ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 64 : ตอน หลบหน้าข้าทำไม(2) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    7 พ.ค. 63

 

ชายลูกผสมที่หยุดยืนเดินไปเดินมาระหว่างรอเจ้าของเรือนร่างอรชรที่ยังคงถูกฝ่าบาทพูดคุยเสวนาเป็นการส่วนตัวภายในกระโจมกว้าง นายทหารรองบาทก็ทำได้เพียงแค่รอ และรอต่อไปเท่านั้นในที่สุดท้องฟ้าในยามคืนค่ำก็เป็นใจเขาจนได้ ร่างอรชรได้รูปของร่างบางเดินฉับ ๆ ออกมาจากกระโจมหลังใหญ่จนได้

“ ฝ่าบาทว่าอย่างไรบ้างหรือขะ....” ชายลูกผสมชะงักไปหลายอึดใจ นอกจากคุณหนูท่านจะไม่ตอบแล้วยังเดินฉับ ๆ ชนิดที่ไม่แม้นจะสดับรับฟังคำถามที่เขาเอ่ยเสียด้วยซ้ำ

 

“ คุณหนูดาริน...คุณหนูขอรับ!! ”

คุณหนูท่านไม่ขานรับพลางก้าวฉับฉับกลับไปที่กระโจมหลังเดิมของตนเองก่อนจะเลิกชายผ้าขึ้นแล้วปิดผนึกลงโดยที่เขาที่อุตส่าห์กูรีกูจอวิ่งตามมาเพื่อจะถามไถ่ก็ถึงกลับเกือบจะเบรกฝีเท้าเอาไว้ไม่อยู่เรียวคิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันพลางพึมพำด้วยความงุนงง

 

“ หัวเสียอะไรมานะ” ชายลูกผสมได้แต่นึกอ่อนใจก่อนจะยอมรามือแต่เพียงเท่านี้แล้วแยกย้ายกลับไปพักหายใจหายคอยังที่พำนักของตนเองบ้าง

 

หมับ!!!!

“ (อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย)” ร่างบางคว้าหมอนบุปุยนุ่นขึ้นมาก่อนจะก้มใบหน้าของตนเองลงไปให้จมลงบนความนุ่มนิ่มแล้วแผดเสียงกรีดร้องเพื่อระเบิดความอัดอั้นที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ข้างใน!!! กรีดร้องจบไปได้นึงช่วงลมหายใจบ่าทั้งข้างก็หอบกระแฮ่กไปหลายเฮือก

 

ไอ้...ไอ้หมอนั่นมันกล้าดียังไง!

 

คิดว่ายิ่งใหญ่มาจากไหนกัน

 

นั่นมันเฟิร์ส...เฟิร์สคิสของฉันเลยนะเว้ย!!!!!

 

ตุบบบบบบบบ!!!

เสียงเหวี่ยงหมอนใบใหญ่ที่ใช้หนุนนอนถูกทุ่มลงไปกับพื้นจนขนเป็ดที่ยัดอยู่ด้านในปลิวฟ่อนออกมาบางส่วน และแล้วภาพยามที่อีกฝ่าย ๆ โน้มใบหน้าคม โฉบมาประทับยังริมฝีปากก็ลอยเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประดำประเดกับความรู้สึกฟุยนุ่มที่ยังติดตรึงอยู่ที่ริมฝีปาก ทั้งความนุ่มนวลยามที่เขาค่อย ๆ บรรจงราวกับจะถนอมรสจูบนี้เอาไว้ยังคงติดตรึง รวมถึงยามที่จู่ ๆ ก็แปรเปลี่ยนจังหวะเป็นความหนักหน่วงเองก็ยังติดแน่น ริมฝีปากบางได้แต่ขบเข้าหากันก่อนจะสะบัดหน้าให้ภาพบ้า ๆ นี้ออกไปจากหัวเธอสักที!!!!

 

“ ชดใช้ที่ว่าคือทำแบบนี้ยังงั้นเหรอ ไอ้บ้าตัณหากลับเอ๊ย! ” เสียงฮึดฮัดดังขึ้นพร้อมกับหมอนที่ไส้ปริอยู่ก็กระจัดกระจายไปตามแรงเตะชุดใหญ่ที่สาวเจ้าเอามาใช้ระบายอารมณ์โมโห

 

 

...รุ่งสาง...

หญิงร่างเล็กได้แต่เอนกายราบอยู่บนเตียงด้วยเปลือกตาที่กำลังเริ่มจะอ่อนกำลังเต็มทน จนแล้วจนรอดภาพบ้า ๆ นั่นก็ไม่ออกไปจากห้วงความคิดของเธอได้เลยผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ก็คือนอนไม่หลับจนกระทั่งฟากฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีไม่นานเสียงจากเหล่านางกำนัลชุดใหม่ที่ถูกส่งมาปรนนิบัติเราโดยเฉพาะก็มาเรียกหาตั้งแต่ยามเช้าตรู่ตะวันยังไม่ทันจะฉายแสงดีเสียด้วยซ้ำพวกนางก็เร่งเร้าให้เรารีบไปอาบน้ำที่สระเหมันตร์เป็นการด่วน ถูกนางในทั้งหลายฉุดกระชากลากถูจนเนื้อแทบหลุดเสร็จก็ต้องรีบมากูรีกูจอสวมชุดแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะถึงเวลาร่วมรับประทานอาหารเช้ากลางป่าพร้อมด้วยเหล่าราชวงศ์และชนชั้นสูงอีกต่างหาก แอชตันหยุดยืนรออยู่ด้านหน้ากระโจมก่อนจะค้อมศีรษะและผายมือเชิงมาจะนำทางไปยังที่รับรองมื้อแรกให้หนนี้ผิดไปจากที่คาดนึกว่าจะทำการปิกนิกกันใจกลางป่าสนต้นใหญ่ แต่ที่ไหนได้กลับมีกระโจมเปิดโล่งกางอยู่ใกล้กับเชิงน้ำตกที่อยู่ถัดไปจากกองคาราวานต่างหาก

 

ร่มรื่นจริงอยู่...แต่บรรยากาศที่ได้มันไม่ชวนให้อึดอัดไปหน่อยหรือ?

 

ท่านพี่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับลอร์ดอีกสองสกุล โดยมีใครก็ไม่รู้นั่งถัดไปจากทางฝั่งขวามือของท่านพี่ซึ่งเราไม่รู้จัก ส่วนอีกสองสกุลก็มีลอร์ดลอเรนซ์ ตามมาติด ๆ ก็คือลอร์ดคารอสบุตรชาย ชายหน้าคมที่ชอบฉีกยิ้มกว้างและเป็นบุคคลอันตรายที่เราต้องระวังก็คือลอร์ดบารอนถัดไปอีกก็เป็นคุณหนูแพทริเซียที่นั่งจิ๊บบางอย่างในถ้วยทรงกระเบื้องอยู่เงียบ ๆ ไม่รู้ก่อนหน้านี้พวกเขากำลังคุยอะไรกันแต่ดูจากสีหน้าท่านพี่ตอนนี้แล้วคงไม่ค่อยดีสักเท่าไร

 

ต่างคนต่างสกุลแยกย้ายกันกินคนละมุมสองมุมไม่ได้หรือไงนะ

 

“ นางมาแล้ว ” ลอร์ดบารอนเอ่ยคล้ายกับกระซิบกระซาบก่อนจะเอาศอกดุนท่อนแขนของลอร์ดคารอสที่นั่งอยู่เคียงข้างนัยน์ตาสีอ่อนนั่นมองมายังเราพร้อมกับสายตาของคนอื่น ๆ ที่มาถึงโต๊ะรับประทานอาหารกันก่อนเป็นที่เรียบร้อย ฟังจากน้ำเสียงที่พูดน่ะไม่ได้กระซิบเลยสักนิด แล้วจะทำทีท่ามุบมิบแบบนั้นไปทำไมกันนะ พูดดังออกขนาดนี้ ใครเขาจะไม่รู้กันว่ากำลังพูดถึงใครอยู่

 

“ อรุณสวัสดิ์เจ้าคะท่านลอร์ดลอเรนซ์ ลอร์ดคารอส ลอร์ดบารอน ท่านพี่แพทริเซีย... ” เรากล่าวคำทักทายตามมารยาทของชนชั้นสูงไป แต่ก็นั่นแหละพวกเขาเพียงแค่ปรายตามองกลับมาแล้วจ้องทุกอิริยาบถของเราแทบจะทุกอากัปกิริยาอยู่กลาย ๆ

 

พูดคุยเรื่องอะไรกันนะ...ทำไมถึงได้จ้องเราเป็นตาเดียวแบบนี้?

 

“ ริน” ท่านพี่ทำเพียงแค่เรียกชื่อและปรายตามองไปยังเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ ที่ยังว่างอยู่เราก็เข้าใจความหมายในทันทีก่อนจะเดินลุดเข้าไปจับจอยังเก้าอี้ตัวข้าง ๆ พี่ชายบุญธรรมแอชตันที่อาสานำทางมาดึงเก้าอี้ตัวสูงออกก่อนจะดันกลับเข้ามาให้ครั้นเมื่อตัวของฉันย่อนลงไปยังเบาะปุยนุ่ม

 

“ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” เราไม่ลืมหันกลับไปขอบคุณแอชตันเสียงผะแผ่ว ก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับเหล่าขุนนางชั้นสูงอีกสองตระกูลที่นั่งอยู่ ณ ฝั่งตรงกันข้ามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

“ เพิ่งเคยเจอตัวเป็น ๆ เป็นครั้งแรก...งามดั่งที่ลอร์ดบารอนว่าไว้เลยขอรับคุณหนูดาริน ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยความเนิบช้าดังมาจากปากของชายผอมแกนที่มีผมสีบลอนต์ทองหยักศก

 

“ ลอร์ดบารอนกล่าวเกินจริงเสียมากกว่าเจ้าค่ะท่านลอร์ดคารอส ”

 

“ โอ้ว คุณหนูรู้จักนามของข้าด้วย...” ลอร์ดคารอสกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตื่นเต้นนิด ๆ ราวกับเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเจอของเล่นชิ้นใหม่ ฉันไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากคลียิ้มบาง ๆ ให้ แวมพร์รูปร่างผอมโซตรงหน้ามีหน้าตาหล่อเหลาเอาการนัก หากร่างการของเขาสมบูรณ์พร้อมคงรูปโฉมคมคายไม่แพ้แวมไพร์หน้าไหนแน่ ๆ....น่าสงสารจริง

 

แกร๊ก...

“ อ่า...นึกออกแล้ว”เสียงวางถ้วยกระเบื้องดังตามมาติด ๆ ทำให้เหล่าคู่สนทนาทั้งหลายปรายตาหันกลับมามองคุณหนูแพทริเซียที่จู่ ๆ ก็อุทานพึมพำขึ้นมากลางอากาศกันเป็นตาเดียวนัยน์ตาคมกริบของนางจดจ้องมายังนัยน์ตาของเราด้วยแววตาหมายมาด

 

“ ข้าก็ว่าตานั่นใยถึงได้ดูคุ้น ๆ ชอบกลนัก...”

 

“ เจ้าหมายถึงอะไรหรือแพทริเซีย...?”

 

“...ข้าเพิ่งนึกออก ดวงตาเป็นสีฟ้าสกาวราวกับท้องคลื่น สีเหมือนกับอดีตผู้ปลดพันธนาการนี่เอง” พี่จาริสได้ยินดั่งนั้นก็ถึงกลับขมวดคิ้วไม่ชอบใจปฏิกิริยาเสียมารยาทเมื่อครู่เลยสักนิด เสียงซุบซิบเริ่มกระหึ่มราวกับผึ้งแตกรังคำพูดทาบทามถึงบุคคลที่สามที่เราไม่รู้จักทำให้ลอร์ดและขุนนางตนอื่น ๆ ต่างคับข้องใจพลางจด ๆ จ้อง ๆ มายังดวงหน้าของเราเป็นพัลวัน

 

“ แพทริเซียเจ้าพูดบ้าอะไร! ” ลอร์ดบารอนคว้าต้นแขนเรียวของสตรีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ราวกับจะเป็นจะตาย พวกเขากระซิบกระซาบเอ็ดกันดังผะแผ่วจนฟังไม่เป็นศัพท์แต่ดูจากสีหน้าและแววตาก็รู้ว่าลอร์ดบารอนไม่พอใจเอามาก ๆ ที่คุณหนูแพทริเซียเอ่ยถึงชื่อนี้ขึ้นมากลางวงส่วนนางก็ดูไม่ทุกข์ร้อนมิหนำซ้ำยังปรายมามองมายังเราราวกับมั่นใจในอะไรบางอย่าง

 

ผู้ปลดพันธะ...อะไรนะ?

 

ใครท่านพี่แพทริเซียกำลังพูดถึงใครกัน

 

แล้วใยท่านพี่ถึงได้กำลังไม่ชอบใจกับคำพูดเช่นนั้นด้วยนะ

 

“ ฮึ” ลอร์ดลอเรนซ์ดูไม่ยินดียินร้ายกับคำกล่าวเมื่อครู่ แต่กลับแค่นหัวเราะพลางลูบไล้ที่ปลายคางเชิงใช้ความคิดด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ช่างเถอะตอนนี้เราไม่ควรพูดอะไรออกไปเป็นการณ์ดีที่สุด ขือสุ่มสี่สุ่มห้าพูดโพล่ง ๆออกไปอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีร่างบางคิดพลางหันกลับมามองคนเป็นพี่ที่ยังคงนั่งเงียบไม่พูดอะไร และในอีกไม่กี่อึดใจเสียงตวาดติดเกรี้ยวกราดอย่างสุดแรงกล้าก็ดังขึ้นมาจนเหล่าขุนนางทั้งหลายสะดุ้งตัวโหยง

 

“ บังอาจนัก”

 

ผงะ!!!?

“ !!!!!! ”เราทุกผู้รีบลุกขึ้นยืนถวายความเคารพจอมราชันยืและเหล่าราชวงศ์ที่เพิ่งเดินทางมาถึงยังที่รับรองด้วยสีหน้าซีดเผือก จอมราชันย์ที่มักไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้าทำมถึงได้โกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้กัน เพียงเพราะท่านพี่แพทริเซียเอ่ยถึงบุคคลที่สามเมื่อสักครู่นี้อย่างนั้นเหรอ? ทำไมจอมราชันย์ถึงได้พิโรธเสียจนขุนนางบางคนยังถึงกับตัวสั่น

 

“ ใครใช้ให้เจ้าเอ่ยถึง!!” เพียงชั่วครู่ที่เราแอบชำเลืองตามอง แออบเห็นว่าวูบนึงนัยน์ตาสีเอกลักษณ์ของฝ่าบาทเปลี่ยนเป็นสีทับทิมเข้มจัดอยู่เสี้ยววินาที พระองค์โกรธจริงนี่หน่า...

 

แพทริเซียเผอเรอไปชั่วครู่...ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาทร่างสมส่วนรีบลุดก้มศีรษะขออภัยโทษที่บังอาจจาบจ้วงเอ่ยถึงนามบุคคลต้องห้ามด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก ไม่นึกไม่ฝันว่าจอมราชันย์จะเสด็จมาได้ยินด้วยพระองค์เอง นางได้แต่กัดริมฝีปากแน่นนึกคาดโทษตนเองที่คิดพลาดไป ไม่น่าเอาอารมณ์ขุ่นเคืองที่ลอร์ดจาริสพูดกระทบเอาไว้ก่อนหน้านี้มาลงกับนางผู้เป็นน้องสาวหมายจะเอาคืนเลยจริง ๆ กลับกลายเป็นข้าที่พลาดท่าเป็นฝ่ายได้ไม่คุ้มเสียเสียเอง

 

“ บารอนพานางออกไปให้พ้นหน้าข้า...เดี๋ยว-นี้!” พระสุรเสียงตวาดก้องทำให้ลอร์ดหนุ่มรีบลุดกายขึ้นแล้วพาตัวแพทริเซียออกไปจากบริเวณเป็นการชั่วคราวตามพระกระแสรับสั่ง

 

“ น้อมรับบัญชาพะยะค่ะฝ่าบาท เช่นนั้นตระกูลรัชเชรดทูลลาพะยะค่ะ”

 

“ นี่เป็นแค่การตักเตือนจากข้า หากผู้ใดกล้าเอานางมาเอ่ยเล่นเช่นนี้อีก....อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน ”

 

สิ้นพระสุรเสียงเกรี้ยวกราดจอมราชันย์ก็ทรุดกายนั่งลงยังเก้าอี้ประทับที่อยู่หัวโต๊ะด้วยสีพระพักตร์ที่ยังไม่สบอารมณ์กับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นอย่างมาก พระหมื่นปีได้แต่พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนจะเอ่ยปากรับสั่งให้คุณหนูคาร่าที่ตามเสด็จมาต้อย ๆ ให้ไปนั่งยังเก้าอี้ข้าง ๆ ลอร์ดคารอสที่บัดนี้กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าแต่แล้วเมื่อฝ่าบาทพระทับกายนั่งลงเราทุกผุ้ก็รีบหยัดกายขึ้นแล้วนั่งลงยังที่นั่งของตนเอง ขณะที่เรายังไม่ได้หย่อนกายลงไปยังเบาะของตนเองทันใดนนั้นชุดฉลองพระองค์สีงาช้างก็แวววับเข้าตาเสียก่อน

“ ขอข้านั่งตรงนี้แล้วกัน” เสียงทุ้มนุ่มละมุนของเจ้าชายแดเนียลเอ่ยน่าแปลกที่พระองค์เลือกที่จะไม่นั่งเคียงข้างพระวรกายจอมราชันย์เช่นทุกทีแต่กลับเลือกที่จะนั่งถัดจากคุณหนูคาร่าโดยมีทหารคู่พระทัยคอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง

 

“ พะยะค่ะเจ้าชายแดเนียลเชิญเลยพะยะค่ะ เชิญ ๆ ฮ่ะฮะฮ่า ๆ” ลอร์ดลอเรนซ์ดูกูรีกูจอต้อนรับด้วยสีหน้าที่ผิดแปลกไปจากทุกทีที่เห็นนักเขาลุกพรวดพราดพลางยิ้มยอชอบใจที่เจ้าชายแดเนียลเลือกที่จะนั่งถัดไปจากบุตรสาวของตนเองอย่างออกนอกหน้า

 

“ ดูคึกครื้นดีจังเลยนะขอรับ ” เสียงทุ้มติดหัวเราะรวนในลำคอของท่านพี่ดังขึ้นพลางหยิบยกแก้วไวน์ที่จุไปด้วยพลาสม่าขึ้นมาดื่มดับกระหาย

 

“ วันดี ๆ ที่จะได้ร่วมโต๊ะทั้งทีก็ต้องครื้นเครงเป็นธรรมดา ว่าแต่เจ้าเถิดจาริส สีหน้าเจ้าดูไม่ดีตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนี่หน่า” นัยน์ตาของลอร์ดตรงหน้าดูฉุนกึกไม่น้อยที่ถูกขัดคอ แต่เขาก็ยังชักสีหน้ากลับมาพลางยิ้มแย้มโต้ตอบ

 

“ ท่านลอร์ดคิดมากไปเองกระมังขอรับ...” ชายผมดำสนิทตอบด้วยทีท่าไม่ยี่หระเท่าใดให้อีกฝ่ายได้เห็น ในขณะที่หัวเรือใหญ่ทั้งสองลำกำลังห่ำหั่นกันด้วยสายตา ผู้เป็นน้องจึงลดบรรยากาศตึง ๆ ลงด้วยการเอ่ยทักทายามอรุณรุ่งกับบุตรีที่มีอายุอานามมากกว่าเพื่อคลายความตึงเครียดลง

“ ท่านพี่คาร่า อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”

 

“ จ๊ะ” แต่เห็นว่าไมตรีในครั้งนี้จะล่มเอากลางคันเสียแล้วนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ถามไถ่สารทุกข์แล้วยังตอบกลับมาเชิงขอไปทีอีกต่างหาก โอเค! ไม่คุยก็ไม่คุย!!

 

แปะ แปะ แปะ

 

“ ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องคอยขอรับ...เด็ก ๆ!”ไม่นานนักขุนนางฮิวต์ก็นำขบวนเหล่านางกำนัลที่ยกเหยือกโถทองคำขาวเข้ามาเป็นทิวแถว พร้อมพรั่งด้วยเนื้ออสูรสด ๆ สีแดงฉ่ำก้อนโตบนจานครามลายกระเบื้องภัตราหารถูกจัดแจงด้วยแก้วไวน์ทรงสูงที่ถูกเติมเต็มด้วยเลือดของอสูรชั้นสูงจนปริ่มแก้ว แค่ได้กลิ่นหอม ๆ โชยเข้ามาน้ำลายในปากก็แตกพลั่กไปหมด เนื้อเกรดพรีเมี่ยมถูกวางอยู่ตรงหน้ามีแวมไพร์หน้าไหนจะไม่น้ำลายสอบ้าง!! ชนชั้นสูงได้แต่วางมาดทำได้เพียงรอสัญญาณให้เริ่มทานจากจอมราชันย์เท่านั้น พอฝ่าพระบาทส่งสัญญาณให้เหล่าขุนนางทั้งหลายเริ่มรับประทานอาหารของตนเองได้ ไพร่ฟ้าก็เลยเริ่มจัดการอาหารคาวหวานตรงหน้าของตนเองพลางแลกเปลี่ยนเสวนากับบุคคลที่นั่งอยู่บริเวณเคียงใกล้เหล่าที่ยังเป็นแวมไพร์หน้าใหม่จึงไม่ได้พูดคุยอะไรมากนักทำเพียงแค่ตอบคำถามสองสามข้อก่อนจะสรรหาคำบุพบททั้งหลายมาเชื่อมประโยคเหล่าขุนนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เอาแต่จ้อไม่หยุดแทน เลี่ยงบทสนทนาด้วยการหันมายกพลาสม่าจากแก้วทรงสูงไปพลาง บ้างก็หันมาหั่นเนื้อสดบ้างเพื่อเบี่ยงการสนทนาทางการเมืองที่แสนน่าเบื่อ

 

แต่ขณะที่ปลายคมมีดกำลังเฉือนลงบนเนื้อสีแดงกล่ำที่ฉ่ำไปด้วยเลือดอยู่นั้น จู่ ๆ สายตาของเราก็ชอนขึ้นมาสบสายพระเนตรสีเอกลักษณ์ของชายสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ ณ ฝั่งตรงกันข้ามพอดิบพอดีนัยน์ตาสีบลอนต์เทาเป็นประกายลุ่มลึกนั้นมองจ้องเข้ามาด้วยสายตานิ่งงัน พร้อมกับสีหน้ากึ่งยิ้มกริ่มกึ่งนิ่งงันอยู่ไม่คลาย ความรู้สึกในคืนนั้นพลันแล่นแปล๊บเข้ามาอย่างน่าประหลาด แรงกดดันและความน่ากลัวของชายผมบลอนต์ทองศักดินาเป็นถึงเจ้าชายนั้นกำลังทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วน....

 

“ เจ้าไม่ใช่แวมไพร์ที่นี่”

 

ทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงของเขาที่พูดกับเรายังคงติดตรึงไม่ว่ายังไงผู้ชายตรงหน้านี้ก็อันตรายยิ่งกว่าใครในที่นี่ทั้งหมดทั้งมวลเสียอีก คำเอื้อนเอ่ยของเขาราวกับบอกเป็นนัย ๆ ว่าเขารู้ว่าเราเป็นอะไร ร่างบางตั้งใจหลุบสายตาลงต่ำอยู่นาน ก่อนจะเผลอชอนสายตาขึ้นอีกหน ฝ่ามือหนาของชายตรงหน้าก็หยิบยกแก้วทรงสูงขึ้นมาเสวยพอดิบพอดี แต่กระนั้นนัยน์ตาของเขาก็ยังจ้องเราชนิดที่ตาไม่กระพริบมองเบี่ยงไปทางไหนเลยแม้แต่น้อย!

 

“ …….. ” ยามที่นัยน์ตาสีฟ้าสกาวนั่นสบเข้ากับนัยน์ตาของข้าโดยตรง เหมือนกับเมื่อครู่ดวงใจมันกระตุกหายไปชั่ววูบ ราวกับข้ากำลังเห็นภาพเก่าฉายซ้ำขึ้นอีกหน ตอนที่มีโอกาสได้ประจันหน้ากันแบบจริงจังเป็นครั้งแรก ณ สวนอุทานด้านหลังของวังหลวง นางหยุดยืนหันหลังอยู่เพียงลำพังไร้ซึ่งเงาของพระเชษฐาอยู่ใกล้ในบริเวณโดยรอบ สีผมของนางเด่นตะหง่านท่ามกลางความมืดมิด ข้ามิอาจหยุดฝีเท้าที่ก้าวเข้าไปจนถึงตัวของนางในระยะประชิดได้ กลิ่นอายของกุหลาบโชยมาจาง ๆ คล้ายกับกำลังล่อลวงให้ข้าต้องมนต์ มาหนนี้เองก็เช่นกัน....นางตรงหน้านั้นเหมือนมากจริง ๆ และข้าเองก็มั่นใจว่าใช่แน่....เหมือนกับซาเลียน่า โรสมากถึงแปดในสิบส่วนออกปานฉะนี้มีหรือที่เหล่าขุนนางคนเก่าคนแก่จะมิระแคะระคาย หากแต่ไม่กล้าพูดโพล่งออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าเองเสียมากกว่ากระมัง

 

นางหลบสายตาอีกแล้ว ก่อนจะหันไปสวนเสเฮฮากับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ซักไซ้เรื่องสัพเพเหระตามภาษาคนแก่ ชายจอมทะเล้นละสายตาก่อนจะหันมาเสวนากับลอร์ดลอเรนซ์ที่เจรจานู้นนี้ไม่ยอมหยุดฝีปาก ในขณะที่คาร่านั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาจนสันหลังแข็งทื่อและลอร์ดคารอสเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าไหร่นัก

“ คารอสหากเจ้าชนะการล่าอสูรนี้อยากจะทูลขออะไรหรือ?” น้ำเสียงติดทะเล้นของชายผมบลอนต์เอ่ยถามลูกพี่ลูกน้องด้วยน้ำเสียงที่ไม่ติดเป็นจริงเป็นจังนักแต่คำถามนั่นกลับยิ่งจี้ใจดำของคนฟังจนคนถามไม่ได้นึกเฉลียว

 

“ อย่างข้าน่ะหรือพะยะค่ะจะชนะ” น้ำเสียงผะแผ่วดังขึ้นเล็กน้อยก่อนจะบ่ายหน้าหนี คาร่าที่รู้ว่าผู้เป็นพี่กำลังหงุดหงิดและไม่พอใจกับคำถามนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันไปบีบฝ่ามืออีกฝ่ายพลางให้กำลังใจด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงความรู้สึกของเขา

 

“ เจ้าอย่าได้คิดเห็นเป็นอื่นเลยคารอส ข้ามิได้เจตนาจะหมายดูแคลนเจ้าข้าแค่ใคร่อยากจะรู้ว่าเจ้ามีสิ่งที่ปรารถนาหรือไม่ก็เท่านั้น” คำพูดปลอบประโลมพระญาติของชายมากทะเล้นเอ่ยขึ้นทำเอาลอร์ดจาริสถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอเพราะสะกดเอาไว้ไม่อยู่

 

“ หึ”


“ ขันสิ่งใดงั้นหรอกหรือลอร์ดจาริส...” นัยน์ตาคมของชายเลือดบริสุทธิ์ถึงกับชักสีหน้าก่อนจะเท้าคางยียวนลอร์ดมาดนิ่งด้วยรอยยิ้มเชิงเหยียด

 

“ ก็เปล่าหนิพะยะค่ะ ข้าแค่รู้สึกประหลาดใจนักที่เจ้าชายแดเนียลเองก็รู้จักการแสดงความห่วงหาอาทรณ์ผู้อื่นเป็นด้วย ” คำเหน็บแนมของจาริสช่างเจ็บแสบเสียจนร่างสูงที่ถูกทาบทามถึงยังอดที่กัดกรามดังกรอดไม่ได้ เจ้าหมอนี้มันรู้ทันว่าเขากำลังสร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้ดึงดูดสตรีที่อยู่ตรงหน้า แถมยังเอ่ยชนิดที่ไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิดอีกต่างหาก เจ้าจาริส!! ไอ้จองหอง!! ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นคนโปรดของเสด็จพี่ป่านฉะนี้ข้าคงจะปี่เข้าไปตบสักฉากหรือสองฉาก!

 

“ ก็เครือพระญาติกันทั้งนั้น ใยเจ้าต้องพูดจากลับขาวให้เป็นดำด้วย ” ลอร์ดลอเรนซ์พูดพลางแดงสีหน้าไม่ชอบใจออกมาอย่างเปิดเผยเพราะเขาอาวุโสกว่าชายนัยน์ตาไข่มุกดำ

 

“ ท่านพี่เพียงแค่ประหลาดใจเท่านั้นข้าไม่เห็นว่าคำพูดนั่นจะกลับคำของเจ้าชายแดเนียลจากขาวเป็นดำ หรือดำเป็นขาวดั่งที่ท่านว่าเลยนี้เจ้าคะ ” ร่างบางทนไม่ได้จึงฝีปากกล้าขึ้นมาแข็งขือและนั่นทำให้ลอร์ดลอเรนซ์ชักสีหน้าทันทีเพราะความปีนเกลียวของสตรีตรงหน้า

 

“ ฮึ พวกไม่มีหัวนอนปลายเท้า อย่างไรเสียก็คือพวกไม่มีหัวนอนปลายเท้าอยู่ยังวันยังค่ำ....”

 

ไอ้แวมไพร์เฒ่าตนนี้กำลังด่าเราว่าเป็นเด็กไม่มีสกุลยังงั้นเหรอ!

“ !!!? ”และด้วยเลือดของคาร์เตอร์นั้นโลดแล่นอยู่ในกายหญิงสาวมากกว่าครึ่ง ความรู้สึกวูบวาบราวกับมีไฟมาอังอยู่ที่ทรวงก็ทำให้ร่างบางนึกอยากจะตอบโต้ ถ้าไม่ติดว่าท่านพี่วางแก้วทรงสูงลงตรงข้างเราเพื่อเตือนสติเป็นนัย ๆให้หยุดกิริยาเสียมารยาทเอาไว้ได้ทันก่อนล่ะก็...แม่จะฉะตาลอร์ดลอรงลอเรนซ์บ้าบอนี้เสียให้หน้าหงายไปเลย!!!

ทูลฝ่าบาท สกุลดีแลนขอตัวกลับไปเก็บสัมภาระให้พร้อมสำหรับการเดินทางก่อนพะยะค่ะ จอมราชันย์เพียงแค่กดพระพักตร์ลงเล็กน้อยแทนคำตอบ สกุลดีแลนจึงพากันถวายคำนับกันคนละทีก่อนจะปลีกตัวออกไปอีกสกุล เสียงซุบซิบเริ่มกระหึ่มขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้ที่เป็นเหตุฉนวนในครานี้ก็ยังมิวายเป็นหญิงร่างเล็กเรือนผมสีเด่นนามว่าดาริน คาร์เตอร์อีกครั้ง

 

‘คาร์เตอร์อีกแล้ว! // อริกับสกุลนู้นสกุลนี้ไปทั่ว! // ฮึ เด็กไร้มายาท // ขายขี้หน้าแล้วสมน้ำหน้านัก! // ฯลฯ’

คำตำหนิติติงมากมายที่ดังกึกก้องอยู่ในห้วงแห่งความคิดของแวมไพร์รอบบริวณทำให้จอมราชันย์ที่มีความสามารถลับนี้ถึงกับต้องยกพระหัตถ์ข้างนึงขึ้นมาคลึงข้างขมับเพื่อลดทอนความเจ็บปวดชวนคลื่นไส้ที่กำลังประดังเข้ามาจนพระองค์ตั้งองค์ไม่ทัน

 

“ พวกเจ้าทุกตนก็กลับไปเตรียมข้าวของของตนให้พร้อมเถิด...อีกครึ่งชั่วยามเราจะยิงยาวจนถึงแดนเหนือ ”พระสุรเสียงทุ้มของจอมราชันย์ตรัสขึ้นพร้อมกับหยัดพระวรกายขึ้นจากที่พำนัก พลอยให้แวมไพร์ตนอื่น ๆ รีบกูรีกูจอลุกพรวดพราดเพื่อน้อมรับสั่งกันแทบไม่ทัน พระองค์ตรัสยังไม่ทันจบประโยคดีก็ม้วนตัวกลับออกไปโดยมีพระหมื่นปีเสด็จกลับตามไปติด ๆ เว้นเสียแต่ชายผู้สูงศักดิ์อีกหนึ่งพระองค์ที่ยังไม่ขยับเรือนกายไปไหน

 

ชายมาดขรึมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อจึงบ่ายหน้ากันไปหาน้องพลางส่งซิกให้นางลุกขึ้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องกลับไปเก็บสัมภาระของตนเองบ้างแต่แล้วเสียงยียวนของร่างสูงผมสีบลอนต์ทองเป็นประกายก็เอ่ยขึ้นมาดักคอเสียก่อน

“ จะรีบไปใยเล่าท่านลอร์ด...อยู่เสวนากันอีกสักหน่อยเป็นไรไปเล่า”

 

“ แหม ถ้าข้าไม่ติดว่ามีน้องสาวพ่วงตามมาด้วยเช่นนี้ คงจะไม่วายนั่งสนทนากับพระองค์เป็นการณ์ส่วนพระองค์แล้วพะยะค่ะ...”

          
           “ อ๋อ ที่แท้ก็หวงน้องสาวคนงามนี่เอง” ร่างสูงจงใจลงน้ำเสียงลงตรงสองพยางค์หลังพลางเบนสายตาไปยังบุคคลที่สามที่ถูกทาบทามถึงอย่างมีนัยยะดารินรู้สึกอึดอัดจึงเบี่ยงสายตาหลบไปยอมสบตาด้วย

 

“ ทรงตรัสชมเกินจริงแล้วพะยะค่ะเจ้าชาย...นางเป็นหญิงยังมีข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องตักเตรียมมากมายหลายประการนัก  อย่างน้อย ๆ ความจริงในข้อนี้ของอิสตรีทุกผู้พระองค์คงจะทราบดีอยู่แล้วจริงหรือไม่พะยะค่ะเจ้าชาย....” ชายมาดขรึมจงใจเอ่ยกระทบให้รินรู้สึกถึงอันตรายของชายมากในนารีตรงหน้า ให้พระองค์รู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ เสียบ้างจะได้เลิกวอแวถ่วงเวลาเขาและน้องสาวเสียทีนึง!

 

“ ....เกรงว่าหากข้าอยู่เสวนามากไปกว่านี้จะเป็นการรบกวนราชกิจของพระองค์ เช่นนั้นสกุลคาร์เตอร์ขอทูลลากลับก่อนพะยะค่ะ ” ชายมาดนิ่งเอ่ยพลางยิ้มกริ่มให้กับชายมากในตัณหาตรงหน้าด้วยรอยยิ้มหนึ่งทีในขณะที่นัยน์สีเอกลักษณ์นั้นได้แต่ปรายตามองแผ่นหลังของบุคคลทั้งสองที่ค่อย ๆ ผละห่างออกไปด้วยแววตาวาวโรจน์


หึ  ริจะเป็นไม้กันหมาสินะ

คิดว่าน้ำหน้าเช่นเจ้าจะกันท่าข้าได้สักกี่น้ำกัน

เจ้าจาริส คาร์เตอร์!

 

เจ้าชายแดเนียลนึกในพระทัยเป็นหมายมั่นก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้วกลับไปยังที่ของตนเองไปอย่างไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเช่นเดิม สองตนพี่น้องเมื่อสู้รบตบตีจนรอดตัวมาได้ทันทีที่เข้ามาอยู่ในกระโมกันเพียงลำพัง จาริสจำต้องออกปากบอกถึงอันตรายที่คนเป็นน้องจะต้องรู้จักระแวงระวังภัยเมื่อถึงเวลาจวนตัว

“ เจ้าชายแดเนียลไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ห้ามอยู่กับพระองค์เป็นการส่วนตัว แบบสองต่อสองเป็นอันขาดเข้าใจไหมริน ” จารินเอ่ยเตือนเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ คำเอ่ยของท่านพี่คนเป็นน้องพยักหน้ารับเป็นมั่นเป็นเหมาะ แค่สบตาก็รู้สึกมวนที่ช่องท้องแปลกประหลาดชอบกล  ยิ่งสายตาที่จ้องมานั้น...เรายังสัมผัสได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายไม่น่าไว้ใจ ไม่เลยสักนิดเดียว!

 

“ ไม่ใช่แค่เจ้าชายหรอกเจ้าค่ะที่ไม่ควรอยู่ตามลำพัง....” เสียงพึมพำของคนเป็นน้องทำให้เรียวคิ้วคมจัดของจาริสกระตุกเกร็ง ก่อนจะคาดคั้นเจ้าตัวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

 

“ หมายความว่ายังไง”

 

“ หือ! น้องเปล่า น้องแค่หมายถึงไม่ว่าหน้าไหนก็ไม่ควรอยู่ตามลำพังต่างหาก!! ท่านพี่ล่ะก็ยังจะมาเขม่นใส่ข้าอีก ” ร่างบางมิวายรีบขยายความไปตามน้ำ ทำเอาจาริสเชื่อเสียสนิทไม่ซักไซร้หาความอะไรต่อไปอีกเพระคิดว่าเมื่อน้องพูดออกปากมาถึงเพียงนี้คงจะคิดได้ด้วยตัวเอง

 

“ คิดได้แบบนั้นก็ดีแล้ว จริงสิเดินทางครั้งนี้ลำบากหน่อยนะริน...กว่าคนของพี่จะมาถึงเร็วสุดเท่าที่ได้ก็เห็นจะเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันนี้หรือไม่ก็วันพรุ่ง” ว่าเสร็จแล้วคนเป็นพี่ก็ไม่วายเอามือเท้าลงบนศีรษะของคนเป็นน้องที่มีส่วนสูงน้อยกว่าด้วยความลืมตัว นัยน์ตากลมโตเหลือกตามองบนคนเป็นพี่นิด ๆ ก่อนจะรีบเอามือที่ก่ายอยู่บนหัวของเธออกด้วยความรำคาญใจ

 

หมับ!

“ แน่ะ!! ” เอามือออกไปจากหัวได้ไม่ถึงสองวิ จู่ ๆ ความหนักอึ้งก็กลับขึ้นมากองอยู่บนศีรษะเธอจนได้

 

“ อะไรหรือ?” น้ำเสียงกึ่งกวนประสาทดังขึ้นมาจากชายมาดนิ่งพร้อมกับปั้นสีหน้าเป็นทองไม่รู้ร้อนใส่คนเป็นน้องรีบปัดมือแกร่งให้ออกไปจากเรือนผมของเธอเสียให้พ้น ๆ แต่คนเป็นพี่ก็ไม่วายวางก่ายฝ่ามือลงบนหัวของน้องสาวใหม่ราวกับเล่นสนุก

 

หมับ!!

 

“ ยัง...”

 

“ ยังอะไร?” น้ำเสียงหวานเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดห้วง จาริสเอียงคอถามด้วยถามไม่เข้าใจในประโยคปลายเปิด

 

“ ยังไม่หยุดมืออีก!!! ”

 

“ ฮะฮ่ะฮ่า ๆ ๆ” แต่เมื่อเขาได้ยินคำตอบกลับมาก็ถึงกลับหัวเราะร่าด้วยความชอบใจที่ได้กวนประสาทเจ้าตัวเล็กเล่นพลางไม่วายหยีหัวของเจ้าตัวเอาไว้เป็นการทิ้งท้าย พลางสาวเท้าออกไปด้วยสีหน้าอารมณ์ดีเช่นทุกครั้งที่ได้ลงมือแกล้งเจ้าตัวเล็กประจำตระกูลจนหนำใจแล้วเส้นผมที่อุตส่าห์หวีแล้วหวีเล่ากลับไปฟู่ฟ่องไม่เป็นทรงรอบที่ล้านเห็นจะได้ร่างบางมุ่ยหน้าพลางส่ายหัวไม่รู้ว่าท่านพี่เป็นอะไรกับการหยีหัวและขยี้เส้นผมเธอให้ชี้โด่ชี้เดกันนักกันหนาว่าแล้วเจ้าตัวก็จำต้องกลับไปนั่งสาเรือนผมให้เข้าทรวดเข้าทรงอย่างที่ควรจะเป็นพลางพับเสื้อผ้าที่พอทำได้ด้วยตัวเองไปพลาง ๆแต่รออยู่เพียงแค่ชั่วครู่เหล่านางกำนัลที่ท่านพี่เรียกหาก็เข้ามายังกระใหญ่พลางขันอาสาเอาผ้าที่เราพับกองค้างไว้บนตักไปจัดการเสียหมดจด ผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ เหล่าหีบเล็กหีบใหญ่ก็ถูกขนไปกองรวมกับข้าวของต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ท้ายขบวนคาราวาน กระโจมน้อยกระโจมใหญ่ที่เคยขลึงตึงด้วยท่อนซุงก็ถูกเหล่าทหารร่างบึกบึนรื้อถอนเสียจนแล้วเสร็จ

 

“ คุณหนูคาร์เตอร์อยู่ที่นี่พอดีเลยข้ากำลังใคร่จะแจ้งข่าวอยู่พอดีเลยขอรับ ”ขบวนเกี้ยวที่นั่งมาเมื่อตอนออกเดินทางถูกแปรรูปขบวนเล็กน้อย ขุนนางฮิวต์เดินปี่เข้ามาพร้อมกับคุณหนูตระกูลใหญ่อีกสองคนที่ดูจากสีหน้าแล้วไม่สบอารมณ์สักเท่าใดนัก

 

“ เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”

 

“ พระหมื่นปีมีรับสั่งให้คุณหนูทั้งสามนั่งขบวนเกี้ยวร่วมกันน่ะขอรับเพื่อความปลอดภัยเผื่อพวกอสูรจะดาหน้าลอบโจมตีขบวนเสด็จอีกหนจะได้อารักษ์ขาได้เท่าท่วงที ”

 

ฮืม!!? ให้อีกสองสาวสายเลือดบริสุทธิ์มานั่งร่วมเกี้ยวกับเรา!!

 

อ่า...มิหน่าละพวกนางถึงได้มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างที่เห็น

 

“ ถ้าเป็นรับสั่งของพระหมื่นปีข้าก็มิขัดข้องเจ้าค่ะ...” ขุนนางฮิวต์ยิ้มบานก่อนจะเรียนเชิญตามหลักอาวุโสโดยให้คุณหนูแพทริเซียเลือกที่นั่งบนเกี้ยวอันใหม่ก่อนใครอื่นเพราะอาวุโสที่สุดในขณะนี้ตามด้วยคุณหนูคาร่าและจบท้ายที่เราที่ไม่มีสิทธิ์ได้เลือก พวกนางก็เหลือคณาใจนัก ทั้งสองตนต่างเลือกที่นั่งติดริมหน้าต่างกันเสียจนหมดสิ้น เหลือเพียงที่นั่งแถวหลังสุดที่ไม่มีช่องอากาศระบายถ่ายเทอยู่ที่เดียว นอกจากจะอึดอัดแล้วยังไม่วายอดเห็นทิวทัศน์รอบนอกอีกต่างหาก!! อ๊ากกกกกกกกกก!!! สงครามประสาทที่แท้ทรู!
 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น

  1. #132 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 01:25
    ตามมาอ่านแล้วจ้าาาา
    #132
    1
  2. #131 Patima666 (@Patima666) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 01:01
    เเดเนียล

    อยากตบกับเรามั้ย เราโหดนะ อย่ายุ่งกับพี่จาของเค้า

    "เดี๋ยวหักเขี้ยวเลย"55
    #131
    1
    • #131-1 The Mystical Land (@mystical1) (จากตอนที่ 64)
      7 พฤษภาคม 2563 / 19:09
      ดุจังโหล่ยยยย แง
      #131-1
  3. #130 นิยายคือชีวิต()(( (@jeen555) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 03:18
    มาแย้วววววว
    #130
    1