่บนตักพอสจึงต้องพูดแทรกขึ้นมา “เจตน์ถามมิสเตอร์คังให้หน่อยสิ  เอ่อ... about next song….would you…

เจตน์น่าจะพอหลงเหลือสติถึงได้หันไปถามให้ [เพลงต่อไปเอาไงดี]

[คิมบอมซู!!]

[ฉันรู้!  โพโกชิพตา!!]

[Yes!]

“พอส” ล่ามปรับระบบสองภาษาได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ  ชายหนุ่มหันมาบอกข้อสรุป “เพลง I miss you ของคิมบอมซู”

“อ๊ะ! เพลงนี้ฉันรู้จัก” ปลายนิ้วรัวคำสั่งป้อนข้อมูลลงไปทันที  “นั่นมันเพลงชาติของผู้ชายเกาหลีเวลาร้องเกะเลยใช่ปะ”




                หน้าจอเปลี่ยนเป็นภาพจากซีรีส์ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า  พร้อมกับท่วงทำนองของเปียโนไล่ตัวโน้ตไปช้า ๆ  ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะได้ฟังเสียงโหยหวนแข่งกันไฮโน้ตของทั้งคู่  ทว่ามิสเตอร์คังมุมน้ำเงินกลับวางไมโครโฟนลงบนโต๊ะพลางยกแก้วขึ้นจิบเบียร์สิงห์ของโปรด

                [เจตน์ร้องเลย  เพลงนี้ฉันขอนั่งฟังนะ]

                เด็กใหม่หันมาสบตากับพอสแว้บหนึ่ง  ตอนแรกพสุคิดว่าจะถูกขอให้ร้องแทน  ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไร  เจตน์คงจะไม่มีสติเหลือแล้วมั้ง  ถึงจะบอกว่าอยากฟังเจย์เอดท์ร้องเพลงก็เถอะ แต่เสียงที่แหกปากตอนเมานี่มัน....

 

아무리 기다려도 못가

อา มู รี คี ทา รยอ โด นัน มท กา

[ผมไม่ไปไหน อย่างไรก็จะรอ...]

 

เพียงประโยคแรกก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่  น้ำเสียงที่พอสหลงใหล...ทุ้มติดแหบนิด ๆ เล่าเรื่องราวอย่างเชื่องช้า  บรรจงปล่อยให้ตัวโน้ตซึมเข้าไปในอก  ทั้งที่แปลไม่ออกทว่ากลับเข้าใจด้วยท่วงทำนอง

 

คิดถึง....คิดถึงคุณเหลือเกิน...

 

เสียงนั้นร้องเรียกอย่างเจ็บปวด  คิดถึงจนใจแทบขาดมันเป็นอย่างนี้นี่เอง  น่าแปลก...ทั้งที่ไม่ได้ใช้เทคนิคมากมาย แต่ความรู้สึกในเพลงนั้นถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นซัด

นี่แหละ....เสียงของเจย์เอดท์ที่เขาชอบที่สุด...

พอสนั่งนิ่ง  ปล่อยให้ทุกตัวโน้ตบรรเลงอย่างช้า ๆ จวบจนบทเพลงจบลง

 

กึก...

เสียงวางไมค์ลงบนโต๊ะดึงเขาออกจากภวังค์  พอสสบตาเข้ากับอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที  บางทีอาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์หรือบรรยากาศอะไรสักอย่าง

เขาสาบานว่าเห็นเจตน์ยิ้ม....

สีหน้าที่ร้องเพลงอย่างมีความสุขนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด  แม้ว่าเส้นผมจะถูกตัดจนสั้นกลายเป็นสีดำสนิท  แม้ว่าจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าสตรีทแฟชั่น และแม้ว่าจะไม่ได้เดบิวด์อีกต่อไปแล้ว....

 

“เอ่อ...” พอสเอ่ยทำลายความเงียบ “เพลงต่อไปเอายังไงดี  มิสเตอร์คังวู้ดยู----แว้กกกกกก!!!

ชายหนุ่มแหกปากลั่นเมื่อหันไปเจอคุณพาร์ทเนอร์น้ำตาหยดแหมะ ๆ ลงบนตัก  จากเดิมที่เมากรึ่มหน้ามันแผล่บบัดนี้มิสเตอร์คังเพิ่มเลเยอร์น้ำตาลงไปอีก  ดูเผิน ๆ คล้ายแต่งหน้าดิวอี้ลุค  เขารียยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้า

[ฉะ...ฉันคิดถึงเมีย]

“หา!?” พอสถึงกับหลุดเสียงสูง “เจตน์....เขาเป็นอะไร”

ไม่ทันให้ล่ามได้ทำงานท่านพาร์ทเนอร์ก็ลุกขึ้นพรวด [ฉันจะไปโทรหาเธอ!!]

พูดจบก็วิ่งทั่ก ๆ ออกห้องไป  ปล่อยให้ไอ้พอสตะโกนไล่หลัง “มิสเตอร์ค้างงงงง!!  สะ-ต็อป-ทือ!!  โว้ยยยยยย  เจตน์ทำอะไรสักอย่างเซ่!

“ไม่มีอะไรหรอกน่า  เขาบอกว่าจะไปโทรหาเมียเฉย ๆ” ฟังไอ้คนที่แค่เดินยังไม่ตรงพูดแล้วช่างทำให้ใจชื้นขึ้นเยอะเลย  เจตน์โบกมือไปมา “เดี๋ยวก็กลับมา  เอิ๊ก~

เอาวะ...คนขับรถมิสเตอร์คังก็นั่งรอตรงหน้าบันได  ถ้าเจ้านายเป็นอะไรขึ้นมาคงแหกปากขอความช่วยเหลือแล้ว  จะให้ตามไปดูก็กลัวขัดจังหวะผัวเมียเขา  สุดท้ายพสุก็ยอมนั่งเฉย ๆ

หลังโชว์ลูกคอสิบชั้นเจตน์ก็กลับมาหมดสภาพเหมือนเรื่ององค์เจย์เอดท์สิงร่างเมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  ร่างสูงใหญ่เอนตัวกางแขนสองข้างพาดเสียเต็มพื้นที่พนัก  ใบหน้าหล่อเหลามันแผล่บเป็นกระทะโรตีจนแว่นไหลมากองที่ปลายจมูก  ลำบากพอสต้องไปช่วยถอดออกให้

“ฉันเก็บแว่นไว้ให้ก่อนนะ”

“อื้อ”

“นายเนี่ยน้า  ถ้าคออ่อนก็น่าจะบอกกันก่อนสิ” บ่นไปก็ยัดแว่นอีกฝ่ายลงกระเป๋าสะพาย  ขืนให้เจตน์เก็บเองมีหวังทับแตกฉิบหายวายวอดกันพอดี “เอ้า! ดื่มน้ำ”

“ไม่เอา”

แขนของเจตน์พาดหมิ่นเหม่อยู่บนไหล่เขา  ระยะห่างนั้นใกล้เสียจนได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของอีกฝ่าย เพราะไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัวพอสจึงต้องทนอยู่แบบนั้น  ดวงตาเหลือบมองไปที่ประตูก็ยังไม่เห็นวี่แววของมิสเตอร์คังเลยตัดสินใจเคาะแป้นพิมพ์แก้เก้อ

“นาย...” คนคออ่อนยื่นใบหน้าเข้ามา  จากที่ใกล้อยู่แล้วยิ่งใกล้เคียงคำว่าสิงเข้าไปทุกที “จะร้องเพลงเหรอ”

“ก็นะ....” พอสหดคอหนีเพราะจั๊กจี้ “ปล่อยให้ห้องมีเดดแอร์มันน่าอึดอัดนะ  ไหน ๆ ก็จ่ายเงินมาแล้วด้วย”

“ไม่ได้!!” จู่ ๆ ไอ้ขี้เมาก็ตบป้าบลงบนโต๊ะ “เมื่อเก้~  นายร้องได้แย่มาก”

“ฉันจะร้องกามิกาเซ่!!

“ม่าย พอสสสส ม่ายยยย~” มือใหญ่คว้าสะเปะสะปะจนกดพิมพ์มั่วซั่ว  ลำบากพสุต้องเอาคีย์บอร์ดไปซ่อนไว้ข้างหลัง  นี่มันอะไรกันโว้ยยยยยย  เลี้ยงเด็กสามขวบหรือไง “นายร้องอีกแก้วหูฉันแตกแน่ ๆ”

“งั้นนายเอาไปร้องเอง”

“ไม่เอา”

“ทำเป็นพูดดี  เมื่อกี้ใส่เต็มเชียวนะ”

“ไม่เอา.....ไม่ร้องแล้ว....” อยู่ ๆ ก็ปรับเป็นโหมดดราม่าแบบอัตโนมัติ  คนตัวใหญ่นั่งคอตก “ไม่ร้องมันแล้ว!!

“โอ๋ ๆ น้องเจตน์อย่างอแงสิ” พอสลูบหลังเจ้าหมาจ๋อยป้อย ๆ “ไม่อยากก็ไม่ต้องร้องนะ”

“..........”

“แต่เมื่อกี้เป็นเพลงที่ดีมากเลยนะ” จากแผ่นหลังปลายนิ้วก็เลื่อนขึ้นไปลูบเส้นผมเด็กยักษ์แทน  บางทีพอสอาจจะกรึ่มนิดหน่อยถึงได้กล้าทำอะไรแบบนั้น

ก็แค่....รู้สึกว่าต้องบอกให้ได้

 

“ขอบใจนะที่ร้องให้ฟัง”

ตุบ...

เจตน์ซบใบหน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายทำเอาแฟนคลับตัวแข็งทื่อ  ผิวกายร้อนผ่าวที่สัมผัสกันและกลิ่นแอลกอฮอล์ชวนให้รู้สึกวาบหวาม  ทะ...ทำยังไงดีล่ะ....ใบหน้าที่เขาชอบ หรือแม้แต่เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบ...

 

“ฉัน....จะขอบคุณนาย”

 

บางอย่างในอกซ้ายบีบตัวแรงขึ้นจนพอสเผลอกลั้นหายใจ...

 

 

“ด้วยการทำมินิฮาร์ท”

 

อะ...อะไรนะ....

ไม่ทันได้ถามหัวใจดวงน้อยก็พุ่งเข้ามาเกือบตีแสกหน้า  เจตน์ยื่นมันให้พร้อมใบหน้าบิดเบี้ยวพลางพูดสคริปต์ที่ฝังหัวด้วยลิ้นเปลี้ยอ่อน “ซารังเฮ~  เจย์เอดท์เลิฟยู”

ฉึก!

ทั้งที่สถานการณ์ทุเรศทุรังถึงเพียงนั้น แต่พสุดันใจเต้นโครมคราม  ยะ...แย่แล้ว....ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งผู้ชายที่อยู่ในยูทูบจะมาบอกรักกันตรงหน้า  ถึงจะเมาไม่รู้เรื่องก็เถอะ

อย่ามาขยันทำให้รู้สึกแปลก ๆ สิ….

              “จะ...เจตน์” ฝ่ามือตบลงเบา ๆ ที่ข้างแก้มเด็กใหม่ “นายเมามากแล้ว  ถ้าไม่ไหวหลับไปเลยก็ได้  เดี๋ยวฉัน----”

 

                ครืดดดดดดด

                ลิ้นไม่ทันเข้าปากประตูกระจกก็เลื่อนออก  ก่อนจะปรากฏร่างของมิสเตอร์คังที่ตาแดงก่ำ  พสุสะดุ้งโหยงด้วยท่าทางตอนนี้จัดว่านัวเนียกันไม่น้อย  หนุ่มฝ่ายขายอ้าปากพะงาบ ๆ หาคำอธิบาย

                “อะ..เอ่อ....ไม่ใช่อย่างที่คิดนะครับ”

            แล้วกูจะพูดไทยไปทำไมเนี่ย!!

                ตอนที่ก่นด่าตัวเองอยู่นั้นคนขับรถของมิสเตอร์คังก็โผล่มาจากด้านหลัง “คุณครับ!  เลขาของมิสเตอร์คังแจ้งว่าคุณผู้หญิงให้พาตัวกลับโรงแรมด่วนครับ”

                “หะ...หา!?” พอสสับสนไปหมด  อะไรวะ....ออกไปคุยคิดถึงกันอีท่าไหนเนี่ย “เขาทะเลาะกันเหรอครับ”

                “เปล่าหรอกครับ  เห็นว่าสามีร้องไห้ปานจะขาดใจตายเลยอยากให้รีบกลับ” ชายคนนั้นพูดไปมือก็จับแขนเจ้านายพาดบ่า “มิสเตอร์ครับ  วีนีดทูโกทูโฮเทล”

                พอสพยักหน้าส่งสัญญาณให้พาตัวคุณพาร์ทเนอร์ออกไปก่อนเลย  เขาผู้มีสติหลงเหลือมากที่สุดต้องรับหน้าที่ออกไปเคลียร์ค่าใช้จ่าย  ทั้งรูดบัตรและขอบิลให้เรียบร้อย  พอหันไปเห็นลูกชายหมดสภาพบนโซฟาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                แม้ส่วนสูงจะต่างกันพอควร แต่นายพสุก็ถึกทนลากเจตน์ถูลู่ถูกังลงมาตรงลานจอดรถด้านหน้าได้สำเร็จ  ขณะที่กำลังมองซ้ายมองขวาอยู่นั้นเองมิสเตอร์คังที่คิดว่าน่าจะกลับไปแล้วก็พุ่งพรวดเข้ามาหา

                [เดี๋ยวสิ!!] เขายื่นมืออกมาตรงหน้าเจตน์ [วันนี้สนุกมากเลย  ไว้โอกาสหน้ามาเจอกันใหม่นะ]

                ทั้งที่คิดว่าล่ามสิ้นสภาพไปแล้ว แต่นายเจตน์ก็สามารถยกหัวขึ้นมาได้ และน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าตัวยื่นมือเข้าไปจับ  แถมตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวล [เช่นกันครับ]

                มิตรภาพก่อเกิดในคาราโอเกะช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจนพอสเกือบจะปรบมือ  เห็นแบบนั้นคุณฝ่ายขายจึงขยับเข้าไปยืนข้างเจตน์แล้วเชคแฮนด์กับพาร์ทเนอร์บ้าง

                Thank you Mister Kang

                See ya Pause

                อ่า....สวยงามน่าประทับใจ  ม่านใกล้จะปิดลงมาแล้ว  ฉากสุดท้ายของวันนี้คือพนักงานทั้งสองก้มหัวส่งพาร์ทเนอร์พร้อม ๆ กัน  ท่วงท่าหลังตรงขนานกับพื้นในองศามาตรฐาน  สมบูรณ์แบบ! ปิดจ๊อบ-----

 

                “อึก...”

 

ขณะที่พอสเหยียดตัวขึ้นก็เห็นความผิดปกติ  ไอ้เด็กใหม่กระตุกตัวเหมือนถูกช็อตไฟฟ้า

 

            ฉิบหาย....ระ....หรือว่า...

 

                ไม่ทันขาดคำร่างสูงใหญ่ก็โก่งตัวขึ้นอีกครั้ง  พอสเบิกตาโพลงวินาทีนั้นเขาตัดสินใจพุ่งตัวออกไป  กางแขนราวกับบอดี้การ์ดถวายชีวิตให้บอส

 

                “ระวัง!!

 

โอกกกกกกกกกกก....

 

                ห่ากระสุนของเหลวสาดลงมาบนเสื้อสีมงคลจนชุ่มโชก  โลกตกอยู่ในความเงียบงันราวสิบวินาที ก่อนเหยื่อเคราะห์จะเอี้ยวตัวไปด้านหลัง  ยกนิ้วโป้งให้คู่ค้าพร้อมรอยยิ้ม....

 

No problem.

 

ปัญหาน่ะ....มีเต็ม ๆ เลยไม่ใช่เรอะ....

 

 

TBC


ตอนนี้ยาวมากค่ะ  หมดพลังงานสุด ๆ  กีสสสสสส O<-----<

ในที่สุดน้องเจตน์ก็ได้โชว์เท่แล้ว  ขณะอ่านให้โบกแท่งไฟตามไปด้วยนะคะ

เผื่อใครอยากฟังเพลงประกอบจ้ะ  จะได้นึกภาพออกเนอะ

เพลงแรก >>

 

เพลงสองโชว์ขรึม >>


ฝากเอ็นดูลูกแกะน้อยหลงทางทั้งสองด้วยนะคะ (พอสนี่หลงไปไกลเลย 555555)

ขอบคุณที่ติดตามค่า//เกาะแข้งเกาะขา


ป.ล.แอบไปวาดคาร์เจตน์/เจย์เอดท์/พอสเอาไว้ด้วยค่ะ  ดูรักสามเส้ามาก  5555555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

121 ความคิดเห็น

  1. #107 Artemis~ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 00:22
    ตลกมากเลยค่ะ 55555 ยิ่งตอนร้องนายานานี่แบบ5555 น้องเจตน์ลูกกก ชอบพอสต้องชอบหยอดน้องนี่แหละ แต่ฉากสุดท้ายตะกี้คือแบบ5555 รับกระสุนไปเต็มๆ
    #107
    0
  2. #97 PuleunBam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 23:31
    คนหัวเราะจนหยุดไม่ได้ก็คือ นายาน้า~ นายาน้า~//เต้นท่าชกลม
    #97
    0
  3. #96 PuleunBam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 23:23
    นี่แฟนคลับหรือแอนตี้แฟน 5555555555555
    เอาซะเจตน์ไปไม่เป็น
    #96
    0
  4. #91 ก้อนดิน ปั้นดาว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 16:45
    ลืมทัก จิบิน่ารักมากเลยครับ -///- น้องเจตเราคออ่อนจังเลยเนาะ ตอนปิดจ๊อบเกือบได้ปิดมิตรภาพอันสวยงามไปด้วยเลย555
    #91
    0
  5. #82 J.lasa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 10:42
    นายานาก็มา 555555 โอยขำทั้งตอน งานเขียนของคุณทำให้เราอารมณ์ดีได้ทุกเรื่องเลยจริงๆ
    มินิฮาร์ททึ! เมาแล้วเซอร์วิสแฟนคลับแบบจัดเต็มนะนาย 555555
    #82
    0
  6. #74 barious (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 20:30
    อยากให้พอสได้เจอกับแม่ เจตโดนรุมเขินตัวแตกแน่ๆ 5555
    #74
    0
  7. #65 gabriel.la(: (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:51
    วันนี้เจตเป็นเซนเต้อว่ะ555555
    #65
    0
  8. #63 zcincia (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 22:57

    สนุกมากค่ะ
    #63
    0
  9. #33 AhnA* (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 19:28
    555555ตลก
    #33
    0
  10. #29 biggertmb (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 09:18
    ไม่ร้องๆๆๆแต่ถือไมค์ไม่วาง 55555555555555
    #29
    0
  11. #25 lonlon. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 09:47
    นายาน้า! มิสเตอร์คังนี่ คัง แดเนียลป่าวคะไรท์ 555555
    #25
    1
    • #25-1 Indigo✰(จากตอนที่ 2)
      6 มกราคม 2562 / 21:35
      โอ๊ย ตอนเขียนไม่ได้คิดนะคะ เจอเม้นท์นี้ขำลั่นเลย 55555555555555555555555555555555
      #25-1
  12. #16 lalitas (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 10:58
    ฮือออออ คือไม่ไหวแล้ว อ่านแล้วสบถทุกประโยคแบบ ว๊อท!? เอาจริงงงงงงง เจตน์น่ารักมากอะ 555555
    #16
    0
  13. #11 三浦 ♥ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 21:07

    โอ้ยยย ตลกมาก 555555555 ขอบคุณด้วยการทำมินิฮาร์ทคืออะร้าย

    #11
    0
  14. #9 mermin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 13:09
    ตลกความผมจะขอบคุณคุณด้วยการทำมินิฮาร์ท 555555555
    #9
    0
  15. #7 gracieji (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 23:20

    เราว่าจาก DND มาถึงตอนนี้ งานเขียนของไรท์มีความกลมกล่อมขึ้นมาก มีความมั่นใจในการเขียน มีความคมขึ้น และยังคงมีสไตล์ของตัวเอง อ่านแล้วรู้เลยว่านักเขียนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ // ยิ้มปลื้ม

    #7
    0