ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 15 : ตอน ถูกแค่ครึ่งเดียว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    20 ต.ค. 62






จอมราชันย์

รักต้องห้ามระหว่างแวมไพร์และมนุษย์?

 เส้นแบ่งของชนชั้นและวรรณะทางสายเลือด? 

ศึกชิงนางของชายร่วมสายโลหิต?

อุปสรรคและอันตรายที่มากั้นขวาง

โชคชะตา ที่เป็นผู้ลิขิต  

หรือว่า  

พวกเขา จะเป็นผู้ลิขิตชีวิตกันแน่....

______________________________________________________________________


                    Writter:  มาร่วมลุ้นไปพร้อมๆกันนะคะ :)

_______________________________________________________________________



                กลางคืนดึกสงัดมีเพียงความมืดและความเงียบสงบที่ปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์หลังใหญ่  สายลมผสมน้ำค้างพัดโชยเข้ามาภายในห้องพักกว้างโดยที่ร่างแกร่งที่เอนกายอ่านตำราสุดประหลาดของโลกมนุษย์ไปพลางๆเพื่อฆ่าเวลาอันแสนน่าเบื่อ  นัยน์ตาคมกรอกมองตัวอักษรที่อ่านออกบ้างไม่ออกบ้างอย่างผ่านเลย   เรียวนิ้วได้รูปจรดสัมผัสแผ่นกระดาษมันเงาที่เป็นภาพของแหล่งธรรมชาติและสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่หน้าตาพิกลด้วยความตื่นตาตื่นใจ  ไม่นานนัยน์ตาคมก็ผละไปมองยังร่างของชายผู้หนึ่งที่นั่งชันเข่าคาราวะอยู่ที่ริมระเบียง

 

                ฟรานซิสงั้นเหรอ....เจ้าจาริสนี้ทำให้เรื่องราวใหญ่โตไปได้ ร่างสูงเอ่ยพึมพำเมื่อเห็นว่าทหารรู้พระทัย ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นบานปลายเข้าไปกันใหญ่   ว่าแล้วร่างโปร่งที่คุกเข่าคาราวะก็อมยิ้มตอบ  ก่อนจะขันอาสามายืนด้านข้างเพื่อถวายการรับใช้

 

                หามีสิ่งใดสำคัญไปกว่าฝ่าบาทพะยะค่ะ....ร่างสูงผมน้ำตาลแกมเข้มเอ่ยก่อนจะสวมถุงมือดำของตนเองแล้วยื่นท่อนแขนไปให้องค์เหนือหัวใช้ประครองพระวรกายที่ยังคงหลงเหลือพิษไข้ได้หยัดกายลุกขึ้นเดิน  แต่ทว่าชายผู้ทรงอำนาจผายมือห้ามว่าไม่ต้องการทำให้ฟรานซิสพยักหน้ารับก่อนจะผละถอยห่างออกไปแทน

 

                ฝ่ามือหนาเลิกผ้านวมผืนใหญ่ออกจากร่างก่อนจะปล่อยให้ฟรานซิสเป็นผู้ทำการผลัดเปลี่ยนชุดฉลององค์อันใหม่ที่นำมาถวายได้สวมใส่  ฟรานซิสจัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับจอมราชันย์ยังไม่ทันแล้วเสร็จฝ่าบาทก็รับเพียงชุดคลุมสีดำลายระยับไปสวมทับก่อนจะผละกายออกไปรับสายลมเย็นยะเยือกที่อยู่ด้านนอก  เสียงร้องพึงรำพันทันทีที่ความเย็นเหยียบฉาบเข้ามาปะทะร่าง   ความโล่งโปร่งสบายนี้เป็นที่สำราญพระทัยจนฟรานซิสไม่อยากออกปากห้ามองค์เหนือหัวเพราะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า ฝ่าบาทโปรดปรานอากาศเย็นอมชื้นแบบนี้มากขนาดไหน

 

สดชื่นจริงๆ.... ร่างสูงคิดในใจก่อนจะปล่อยให้เส้นผมปลิวไสวไปตามทิศทางที่มันควรจะเป็นโดยไม่ได้สนเลยว่า สายลมที่โหมเข้ามานี้จะทำให้เส้นผมสยายจนผิดที่ผิดทางรึเปล่า  ไม่นานร่างแกร่งก็หย่อนกายรับกินลมชมวิวอยู่ที่ริมราวระเบียงโดยที่นัยน์ตาเอกลักษณ์แหงนเงยไปหาดวงจันทรากำลังถูกความดำมืดของท้องฟ้ากลืนกินแหว่งเว้าไปกว่าครึ่งดวง  ฟรานซิสค้อมศีรษะคาราวะอยู่ด้านหลังก่อนจะนำชุดฉลององค์และผ้าผ่อนทั้งหลายไปเปลี่ยนให้เป็นผืนใหม่ให้เรียบร้อยดังเดิม 

 

ตึกตึก  ตึกตึก ตึกตึก


                “ หื้ม? มนุษย์? ฟรานซิสที่ตอนนี้กำลังนำผ้าและชุดฉลององค์มาที่ห้องซักรีดต่างชะงักมือก่อนจะอุทานเบาๆ

 

               “ คุณหนู....? // ................เสียงพึมพำของแอชตันทำให้จาริสที่นั่งอ่านเอกสารสำคัญอยู่นั้นชะงักไป   ก่อนจะหันไปอ่านเนื้อความที่ค้างไว้ต่อ


               “ เอ๋....ดึกดื่นป่านนี้ยังออกมาเดินเล่นอีกรึไรกัน  หึ หึ วิลเลียมออกปากลอยๆในขณะที่ยังคงเตรียมยาที่คิดค้นขึ้นมาให้เสร็จเพื่อนำไปถวายแด่จอมราชันย์ว่ากลิ่น สีและรสชาติที่เขาค้นพบนั้นใช้ได้สำหรับชาวแวมไพร์รึไม่  ในวันรุ่งพรุ่งนี้ต่อ


                เสียงย่างก้าวอย่างเป็นจังหวะถึงแม้จะแผ่วเบา  แต่ทว่าแวมไพร์และลูกผสมที่อาศัยอยู่ที่นี้ทั้งหมดกลับได้ยินโดยพร้อมเพรียง ถึงแม้จะจะอยู่ต่างสถานที่ต่างอิริยาบถก็ตามที  แต่กระนั้นเหล่าแวมไพร์ทุกผู้ก็ทำทีผ่านเลยไม่สนใจกับเสียงฝีเท้าที่ได้ยินก่อนจะหันเหไปให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ตนทำเพื่อฆ่าเวลาในยามค่ำคืนอยู่  เว้นเสียแต่ชายแห่งรัตติกาลที่หยุดยืนกินลมอยู่ที่ริมระเบียงที่บัดนี้นัยน์ตาแสนเย็นชาค่อยๆทอแสงวาววับขึ้นทีละนิด

 

            หาววววว....หิวน้ำจัง   ไม่นานนักประสาทแสนว่องไวของชายหูดีก็รับรู้ถึงเสียงง่วงหาวของใครบางคนที่กำลังเดินป่วนเปี้ยนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก   ใบหน้าคมได้รูปสะบัดหันไปตามสัญชาตญาณก่อนจะแสยะยิ้มอย่างชายเจ้าเล่ห์เมื่อรู้ว่าเสียงหวานที่ฮึมฮัมไปตามโถงทางเดินนั้นคือใครและเพียงเวลาแค่กระพริบตาร่างสูงสันทัดที่ยืนอยู่ลานระเบียงด้านนอกก็หายไปกับสายลม


ฉับ ฉับ ฉับ....

 

                ชุดนอนยาวลากดินสยายไปมาตามจังหวะก้าวเดินแบบลวกๆของร่างบางที่กำลังยกฝ่ามือขึ้นมาหยีเส้นผมของตนเองด้วยอาการที่งัวเงีย  เหยือกน้ำที่มักจะตั้งเอาไว้ในห้องนอนดันหมดขึ้นมาเสียดื้อๆทำให้พอเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเกิดกระหายน้ำก็ดันไม่มีน้ำให้ดื่มอีก  ซวยจริงๆเลยให้ตายเถอะวันนี้  ครั้นจะเดินไปปลุกแอชตันให้เอาน้ำมาให้หน่อยก็เกรงใจเสียนี้  นี้มันก็ยามวิกาลมากแล้วพลอยจะรบกวนคนอื่นเสียเปล่าๆ สู้เดินไปเอาเองสบายใจที่สุด  ว่าแล้วคนเรือนเล็กก็เดินฝ่าความมืดที่แสนคุ้นชินไปยังห้องครัวห้องใหญ่เพื่อไปหยิบน้ำดื่มแสนเย็นฉ่ำติดไม้ติดมือมาสักขวดสองขวด

 

                กลิ่นกุหลาบอันเป็นกลิ่นประจำตนพลันฟุ้งกรจัดกระจายไปจนทั่วทุกซอกทุกมุมยามที่มีสายลมโชยอ่อนๆโบกสะบัดผ่านเส้นผมจนปลิวสยายไปมา ณ กลางแผ่นหลัง  เสียงตึกตักแห่งฝีเท้ายังคงสะท้อนกึกก้องไปจนทั่วชวนให้รู้สึกถึงความวังเหวงเสียจนน่าขนลุก  สาวเจ้าจึงรีบสาวเท้าก้าวให้ยาวขึ้นหมายจะเดินไปให้ถึงจุดหมายของตนเองโดยไว...

 

พรึ่บบบบบ  ตึง....!

 

                เสียงเปิดและปิดของตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ดังขึ้นทันทีที่คนเรือนเล็กได้ของตามที่ตนเองต้องการ  ร่างอรชรยกซดขวดน้ำขนาดพอดีมือขึ้นมาดื่มให้ดับกระหายก่อนจะส่งเสียงกระเส่าอย่างพึงพอใจเมื่อได้รับความสดชื่นอย่างชุ่มฉ่ำไปถึงขั้วหัวใจ  ร่างเล็กเดินฉับๆมายังโซฟาที่ประดับอยู่ด้านนอกหมายจะหย่อนกายเพื่อคลายความเมื่อยล้าแล้วค่อยเดินกลับไปยังห้องนอนของตนเอง  แต่ขณะที่สาวเจ้าเดินมายังโซฟาขนกำมะหยี่ตัวใหญ่ที่ตั้งตระหง่านนอยู่ตรงหน้า ทันทีที่เอนกายอิงไปยังความปุยนุ่มจนสุดตัว  จู่ๆสัญชาติญาณบางอย่างก็ทำให้เธอหันไปสำรวจสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบกาย

 

                ว๊าย…..!!!!! ” เงาตะคุ่มๆก้อนใหญ่ภายใต้เงามืดที่นั่งพิงพำนักอยู่ข้างกายในระยะเผาขนทำให้เธอเผลอส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกอย่างสุดขีด ขวดน้ำที่ถือมายกซดนั้นหกกระเฉาะออกมาจากปากขวดเล็กน้อย พร้อมกับสีหน้าหวาดหวั่นของสาวน้อยตรงหน้าที่ถอยล่นออกไปจนหน้าถอดสี

 

                “  เงียบหน่อย...นี้ดึกแล้ว เสียงทุ้มปนแห้งกระเส่าดังขึ้นพร้อมกับเสียงพ่นลมหายใจออกมาจากปลายจมูกด้วยทีท่าที่ไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก  เมื่อเห็นสัญญาณชีพจากน้ำเสียงที่โต้ตอบก็ทำให้ร่างบางหายหวาดวิตกเมื่อพบว่าชายตรงหน้าคือคน  ไม่ใช่ผี  คนรูปร่างสูงสันทัดจนเธอต้องแหงนหน้ามอง  เสียงจังหวะมั่นคงสาวเท้าเข้ามาหาพร้อมกับแสงสีเงินแห่งดวงจันทร์ยามค่ำที่ค่อยๆฉายอาบร่างจนเห็นเคร้าโครงของคนแปลกหน้าขึ้นทีละน้อย....


พี่ชายคนนั้น!! แขก VIP ของท่านพี่!?

 

โห....พอดูใกล้ๆ ก็หล่อเอาเรื่องเหมือนกันแหะ

 

                “ ……………!!!! ” เมื่อไล่สายตาสำรวจอีกฝ่ายแบบคร่าวๆจู่ๆนัยน์ตาสีน้ำทะเลก็พลันตะลึงเมื่อเห็นว่าชายตรงหน้านุ่งเพียงกางเกงขายาวเอวต่ำกับเสื้อคลุมนอนลงมานั่งกินลมข้างล่างเท่านั้นเอง!!!  

 

กางเกงนุ่งต่ำเสียจนเห็นลายกล้ามท้องซิกแพ็คอยู่รำไรยังไม่พอ  ดูเครื่องหน้าทั้งดวงตา จมูก ริมฝีปากและผิวพรรณของคนๆนี้ซิ  โถ่วพระเจ้า ทำไมถึงได้สรรค์สร้างได้เหมาะเจาะขนาดนี้!!! 

 

โอ้พระผู้เป็นเจ้า!  ได้โปรดอย่าบอกคุณปู่กับท่านพี่เลยนะคะว่าลูกเจออะไรน่าหวาดเสียวแบบนี้  แถมยังอยู่กับผู้ชายกลางดึกสองต่อสองอีก!  ขือรู้ถึงหูล่ะก็ตายยิ่งกว่าหมูโดนชำแหละเป็นแน่!!!

 

ชายแปลกหน้าใช้ฝ่ามือบีบเคร้นต้นคอด้วยสีหน้าที่ยังดูสะลึมๆอยู่เล็กน้อย   เขาก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่โชยเข้ามาที่ปลายจมูก จู่ๆนัยน์ตาคมแสนเย็นชาและตายด้านนั้นปรายสายตาลงมามองด้วยสีหน้านิ่งๆก็ทำให้ฉันรู้สึกกับว่า  อากาศที่มีอยู่รอบตัวมันหายไปเสียจนหาคำมาบรรยายความรู้สึกไม่ถูก

 

ตึกตัก  ตึกตั่ก  ตึกตัก  ตึกตั่ก

 

                นัยน์ตาสีประหลาดนั้นมองลงมาทำเอาคล้ายกับมีอะไรตรึงร่างของฉันเอาไว้ไม่ให้ขยับหนี  ความรู้สึกมวนที่ท้องนี้มันคืออะไร  ทำไมทุกครั้งที่จ้องเข้าไปนัยน์ดวงตาคู่นั้นใจฉันมันจะเต้นโครมครามได้ถี่และดังถึงขนาดนี้

 

ตึกตัก  ตึกตั่ก  ตึกตัก  ตึกตั่ก

               

                ขณะที่ฉันกำลังเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนี้ถึงได้มองมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกอยู่ได้ตั้งนานสองนาน  เขาโน้มหน้าลงมาทำไม!!!  เขาจะพูดอะไร?  คิดอะไร? จะทำอะไร?!!!  ถ้าเกิดฉันโดนทำละลาบละล้วงขึ้นมาจะทำยังไง?!!  ถ้าเป็นยังงั้นจะเอาขวดน้ำฟาดหัวไปสักที แล้วค่อยเตะกล่องดวงใจแล้ววิ่งแจ้นไปดีไหมนะ?!

               

 

หลบ....เขาเอ่ยปากด้วยคำห้วนสั้น แถมยังได้ใจความสะขนาดนี้!!!  

 


อ๋อ  ที่แท้ที่เขาหยุดยืนอยู่ได้นานสองนานก็เพราะฉันดันยืนเก้ๆกังๆขวางทางเขาอยู่เหรอนเนี้ย!!!?  พอได้ยินดังนั้นก็ทำให้ร่างกายฉันพลันขยับหลีกทางให้เขาโดยอัตโนมัติก่อนที่เขาจะเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้พูดอะไร  เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินไกลออกไปได้พอสมควรฉันก็ถึงกับสบถด่าเมื่อได้สติ

 

หึ่ย  ทางเดินอื่นก็มีเยอะแยะนี่หว่า....อะไรของเขาวะ! ” เสียงสบถอย่างหงุดหงิดดังขึ้นเมื่อเจ้าตัวเพิ่งตระหนักได้ว่าห้องโถงที่เพิ่งได้เจอคู่กรณีเมื่อครู่นั้นกว้างขวางขนาดไหน  ทางเดินอื่นก็มีเยอะแยะ  ทำไมเธอต้องมาหลบผู้ชายบ้านั้นด้วย!?

 

ผู้ชายอะไร!!  หน้าตาก็ดีแต่กลับไม่มีมนุษยสัมพันธ์เอาสะเลย!!!

 

เจอกันสองครั้งก็พูดน้ำเสียงห้วนๆ แค่นี้ก็บ่งบอกถึงอุปนิสัยของเจ้าตัวได้ไม่มากก็น้อย!!

 

 

หยาบคาย -  เอาแต่ใจ - หน้าตายด้าน  !!!!  สมแล้วที่เป็นพวกเชื้อพระวงศ์.... ร่างบางต่อว่าอย่างแดกดันก่อนจะเดินฉับๆกลับห้องด้วยอารมณ์คุกรุ่น  นัยน์ตาสีน้ำทะเลนั้นฉายแววโทสะอยู่เล็กน้อยพร้อมกับสีหน้าที่กัดฟันกรอดเดินผ่านไป  โดยที่ไม่รู้เลยว่าร่างแกร่งมารยาทแย่ที่เธอเพิ่งออกปากด่าปาวๆอยู่ลำพังเมื่อครู่นั้นเร้นกายหลบอยู่ภายใต้เงาของเสาต้นใหญ่  สีหน้าที่นางต่อว่าว่าตายด้านนั้นกำลังอมยิ้มที่ริมฝีปากได้อ่อนโยนขนาดไหน  นัยน์ตาสีบลอนต์เทาหม่นที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นถึงความสั่นไหวกลับค่อยๆฉายแสงแห่งความอบอุ่นขึ้นเสียจนเขาเองยังเก็บอาการไม่อยู่  เรือนผมสีเทาหม่นพลันสยายลู่ไล้ไปตามศีรษะที่อิงแอบแนบกับเสาต้นหนา  พร้อมกับฝ่ามือที่กุมหัวใจที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในอกอย่างบ้าคลั่งทุกครั้งที่ได้เจอโฉมนาง.....แผ่นหลังที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของใครบางคนภายในความมืดมิดนี้  กำลังมองแผ่นหลังของสาวเจ้าด้วยนัยน์ตาที่ทอแสงอ่อน  นัยน์ตาคมมองภาพตรงหน้าจนกระทั่งนางหายออกไปจากสายตาในที่สุด

 

ถึงจะอยู่ใกล้แค่ไหนก็แสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้นต่อหน้านางไม่ได้....

 

ถวิลหาแค่ไหนก็มิอาจจะเอื้อมกระตุกนางเข้ามาโอบกอด...

 

มีคำพูดนับล้านที่อยากจะบอกเล่า  มีความรู้สึกมากมายที่อัดอั้นอยู่ในนี้...

 

เวลาที่เห็นนางอันเป็นที่รักอยู่ตรงหน้า แต่ทำอะไรไม่ได้เช่นนี้....

 

ช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะทานทนจริงๆ....

 


นัยน์ตาคมหลับพริ้มก่อนจะบีบธำมรงค์ประจำพระวรกายขึ้นมาบีบแน่นด้วยใจที่มั่นคง  ได้แต่ภาวนาให้เวลาอันเหมาะสมที่เขาวางแผนเอาไว้มาถึงเร็วๆ  ขอให้วันเวลาที่จะได้แสดงซึ่งอารมณ์และความรู้สึกนั้นมาถึงโดยไว   แต่แล้วรอยแย้มพระสรวลก็พลันต้องหุบลงเมื่อชายหูฉับไวได้ยินเสียงไอกระแฮ่มแกรมขบขันที่ดังขึ้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัว  สายตาคมดุจน้ำแข็งกวาดสายตาไปตำหนิร่างสูงผมสีน้ำตาลเข้มที่กำลังยกฝ่ามือขึ้นมาปิดปากห้ามตนเองไม่ให้หัวเราะเล็ดลอดออกมาอีกจนตัวงอ  ชายมากอำนาจกรอกสายตากลิ้งไปมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านหัวใจทำไมในเวลาที่เขาหลุดแสดงอาการอะไรเช่นนี้  เจ้าหมอนี้จะต้องมาเห็นเป็นรายแรกอยู่เสมอๆร่างสูงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพ่นลมกรุ่นออกมาด้วยความลำคาญพลางออกปากเอ่ยนามห้ามปรามชายตรงหน้าอย่างหมดความอดทน

 

ฟรานซิส....

 

หึหึหึ  อึ้บ...อื้อ!! ขอประทานอภัยพะยะค่ะ...ฝ่าบาทถึงแม้ปากจะเอ่ยขอพระทานอภัย แต่รอยยิ้มแสยะมากเล่ห์นั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าทหารรักษาพระองค์คนสนิทของเขาอีกผู้  ไม่ได้สำนึกเลยสักนิดเดียวกลับชอบอกชอบใจเหตุการณ์เมื่อครู่มากเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ต่างหาก   ร่างสูงเดินผละออกไปโดยไม่รีรอทำให้ชายที่ทำหน้าที่อารักษ์ขาถึงกับรีบสาวเท้าติดตามโดยทันที  ภายใต้ความเงียบงันและแสงสีเงินแห่งดวงจันทราสาดส่องลงมาไม่ได้ทำให้ฝีเท้าของจอมราชันย์ที่กำลังย่างก้าวสู่ขั้นบันไดไต่ระดับนั้นหยุดชะงักแต่อย่างใด  จนกระทั่ง...

 

ฝ่าบาท....เมื่อครู่  เคอร์แชต  ส่งข่าวมาพะยะค่ะ คำกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้ฝีเท้าขององค์เหนือหัวยอมหยุดชะงักลงทันที  ใบหน้าคมขมวดคิ้วก่อนจะบ่ายหน้าไปหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

ว่าไป.....เมื่อเห็นว่าฟรานซิสกำลังลังเลว่าจะถวายรายงานราชการลับ ณ ตรงนี้ เวลานี้ต่อฝ่าบาทเลยดีรึไม่  ร่างสูงจึงเอี้ยวกายหันมาประจันหน้าพร้อมเอ่ยคำอนุญาต

 

เป็นดั่งที่ฝ่าบาทและพระราชมนูกำลังกังวลพะยะค่ะ.....สิ้นเสียงคำรายงาน  ความสำราญเมื่อครู่ก็พลันมลายสิ้นไปเมื่อพบว่าบัดนี้แดนดินที่แสนสงบกำลังจะเกิดเรื่องการนองเลือดครั้งใหญ่ในอีกไม่ช้า

 

บอกให้เคอร์แชตระวังตัว....ค่อยๆล้วงความลับไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอ ตัวการ นัยน์ตาคมพยายามสะกดกั้นอารมณ์เอาไว้ ก่อนที่นัยน์ตาบลอนต์เทาอมฟ้าระเรื่อนั้นจะปรายหางตาไปมอบหมายคำสั่งการ 

 

ยังมีอีกเรื่องพะยะค่ะ.....ฟรานซิสค้อมคำนับศีรษะก่อนจะก้มหน้านิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาจนผิดสังเกต  ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ร่างสูงขมวดคิ้วเข้มจนแทบจะกลายเป็นปมก้อนใหญ่อย่างเปิดเผย



ณ  แดนปีศาจ

 

                ร่างโปร่งรูปร่างองอาจกำลังปราดสายตาคมกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อตรวจตรา  เหล่าทหารหาญที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามต่างหยุดคำนับถวายความเคารพโดยพร้อมเพรียงด้วยทีท่าเข้มแข็ง  สายลมอมน้ำค้างพัดโชยจนชุดฉลององค์สีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ประจำพระองค์ปลิวไสว  ใบหน้าคมคายที่ถอดแบบออกมาจนเกือบละหม้ายคลายคลึงกับพระเชษฐา  แต่ทว่าเรือนเส้นผมและอุปนิสัยกลับแตกต่างกันโดยสิ้น  ร่างโปร่งหยุดชะงักก่อนจะสะบัดหน้าไปหาทหารคนสนิทให้หยุดติดตามและทิ้งระยะด้วยสายตาเป็นนัย  ทำให้ลูคัสทหารคนสนิทที่รู้พระทัยจำต้องค้อมศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกับส่งซิกไปยังทหารรักษาพระองค์ให้หยุดยืนรออยู่รอบนอกบริเวณ   ทันทีที่หลุดออกมาจากกฎระเบียบและความวุ่นวายหลากร้อยพันเรื่องราวในรั้ววังนัยน์ตาสีบลอนต์เทาอมฟ้าระเรื่อก็ปิดเลือกตาลงแน่นเพื่อละทิ้งซึ่งทุกสิ่งอย่าง  ฝ่ามือหนาตะครอลูบไล้สัมผัสถึงความเย็นเหยียบของม้านั่งที่ประดับประดาอยู่ในอุทยานส่วนพระองค์ของวังเหนือ  ข้าราชบริพารที่รับใช้จอมราชันย์มาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ต่างหยุดยืนถวายความเคารพเขาอย่างรู้หน้าที่  ทันทีที่เห็นว่าผู้ที่มาเยี่ยมเยือนสุสานของพระสนมเอกในค่ำคืนนี้....คือ  องค์ชายแดเนียลผู้เป็นพระอนุชาแห่งจอมราชันย์อีกแล้ว

 

                ฝีเท้าย่างก้าวฝ่าเข้าไปยังใจกลางแห่งเขาวงกตกว้างที่สูงเด่นตระหง่านประทับอยู่ข้างปราสาทหลังใหญ่  นัยน์ตาคมทอแสงอ่อนผสมความโศกศัลย์อยู่ในก้นบึ้ง  แต่เมื่อดวงพระเนตรเหลือบไปเห็นบุบผาสีชาดที่งอกเงยประทับอยู่ด้านข้างหลุมศพของนาง  ริมฝีปากที่เรียบตึงมานานก็พลันคลียิ้มอ่อนก่อนที่กายแกร่งจะทรุดลงนั่งเคียงข้างสุสานที่สลักชื่อของสตรีนางหนึ่งเอาไว้ด้วยความอ่อนล้า

 

                “ ช่วงนี้แคสเปี้ยนไม่อยู่....ข้าจึงมาเยี่ยมเจ้าแทน ” เสียงทุ้มเอ่ยเปรยไปกับสายลม  โดยที่มีเพียงความเงียบสงัดความคืนค่ำเท่านั้นที่เป็นผู้ขานตอบเหมือนเช่นเคยๆ  ครานี้สีหน้าของผู้มาเยี่ยมเยียนสุสานอันแสนสงบกลับมีสีหน้าที่เจือไปด้วยความทุกข์ระทมจนแทบจะไม่อาจเก็บงำสุ้มเสียงที่กำลังสั่นเทา

 

                “  เพลานี้ที่จริงแล้วข้า  ข้า...ข้าทำผิดต่อเจ้า  ” นัยน์ตาคมปิดเปลือกตาลงแน่นพร้อมกับกัดฟันกรอดเพื่อระงับเสียงที่กำลังจะสะอื้น  เมื่อห้วงแห่งความคิดหวนนึกถึงวันนั้น...วันที่ได้เห็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของสตรีที่ขึ้นชื่อว่า มนุษย์  ที่เดินเข้าหาพญามัจจุราชโดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใดเพื่อแลกกับความปลอดภัยของท่านพี่  ฝ่ามือที่กำลังสั่นเทาก็กลัดกุมขึ้นมาปิดริมฝีปากเพื่อไม่ให้แสดงความอ่อนแอ  แต่ทว่าก็สุดจะทานทนเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป....

 

                ทั้งฐานอำนาจของห้าขั้วที่ครองคำจุน  เหล่าขุนนางอาวุโสที่คอยหนุนหลังราชวงศ์...และกองกำลังที่จะเข้ามาสนับสนุนและเป็นกำลังให้กับเสด็จพี่ในกาลข้างหน้า  เหตุผลเหล่านี้ในฐานะที่เขาดำรงตำแหน่งรักษาการณ์ทำให้มิอาจปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้  หากปัดปฏิเสธไปโดยไม่คิดผลดีผลเสียแล้วไซร้   ผลร้ายกลับยิ่งทวีคูณเป็นแน่แท้...ไม่รู้ว่าการที่เขาทำเช่นนี้  หากนางยังอยู่ล่ะก็คงจะมองหน้ากันไม่ติดไปชั่วชีวิต....นางคงไม่มีวันให้อภัยกับสิ่งที่เขาทำ

 


ทั้งๆที่ข้าเองก็รู้อยู่เต็มอก  ว่าเจ้ารักท่านพี่มากถึงขนาด....!

 


                “ ข้าขอโทษ...ซาเลียน่า  ข้าขอโทษจริงๆ ” เสียงโอดครวญดังระงมก่อนจะซบใบหน้าคมลงบนฝ่ามือหนาด้วยสีหน้าหดหู่ใจยิ่ง  นัยน์ตาคมปิดเปลือกตาแน่นราวกับไม่อยากรับรู้อีกต่อไป  แม้นจะมีแต่ความสงบเงียบในยามค่ำคืนที่ไม่มีแสงแห่งจันทราประดับอยู่บนฟากฟ้า  แต่ทว่าสายลมที่โชยพัดผ่านร่างของเขาไปมากลับคล้ายเจือไปด้วยบรรยากาศหดหู่จนดวงใจรู้สึกหวิวชอบกล  ไม่มีเสียงใดขานรับ  ไม่คำต่อว่าหรือด่าทอ  มีแต่ความเงียบที่เงียบสงบเสียจนเขารู้สึกเจ็บแปล๊บอยู่กลางอกคล้ายมีใครสักคนกำลังถือกริชกรีดอยู่ที่ดวงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า



ณ  โลกมนุษย์


              ทันทีที่ได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นภายในวัง เรียวนิ้วจิกทึ้งฝ่ามือของตนเองกลายเป็นกำปั้นขนาดย่อม  สันหมัดค่อย ๆนูนปูดและสั่นกระเพิ้มตามแรงโทสะที่เพิ่มทวี  กรงเล็บที่งอกเงยตามอารมณ์ที่กำลังปะทุค่อยๆจิกกินเนื้อหนังมังสาของชายผู้เป็นเจ้าของจนฟรานซิสรับรู้ถึงกลิ่นคาวหวานที่แผ่นซ่านจนอับอวลไปทั่ว


เจ้าพวกขุนนางเฒ่า....ชักเหิมเกริมมากไปแล้ว เสียงทุ้มเจือด้วยโทสะดังเล็ดลอดตามไรคมเขี้ยวที่กำลังขบกรามจนแน่น  ฟรานซิสจึงค้อมศีรษะคาราวะโดยที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใดและปล่อยให้ฝ่าบาทสงบพระทัยได้ด้วยตนเอง   ฝ่ามือหนาเผลออกแรงบีบกำลังราวบันไดที่ทำด้วยปูนเสียจนเกิดรอยร้าว  ความร้อนลุ่มที่กำลังสุ่มทรวงอกไม่ให้ปะทุไปจนเกิดความเกรี้ยวกราด!!!  นัยน์ตาที่ไม่เคยแสดงซึ่งสีแดงกร่ำให้เห็นค่อยๆฉายวับกลายเป็นสีโลหิตพร้อมกับไอปีศาจที่พวยพุ่งราวกับจะระเบิดออกมา!  


แต่แล้วพอนึกถึงเป้าหมายสำคัญที่เขาสู้อุตส่าห์อดทนรอคอยมานานเป็นพันๆปี....ร่างบางเรือนผมสีดุจทองคำ  นางผู้มีกลิ่นอายแห่งดวงวิญญาณเป็นกลิ่นกุหลาบก็ทำให้นัยน์ตาคมคลายโทสะนั้นลงโดยพลัน  เพราะนางคือเหตุผลที่เขาดั้นด้นเดินทางมาไกลจนถึงที่นี่.....

 


ปล่อยไปก่อน....ข้าจะกลับไปสะสางเอง คำเอ่ยเด็ดขาดดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดที่แสยะขึ้นที่ริมฝีปาก  ฟรานซิสรับคำก่อนจะหายวับไปกับอากาศเพื่อนำคำสั่งไปถ่ายทอดแก่เคอร์แชตตามลำพังเพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหล

 


  นัยน์ตาสีเทาเป็นประกายอย่างร้ายกาจก่อนจะเงยหน้าจดจ้องไปยังดวงจันทราดวงใหญ่ที่ฉายเด่น  ช่างเด่นและสง่างามอยู่ท่ามกลางความมืดมิด  แต่ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวและเดียวดายเมื่อดวงจันทร์กลับลอยเด่นไร้ซึ่งแสงแห่งดวงดาราอื่นมาประทับข้างกาย  ฝ่ามือหนาวาดกวาดไปกลางอากาศพร้อมกับสร้อยที่ลู่ไปมาตามแรงลมแสงสีเงินสะท้อนกระทบกับธำมรงค์วงหนึ่งที่เฉิดฉายอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาหมายมาด

 

ข้าจักไม่ยอมเสียเจ้าไปอีก...ไม่มีวัน....แม้นสายตาแกร่งจะสะท้อนความเข้มแข็งไว้แค่ไหน  แต่ทว่าน้ำใสๆที่คลออยู่ที่เบ้าตาครั้นหวนนึกถึงเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ  เมื่อต้องเสียนางไปในช่วงมหาสงครามก็ทำให้ดวงใจเขาร้าวรอน


  ไม่เอาอีกแล้ว...ความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบทลายสิ้นไร้สิ่งทุกสิ่งอย่าง...


ไม่เอาอีกแล้ว....

 

 

ราชินีแห่งข้า...จะมีแค่นางผู้เดียว....



     ผละ


      นัยน์ตาคมลอดมองความน่าอัศจรรย์ผ่านเลนส์ของกล้องจุลาทรรศ์  ความแวววับฉายอยู่ในดวงตา ใบหน้าคมได้รูปผละออกก่อนจะดันกรอบแว่นให้เข้าที่  เรียงนิ้วจรดปลายปากกาขึ้นมาวางโครงสร้างสุดแสนจะบรรยายขึ้นมาเพื่อบันทึกผล 



       “ ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและงดงาม.....”  เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยิบอุปกรณ์อีกชิ้นที่เตรียมไว้ขึ้นมา  ตลับใสที่บรรจุสำลีสีนิลที่ชุ่มไปด้วยเลือดของชายลูกผสมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่เขาเองยิ่งเข้าใกล้กับคำตอบที่ค้นหามาช้านาน



      ขวดโหลที่บรรจุไปด้วยสีชาดแสนอร่อยกำลังสั่นกระเพิ้มไปมา  ยามที่ฝ่ามือค่อยๆเขย่าขวดโหลจากข้างนอก  นัยน์ตาคมพลันประกายแสงมันวาวยามที่เขาเห็นเงาที่สะท้อนผ่านกระจกใสของขวดแก้ว....



      ในสมองของชายสติฟุ้งกำลังถูกคำถามนับล้านแล่นอยู่ภายในหัว  รอยเหยียดยิ้มยกริมฝีปากจนคล้ายกับกำลังแสยะอยู่กรายๆ  แต่แล้วฝ่ามือหนาก็จดจ้องและจับตรึงอยู่ที่ใบหน้าของตนเอง  นับตั้งแต่อยู่ที่นี้  ความคิดที่เคยมีก็เปลี่ยนพลันไปเสียสิ้น  ยิ่งพินิจดูกี่ครั้ง  ยิ่งค้นหาเข้าไปก็คล้ายกับยิ่งจมดิ่งลงห้วงแห่งความมืด  แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับไม่รู้สึกเลยว่าหนทางที่เดินอยู่ ปลายทางที่รออยู่นั้นจะมืดบอด



      “ จริงๆแล้วพวกเรา...มาจากไหน? “ วิลเลียมเอ่ยพึมพำก่อนจะเพ่งมองออกไปยังแผ่นภาพที่เขาเคยวาดเสก็ตชาวแวมไพร์ทั้งร่างจำแลงและร่างจริงที่เคยได้สำรวจและรวบรวมข้อมูลเอาไว้ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบ นัยน์ตาแกร่งกวาดมองรูปภาพพร้อมกับเทียบเคียงกับรูปร่างและสรีระของมนุษย์ที่มีอยู่ในหนังสือกายวิภาคศาสตร์เล่มหนา  ไม่ว่าจะมองหรือพยายามหาเหตุและผลจากแง่มุมไหน   ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...ชาวเราละหม้ายคล้ายกับมนุษย์มากกว่าที่คิด



      “ มาจากไหนกันแน่.....” ชั่วพริบตาเดียวชายหัวกะทิที่คลุกอยู่แต่ในห้องแล็บก็หยิบขวดโหลสีชาดขึ้นมาพินิจมอง ก่อนจะใช้อุปกรณ์เพื่อเก็บตัวอย่างเลือดแวมไพร์จากถ้วยโอสถที่มีเลือดของพระราชมนูเจืออยู่จางๆลงในขวดโหลอีกอัน  นัยน์ตาแกร่งทอดมองสลับไปมาระหว่างเผ่าพันธุ์ที่มีจุดต่างที่ห่างชั้น แต่ทว่าหางตากลับหันไปทอดมองยังกล้องจุลทรรศ์ขนาดกลาง หวนนึกถึงโครงสร้างของแวมไพร์ที่ผสมผสานกับแวร์วูฟได้อย่างเหมาะเจาะ  วัตถุดิบชั้นเลิศอีกอันที่เพิ่งค้นพบจุดเริ่มต้นเล็กๆ...



    แท้จริงแล้วชาวเรามาจากไหน?


บรรพบุรุษแรกรุ่นของเราคือใคร?


ย้ายถิ่นฐานมาจากที่ใด...ทำไมถึงไม่มีอยู่ในจารึก หรือบอกเหตุการณ์เหล่านั้นแก่ลูกหลานเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์สุดน่าทึ่งอย่างพวกมนุษย์กัน?


เราเกิดมาจากมนุษย์รึไม่? แล้วเหตุใดจึงดูคล้ายคลึงกันนัก?


หรือว่าเกิดวิวัฒนาการเพื่อพัฒนาการการอยู่รอด?


หรือว่าเกิดจากธรรมชาติผู้เป็นผู้สร้างห่วงโซ่แห่งความสมดุลย์?



    ว่าแล้วนัยน์ตาแกร่งก็ฉายแวววาววับ ก่อนจะหยิบหลอดดูดขึ้นมาแล้วหยดลงเลนส์กระจกเพื่อทำการวิจัยโครงสร้างเลือดของทั้งสองเผ่าพันธุ์ตามข้อสันนิษฐานที่ตั้งมั่นเอาไว้  เสียงของนาฬิกาเรือนใหญ่ร้องท้วงดังสะท้อนไปจนทั่วบริเวณเพื่อบอกเวลาแก่แวมไพร์หนุ่มไฟแรงว่าบัดนี้ล่วงเลยมาจนเกือบจะเป็นเช้าวันใหม่สะแล้ว....  คนตัวสูงยืดเส้นยืดยางจนได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บ ก่อนที่ฝ่ามือจะดึงกรอบแว่นออกจากใบหน้าแล้วละมือทุกอย่างที่คลั่งค้างเอาหว้และเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่มโดยที่ยังมรเสื้อกราวน์สวมทับอยู่



     “.....หาวววว  “ เสียงหาวนอนดังขึ้นเมื่ออากาศที่อยู่รอบกายค่อยๆอุ่นขึ้นตามแสงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า



     นิสัยที่ไม่ชอบแสงแดดของที่นี้ก็ยังไม่เคยหมดไป มันทั้งจ้าและร้อนจนคนหัวไวอย่างเขาสามารถนอนจมอยู่บนเตียงเพื่อลดการใช้พลังงาน แล้วค่อยตื่นมาสานงานต่อยามค่ำคืน  เห็นทีจะมีแต่ดวงอาทิตย์ของโลกมนุษย์นี่แหละ ที่เป็นอุปสรรคชิ้นโตที่เขายอมให้ชัดขวางเวลาในการวิจัย....


     “ ข้าเกลียดดวงอาทิตย์ชะมัด....

        



 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น