ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 62 : ตอน อีกาในฝูงหงส์ (2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    11 เม.ย. 63

ลอร์ดบารอน รัชเชรด

คุณหนูแพทริเซีย รัชเชรด

 

อสูรครึ่งงูครึ่งคนล้มลงดังตึ่งพร้อมกับกองเลือดที่ค่อย ๆ ไหลรินลงบนพื้นจนกลับกลายเป็นกองเลือดสีแดงที่เริ่มคล้ายกับแอ่งน้ำขนาดหย่อมฝีเท้าก้าวเดินแสนมั่นคงของสตรีร่างสมสวยเยื้องย่างเข้าหาพร้อมกับชักอาวุธของตนเองที่ปักคาอยู่คืนพลางใช้เรียวลิ้นโลมเลียคาบเลือดหวานปริ่มจนปลายอาวุธคู่ใจจนกลับมาสะอาดเอี่ยมดังเดิม  แสงวาววับที่สะท้อนแสงของสุริยันตร์พลันสว่างจ้าเข้าสู่ตาของชายจนแสบพร่าไปหมดจนเขาเริ่มโวย

 

“ เจ้า...ให้ตายซิ เจ้าสวมสร้อยอะไรน่ะตาข้าพร่าไปหมดแล้วแพทริเซีย ” บารอนโวยวายขึ้นพลางขยับกายหนีแสงสะท้อนอันน่าลำคาญใจ เพียงเสี้ยววิที่ได้เห็นก็พลันเข้าใจจนกระจ่างแจ้งที่แท้สร้อยคอที่เนื้อนางสวมติดตัวอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือสร้อยคอแบบเชือกถักที่มีจี้ตลับสีทองขนาดจิ๋วห้อยอยู่ตรงกลาง เสียงถอดถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับประโยคตักเตือน

 

“ นี่เจ้ายังรัก...อยู่อีกงั้นหรือ”

 

“ เจ้าไม่ต้องยุ่มย่ามเรื่องของข้าข้ารู้ว่ากำลังสิ่งใดอยู่” แพทริเซียเอ่ยดักคอบารอนผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องทันทียังดีที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยถึงชื่อชายที่เธอเผลอปันใจให้ออกมาจนข้ารับใช้ที่ติดตามมานั้นได้ยิน เรียวนิ้วสวยรีบยัดสร้อยคอที่เผลอโผล่ออกมาจนพ้นคอเสื้อให้หลุบลงไปยังที่ที่ควรอยู่ดังเดิม

 

“ เจ้าคือความหวังหนึ่งเดียวของตระกูลอย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเชียว” ลอร์ดบารอนกล่าวพลางเดินลิ่วนำหน้าไปก่อนเพื่อล่าอสูรตนใหม่ทิ้งไว้เพียงแพทริเซียและสาวข้ารับใช้ที่ติดตามอยู่เพียงลำพัง ใบหน้าคมจัดได้แต่กำหมัดแน่นไม่ต้องตอกย้ำเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตระกูลให้ฟัง ข้าก็รู้ดีอยู่เต็มอกความคาดหวังสูงสุดอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึง ตำแหน่งพระสนมเอกคือบันไดทอดยาวที่จะพาให้ขึ้นไปสู่ตำแหน่งขององค์ราชินี ตำแหน่งที่เป็นรองเพียงแค่จอมราชันย์ ตำแหน่งที่อยู่สูงสุดที่สตรีทั่วอาณาจักรใฝ่ฝันหา ใยข้าจะมิรู้ว่าโอกาสในการคัดเลือกมิได้มีมาเยือนพร่ำเพรื่อ...แต่สิ่งที่ยากก็คือใจของข้าเอง ใจที่สลักรักลงไปแล้วนั้นยากจะถอดถอนคืนต่อให้ข้าได้ตบแต่งขึ้นเป็นพระสนมเอกแต่ใจข้าก็ยังคงมั่น...รักคนผู้นั้นอยู่ร่ำไปแต่เพียงผู้เดียว

 

หมับ...แกร๊ก

เรียวนิ้วสลวยกำจี้ที่ห้อยอยู่พลางเหลือบดูสิ่งที่อยู่ด้านในด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนับล้าน ชายที่ฝันใฝ่หยุดอยู่อยู่ห่างเพียงแค่เบื้องหน้า แต่ตัวข้ากลับม่สามารถไขว่คว้าเขาเข้ามากอดได้แม้เพียงปลายเส้นผมรูปวาดเสมือนที่ข้าตั้งใจวาดเองนั้นคือสิ่งเดียวที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตลับจี้สีทองนี้ สีที่เป็นดั่งเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของเขาที่ไม่มีใครแมนเหมือน

 

“ ........” เทียข้ารับใช้ที่หยุดยืนอยู่เบื้องหลังได้แต่มองเจ้านายด้วยแววตาระห้อยนัก ถึงคุณหนูจะไม่เอ่ยปากออกมาว่าดวงใจของนางสลักรักไว้ที่ผู้ใดแต่ในฐานะข้ารับใช้คนสนิทนางเองก็ดูเพียงปราดเดียวก็รับรู้ได้เพียงแค่ชายผู้นั้นเดินพาดผ่านคุณหนูของนางแม้นจะพยายามเก็บอาการเอาไว้อย่างที่สุด แต่ดวงตานั้นสุดท้ายแล้วก็เป็นดั่งหน้าตาของหัวใจ สุดท้ายแล้วเธอก็สังเกตเห็น ครานั้นที่จอมราชันย์เสด็จมาพร้อมกับเจ้าชายแดเนียลและอยู่เสวนาด้วยไม่นานนักก็จำต้องเสด็จกลับวังใหญ่ นัยน์ตาของคุณหนูท่านที่เคยแน่นิ่งดุจภูผาที่ไม่มีใครขยับได้ กลับแพรวพราวเป็นประกายและหลุบลงต่ำด้วยความเขินอายอยู่เป็นนัย ๆ ไม่ใช่กับจอมราชันย์หากแต่เป็นกับเจ้าชายแดเนียล....

 

ฉวกกกกก!!!

เสียงปลายอาวุธเสียดสีออกจากร่างดังเฮือกใหญ่เหลือไว้เพียงร่างเปลือยเปล่าที่ไม่มีแม้แต่ไอปีศาจใดมาปกคลุม พวกอสูรชั้นต่ำส่วนใหญ่ทันทีที่ตายร่างจะสลายเป็นธุลีตามไปด้วย แต่ที่เห็นร่างของอสูรนานาชนิดเรียงรายจนสูงเป็นพะเนินเทินทึกเช่นนี้ เขาเองก็เพิ่งจะได้ยลเป็นหนแรกเช่นกัน ของเหลวสีแดงสาดกระจายอยู่ตามลายพื้นที่อัดแน่นไปด้วยก้อนกรวด กองเลือดที่เจิ่งนองจนท่วมท้นพวกนี้ไม่ได้จุดกระตุ้นความกระหายภายในร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย เลือดของพวกวรรณะต่ำตมนั้นส่งกลิ่นสาบให้ลอยมาจะนึกขยาดนัก ไม่ต้องพูดถึงรสชาติแค่เขาได้กลิ่นก็แทบอยากจะสำรอกออกมาเต็มทน นัยน์ตาคมปรายตามองเหล่าอสูรระดับต่ำที่เหลืออยู่ตรงแนวหน้านั้นเลือกที่ชิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอดเมื่อเห็นว่าพอพวกมันนึกคะนองบุกถล่มด้วยจำนวนที่มากกว่าอาจจะได้ลิ้มชิมรสเนื้อหรือเลือดของเหล่าแวมไพร์ที่มีวรรณะชั้นสูงเพื่อแปรสภาพร่างกายให้แข็งแกร่ง แต่พอเห็นซึ่งผลลัพธ์ของ พวกใจปลาซิวทั้งหลายก็ต่างวิ่งเตลิดเข้าไปยังในตอนป่าลึกกันเป็นพัลวัน ฟรานซิสเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้พวกที่เหลือหลบหลีกหนีหายจึงกำลังจะนำกำลังพลออกติดตามเพื่อฆ่าให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่ทว่าฝ่ามือหนาของร่างสูงก็หยิบยกขึ้นพร้อมออกคำบัญชาจนพวกทหารราชองครักษ์ต่างชะงักฝีเท้า

 

“ ไม่ต้อง”

 

“ หากไม่ตาม พวกมันอาจลอบโจมตีพวกเราอีกระรอก ” เจ้าชายแดเนียลเข้ามาทักทามเพราะเห็นด้วยว่าการถอนซึ่งรากโคนย่อมปลอดภัยมากกว่า แต่ทว่าร่างสูงก็ยังยืนกรานด้วยด้วยคำบัญชาที่หนักแน่น

 

“ ข้าบอกว่าไม่ต้อง”

“ …….. ”

 

“ ฟรานซิสตรวจทานกำลังทหารของเราว่าบาดเจ็บหนักสุดอยู่ในระยะใด ให้คนที่ยังไหวช่วยเหลือพวกเขากลับไปพักฟื้นที่กองคาราวานก่อน ”

 

“ พะยะค่ะฝ่าบาท”

 

“ อ๋อ ตรวจซากอสูรระดับกลางไปจนถึงระดับสูงหาร่องรอยพวกมันมาให้ข้าทั้งหมด จากนั้นส่งสัญญาณควันให้ทุกผู้ในขบวนข้ายุติการล่า ใช่ แล้วเจ้าอย่าลืมนำค้างคาวสื่อสารมาให้ข้าที่กระโจนด้วย” เมื่อสิ้นพระกระแสรับสั่งจากองค์เหนือหัวร่างสูงผมสีน้ำตาลแกมเข้มอย่างฟรานซิสก็ชะงักไปชั่วครู่หมายความว่าจอมราชันย์ทรงสงสัยถึงสาเหตุการถูกจู่โจมโดยเหล่ากองทัพอสูรหรือนี้?

 

“ พะยะค่ะฝ่าบาท” และแล้วพระราชมนูคนสนิทก็วัยกายหายไปทำตามหน้าที่ เหลือไว้แต่เพียงเคอร์แชตและวัลแคนที่ยังทำหน้าที่คุ้มกันอย่างชิดใกล้

 

“ เสด็จพี่...” ร่างสูงผู้มีใบหน้าคมคายละหม้ายคล้ายคลึงถึงกลับขมวดเรียวคิ้วพลางร้องท้วงถึงเขาด้วยสรรพนามที่ยากนักจักได้ยิน ร่างสูงผู้เป็นพระเชษฐาพลันหยุดเยื้องย่างก่อนจะเบือนพระพักตร์มาหาผู้เป็นพระอนุชาเล็กน้อยแล้วทิ้งท้ายด้วยใจความรับรู้ถึงคำถามที่ชายผู้เป็นน้องคิดจะเสวนาถึงหัวข้ออะไร

 

“ รือว่าเจ้าคิดว่าเหตุการณ์ในครานี้เองก็เป็นเหตุบังเอิญ? ” ว่าความดังนั้นจอมราชันย์ก็เสด็จจากไปพร้อมกับคำสั่งที่ปาวประกาศก้องว่าให้ทหารในแนวหน้าทั้งหมดถอยกลับไปยังฐานที่พำนัก บัดนี้มีเพียงหยาดหยดสีแดงกล่ำที่เปลี่ยนชุดคลุมขนเฟอร์ของเขาให้กลับกลายเป็นสีดำจนเกือบจะสนิททิ้งไว้แต่เพียงร่างของชายผมสีบลอนต์ทองเป็นประกายที่ได้แต่ยืนขบคิดถ้อยประโยคเมื่อครู่ด้วยความสองจิตสองใจ เส้นผมสีทองดุจทองคำเปลวปลิวไสวไปตามแรงลม

 

เช่นนั้นนี้เป็นฝีมือของใครกันเล่า

ร่างสูงได้สัดส่วนได้แต่คิดแล้วคิดอีกแต่ก็มิได้ซึ่งคำตอบ บัดนี้ตระกูลที่ติดตามขบวนเสด็จเองก็อยู่กันครบถ้วนหน้า ทั้งตระกูลดีแลน รัชเชรด แลคาร์เตอร์ใครกันเล่าที่ทำเรื่องนี้ แล้วประสงค์ซึ่งสิ่งใดกัน? ชีวิตของราชวงศ์งั้นหรือ? หรือว่าอำนาจ?หรือว่าต้องการกระทำเพื่อสงครามกันแน่?

 

ตึกตึก ตึก พรึ่บ...

ในที่สุดร่างองอาจของจอมราชันย์ก็เสด็จกลับมาถึงกองคาราวาน พระองค์รีบลุดให้ทหารใต้บังคับบัญชากระจายกำลังเร่งฝีเท้าไปทั่วทุกสารทิศเพื่อตามเหล่าผู้ติดตามที่ระหกระเหินออกไปล่านั้นให้รีบเดินทางกลับมายังที่พำนักโดยไว พระองค์เสด็จไปยังด้านในกระโจมของพระหมื่นปีแลกเปลี่ยนบทเสวนาส่วนพระองค์อยู่ได้ชั่วครู่นึงก็ปลีกวิเวกกลับมายังกระโจมส่วนพระองค์ดังเดิม และแล้วไม่กี่อึดใจฟรานซิสก็เข้ามาพลางถวายซึ่งความเคารพ

 

“ พลุส่งสัญญาณถูกจุดฉนวนแล้วพะยะค่ะอีกไม่ช้าเหล่าลอร์ด คุณหนูและข้าราชบริพารทั้งหมดนคงจะเดินทางกลับมาถึง ส่วนนี่คือค้างคาวสื่อสารที่แข็งแรงและเร็วที่สุดที่หาได้พะยะค่ะ...” ฟรานซิสไม่พูดเปล่าพลางสาวเท้าเข้าไปหาองค์เหนือหัวก่อนจะค้อมลำตัวลงเล็กน้อยเพื่อยื่นท่อนแกร่งอันกำยำของเขาที่มีเจ้าค้างคาวตัวขนาดเท่าท่อนแขนข้างหนึ่งไปให้จอมราชันย์ ทันทีที่ท่อนแขนกล้าอ้าแขนออกค้างคาวสื่อสารก็กระโจนพรวดขึ้นมาเกาะทันทีเรียวนิ้วสากลูบไล้ส่วนหัวของค้างคาวสื่อสารด้วยนัยน์ตาเอ็นดูในความชาญฉลาดที่รับรู้ว่าในที่นี่ใครกันที่เป็นนายของมัน พระราชสาร์นที่ลงลายลักษณ์เอาไว้ด้านในถูกม้วนเข้าหากันอย่างดีก่อนจะบรรจุลงแคปซูลและซีลผนึกปิดตายไว้อีกชั้น ร่างสูงมัดมันเข้ากับช่วงข้อต่อของอุ้งเท้าก่อนจะเยื้องย่างออกไปที่ด้านหลังของกระโจมใหญ่แล้วทำการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าค้างคาวตัวจ้อยเพื่อถ่ายทอดคำเชื้อเชิญ

 

“ ของที่ข้าให้ตักเตรียมไปถึงไหนแล้วฟรานซิส”

 

“ มิมีร่องรอยอื่นใดน่าสงสัยเลยพะยะค่ะแต่กระนั้นกระหม่อมก็เก็บตัวอย่างเลือดของพวกมันกลับมาด้วยพะยะค่ะ”

 

“ เก็บกู้กลับมาได้เท่าใด”

 

“ ราว ๆ สามสิบหลอดเห็นจะได้พะยะค่ะ”

 

สามสิบงั้นหรือก็ถือว่ามากพอที่จะให้เจ้าหมอนั้นจัดการกับตัวอย่างอยู่

 

“ อาญามิพ้นเกล้าฯ ข้าขอทูลถามได้หรือไม่พะยะค่ะ” เคอร์แชตที่ได้แต่อัดอั้นเพราะต้องสะกดไว้ซึ่งความใคร่รู้สุดท้ายก็ทนต่อไว้ไม่ไหว นึกอยากรู้จวนเจียนจะขาดใจว่าบัดนี้องค์เหนือหัวคิดจะทำการณ์สิ่งใดต่อไปกันแน่

 

“ ว่าไป”

 

“ พระราชสาร์นที่ส่งไปเมื่อครู่...พระองค์เทียบเชื้อผู้ใดให้มาที่นี่หรือพะยะค่ะ ” คำถามของเคอร์แชตนั้นยิงเถรตรงเสียยิ่งกว่าท่อนไม้ที่ถูกขวานใหญ่จามจนผ่าออกเป็นสองซีก วัลแคนที่หยุดยืนอยู่ข้าง ๆ กันทำหน้าตาเลิ่กลั่กไปไม่เป็นพลางขบคิดว่า ไอ้เจ้าหมอนี้ กล้าดีอย่างไรถึงถามอะไรแบบนั้นกับจอมราชันย์ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดของเหล่าแวมไพร์กันล่ะนี้!!! การกระทำอันบ้าบิ่นและโง่เขลาแบบนี้เขาเป็นเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก!?

 

“ เคอร์แชตสถานการณ์ชัดถึงเพียงนี้แล้วเจ้ายังมิรู้อีกเช่นนั้นหรือ สงสัยข้าคงต้องส่งเจ้าไปฝึกรับสมองประลองปัญญากับลอร์ดจาริสสักสามสี่เดือนหน่อยเป็นไร ”

 

“ หือ!!? มะ มะ ไม่ดีกว่าพะยะค่ะ เช่นนั้นลืมที่กระหม่อมทูลถามไปเสียเถิดพะยะค่ะฝ่าบาท ” ได้ยินคำตอบพร้อมกับสีหน้าซีดเผือกเป็นไก่ต้มของเคอร์แชตจอมราชันย์ก็ถึงกับพระสรวล สงสัยเจ้าตัวคงนึกขยาดจนขึ้นสมองตั้งแต่ตอนที่เขาส่งตัวไปให้จาริสดัดนิสัยเป็นการส่วนตัวแล้วกระมัง

 

ณทางด้านของค้างคาวสื่อสาร

เนื่องด้วยเป็นค้างคาวสื่อสารที่ขึ้นว่าเกือบเร็วที่สุดของราชสำนักที่ขึ้นตรงต่อจอมราชันย์แต่เพียงผู้เดียว เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กระพรือปีกโบยบินมาถึงยังปลายทางจนได้ กลิ่นอายปีศาจที่มันได้รับมอบหมายนั้นกำลังโชยมาสัมผัสที่ปลายจมูกจนเรียวปีกต้องหักซ้ายแลขวาเพื่อไปส่งพระราชสาร์นสำคัญให้ถึงมืออีกฝ่ายให้ได้ และแล้วมันก็เดินทางมาถึงที่หมายในที่สุด แรงกระพรือที่เคยบินโฉบด้วยความเร็วจี๋ค่อย ๆ ปรับองศาและชะลอความเร็วลงจนกระทั่งลำตัวร่อนเข้าไปยังเคหะสถานใหญ่ที่ตั้งตะหง่านอยู่ถัดออกไปไม่ไกลไปจากเส้นทางของขบวนเสด็จเท่าใดนัก

 

พรึ่บ พรึ่บพรึ่บ พรึ่บ

 

“ ฮืม” เสียงพึ่บพรั่บของเรียวปีกขนาดย่อมดังขึ้นอยู่กลาย ๆ ทำให้ชายผู้เป็นเจ้าของห้องละมือจากอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพลางใช้เรียวนิ้วรูดแว่นเลนส์กลมทั้งสองข้างของตนเองลงไปกองอยู่ที่ปลายจมูกเพื่อลอบสายตามอง นัยน์ตารูปดวงจันทร์เสี้ยวสีทับทิมเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายตัวกลับไปเป็นสีดังเดิมค้างคาวสื่อสารหุบเรียวปีกของตนเองลงพลางหวีดร้องเรียกหาทันทีที่ปลายอุ้งเท้าของมันเกาะติดอยู่บนเก้าอี้ทรงกลมที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลชายผู้เป็นเจ้าของจดหมาย

 

“ นะ นายท่าน เจ้านี้มัน!!! ” ลูกทีมคนสนิทของเขาเองที่ง่วนอยู่กับการทดลองตำรับยาชนิดใหม่อยู่ยังต้องตกใจเมื่อเห็นว่าที่ข้อเท้าของค้างคาวสื่อสารนี้มีตราประทับของใครอยู่ด้วย!

 

ร่างโปร่งไม่รอช้ารีบเอื้อมมือไปหาเจ้าค้างคาวตัวโตให้ขึ้นมาบนท่อนแขนแกร่งทันที ฝ่ามือหนาแกว่งม้วนพระราชสาร์นสำคัญออกพลางไล้สายตาอ่านเนื้อหาด้านในที่มีตราประทับทาบทับตัวอักษรเอาไว้ด้วยนัยน์ตาที่นิ่งงันก่อนจะแค่นยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี จอมราชันย์มอบหมายให้เขาทำเรื่องที่ถนัดอยู่เรื่อยเลยดีเสียอีกจะได้ค้นคว้าและหาความรู้ใส่หัวเพิ่มเติมจากที่นั่นได้ด้วย

“ แจ็คแพ็คกระเป๋าเครื่องมือเร็ว...”

 

“ เรา เอ่อ เราจะเดินทางไปที่ใดกันหรือขอรับท่านวิลเลียม”

 

“ เจ้ากับข้าจะเดินทางไป ปราสาท ณ วังเหนือ กัน” ร่างโปร่งไม่พูดเปล่าพลางถอดชุดกราวน์สีสะอาดของตนเองลงกระเป๋าขนาดพกพาที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะดว้ยความว่องไวพลางหยิบอุปกรณ์แต่เพียงจำเป็นลงไปในกระเป๋าของตนบางส่วน

 

“ อ๋อ...หื้อ!!! ที่ไหนนะขอรับ!!! นายท่านข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมขอรับ!!!? ทะ ทะที่นั่นจอมราชันย์ประกาศให้เป็นเขตหวงห้ามแบบพิเศษมิใช่หรือขอรับ!!!? ” ลูกไล่ของวิลเลียมเอ่ยด้วยสีหน้าตกตะลึง เพราะที่ที่ตนได้ยินเมื่อครู่นั้นเป็นสถานที่ปิดตายที่ห้ามมิให้ใครเข้าออก ปราสาทที่ใคร ๆ ก็ล่ำลือว่าเป็นที่ที่จอมราชันย์องค์ปัจจุบันเติบโตและหวงแหนมากที่สุด แม้แต่พระราชวงศ์เองก็ไม่มีสิทธิ์ได้ล่วงล้ำ หากมิมีพระราชโองการใครหน้าไหนก็เข้าไปที่นั่นไม่ได้!!!

 

หมับ...

“ ก็นี่ไงใบเบิกทาง” ชายหน้าคมใต้กรอบแว่นหันมาแสยะยิ้ม ไม่รู้หรอกว่าพระองค์มีกิจสำคัญอื่นใดให้เขาช่วยเหลือแต่การได้ใช้ที่นั่นสำหรับการค้นคว้าตัวอย่างและสามารถศึกษาตำราบางส่วนได้ก็ถือเป็นรางวัลที่ยากจะหาใดเปรียบ!

 

ตึงงงงง!!!

ร่างของอสูรระดับสูงล้มลงจนพื้นดินสะท้านไปทั่วทุกอณูเลือดสีสดที่ชุ่มที่ปลายกรงเล็บส่งกลิ่นยั่วเย้าจนร่างสูงจนมิอาจยับยั้งเอาเรียวลิ้นให้โลมเลียไม่ได้เลย เสียงทุ้มครางกระเส่าด้วยความพอใจทันทีที่ความคาวหวานซาบซ่านไปทั่วโพรงปาก แต่แล้วประสาทสัมผัสอันฉับไวของเขาก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงลำคอที่แห้งผากผสมผสานกับเสียงท้องที่ร้องประท้วงสวนขึ้นมาจนต้องสะบัดหน้าหันไปมอง ที่แท้ก็เป็นน้องสาวตัวยุ่งที่ยืนทำหน้าตาล่องลอยพร้อมกับเผยอปากดังจอบแจบ

“ หิวหรือ?” ชายนัยน์ตาไข่มุกดำเอ่ยถามพลางเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูสุดกำลัง ร่างบางเมื่อได้สติจึงรีบส่ายหัวระรัวเพื่อปัดปฏิเสธ

 

“ ไม่เอาเจ้าค่ะเจ้าตัวนั้นท่านพี่เป็นผู้ฆ่ามันได้ ข้าไม่ขอรับไว้”

 

“ หึ ห่วงศักดิ์ศรีเป็นกับเขาด้วยงั้นหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยกระทบก่อนจะกรงเล็บของเรียวนิ้วชี้กรีดลงไปยังส่วนของต้นคอเหยื่อจากนั้นใช้ถุงสำหรับกักเก็บเลือดสกัดเคร้นเอาเพียงเลือดบริสุทธิ์ของอสูรระดับสูงมาไว้ข้างในจนกระเปราะส่วนด้านล่างตึงขึ้นจนอวบอ้วน

 

“ จ๊อกกกกก...จ๊อกกกกกกกก” เสียงครวญดังมาจากช่องท้องของโฉมสะครางทำเอาเจ้าตัวถึงกับเขินจนหน้าแดงนึกทำอะไรไม่ถูก! ส่วนชายอีกสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจเช็คซากอสูรไปพลางนับจำนวนไปพลางก็ต่างหัวเราะรวนออกมาด้วยความเอ็นดูและขำขันในความปากแข็งของหญิงสาว

 

“ ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะเย้ยข้าเลย!!! โถ่เอ๊ย ข้าไม่คุยด้วยแล้ว” ร่างบางโมโหด้วยสีหน้างอนตุบป่องก่อนจะปลีกวิเวกเดินฉีกไปอีกทางเพื่อไปเคร้นเอาเลือดของอสูรฝั่งที่ตนสังหารได้หมายหาอะไรมาประทังท้องที่เอาแต่ส่งเสียงร้องด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านใจ ร่างบางทรุดกายในท่านั่งย่องก่อนจะพลิกร่างของอสูรแต่ละตัวที่ตนสังหารได้ ไม่ต้องบอกระดับชั้นนางก็พอจะทราบได้ด้วยตัวเองกลิ่นคาวที่ส่งกลิ่นออกมาไม่ชวนชิมให้น่าลิ้มอภิรมย์เท่าไหร่นัก เห็นทีพวกที่นางสังหารได้คงจะมีแต่พวกอสูรระดับล่าง

 

เห้อออออ ระเหี่ยหัวใจนัก!!! ร่างบางนึกก่อนจะไม่มีทางเลือกในเมื่อศักดิ์ศรีที่ค้ำอยู่บนคอนั้นสูงเกินกว่าจะหน้างอไปขอส่วนแบ่งจากคนเป็นพี่ระดับล่างก็ระดับล่างแค่ประทังดับความกระหายไปก่อนเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจะเป็นไรไป!!!

 

หมับ

จู่ ๆกลิ่นคาวอันน่ารัญจวนจิตที่แสนชวนเชิญก็ลอยอยู่ใกล้ ๆ ที่ปลายจมูก ร่างบางเชยคางขึ้นตามสัญชาตญาณที่แท้เป็นเพราะท่านพี่หยิบยื่นถุงกักเก็บเลือดที่พกติดตัวมาพลางทำสีหน้าไม่ยี่หระเท่าใดว่า

 

“ เอาไปซิ...”

 

“ แต่ว่า”

 

“ ปล่อยไว้ก็มีแต่จะเสียของไปโดยเปล่าประโยชน์” ว่าเสร็จร่างบางจึงจือปากด้วยเหตุที่จนใจจะหาอะไรมาปฏิเสธฝ่ามือเล็กเอื้อมไปหยิบถุงกักเก็บเลือดที่อยู่ตรงหน้าพลางพร่ำกับคนเป็นพี่ด้วยน้ำเสียงอุบอิบ

 

“ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่” แม้จะได้ยินไม่ถนัดหูนักแต่ริมฝีปากที่เคยเรียบตรึงก็คลี่ยิ้มขึ้นจาง ๆ ในความเอ็นดู คนเป็นพี่อดความหมั่นเขี้ยวเอาไว้ไม่ไหวจึงเดินเข้าไปหาพลางหยีเส้นผมสีสลวยของผู้เป็นน้องจนมันฟู่ฟ่องชี้โด่ชี้เด้ไม่เป็นทรง!

 

“ อ๊ากกกกก ทำอะไรน้องเนี้ย!!!! ”

 

“ ก็เจ้ามันน่าหมั่นไส้ ”

 

“ ห๊า!!!? ท่านพี่!!!! พี่จาริส!!!! หัวน้องฟู่หมดแล้ว!!!! หยุดดดดดด!!!! ” สงครามขนาดย่อมประดังขึ้นเล็ก ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะร่าที่กลบเกลือนความเงียบสงัดของผืนป่ารอบบริเวณ ไม่นานชายมาดขรึมก็หยุดการกระทำที่กระเซ้าเย้าแหย่ของตนเองลงก่อนจะเดินผละไปนั่งที่โค่นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ถัดไปไม่กี่ช่วงตัวพลางทิ้งตัวลงเพื่อพักผ่อน นัยน์ตาสีนิลที่อยู่ ณ ฝั่งตรงกันข้ามได้แต่หยุดยืนมองภาพความทรงจำอันน่าประทับใจนี้อยู่เพียงลำพัง แวมไพร์ทั้งสองตนที่เขาทำหน้าที่อารักษ์ขาอยู่นั้นต่างจิบเลือดของอสูรระดับสูงที่อยู่ในมือตนไปพลาง ๆ โดยไม่พูดคุยอะไรกันต่อไปอีก แต่แล้วจู่ ๆ นัยน์ตาสีนิลประกายของเขาก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าทะเลของคุณหนูดารินเข้าจนได้

 

“ แอชตันเอาสิ...เจ้าก็ควรรองท้องตนเองสักหน่อยนะ” ร่างบางเหมือนจู่ ๆ ก็สะดุ้งเฮือกก่อนจะหยิบยื่นถุงเปล่าสำรองของตนที่เหน็บไว้ที่ช่วงเอวไปให้ชายเลือดผสมด้วยความหวังดี

 

“………” นัยน์ตาแกร่งทอดมองถุงเปล่าด้วยแววตาลุ่มลึก เขาเลือกที่จะนั่งจิบเลือดบริสุทธิ์อยู่เงียบ ๆ แล้วปล่อยให้เจ้าตัวตอบคำถามของน้องสาวเขาเองมากกว่า

 

“ ไม่เป็นไรขอรับคุณหนูดาริน” แอชตันยิ้มเจื่อนพลางเอนช่วงลำตัวที่หยุดยืนอยู่พิงกับเปลือกไม้เพื่อพักเอาแรงเช่นกัน

 

“ อ้าว.....ทำไมหละ?” และแล้วหญิงสาวขี้สงสัยก็เข้าซึ่งประเด็นสำคัญจนได้นัยน์ตาสีนิลพรายสบเข้าหากับนัยน์ตาสีไข่มุกดำพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

“…………” ท่านจาริสยังคงนั่งนิ่งไม่แม้นแต่จะปริปากอธิบายหรือก้าวก่ายอะไรเช่นเดิม ทำเพียงแค่ปรายตามองเขานิ่ง ๆ เช่นเดิม จนในที่สุดคำตอบเสี้ยวนึงก็หลุดออกมาจากชายเลือดผสมจนได้

 

“ ข้าไม่ดื่มเลือดขอรับ” ชายลูกผสมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนหญิงสาวรู้สึกผิดแปล๊บขึ้นมา เธออ้าปากค้างเพราะไปไหนต่อไม่เป็นจึงพึมพำถามอีกฝ่ายต่อ

 

“ อ้าวหรอ พวกแวร์วูฟไม่กินเลือดกันหรอกเหรอ? ”

 

“ ขอรับ ไม่เด็ดขาดขอรับ” ประโยคนี้ร่างบางไม่ได้ตั้งใจฟังให้ดีสักกเท่าไหร่จึงไม่ทันได้เห็นถึงความเจ็บปวดลึกสุดหยั่งของอีกฝ่ายที่เผยแสดงความรู้สึกออกมาผ่านนัยน์ตาสีนิลอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาเอง ร่างสูงที่จิบเลือดอยู่เงียบ ๆ ได้แต่ปรายสายตามองรับรู้ถึงเหตุและผลที่แอชตันไม่ยอมใช้พลังที่แฝงอยู่ภายในกายตนเองอีกเลย...นับตั้งแต่ครานั้นเป็นต้นมามิหนำซ้ำยังคงเคร่งครัดกับตนเองยิ่งกว่าทหารหน้าไหนอีกด้วย

 

“ อืม...เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอโทษทีนะข้าไม่รู้เลยเอ่ยปากชวนเชิญเจ้าไป”

 

“ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดขอรับ คุณหนูอย่าได้ใส่ใจไปเลยขอรับ” ชายลูกผสมเอ่ยปลอบประโลมให้ร่างบางเลิกขบคิดเรื่องเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้อีกฝ่ายสบายใจยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น

 

“ ข้าขอตัวสักครู่นะขอรับท่านลอร์ดจาริส” ชายลูกผสมหันมาเอ่ยขออนุญาตจากชายที่เขาเคารพมากที่สุดรองลงมาจากจอมราชันย์ด้วยสีหน้ามาดมั่น จาริสเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะผละไปทำสิ่งใดจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของแอชตันที่อีกฝ่ายเลือกเส้นทางนี้เองตั้งแต่แรกเริ่ม

 

“ ไปเถิด...”

 

“ ขอรับ” เมื่อได้รับคำอนุญาตชายลูกผสมก็เดินหายเข้าไปในลืบแห่งความมืดมิดโดยที่ฝีเท้าหนัก ๆ ของเขาค่อย ๆ ไกลออกไปจากพวกเขาทั้งสองตนที่หยุดพักฟื้นพลังมากขึ้นไปทุกที

 

“ ท่านพี่...แอชตันเขากินสิ่งใดเป็นอาหารหรือเจ้าคะ?”

 

“ ถ้าอยากรู้ เจ้าก็เคร้นถามจากเจ้าตัวเอาเองซิ...”

 

“ โถ่ เห็นหน้าแบบนั้นใครเขาจะกล้าถามออกไปเล่าเจ้าคะ” ดารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอุบอิบแต่ก็เลือกที่จะไม่ซักไซร้คนเป็นพี่ให้รู้สึกรำคาญใจต่อ แวมไพร์ดื่มเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงพลังชีวิต แล้วแอชตันที่เป็นลูกผสมแวร์วูฟจะกินอะไรเป็นอาหารกันนะ? อยากรู้จัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #129 jeen555 (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 02:49
    มาแล้วววววว
    ดีจายยยยยยยยย
    #129
    1
  2. #127 moon_lovers (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 00:35
    แอชตันโตขึ้นเยอะเลย คถ ความอ่องของน้อน
    #127
    1
    • #127-1 mystical1(จากตอนที่ 62)
      9 เมษายน 2563 / 11:58
      55555 น้อนไม่อ๋องแล้ว
      #127-1