ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 63 : ตอน หลบหน้าข้าทำไม(1) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    19 เม.ย. 63

 

จอมราชันย์แคสเปี้ยน

แอชตันหายเข้าไปในความมืดนานเสียจนดวงจันทราขึ้นมาจนเกือบจะถึงกลางศีรษะได้ ใบหน้าหวานชะงักก่อนจะหันไปมอง กลิ่นสาบประจำตัวของแอชตันหายไปโดยมีกลิ่นคาวเลือดอ่อน ๆ เจือเข้ามาพร้อมกับสายลม

“ ขออภัยที่ทำให้คอยเสียนานนะขอรับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางใช้ชายเสื้อซับบางสิ่งออกจากโพรงปากอย่างลวก ๆ เสื้อผ้าบางส่วนยับยู้ยี้ไม่เป็นทรงเดิม ดวงตากลมโตไล้สายตามองพลางครุ่นคิด

 

ออกไปล่าเหยื่อมางั้นเหรอ?

กลิ่นคาวถึงจะถูกขจัดจนเกือบจะเจือจางแต่ก็ยังติดอยู่ที่บริเวณเสื้อผ้าทำให้สาวเจ้าเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด คนเป็นพี่หยัดกายลุกขึ้นพลางจัดแจงไรฝุ่นให้ออกไปจากร่าง ขระเดียวกันหญิงสาวเห็นได้ดังนั้นจึงรีบลุกพรวดพราดก่อนจะปัดเป่าฝุ่นละอองที่ติดอังอยู่แถวท่อนล่างให้ออกไปจากตัวด้วยความเร่งร้อน และพวกเขาทั้งสามยังไม่ทันได้เสวนาซึ่งสิ่งใด จู่ ๆเสียงประทุคลับคล้ยคลับคลากับมีบางอย่างถูกจุดและระเบิดกลางอากาศก็ดังขึ้น แม้นจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรก็ตาม

 

ปุง!!!

“ เสียงนั่น...!? ” แอชตันอุทานพลางหันมาหาท่านพี่ด้วยสีหน้าและแววตาตื่นตระหนก ชายมาดขรึมไม่พูดพร่ำรีบกระโจนโหนขึ้นไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ทันทีที่เสียงประทุเหล่านั้นเงียบสงัดลง ความว่องไวของการปีนป่ายทำให้หญิงสาวขี้สงสัยเองก็ไม่รีรอขอกระโจนตามคนเป็นพี่ขึ้นไปยังยอดต้นไม้ใหญ่ไปอีกคน

 

ท่อนแขนแกร่งข้างนึงจับที่ปลายยอดต้นสนเอาไว้มั่นเพื่อทรงตัวตั้งอยู่ด้านบน นัยน์ตาสีไข่มุกดำทอดมองกลุ่มควันที่จับตัวขึ้นไปกลางอากาศด้วยสายตาหมายมาด แสดงว่าแนวหน้าควบคุมสถานการณ์ได้หมดแล้วริมฝีปากเรียบเหยียดยกพลางเอ่ยชื่นชมความปรีชาของจอมราชันย์ที่แม้นตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็ทรงจัดการศัตรูได้อย่างอยู่หมัด นัยน์ตาไข่มุกดำปรีดาได้อยู่เพียงครู่ก่อนจะรู้สึกเคว้งไปชั่วขณะ เพราะปรกติแล้วเขาจะต้องเป็นผู้ที่หยุดยืนร่วมทุกข์ร่วมสุขไปพร้อม ๆ กับพระองค์ แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่....

 

เห็นหรือไม่พะยะค่ะ...

 

แม้นไม่มีข้า พระองค์ก็ทรงจัดการได้ดี

 

จาริสนึกก่อนที่เสียงกระหืดกระหอบของหญิงสาวที่ดันทุรังตามมขึ้นมาจะทำให้ร่างสูงเบนสีหน้ากลับมามอง

“ เห้ออออ เหนื่อย..ท่านพี่ใยถึงขึ้นมาไวนักล่ะเจ้าคะ”

 

“ ใครใช้ให้เจ้าตามข้าขึ้นมากัน”

 

“ ใครจะรู้หละ เห็นท่านจู่ ๆ ก็ปีนขึ้นไป ข้าข้องใจก็ต้องตามมาสิเจ้าคะ อ๊ะ!! นั่นมัน...สัญญาณควัน?!!! ” เสียงหวานเอ่ยอุทานพลางปรายนิ้วชี้ไปยังภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาวาววับ ก่อนจะทรุดกายนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ต่ำกว่าจุดที่เขายืนลงไปไม่เท่าไร

 

“ ของพวกเราหรือไม่เจ้าคะ?”

 

“ ถูกแล้ว สีเหลืองแปลว่า ถอย หรือกลับไปที่ฐานตั้งมั่น”

 

“ อ๋อ...แบบนี้หนิเอง แล้วจะเอาอย่างไรกับศพของศัตรูเล่าเจ้าคะ? ลำพังเราสามคนคงแบกกลับไปเป็นหลักฐานไม่หมด” นับว่ารินถามได้ดี จาริสนึกอยู่เพียงครู่ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย

 

“ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นพี่จัดการก็เพียงพอแล้ว...เราเร่งลุดกลับที่มั่นกันดีกว่าขือชักช้าอาจถูกซุ่มโจมตีอีก ” ว่าเสร็จชายมาดขรึมก็กระโจนลงไปยังเบื้องล่างก่อนจะส่งซิกให้หญิงสาวรีบตามลงมาโดยไว เสียงตุบสองครั้งดังขึ้นไล่กันมาติด ๆ ก่อนที่ทั้งสามจะเร่งฝีเท้าเดินทางกลับไปยังทิศทางเดิมที่จากมา และเนื่องจากพวกเขาได้พักฟื้นพลังกันอย่างเต็มที่ทำให้การเดินทางกลับในครั้งนี้ว่องไวกว่าตอนขามาหลายขุมนัก ทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ที่ไม่มีแรงตกและยังไม่จำเป้นต้องหยุดพักทำให้ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงองคาราวานที่ตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ริมธารน้ำใสจนได้ และทันทีที่เดินทางมาถึงก็มีนายทหารสองนายรีบปี่เข้ามาสอบถามทันที

“ ไม่ทราบว่าท่านลอร์ดจาริส คุณหนูคาร์เตอร์ และท่านแอชตันเดินทางออกไปล่าทิศทางใดขอรับ”

 

“ ข้าสละสิทธิ์” ชายลูกผสมเอ่ยท้วงขึ้น ทำให้นายทหารทั้งสองรีบขีดฆ่ารายชื่อผู้เข้าร่วมบนม้วนกระดาษสาที่ตนถืออยู่ทันที

 

“ เช่นนั้นเหลือแค่ท่านลอร์ดจาริสและคุณหนูคาร์เตอร์นะขอรับ...ขอสัญลักษณ์หรือตำหนิที่ทำไว้บนซากอสูรของแต่ละท่านด้วยขอรับ ”

 

“ อยู่ทางทิศใต้ข้าทำสัญลักษณ์วงกลม ส่วนคุณหนูทำสัญลักษณ์กากบาทไว้ที่บริเวณต้นคอทั้งคู่ แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะส่งกรรมการกลางออกไปนับจำนวน ข้าและคุณหนูอยากขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน เป็นเรื่องด่วนมากด้วย

 

หื้อ!? เราด้วยเหรอ?!

ดารินได้แต่ตกใจจนตาโตไม่นึกว่าท่านพี่จะให้เธอเข้าเฝ้าฝ่าบาทในยามนี้ด้วย!

 

“ ขะ ขอรับ รออยู่ตรงนี้สักครู่นะขอรับ...เจ้ารีบไปแจ้งฝ่าบาทเร็ว // ขอรับ” นายทหารระดับล่างต่างพูดติด ๆ ขัด ๆเมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตาจริงจังของลอร์ดจาริสที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนบรรยากาศที่เป็นกันเองเมื่อครู่นี้ให้กลายเป็นอากาศที่เย็นเหยียบจนพวกเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ จะใครหน้าไหนก็ต้องได้ยินชื่อเสียงของชายตรงหน้ามาไม่มากก็น้อย บุรุษที่จอมราชันย์องค์ปัจจุบันโปรดปรานและเรียกหามากที่สุด ขือพวกเขามัวแต่ซักไซร้เท้าความยาวสาวความยืดและทำให้ชายตรงหน้าไม่พอใจขึ้นมาไม่รู้จะถูกเล่นงานอย่างไรบ้าง!!

 

“ น้องด้วยเหรอ?” ดารินตัดสินใจกัดฟันถามเป็นภาษาอังกฤษเบา ๆ ส่วนคนเป็นพี่ที่ฟังออกทุกถ้อยคำก็หันมาปรายมามองก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ ใส่ ดารินเห็นดังัน้นก็นึกอยากจะเอามือขึ้นมาตบกระหม่อมตัวเองดัง ๆ ให้มันสลบเหมือบไปเลยเสียยังจะดีกว่า

 

บ้าชะมัด!!! อุตส่าห์หนีหน้าแทบตาย

 

สุดท้ายท่านพี่กลับพาไปหาเจ้าตัวเสียเอง!!!

 

“ ท่านลอร์ดจาริสและคุณหนูคาร์เตอร์ เชิญที่กระโจมของฝ่าบาทได้เลยขอรับ ”และแล้วสียงของทหารชั้นผู้น้อยที่ขันอาสาไปกราบทูลคำร้องขอเข้าเฝ้าก็กูรีกูจอกลับมาบอกข่าวในทันควัน ทำเอาเราเผลอลอบกลืนน้ำลายดังอึกโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ มือและขาก็รู้สึกชาไปหมดเหมือนหัวใจมันจะระเบิดออกมาเสียให้ได้นัยน์ตาสีฟ้าทะเลกำลังเลิ่กลั่กพลางมองแผ่นหลังของชายเจ้าระเบียบที่กำลังค่อย ๆ เข้าใกล้กระโจมส่วนพระองค์เข้าไปทุกฝีก้าว

 

จอมราชันย์จะบอกท่านพี่เรื่องที่เรากัดคอเขาเสียจนเลือดสาดไหมนะ?

 

ไหนจะเรื่องที่เราทำไว้เสียงามหน้าเพราะนึกว่าอีกฝ่ายจมน้ำกลางดึกอีก

 

อยู่สองต่อสองตั้งสองครั้งคราว บ้าจริง!!!

 

คงไม่มั้ง...ไม่หรอกหน่า รินเธอน่ะคิดมาก

 

จอมราชันย์ไม่น่าจะเป็นชายแบบนั้นหรอกหน่า

 

เรื่องแค่นี้คงไม่บอกท่านพี่จาริสหรอกกระมัง

 

ร่างบางได้แต่ใจลุ่ม ๆ ดอน ๆ ในขณะที่ปลายผ้าของกระโจมถูกทหารราชองครักษ์ยกชายผ้าขึ้นเพื่อให้เธอผ่านเข้าไปยังด้านในได้แต่โดยดี ความกว้างขวางของกระโจมส่วนพระองค์ก็ทำให้เธอทึ่งจนเผลอตัวมองไปรอบ ๆ จนลืมรักษากิริยาไปชั่วขณะ ข้าวของที่ถูกจัดวางอยากเป็นหมวดหมู่และแบ่งแยกโซนกันอย่างชัดเจน อาทิโซนคล้ายสำหรับพูดคุยหรือประชุมขนาดหย่อม โซนทางซ้ายมือของกระโจมมีกำแพงผืนบาง ๆ กางกั้นเอาไว้สำหรับอ่านตำรากระมังเห็นมีกองหนังสือกองนึงตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเก้าอี้หนังทรงวงกลมที่มีฟูกขนาดใหญ่วางอยู่ตรงใจกลาง ส่วนทางด้านหลังน่าจะเป็นกระโจมที่ต่อยาวกันเป็นทอด ๆ น่าจะเอาไว้สำหรับพักผ่อนกระมังข้าวของมองโดยรวมแล้วกลับดูสะอาดสะอ้านและสบายตาชอบกล แม้นส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยสีโทนทึบไล้ไปจนเกือบจะมีแต่สีดำ แต่ข้าวของเครื่องใหญ่กลับเรียบง่ายกว่าที่เราคิดไว้หลายขุมนัก นึกว่าจ้าวแห่งจอมราชันย์จะมีข้าวของฮะหรูฮะหรามากกว่านี้เสียอีก ผิดคาดแหะร่างบางได้แต่ปรายตามองไปรอบบริเวณก่อนจะหันมาเห็นนัยน์ตาดุดันของคนเป็นพี่ที่จ้องตามองมาอย่างถมึงทึงจนเธอเลอสะดุ้งเฮือกก่อนจะหัวเราะเสียงแห้งใส่

 

...พรึ่บ...

 

“ มาแล้วหรอกหรือ...”

และแล้วเสียงคล้ายกับไฟที่ถูกจุดก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงสลัวขอเชิงเทียนขนาดย่อมก็สว่างขึ้นมาภายใต้กระโจมหลังใหญ่แสงสีทองที่เปล่งประกายอยู่เพียงจุดเดียวภายในกระโจมทำให้แขกผู้มาเยือนหันไปยังดวงไฟในบัดดล ร่างสูงที่เดินออกมาจากกระโจมด้านหลังพร้อมกับเชิงเทียนที่ถืออยู่ในมือ ร่างสูงสวมชุดฉลองพระองค์ที่สำหรับบรรทมสีขาวละเอียด ก่อนจะสวมทับด้วยชุดคลุมลายปักสีน้ำเงินสดอีกชั้นเพื่อลดทอนความเบาบางลง หยาดหยดน้ำที่เกาะตัวจับอยู่บนแผลงอกและต้นคอขององค์เหนือหัวทำให้ลอร์ดจาริสนึกอยากจะกัดลิ้นตัวเองในยามนี้นัก!

 

“ ขอพระราชทานอภัยโทษพะยะค่ะไม่นึกว่าฝ่าบาทกำลังทรงสรงน้ำอยู่ มิเช่นนั้นกระหม่อมคงทูลขอเข้าเฝ้าในวันพรุ่งแทน ” ชายมาดขรึมเอ่ยด้วยเสียงติดเคร่งเครียดก่อนจะค้อมลำตัวให้ ดารินเห็นคนเป็นพี่ค้อมหัวขออภัยเลยจำต้องย่อตัวลงไปให้ต่ำเช่นกัน! เพียงเสี้ยวที่นัยน์ตาหวานหันไปเห็นจอมราชันย์ที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาอย่างไม่ได้ตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวก็โชยมาพร้อมกับเรือนผมสีบลอนต์เทาแก้มเข้มที่บัดนี้ถูกความมืดมิดย้อมทับจนคล้ายกับว่าเส้นพระเกศาเป็นสีดำสนิท เสื้อซับด้านในของชุดฉลองพระองค์แหวกออกจนเห็นร่องมัดกล้ามยามที่ร่างสูงขยับกายเข้ามาหา กลิ่นอายหอมจนติดจมูกโชยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้เสียจนทำให้ร่างอรชรไม่กล้าแม้แต่หายใจด้วยซ้ำ!

 

“ ลุกขึ้นเถิด ข้ามิได้ถือโทษอันใด ”

 

“ ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท” เมื่อองค์เหนือตรัสดังนั้น ชายมาดขรึมจึงผละตัวตรงเฉกเช่นเดิมทำให้สาวผู้เป็นน้องเองก็เลิกย่อตัวก่อนจะกล่าวขอบพระทัยฝ่าบาทไล่หลังคนเป็นพี่ไปตามขนบธรรมเนียมราชวงศ์

 

“ ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” นัยน์ตาสีเอกลักษณ์เผลอเรอหันไปมองหญิงสาวที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าอยู่นานพอสมควรพอเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมานัยน์ตาคมจึงรีบเบนสายตาแสร้งทำทีเป็นเสวนากับจาริสต่อได้อย่างแนบเนียน

 

“ เห็นเจ้าบอกว่ามีเรื่องด่วนที่ต้องทูลถวายข้า...ไหนลองว่าความไปซิว่าเรื่องใดกัน ” ร่างองอาจวางเชิงเทียนไว้ยังตั่งขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้างเก้าอี้ทรงสูง ก่อนจะทรุดกายลงประทับ

 

“ วันนี้ตอนออกล่ามีทหารรับจ้างฝีมือฉกาจซุ่มโจมตีข้ากับดารินที่ออกล่าอสูรจากทางทิศใต้พะยะค่ะ ” สิ้นเสียงรายงานจากจาริส คาร์เตอร์ สีพระพักตร์ที่เคยราบเรียบก็มลายหายไปจนสิ้น! เหลือเพียงแต่แววตาสีเอกลักษณ์ที่กำลังจ้องเขม็งกับคำกล่าวรายงานเมื่อสักครู่

 

“ เจ้าว่าอะไรนะ” เสียงทุ้มเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง โทสะที่กำลังปะทุขึ้นทำให้เขาไม่อาจจะสกัดมันเอาไว้ให้เย็นเหยียบได้ดังเดิม ในขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับศัตรูที่ดามาอยู่ที่แนวหน้า ดวงใจของเขากลับกำลังถูกลอบสังหารจากทางด้านหลัง!!! หากจาริสไม่วายขอให้เหล่าลอร์ดทั้งสามสกุลกระจายกำลังไปคุ้มครองคนของตนเอง เห็นทีป่านฉะนี้ดารินที่มีแต่แอชตันคอยคุ้มหัวอยู่คงกลับมาเพียงแค่ร่างอันไร้วิญญาณเท่านั้น!

 

“ มีทหารรับจ้างซุ่มโจมตีข้ากับดารินจากทางทิศใต้พะยะค่ะฝ่าบาท”

 

“ เท่าไร”

 

“ เจ็ดนายพะยะค่ะ”

 

เจ็ดเชียวหรือ? นี้มันกะจะฆ่านางให้สิ้นเลยนี้

 

เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เดาได้ไม่ยาก

 

เป็นดังที่เขาคิดไว้จริง ๆ เสียด้วย

 

ศัตรูตัวร้ายเร้นกายอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูกนี้เอง....

 

“ เจ้าสังหารหมดหรือไม่” เสียงขบฟันกรอดดังขึ้นเมื่อองค์เหนือหัวกำลังพยายามข่มเพลิงพิโรจอย่างสุดกำลัง จาริสรู้ดีว่าขือปล่อยตัวให้มันรอดกลับมาจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปยกใหญ่ มิหนำซ้ำแล้วยังส่งผลให้ชื่อเสียงของดารินอาจหันเหไปในทิศทางที่ไม่ดีก็ได้ หนที่ถูกโจมตีคาในรั้วในวังก็ครั้งนึงแล้ว เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงสองวันดีก็ถูกโจมตีซ้ำสองเข้าไปอีก เพราะศัตรูที่แฝงกายนั้นอาจปั่นกระแสว่าน้องสาวของเขาปุปั่นปั้นเรื่องราวเก่งกาจเหลือทนสู้จัดการด้วยวิธีสกปรกเหมือนกันเห็นทีจะสมน้ำสมเนื้อกันมากกว่า

 

“ เดิมทีข้าเหลือเอาไว้หนึ่ง แต่สุดท้ายมันไม่ยอมบอกข้อมูลถึงนายจ้าง...ข้าจึงจำต้องสังหารพะยะค่ะ ” ร่างสูงลอบอ่านความคิดของชายคนสนิท และได้แต่กัดฟันกรอดด้วยเปลวเพลิงพโรจนึกโกรธจนอยากจะฆ่า ๆ มันเสียให้สิ้นทั้งตระกูลตั้งแต่ตอนนี้ แต่ใครกันเล่าจะเชื่อเขาที่อ่านความในของผู้อื่นได้อยู่เพียงผู้เดียว? เหล่าทวยราษฎร์ต่างต้องการหลักบาน และตอนนี้อำนาจของเขาก็กำลังจะเริ่มเสียสมดุล...แม้นจะแค้นใจนักที่เห็นเนื้อกองอยู่ตรงหน้า แต่ก็โขกสับอะไรมันไม่ได้!! สิ่งที่จาริสคิดนั้นก็มิผิดดอกที่ควรจะเล่นแง่มันจากด้านหลัง แต่เจ็บใจจริง! มันริกล้าแตะต้องดวงใจที่เขาเฝ้าอุตส่าห์ถนุถนอมได้ลงคอ

 

“ จาริส เจ้ากลับไปพักก่อนเถิด...เช้าตรู่เจ้าค่อยมาหารือกับข้าต่อ ”

 

“ พะยะค่ะเช่นนั้นกระหม่อมทูลลา ” เมื่อเสร็จสิ้นการหารือกันแบบสั้น ๆ จาริสก็ค้อมลำตัวลงคาราวะผุ้เป็นจ้าวชีวิตหนึ่งครั้งก่อนจะเหลียวหลังกลับ ทำให้ร่างอรชรที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยรีบค้อมตัวลงถวายความเคารพและขอตัวกลับเช่นเดียวกันกับคนเป็นพี่ที่เดินปี่นำออกไปก่อน

 

“ หม่อมฉันขอทูลลาเช่นกันเพคะ ”

 

“ เดี๋ยว...ใครอนุญาตให้เจ้าไปกัน ”

 

“ เอ๊ะ ก็เมื่อครู่นี้ฝ่าบาททรง... ”

 

“ ข้าอนุญาตให้จาริสกลับ มิใช่เจ้า ” พระสุรเสียงทุ้มต่ำตรัสดังนั้น ทำให้ชายมาดขรึมที่เพิ่งจะปลีกตัวออกมานั้นแอบเหยียดยิ้มพลางผละออกไปจากกระโจมส่วนพระองค์ตามบัญชา ทิ้งไว้เพียงน้องสาวที่ยังต้องติดแหง็กกับฝ่าบาทอยู่ด้านในเพียงลำพัง

 

เอ้า!!!? แล้วจะเหลือฉันตัวคนเดียวเอาไว้ทำพระแสงอะไรหละนี้!!!!

“ แต่ว่าท่านพี่ก็รายงานไปหมดแล้วนี้เพคะ...ทำไมหม่อมฉันต้องอยู่ต่อด้วย ”

 

“ เจ้าไม่มีเรื่องจะรายงาน แต่ข้ามีเรื่องจะถามนี้ ” ร่างสูงเอ่ยพลางหยัดกายลุกพรวดก่อนจะก้าวสามขุมเข้ามาหา จนหญิงสาวได้แต่ขานตอบด้วยน้ำเสียงงุนงงพลางเผลอสาวเท้าไปด้านหลังด้วยจิตใจที่ต้านทานรัศมีหล่อทำลายล้างไม่ไหว

 

ได้เหรอ? แบบนี้ก็ได้ด้วย!?

“ เพคะ? ” ร่างบางเอ่ยทวนจนเสียงหลง จนอีกฝ่ายยกเรียวนิ้วชี้จรดมาที่ท่อนแขนสีชืดที่อยู่ข้างลำตัวหญิงสาวพลางเอ่ยถามไถ่อาการบาดเจ็บครั้นก่อนหน้านี้

 

“ ก็นั่นไงแผลที่แขนของเจ้าดีขึ้นแล้วงั้นหรือ” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะใช้ฝ่ามือลูบต้นคอของตนเองไปมาเบา ๆ พลางไล้เสื้อคลุมสีขาวที่อยู่ด้านในสุดให้เลิกออกจนเห็นแผลงอกกกว้างของตนเองเพื่อยั่วเย้าอีกฝ่ายที่กำลังเอาแต่ก้มหน้าลุดมุดหน้าหนี

 

“ ขะแขนของข้า” ร่างบางที่ชอนสายตาขึ้นมามองหลังจากสอดส่องท่อนแขนของตนเองทั้งสองข้างที่บัดนี้ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนหรือทิ้งซึ่งความเจ็บปวดก่อนอะไร ก่อนที่นัยน์ตาสีฟ้าทะเลจะลุกเป็นประกายขึ้นเมื่อเห็นแผลงอกอันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสุดกระชับ ตามด้วยกลิ่นหอมประหลาดที่ส่งกลิ่นโชยมาจนเธอยั้งสายตาไม่ให้ชำเลืองมองไปยังแผงต้นคอล่ำสันชวนน่าหม่ำอย่างไรชอบกล

ร่างสูงมองใบหน้าหวานที่บัดนี้ไม่ได้จ้องมายังใบหน้าของเขาอีกต่อไปด้วยอาการลอบยิ้มปนแสยะ นึกไม่ถึงว่าชุดฉลองพระองค์ที่แต่งมาในวันนี้จะทำให้ร่างบางเอาแต่จ้องมายังบริเวณแผลงอกและต้นคอของเขาด้วยนัยน์ตาหยาดเยิ้ม เขานึกสนุกก่อนจะหยุดฝีเท้าแล้วเริ่มแผนการณ์ขั้นต่อไปอีก...

 

“ หายดีแล้วหรือ”กายแกร่งจงใจใช้คมเขี้ยวในโพรงปากของตนเองครูดลงบนริมฝีปากล่างจนเกิดเป็นแผลเล็ก ๆ จากนั้นก็จงใจหันใบหน้าไปยังต้นลมเพื่อให้สายลมหอบหิ้วเอากลิ่นอายน่าดึงดูดนี้ไปยังปลายจมูกของอีกฝ่ายจากที่หยุดยืนอยู่ห่างกายเขาเกือบสามวาบัดนี้กลายเป็นฝ่ายที่เดินตามเขาต้อย ๆ

 

“ เพคะ...ก็ดีขึ้น....” โฉมงามเอ่ยตอบทั้งที่ตัวเองยังไม่ทันได้สติดีนัก กลิ่นฟีโรโมนแสนหอมหวนของร่างสูงกำลังชักจูงสตรีเพศเช่นเธอให้เผลอไผล เรียวจมูกโด่งได้รูปขยับยู่เพื่อสูดดอมกลิ่นหอมหวนแสนชวนเชิญนั้นเข้าไปจนเต็มปอด มีอะไรบางอย่างกำลังหลอกล่อให้เธอดมต่อไปจนเผลอหลับตาพริ้มด้วยความลืมตัว

 

หอม...หอมจัง...

 

ทำไมหอมขนาดนี้...

 

“ งั้นหรือ”

 

 

หมับ!!

 

เอ๊ะ...?

 

เสียงทุ้มต่ำปนแหบพร่าของฝ่าบาททำไมอยู่ใกล้หูเรานักนะ?

 

ร่างบางสะบัดใบหน้าไปมาสองสามทีแล้วตั้งหางเสือเสียใหม่ โดยไม่ปล่อยให้กลิ่นน่ารัญจวนนั่นเข้ามาครอบงำอีกหน! ดวงตาของเจ้าตัวก็จำต้องเบิกกว้างเมื่อพบว่าตอนนี้ตนเองกำลังทำเรื่องน่าอายมากแค่ไหนแล้ว!!!!!!

 

เฮือกกกกกกก!!

 

ฝ่าบาทหยุดฝีเท้าก้าวเดินไปตั้งแต่ตอนไหน!?

 

หื้อ!!!!! ( 0_0)

 

แล้วทำไมตอนนี้ฉันถึงอยู่ในท่าเกือบคร่อมฝ่าบาทได้กัน!!!! แขนท่อนนึงของเรากดช่วงบ่าข้างซ้ายของพระองค์ไว้ทำให้ฝ่าบาทอยู่ในท่านั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมที่มีฟูกหนายวบลงไปเพราะถูกเราออกแรงกดเอาไว้ไม่ให้ลุกขึ้น!!!? มิหนำซ้ำท่อนขาของเรายังพาดหัวเข่าเป็นตัวแอลไว้ตรงหว่างขาของพระองค์อีกต่างหาก!!!! นี้ฉันเกือบจะรวมร่างกับจอมราชันย์จนกลายเป็นขบวนการเรนเจอร์ได้อยู่แล้ว!!!

 

บ้าจริง ดาริน!!!!

 

นี้แกทำบ้าอะไรอยู่เนี่ยห๊ะ!!!!?

 

เพียงเศษเสี้ยววินาทีที่ร่างบางหลุดจากภวังค์ไปตามสัญชาตญาณ ทุกอย่างก็เข้าแผนการณ์ของร่างสูงได้อย่างเหมาะเจาะ ร่างบางไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองก้าวฉับ ๆ เข้าไปหากลิ่นอายเลือดบริสุทธิ์ที่เกิดจากความจงใจของอีกฝ่ายจนตนเองนั้นอยู่ใกล้พระวรกายแกร่งในระยะอันตรายขนาดไหนแล้ว

 

“ หนก่อนเจ้าก็ทำแบบนี้ โน้มเข้ามาแล้วก็จู่โจมข้า....หนนี้ก็มุกเดิมอีกแล้วหรือ ”พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยผ่านไรฟันคล้ายกับกำลังกัดพระทนต์ของตนเอาไว้เพราะแทบจะระงับความโกรธาที่สุดจะสะกดเอาไม่ไหว

 

ผงะ!

 

“ ขอพระราชทานอภัยโทษเพคะ...มะ หม่อมฉันมิได้มีเจตนาจะทำร้าย” ร่างบางรีบลุกพรวดพราดออกไปจากพระวรกายขององค์เหนือหัวด้วยสีหน้าซีดเผือกและเหงื่อที่แตกพลั่กทันที นัยน์ตาสีบลอนต์เทาชอนขึ้นมามองด้วยแววตาคาดโทษก่อนที่ฝ่ามือหนาของชายร่างแกร่งจะคว้าหมับข้อมือเล็กของร่างบางเข้าให้

 

หมับบบบ!!!

 

อั่กซ์! แรงเยอะชะมัด!!

 

เขาดูเหมือนไม่ได้ออกแรงอะไร

 

แต่ทำไมข้อมือเรามันเหมือนกลับจะหักคามือแบบนี้!?

 

“ ริน...”

 

“ ฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วยเพคะ...หม่อมฉันมิได้เจตนา ”

 

“ เจ้าต้องชดใช้...” เขาออกแรงกกระตุกข้อมือที่จับแขนของอีกฝ่ายไว้จนร่างบางเซหลักเข้ามาหา  ก่อนจะอาศัยช่วงจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ไหวตัวทันนั้นโน้มเข้าไปหาแล้วมอบบทลงโทษให้นางแทน...

 

“ !!!!? ”

 

ร่างสูงพูดทิ้งท้ายเอาไว้เพียงบางส่วนของความในใจที่อัดแน่นและฝังรากลึกมานานแสนนาน สัมผัสที่ร่างสูงโหยหาและอยากจะมอบให้นางในที่สุดก็ได้ทำเสียที หญิงที่เขารักและรอคอยนางมานานนั้นยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว และนางก็ตกอยู่ในอ้อมแขนความถวิลหาที่ได้แต่สะกดมันเอาไว้ในหทัยตอนนี้ทันทีที่ริมฝีปากเย็นเหยียบสัมผัสทาบทามลงไปยังริมฝีปากบางกระจับที่กำลังจะอ้าปากร้องท้วงดวงหทัยที่เคยเกาะไปด้วยน้ำแข็งก็พลันมลายจนหมดสิ้นราวกับเขากำลังเปิดประตูและปลดโซ่ตรวนที่ขังปีศาจร้ายเอาไว้ข้างในสู่อิสรภาพ ตอนนี้เขารู้สึกทั้งโหยหาและอัดอั้นราวกับว่าความรู้สึกที่กำลังมอบให้และตักตวงความฉ่ำหวานไปจากนางนั้นไม่ว่าเท่าไหร่ก็ไม่พอ...ไม่พอ ใช่แล้วเขาโลภ โลภที่อยากจะได้อีก อยากชิมและลิ้มริมฝีปากของนางอีก อยากจะโลมเลียด้วยเรียวลิ้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุมและดื่มด่ำรสหวานดุจน้ำผึ้งนี้จากนางให้สมราคากับการที่เขาตั้งตารอคอย...

 

นัยน์ตาสีฟ้าทะเลเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนถึงขีดสุด สัมผัสบางเบาดุจปุยนุ่มนุ่มละมุนคล้ายปุยเมฆและหวานดุจน้ำผึ้งเดือนห้าที่คล้ายกับชากุหลาบกำลังแผ่ซ่านความหวานหอมอยู่เต็มโพรงปากทำให้ร่างอรชรที่ตื่นตระหนกและตกใจไปกลับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงนั้นใจเต้นระทึกจนแทบจะระเบิด ริมฝีปากเย็นเหยียบที่กำลังทาบประทับอยู่นั้นกำลังขบเม้มลงมาด้วยจังหวะเนิบช้าแต่หนักแน่น ตอกย้ำจังหวะเนิบช้าสลับกับความหนักหน่วงไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกหวาบหวิวนับล้านทำให้ลำตัวที่ยืนตัวตรงอยู่นั้นเหมือนกลับกำลังลอยเคว้ง...จากความเนิบช้าในตอนเริ่มต้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหนักหน่วงจนแทบจะไม่มีอากาศให้หายใจ ใช่แล้วเธอหายใจไม่ทันท่อนแขนเรียวได้รูปทั้งสองข้างกำลังลู่และจำต้องเกาะเกี่ยววงแขนแกร่งของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อไม่ให้ร่างของตนเองนั้นลงไปกองกับพื้น ไม่รู้ว่านี้คืออะไร...แต่เธอทำอะไรไม่ถูกนอกจากปล่อยให้เขาช่วงชิงริมฝีปากและหลับตานิ่งคิดอะไรไม่ออก รู้เพียงว่าสิ่งที่เขากำลังมอบให้อยู่ในตอนนี้เป็นสัมผัสแปลกใหม่และมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแย่ ฝ่ามือแกร่งรั้งใบหน้าหวานที่อยู่สูงกว่าเอาไว้ให้ค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น ปรอยผมสีเด่นของร่างอรชรกำลังทิ้งตัวลงมาตามแรงกลัดกลุ้มกึ่งบังคับกึ่งประคองหญิงเรือนร่างเล็กเอาไว้ ร่างแกร่งจูบป้อนโลหิตบริสุทธิ์ที่ยังไหลอยู่ที่ริมฝีปากราวกับขนมหวานให้ร่างอรชรเผลอกลายเป็นฝ่ายโหยหาและเริ่มกลับกลายเป็นผู้ตักตวงเสียเองตามสัญชาตญาณ แต่ความระทมจากการดูดเคร้นและขบเม้มจุดเดิมซ้ำ ๆเริ่มส่งผลให้เขารู้สึกหน่วงและปวดช่วงบริเวณริมฝีปากด้านล่างจนเผลอชักสีหน้าเหยเกและผละออกจากริมฝีปากบางอวบอิ่มอย่างน่าเสียดาย จังหวะประสานที่ถูกบรรเลงมาจนเกือบจะสุดท้ายกลับถูกตัดฉับขึ้นมากลางคันทำให้หญิงผู้ตกอยู่ในภวังค์พลันได้สติสตางค์กลับมาอยู่กับตัวจนได้ ใบหน้าสมส่วนของนวลนางผละออกก่อนจะกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกสติของตนเองให้คืนสู่ร่างเดิม ใบหน้าคมและสันจมูกโด่งของจอมราชันย์อยู่ห่างเพียงแค่ปลายนิ้วก้อย แรงกระพริบและริมฝีปากของชายตรงหน้าที่ค่อย ๆ ขึ้นพิมพ์รอยหยักขึ้นมุมปาก เป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดีว่าบทจูบรสร้อนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็นของจริง!! และก็เพิ่งจะเกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อสักครู่แบบสด ๆ ร้อน ๆ ด้วย!!!!!!

 

ผลั่ก!!!

 

“ !!!? ” ร่างแกร่งที่ถูกอีกฝ่ายผลักแผลงอกอย่างเต็มแรงถึงกับเซจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้

 

“ ขะ ขอตัวก่อนเพคะ” อีกฝ่ายลุกพรวดพราดอย่างกับหุ่นยนต์ก่อนจะรีบวิ่งปี่ออกจากกระโจมไปโดยไม่หันหน้ากลับมามองเขาสักนิดร่างแกร่งปิดเปลือกตาตนเองลงด้วยความอ่อนใจก่อนที่ศีรษะของเขาจะพาดลงมาส่วนไม้ที่สานจนเป็นเก้าอี้ทรงกลมด้วยความหงุดหงิดตัวเองที่ทำผิดแผนที่ตั้งใจเอาไว้ไปไกลหลายขุม

 

หมับ...

 

“ ให้ตายซิ” สองฝ่ามือสากไล้ใบหน้าของตนเองด้วยความรู้สึกนับล้าน ทั้งดีใจทั้งสุขสม ทั้งถวิลหาอีกฝ่ายจนใจนั้นวิ่งโลดออกไปจากอก แต่เขาก็รู้สึกโกรธที่ยับยั้งใจตัวเองเอาไว้ไม่ดีพอ ก็แค่อยากจะถือโอกาสหลอกล่อนางให้เป็นฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ จะได้หาจังหวะเนียน ๆ จับมือถือแขนแล้วทำเป็นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกนางกดร่างเอาไว้จนลุกไม่ขึ้น ภาพมุมต่ำที่ชอนสายตาขึ้นมาก็เห็นแต่แววตาหยาดเยิ้มของโฉมสะคราง จากหญิงสาวช่างซุกซนคนนั้นแปลงร่างเป็นแม่เสือสาวได้ขนาดนี้ ใครเล่าจะทานทนความยั่วเย้าตรงหน้าได้ไหว....บ้าชะมัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #128 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 02:48
    ในที่สุด ไรท์ก็มาาาาา
    โหยหาาาาาาาา
    #128
    1
    • #128-1 The Mystical Land (@mystical1) (จากตอนที่ 63)
      9 เมษายน 2563 / 11:50
      อ่านกันยาวๆไปเลยยยย เย้
      #128-1