วิวาห์ตีทะเบียน (ฉบับรีไรท์)

ตอนที่ 21 : ผู้ชายข้างกาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 ก.ย. 61


 

 

 

 

ตอนที่ 21

ผู้ชายข้างกาย

 

 

 

 

 

“คุณตาเป็นโรคหัวใจ ทำไมฉันไม่เคยรู้เลย”

น้ำเสียงเครือสั่นพร่า ก่อนที่น้ำตาจะพรั่งพรูออกจากดวงตาคู่สวยของหญิงสาวที่เกาะกระจกมองไปยังห้องผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

แพรวพิชชาเฝ้าตำหนิตัวเอง ว่าเธอนี่มันช่างไม่ได้เรื่องเลย ตอนนี้เธอกับคุณยงยุทธก็เหลือกันแค่สองคนตาหลาน ท่านเป็นโรคหัวใจ เธอควรที่จะรู้ก่อนใคร หากดูแลเอาใจใส่ และเฝ้าสังเกตอาการเสียหน่อย

แต่เป็นเพราะเธอมัวทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับโรงเรียนอนุบาลที่ติดหนี้สินมากมายและทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพื่อที่จะรักษาสิ่งที่รักและหวงแหนของคุณพิศมัยเอาไว้ ถึงได้ละเลยท่านไป

แพทย์วินิจฉัยว่า คุณยงยุทธมีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการแสดงออกมาก่อนหน้านี่แล้ว ควรที่จะมาพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหนักถึงขั้นเจ็บแน่นหน้าอกจนหน้ามืดอย่างนี้ ยิ่งคิดถึงความบกพร่องของตัวเอง น้ำตาก็ยิ่งไหลไม่หยุด เพราะถ้าเกิดว่าไม่ได้อยู่กับวิศรุต และมีชายหนุ่มช่วยปั๊มหัวใจ เตือนสติให้เธอโทรเรียกรถฉุกเฉิน คุณยงยุทธอาจจะมาถึงมือแพทย์ช้ากว่านี้ และอาการคงจะทรุดหนักลงไปกว่าที่เป็นอยู่

ตอนนี้ชีวิตของเธอไม่เหลือใครไว้เป็นหลักให้พึ่งพิงยึดเหนี่ยว นอกจากท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น เกิดสิ้นคุณยงยุทธไปอีกคน แพรวพิชชานึกไม่ออกเลยว่า จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร

“ใจเย็นๆ ก่อนนะแพรว”

วิศรุตพยายามคิดหาถ้อยคำมาปลอบโยนหญิงสาวให้สงบลง เพราะพอเห็นเธอร้องห่มร้องไห้ใจเขาก็พลอยเสียตามไปด้วย แต่เป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้ปลอบใครกระมัง มันจึงไม่ได้ผล

“ตอนนี้ปู่ยงยุทธก็อยู่ในมือหมอแล้ว หมอเองก็บอกว่ามีทางรักษาได้” เขาหาคำปลอบโยนมาช่วยให้เธอคลายความวิตกกังวลลงไป เห็นเธอเป็นอย่างนี้ เขาก็ใจไม่ดีเลย

มือเรียวยกขึ้นมาปาดน้ำตา พร้อมกับสูดน้ำมูกเบาๆ หันมามองชายหนุ่มข้างกาย ที่ติดตามมาถึงโรงพยาบาลด้วย และยังช่วยอยู่เป็นเพื่อนมาหลายชั่วโมง

“คุณจะกลับบ้านไปก่อนก็ได้นะคะ”

“แล้วคุณล่ะ?” ถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ ในสภาพน้ำตานองหน้าอย่างนี้ ใครทิ้งให้อยู่คนเดียวได้ลง ก็ดูจะใจจืดใจดำแล้งน้ำใจไปสักหน่อย

“ฉันอยากอยู่ต่ออีกสักพัก”

“แล้วคุณจะกลับยังไง?”

“เอ่อ! แท็กซี่มั้งคะ?”

“คุณไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลยนะ ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์” เขาแย้งขึ้นมา

แพรวพิชชาจึงเริ่มได้คิด เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยังนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าไม่มีชายหนุ่มอยู่ด้วย เธอจะได้สติเรียกรถพยาบาลตอนไหน และใครจะเป็นคนปั๊มหัวใจให้ผู้เป็นตา

“เอ่อ! เดี๋ยวฉันจะโทรให้ลุงสมยศมารับก็ได้ค่ะ”

“อย่ารบกวนแกเลย อีกอย่างนี่ก็ดึกมากแล้ว ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านดีกว่า” รับอาสาด้วยความเต็มใจ ถึงอย่างไรเสียคุณยงยุทธก็เป็นเพื่อนรักของเจ้าสัววิชาญ ที่จนป่านนี้ เขายังไม่ได้แจ้งข่าวให้ท่านทราบ เพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว ปู่ของเขาคงจะเข้านอนไปแล้วล่ะ

“แต่ฉันยังไม่อยากกลับตอนนี้” สายตาเป็นกังวลมองไปยังคนที่นอนบนเตียงนิ่ง

“ก็ได้...งั้นผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ” เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอ

“อย่าเลยค่ะ คุณทำงานมาทั้งวันแล้ว” และนี่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา

“คุณเองก็เหนื่อยทำงานมาทั้งวันแล้วเหมือนกัน และอีกอย่าง ผมจะทิ้งให้คุณอยู่คนเดียวได้ยังไง?”

ใบหน้าซีดเซียวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินคำพูดอย่างนั้นจากปากของผู้ชายตรงหน้า...วิศรุต มหาดำรงค์กิจ

คำพูดเพียงประโยคเดียว ที่ทำให้เธอมองเขาเปลี่ยนไปในทันทีจากเมื่อก่อนนี้

“ขอบคุณค่ะ”

เอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว ก่อนจะหลุบดวงตาลง เพราะรู้สึกว่าไม่อาจทานสู้อำนาจของดวงตาคมกริบที่ฉายแววห่วงใย บนใบหน้าคมคายนั่นได้

วิศรุตจะรู้บ้างไหม ว่าสายตาของเขาที่มองมาแบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกแก้มร้อนและปั่นป่วน ในสถานการณ์ที่ไม่ควรจะคิดเรื่องอื่นใด นอกจากอาการป่วยของผู้เป็นตา

“ถ้าจะอยู่ต่อ เราไปนั่งกันทางโน้นเถอะ อย่าเกาะกระจกมองอย่างนี้เลย กดดันเจ้าหน้าที่เสียเปล่าๆ” เขาเอ่ยชักชวน พร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางเก้าอี้สำหรับนั่งรอ

แพรวพิชชายิ้มเจื่อนๆ พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินนำไปนั่งตรงนั้น ประมาณสักครึ่งชั่วโมงได้ ไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างกัน กระทั่งคุณหมอที่อยู่ข้างในออกมาแจ้ง

“เลยเวลาเยี่ยมมานานแล้วนะคะ ญาติน่าจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านดีกว่า แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ส่วนคนไข้ ทางแพทย์และพยาบาลจะดูแลให้อย่างใกล้ชิด ไม่ต้องกังวลไปค่ะ”

แพรวพิชชาหันมาสบตากับชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ เขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำแนะนำนั่น

“คุณควรจะพักผ่อนได้แล้วเหมือนกัน ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เถอะนะครับ”

“ก็ได้ค่ะ” พยักหน้ายอมจำนน เพราะอยู่ไปก็คงทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

อาจจะเป็นเพราะนั่งนานไป และอยู่ในสภาวะเคร่งเครียดอกสั่นขวัญแขวนมานานหลายชั่วโมง พอรีบลุกเลยทำให้ร่างบางเซเล็กน้อย รู้สึกเหมือนจะหน้ามืดขึ้นมา มือหนาของวิศรุตรีบคว้าหมับจับร่างอรชรนั่นเอาไว้ทันควัน

แพรวพิชชาเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา เห็นความห่วงใยฉายชัดอยู่ในนั้น ใจเธอก็เริ่มเต้นแรงไม่เป็นส่ำ

“จะเป็นลมหรือเปล่าคุณ ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้ทานกันเลย” น้ำเสียงทอดอ่อนโยนฟังดูห่วงใย

แพรวพิชชาสั่นหน้าเบาๆ พร้อมกับดึงแขนตัวเองกลับ แต่มือแข็งแรงกลับยึดเอาไว้แน่น

“ให้ผมจับไว้เถอะนะ เกิดคุณหน้ามืดเป็นลมไป จะได้คว้าไว้ทัน” ว่าพร้อมกับโอบแขนอีกข้างช่วยประคองแล้วพาเธอเดินออกไป ตอนนี้แพรวพิชชารู้สึกคล้ายกับอยู่ในอ้อมกอดของเขา

อ้อมกอดที่ทำให้อบอุ่นหัวใจ ในตอนที่กำลังต้องการกำลังใจและคิดว่าไม่เหลือใครที่ให้เป็นที่พึ่งได้อีกแล้ว การมีคนอยู่เคียงข้าง ในเวลาที่อ้างว้างมองไม่เห็นใคร มันทำให้รู้สึกดีขึ้น

ก่อนจะไปส่งเธอที่บ้าน วิศรุตยังแวะพาเธอทานข้าวต้ม

“ทานอะไรรองท้องเสียหน่อย ตอนนี้คุณจะป่วยไปอีกคนไม่ได้ คุณต้องเข้มแข็งเพื่อที่จะได้ดูแลปู่ยุทธรู้ไหม?” เขาเตือนให้สติ

“ฉันกลับไปทานที่บ้านก็ได้ค่ะ อาหารค่ำก็ยังไม่ได้ทาน”

“ป่านนี้อาหารค่ำที่บ้าน คงจะเย็นชืดหมดแล้ว คุณต้องเสียเวลาไปอุ่นอีก กี่โมงกันจะได้กินได้หลับได้นอน นี่มันก็ดึกแล้ว” ดูเหมือนเขาจะคิดรอบคอบกว่าเธอมาก

“ผมคงจะสบายใจกว่า ถ้าเห็นว่าคุณได้ทานข้าวกับตาตัวเอง” น้ำเสียงขึงขังจริงจัง

เธอเงยหน้ามองเขาอย่างอึ้งๆ ไป วันนี้มีคำพูดหลายคำของวิศรุต ที่ทำให้เธอประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันว่า จะได้ยินออกมาจากปากของผู้ชายอย่างเขา

“และที่สำคัญกว่าอะไร ผมหิวจนไส้กิ่วแล้วล่ะคุณ รีบทานเถอะ” เอ่ยชักชวน เมื่อข้าวต้มและเครื่องเคียงมาเสิร์ฟตรงหน้าจนเต็มโต๊ะ

มือหนารีบคว้าตะเกียบขึ้นมาจัดการพุ้ยข้าวต้มเข้าปาก สลับกับตักอาหารจานนั้นจานนี้ใส่ชามข้าวต้ม และยังเผื่อแผ่ตักมาให้เธอด้วยอย่างมีน้ำใจ

“ไม่คิดว่าคุณจะทานข้าวต้มข้างทางก็ได้” ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆ ผู้ชายที่วางมาดเนี๊ยบหัวจรดเท้ามาทานข้าวต้มข้างทางโดยใช้ตะเกียบได้อย่างแคล่วคล่อง แถมยังสั่งเมนูที่เธอเองยังไม่เคยทานด้วยซ้ำ

“ทำไมถึงคิดว่าผมจะทานไม่ได้ล่ะ?” ตั้งคำถามกลับมา พร้อมกับยังคงตั้งหน้าตั้งตากิน

แพรวพิชชาอึ้งไป ก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน หรือถ้าจะให้พูดที่คิดออกไปตรงๆ ก็จะทำให้ชายหนุ่มเคืองใจเสียเปล่าๆ เขาอุตส่าห์ดีกับเธอขนาดนี้..และจะว่าไป เธอก็ยังรู้จักเขาไม่มากพอที่จะตัดสิน

“อันที่จริงเราควรจะรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว และรู้จักกันให้มากกว่านี้ รับรองว่าผมมีเรื่องที่คุณยังคิดไม่ถึงอีกหลายเรื่องเชียวล่ะ” วิศรุตจบประโยคด้วยรอยยิ้มกว้างขวางพร้อมกับขยิบตาให้

แพรวพิชชาหัวใจเธอกระตุกวูบกับท่าทางหว่านเสน่ห์นั้น อดจะอมยิ้มออกมาไม่ได้ ความเคร่งเครียดหลายชั่วโมงที่ผจญมาผ่อนคลายลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนจะนั่งทานข้าวไปเงียบๆ พร้อมกับลอบสังเกตผู้ชายตรงหน้า ด้วยความรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

คืนนั้นเขามาส่งเธอที่บ้านไม่พอ ยังขอเดินเข้าไปสำรวจตรวจตรา ให้ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา และไปเรียกป้าบานเย็นให้มานอนเป็นเพื่อนอีก

แม้จะรู้สึกว่าเขาออกจะวุ่นวายและเจ้ากี้เจ้าการไปสักหน่อย แต่ความเป็นห่วงเป็นใยออกนอกหน้านั่นก็ทำให้เธออุ่นใจมากทีเดียว

ชอบก็อย่าลืมกดหัวใจด้านล่าง 

และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยนะจ๊ะ




กดติดตามผลงานของนักเขียนได้ที่เพจนี้นะจ๊ะ 

จะได้ไม่พลาดการติดตามน๊า ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น