ภาค II Waiting for you รักนี้มีแค่เจ้า

ตอนที่ 14 : ตอน จดหมายลับ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    1 ก.พ. 62

 


              


ณ เมืองเดดแลนเทิล


 ตะเข็บชายแดนตอนเหนือของแวมไพร์ เมืองที่ยากจนที่สุดเมืองหนึ่งที่เหล่าแวมไพร์วรรณะต่ำต้อยด้อยค่าทั้งหลายอาศัยและพักพิงที่นี้อย่างหนาแน่น ท่ามกลางสภาวะขาดแคลนอาหารอย่างผลพลาสม่าหรือโลหิตสดๆ ประชาชนตาดำๆทั้งหลายต่างแห่กันไปออขออาหารจากเหล่าขุนนาง ข้าราชบริภารระดับสูงที่อยู่วรรณะมั่งคั่ง



        “  น่าลำคาญพวกขออาหารเสียจริง... ” เสียงของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ครองตำแหน่งหัวเมืองที่นี้พร่ำกับตนเองก่อนจะปิดผ้าม่านที่แอบชำเลืองมองอยู่ลง ก่อนจะอิ่มหนำสำราญหันมาโลมเลียดูดดื่มกีบเหล่าแวทไพร์ทั้งหลายที่เป็นหญิงงามเมืองที่ห้อมล้อมด้วยการเปลื้องผ้า



            เสียงหัวเราะคิกคักแห้งพร่าดังระงมโดยที่ไม่คิดจะสนความทุกข์ร้อนของประขาชนในเขตปกครองของตนเองแม้แต่นิดเดียว ประชุมราชการ กลับมามีสาวๆคอยปรนนิบัติรับใช้ รากฐานชื่อเสียงก็มั่นคง เหตุไฉนขุนนางเฒ่าจึงต้องสละเวลาแห่งความสุขมาสนใจเหล่าแวมไพร์วรรณะต่ำตม



        “ อุ้ย...จะตรงนี้เลยรึคะท่าน ” เสียงหัวเราะแกมยั่วยวนดังขึ้นเมื่อจู่ๆผู้ว่าจ้างก็กดนางแนบหน้าต่างโดยไม่สนสายตาแวมไพร์ที่มาประท้วงที่รั้วประตูที่อยู่ห่างออกไป



       “ หยุดถามแล้วทำให้ข้าพอใจก็พอ.... ” เสียงเจือตัณหาดังระงมก่อนจะจรดคมเขี้ยวลงบนหลังคอแวมไพร์สาวงามเมืองลงด้วยความหื่นกระหาย ขุนนางเฒ่าที่มัวเมาเคล้าแต่นารี สุราและเงินทองต่างไม่ได้ไหวตัวทันต่อภัยร้ายที่แฝงกายอยู่ในเงามืดมานานเลยสักนิด


        ไม่นานเหล่าม็อบที่มาออประท้วงที่ด้านหน้ารั้วประตูก็พลันสลายแยกย้ายไปเช่นทุกๆครั้ง สร้างความพอใจให้กับขุนนางขี้ลำคาญเป็นที่สุด แต่ขณะเดียวกันนี้เหล่าแวมไพร์วรรณนะต่ำกลับไม่ได้สลายกลุ่มก้อนอย่างที่คิด มองเพียงพลิ้วเพลินอาจจะดูแยกย้ายไปคนละทิศ แต่ทว่าสายตาแห่งความสิ้นหวังและความชิงชันต่อแวมไพร์ที่วรรณะสูงกว่านั้นเจืออยู่ในดวงตาทั้งสิ้น ร่างสูงที่แฝงเร้นกายเป็นเพียงชายแขนขาดที่มานั่งขอเศษอาหารคอยชำเลืองตามองด้วยความระแวดระแวง เพราะเคยอยู่จุดต่ำสุดของชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งจึงรับรู้ความรู้สึกและความคิดของแวมไพร์ประเภทเดียวกันได้เป็นอย่างดี



      ชายขอทานแขนขาดทำทีเดินเซหกล้มจนหน้าคว่ำเลอะโคลนตมอยู่ที่บนพื้น โดยมีเสียงเชิงรังเกลียดของลูกผู้ดีวรรณะสูงกว่าด่ากราดไล่หลังมาเพราะโคลนสกปรกดันกระเด็นไปเลอะชายกระโปรง  ไม่นานทหารอารักษ์ขาก็จำต้องลงมือลงเท้ากับแวมไพร์เร่ร่อนตามคำสั่ง แม้นจักไม่อยากทำแต่จำต้องทำตามหน้าที่  ร่างสูงทำไอกระอั่กจนตัวงอโก่งปล่อยให้การถูกรังแกนี้ปรากฏอยู่ท่ามกลางสายตานับร้อยที่ต่ำต้อยเหมือนๆกันได้เห็น ไม่นานร่างที่โดนซ้อมจนสั่นเทาก็หกระเหมานั่งพักที่ตึกร้างเก่าๆด้วยเสียงโอดครวญ



พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ !


ใคร...!!?” ชายพิการหวีดร้องเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงอนู่ที่ตรงซอกตึกตรงที่เขานั่งอยู่


“ ใจเย็น....ข้าก็เป็นเช่นเจ้า ”



เสียงเด็ก....เด็กผู้ชายนี้? 


วรรณะต่ำสินะ.....ร่างสูงภายใต้เสื้อผ้าสกปรกหน้าตามอมแมมนึกตกใจ ที่เห็นว่าอีกฝ่ายยอมเปิดผ้าคลุมที่ปิดหน้าคล้าตาของตนเองออกแล้วฉีกยิ้ม



      “ เห้....แน่ใจแล้วเหรอ ! ” เสียงดังเจือโทสะดังไล่หล้งมาโดยที่ยังไม่ยอมเปิดผ้าคลุมออกจากหน้าของตนแล้วมองมาทางเขาด้วยสายตาหวาดระแวง


       “ เงียบหน่า!! ” แวมไพร์ตัวจ้อยทร่ยังดูเป็นเด็กน้อยวัยไม่ย่างเข้ายี่สิบเอ่ยตวาดก่อนจะหันมาคลียิ้มให้กับชายขอทานที่สภาพดูไม่จืด


       “ ข้าชื่อ เบธ ส่วนนี้ แมธทิว เจ้าล่ะชื่ออะไร.... ” ทีท่าที่เด็กน้อยตรงหน้าพยายามเข้ามาหาทำให้ร่างสูงขบคิด



       นี้อาจเป็นโอกาสที่เขาจะได้รายงานข่าวหรือเรื่องราวที่สำคัญแก่ฝ่าบาท....ร่างสูงนึกก่อนจะทำเป็นผละถอยด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด



      “ อย่า อย่า อย่าซ้อมข้าเลย....อย่าซ้อมข้า ” เสียงหวาดวิตกดังระงมทำให้เด็กชายนามว่า เบธ ลอบถอนหายใจก่อนจะหันไปส่งสายตาตำหนิชายสูงใหญ่ที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหลัง



        “ เอายังงี้....อ่ะ ข้าให้! ” ไม่นานหนูน้อยก็โยนพลพลาสม่าที่เริ่มส่งกลิ่นบูดเน่ามาให้เขาโดยที่ไม่คิดจะลังเล ชายตัวใหญ่ที่ชื่อแมธทิวโวยวายเสียงดังลั่นว่าอาหารที่โยนให้เมื่อกี้คือผลสุดท้ายที่เพิ่งหาได้เมื่อไม่กี่วันก่อน



         การกระทำเมื่อครู่ทำให้ร่างสูงที่แปลงเป็นหนุ่มขอทาน  ชะงักพลางนึกถึงวันวานอันหวานหอมที่ฝ่าบาทเองก็ทำแบบนี้แก่เขาตอนที่เจอพระองค์ครั้งแรก เมื่อเห็นว่าชายขอทานหน้าตามอมแมมชะงักก้อนจะกัดกินอย่างหิวกระหายจนหน้าตาเลอะเทอะก็ทำให้หนุ่มทั้งสองยักไหล่พลางอมยิ้มด้วยความเป็นมิตร



         “ ข้าชื่อ กิม...ทำไมถึงช่วยข้า..... ” เสียงทุ้มแห้งพร่าจากชายขอทานแขนด้วนดังขึ้น ก่อนที่จะใช้หลังแขนถูไถคราบผลพลาสม่าที่เลอะอยู่บนหน้าออกอย่างลวกๆ



        “ ถ้าอยากรู้...ตามมาสิ !! ” เด็กชายนามว่าเบธเอ่ยก่อนจะใข้สปิริตแวมไพร์



        “ บอกไว้เลยนะ....ว่าข้ายังไม่ไว้ใจเจ้า ” ชายตัวใหญ่เอ่ยพร้อมกับสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ ร่างสูงจึงจำต้องลุกพรวดขึ้นมาปัดเศษดินเศษโคลนแล้วตามเด็กนั้นไป โดยมีแมธทิวคอยประกบอยู่ด้านหลังจับตาดูเป็นระยะๆ



เด็กอะไรไวปานวอก....ร่างสูงนึกก่อนจะแอบถอนลมกายใจ ไม่ทันไรเจ้าหนูนั้นก็กระโดดโลดโหนปีนหลังคา วับลงซอก เลี้ยวเข้าทางเท้า จนเขาต้องเร่งความเร็วตามแต่ทว่าก็ต้องทำตัวให้กลมกลืน


          และแล้วชายที่แฝงกายมาสืบราชการลับก็พบกับตอหลักอันใหญ่เข้าจนได้  เมื่อเจ้าเด็กนี้พาเขามายังแหล่งกบดารของเหล่าแวมไพร์วรรณะต่ำที่ออกันจนหนาแน่นไปหมด  สีหน้าทุกผู้กวาดสายตามามองแขกหน้าใหม่กันเป็นตาเดียว 


แสดงว่า แวมไพร์เหล่านี้รู้จักกันหมดทุกตน...


ซ่องซุ้มกองกำลังกันมานานขนาดไหนกัน...



         ร่างสูงคิดในใจพลางขนลุกกับลางสังหรณ์บางอย่างของพี่จาริสและฝ่าบาทที่เคยเปรยเรื่องนี้ไว้เมื่อครั้นที่เริ่มสนธิสัญญาสันติภาพ  บัดนี้ชายที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาทหารรักษาพระองค์แห่งจอมราชันย์ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก  เมื่อมีแวมไพร์วรรณะต่ำมากมายรวมพลพร้อมเพรียงกันที่นี้อยู่เป็นหลักร้อยตามคำกล่าวของชายทั้งสองที่เขาเคารพรัก!! 



           ห้องแคบแสนอับชื้นโชยกลิ่นเหม็นสาบตามตัวของแต่ละผู้จนตลบอบอวลไปหมด แต่ทว่าเด็กชายตรงหน้กลับส่งสัญญาณให้เขาดินตามหลังไปจนกระทั่งถึงตัวแวมไพร์หน้าตรอบจนเเทบจะเห็นกระดูกที่นั่งเอนกายพิงเก้าอี้ที่ดูจะพังแล่ไม่พังแลด้วยท่าทางอิดโรย


           “ รอบนี้หน่วยก้านดีนี้หน่า.... ” เสียงทุ้มสั่นๆดังระงมก่อนที่จะปราดตามามองยังเขาด้วยสายตาจับผิด  ร่างสูงทำทีสั่นระริกด้วยความกลัวแบบตื่นๆ



         “ เจ้านี้ชื่อ กิม ข้าเห็นคนอื่นชอบซ้อมมันเพราะเห็นว่าแขนด้วนอยู่หลายทีแล้วขอรับ ท่านวินเซนต์ ”



ท่านงั้นเหรอ....? ตาแก่นี้เป็นหัวหน้ารึไร? ร่างสูงได้แต่เก็บข้อมูลไปเงียบๆก่อนจะทำทีเป็นเอื้อมไปจับท่อนแขนที่พันด้วยผ้าพันแผลที่อำพรางเป็นเหลือแขนแค่ท่อนเดียวเอาไว้



          “ ....แขนไปโดนอะไรมาล่ะ ” ชายชราเพ่งมองด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก ทำให้ร่างสูงจำต้องตอบด้วยเสียงที่เข้มแข็ง  ร่างสูงตัดสินใจเปิดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นแววตาสีแดงกร่ำที่รับกับเส้นผมสีแดงชาดแซมขาวปะปราย



         “ เสียไปตอน....มหาสงคราม ” ชายชราเห็นการกำท่อนแขนที่บีบแน่นนั้นทำให้เจ่พอจะรู้ว่าชายขอทานตรงหน้าคงจะแค้นใจพวกวรรณะสูงพอๆกับแวทไพร์ตนอื่นที่นี้  ชายชราพยักหน้ารับก่อนจะให้แมธทิวพาแขกหน้าใหม่ไปชำระล้างคราบโคลนตมให้เรียบร้อย


        แมธทิวพาชายนามว่า กิม ไปยังโรงอาบน้ำเก่าที่อยู่ถัดไปไม่กี่บล็อคตามคำสั่ง ก่อนที่จะยืนรออยู่ที่ทางเข้าจนกว่าอีกฝ่ายจะเสร็จธุระ  ร่างสูงปลดผ้าพันแผลที่ห่อแขนที่พับไว้ที่หัวไหล่เพื่ออำพรางว่าแขนด้านออกก่อนจะเอี้ยวบิดหัวไหล่เพื่อคลายความเมื่อยล้า  น้ำท่าไม่สะอาดมากนักหากเทียบกับตอนที่เขารับใช้ฝ่าบาทตอนอยู่ในรั้วในวัง  เส้นผมสีชาดถูกเปลี่ยนกลับเป็นสีทองอ่อนดังเดิม  ก่อนจะหย่อนกายลงไปชำระล้างคราบโสมมที่ดองมานานแรมเดือนด้วยความสบายตัวเสียที  เรียวนิ้วจรดลงไปในเนื้อสารน์ขนาดเล็กฉบับพกพาด้วยอักษรที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองตอนสมัยที่รับตำแหน่งทหารรักษาพระองค์ เจ้าชายแคสเปี้ยน องค์รัชทายาท เรียวนิ้วตวัดลายลักษณ์อักษรด้วยความว่องไว   แนบท้ายเนื้อสารน์ว่า เคอร์แชต อย่างน้อยหากถูกจับได้หรือตามขึ้นมา หวังว่าพี่ฟรานซิส พี่จาริสจะยังอ่านอักษรนี้ได้เหมือนเดิม


       ขณะนั้นเองสียงตวาดจะลั่นสนั่นจนร่างสูงเกือบเผลอทำสาร์นสำคัญหล่นน้ำหล่นท่า!


         “ เห้ย!!! เร็วๆ!!! ” เจ้าแมธทิวตวาดจนใจหายใจคว่ำหมด !


          เสร็จแล้วหน่า!!!.... ” ร่างสูงพ่นลมหายใจออกด้วยความโล่งอกก่อนจะแปลงกายกลับเป็นสีตามเดิมที่ลอบเข้ามาเมื่อครู่




....กลับมาที่โลกมนุษย์....



“ เข้ามาทำอะไร ”  เสียงทุ้มปนกระเส่าดังขึ้นในขณะที่หัวสมองของฉันโล่งโพลนไปหมด  จับต้นชนปลายไม่ถูกเลยยามที่ถูกสายตาของชายแปลกตาจ้องเขม็งมาพลางคาดคั้นหาคำตอบ  แม้ร่างบางจะพยายามบีบข้อมือของตนเองมากแค่ไหนดูเหมือนมันจะเป็นการกระทำอันเปล่าประโยชน์เมื่อคนที่ป่วยอยู่นั้นยังคงจับตรึงข้อมือเอาไว้เสียแน่นหนา

 

คนบ้าอะไร....แรงเยอะชะมัด!!!

 

                “ ฉัน...คือ.....” 


บ้าเอ๊ยคิดไม่ออก!!! 


            ดวงใจเต้นโครมครามไม่ยอมหยุด ไ ม่รู้จะสรรหาคำแก้ตัวแก้ต่างอะไรมาอ้างเลยจริงๆ  ในขณะที่ฉันยังคงเลิกลั่กทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นจู่ๆคนตรงหน้าก็ดูเหมือนจะโน้มจี้คำตอบขึ้นมาหาฉันจนเรียวจมูกแทบจะสัมผัสแก้มอยู่รอมล่อ!!!?

 

            

   

หมับ....!

 

 

ว่าไง.... ”  เสียงกระเส่าแหบพร่าแต่ทว่ากลับมีเสน่ห์ชอบกลถามทวนมาอีกครั้ง  คราวนี้เขาไม่คาดคั้นโดยใช้เพียงแค่คำพูด  ฝ่ามือของเขาที่จับข้อมือของฉันเอาไว้ข้างหนึ่งกลับกระตุกดึงให้เข้ามาใกล้มากกว่าเดิมสะอีก!!!

 


                “……….!!!!!? ” แน่นอนว่าฉันเสียหลักเล็กน้อยก่อนจะหันไปจ้องเขาตาเขม็งกลายๆว่าให้ปล่อยข้อมือฉันได้แล้ว  แต่สิ่งที่ได้มาจากคนป่วยที่ไข้ขึ้นสูงก็คือรอยยิ้มเย้ยปนเหยียดนิดๆที่มุมปาก  นัยตาสีบลอนต์เทาอมฟ้านั้นเป็นประกายไม่ใช่แววเย็นชาเช่นตอนแรกอีกต่อไป   ดูเหมือนว่ายิ่งเข้ามาใกล้ฉันก็ยิ่งได้กลิ่นบางอย่าง

 

น้ำหอมยี่ห้อนี้...หอมเป็นบ้า

 

  บ้าจริงนี้ฉันคิดอะไรอยู่!!!

 

ดารินมีสติหน่อย!!!

 


ปล่อย....ร่างบางเอ่ยพร้อมกับส่งสายตาคุกรุ่นพลางพยายามใช้ฝ่ามืออีกข้างแคะแกะเรียวนิ้วของร่างสูง  พลางส่งเสียงจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านต่อเรี่ยวแรงของเธอเลยสักนิดเดียว  ในขณะที่ร่างอรชรกำลังง่วนอยู่กับการโต้เถียงแล้วร้องปาวๆว่าให้เขาปล่อยข้อมือนั้น  ชายประสาทไวก็รับรู้ถึงเสียงหัวเราะหึๆในลำคอที่ดังสะท้อนอยู่เหนือศีรษะ  เพียงเสี้ยววินาทีที่หญิงสาวเผลอเขาก็ปรายหางตาเหลือบขึ้นไปมองบุคคลที่สามที่อยู่ในห้องบรรทมโดยที่สาวเจ้าไม่ได้รับรู้อะไรเอาเสียเลย

 


ชายหัวกะทิสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นองค์เหนือหัวเหลือบขึ้นมามองด้วยสายตานิ่งเสียจนเขารู้สึกเสียวสันหลั ง ก่อนจะชูซองโอสถที่เตรียมมาถวายพลางยิ้มแห้งราวบอกเป็นความนัยๆว่า เขาเข้ามาถวายการรับใช้  มิได้มีจุดประสงค์อื่น  นัยน์ตาคมยอมละจากแวมไพร์ที่กำลังเร้นกายด้วยการยืนห้อยหัวดูสถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลมาอยู่ที่สาวน้อยที่กำลังจะแยกเขี้ยวใส่เขาด้วยความโมโห 

 


บอกว่าให้ปล่อยไง!!  เสียงเอ็ดเบาๆดังขึ้นพร้อมกับทีท่าที่เริ่มไม่เป็นมิตร  แต่กระนั้นภาพตรงหน้าก็ทำให้ชายมาดขรึมอดยิ้มกริ่มไม่ได้เพราะนางยังคงเป็นลูกแมวตัวน้อยที่ชอบส่งเสียงขู่ฟ่อแล้วก็พร้อมจะกัดและกางกรงเล็บข่วนเจ้าของเหมือนเดิม

 


...กาลเวลาไม่ได้ทำให้นางผู้นี้เปลี่ยนไปเลย

 


ไม่เคยเปลี่ยน   ร่างสูงนึกเมื่อเห็นว่าสาวน้อยออกแรงฉุดดึงเพื่อให้ได้ซึ่งอิสรภาพเขาจึงตัดสินใจปล่อยข้อมือเจ้าตัวขึ้นมาแล้วผลักออกเล็กน้อย   ทำเอาร่างอรชรเผลอเซถลาจนเกือบจะหงายหลังด้วยความตกใจ!

 

ว๊ายยยยย....!!!!  ไอ้.....!!!” ดารินนึกโมโหที่ชายแปลกหน้าทำเสียมารยาทกับเธอแบบนี้!! แต่พอได้สติว่าอีกฝ่ายเป็นแขก VIP ของท่านพี่เจ้าตัวจึงทำได้แค่หุบปากของตนเองลงอย่างช่วยไม่ได้  ชายหน้าคมหันมามองด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนักแต่กระนั้นก็ยังยิ้มกวนประสาทมาให้เธออยู่ได้!!

 

ยิ้มอะไรนักหนา….!!!  เจ้าตัวนึกก่อนที่จะรู้สึกตัวอีกทีก็มีคนเปิดประตูเข้ามาที่นี้โดยที่ยังไม่มีใครได้ทันตั้งตัว....



แอ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

ฝ่าบาท......

 

                ร่างโปร่งอีกผู้ที่เพิ่งรีบสะสางกิจการให้เสร็จปี่เข้ามายังห้องบรรทมด้วยความร้อนอกร้อนใจเสียเต็มแก่  ร่างโปร่งที่เพิ่งก้าวเข้ามาโดยที่ฝีเท้ายังลงไม่เต็มพื้นก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นเอกลักษณ์ของดารินอับอวนอยู่ภายในห้องบรรทมของจอมราชันย์ด้วย

 

ริน......? เสียงเอ่ยชื่อด้วยความอึ้งงันดังขึ้น  ทำให้หญิงผู้เป็นเจ้าของหันขวับกลับไปมองก็พบว่า...คนที่เข้ามาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่ชายเจ้าระเบียบที่ดุเสียจนเธอเองยังนึกขยาด!!!?

 

T__T โอ๊ยยยยยย ทำไมพี่จาริสต้องมาในเวลานี้ด้วยยยยยยย  ดารินนึกก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นมากุมขมับและแล้วก็ทำได้แค่หัวเราะแห้งจากนั้นก็ส่งสายตาเว้าวอน แต่ดูเหมือนพี่ชายที่ยืนประจันหน้าที่อยู่บานประตูจะดึงสีหน้าตึงเสียยิ่งกว่าตึง

 

คือ....น้องอธิบายได้นะคะ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวกำลังจะหลุดปากอธิบาย  ทำให้ชายผู้เป็นมือขวาที่ตอนนี้กำลังทำภารกิจลับอยู่ถึงกลับรีบเบรคฝีปากเจ้าตัวทันที เพราะเขารู้ดีว่ามีแวมไพร์อีกผู้ยืนจับจดข้อมูลภายในห้องบรรทมกว้างอยู่ด้านบน

 

                ไปรอ ข้าง-นอก  เมื่อเห็นสายตาพิฆาตรฟาดฟันลงมาอย่างจัง ทำเอาสาวจอมซนประจำบ้านถึงกับหน้าหง็อยจ๋อยสนิท

 

แต่น้อง.....

 

ดาริน....!!!  ” ทุกครั้งที่พี่จาริสโมโหหรือถึงเส้นตายของความอดทนเขามักจะเรียกชื่อเต็มของเธอเพื่อเป็นการเตือนครั้งสุดท้ายเสมอ เจ้าตัวดีจึงทำได้แค่เดินคอตกออกไปจากห้องที่ที่เป็นหลักฐานชิ้นโบว์แดงได้เป็นอย่างดีว่าเธอฝ่าฝืนข้อห้ามเข้ามาที่นี้โดยพละการ  แอชตันที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็ค้อมศีรษะลงแล้วคอยจับตามองคุณหนูตามหน้าที่เพื่อไม่ให้เธอเดินหนีไปไหนจนไกลตา

 

 

ดาริน.......?

 

 มนุษย์สาวคนนั้นเป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมถึงดูมีสัมพันธ์บางอย่างกับท่านราชมนูได้?

 

                ความสงสัยที่แวมไพร์หัวกะทิเผลอลอบขบคิดขึ้นมาในใจทำให้องค์เหนือหัวได้ยินชัดแจ้ง  ทันทีที่มือขวาคนสนิทหันไปปิดประตูห้องบรรทมจนแน่นสนิทเป็นที่เรียบร้อย  วิลเลียมก็โรยตัวลงมาจากฟากเพดานด้วยความว่องไวก่อนจะจัดแจ้งเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง   ช่องโหว่เพียงเศษเสี้ยวที่วิลเผลอเรอเขาปรายตามองตำหนิจาริสที่เป็นผู้รับผิดชอบอย่างเปิดเผย   ร่างโปร่งมาดขรึมรีบถามหาพระโอสถของฝ่าบาทด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง

 

                วิลเลียม...พระโอสถ เมื่อมัวแต่ขบคิดนู้นนี้นั้นอยู่อย่างเพลิดเพลินทำให้เจ้าตัวรีบควานหาซองยาบดที่เตรียมไว้ขึ้นมาเตรียมการลงในถ้วยแก้ว  ก่อนจะนำไปให้พระราชมนูเป็นผู้นำไปถวาย  จาริสรับมาก่อนจะจรดข้อมือลงที่ริมฝีปาก  เพื่อนำส่วนผสมส่วนสุดท้ายถวายแด่จอมราชันย์นั้นก็คือโลหิตของชนชั้นวรรณะสูงเพื่อให้ตัวยาได้สำแดงฤทธิ์อย่างเต็มอนุภาพ  คมเขี้ยวขบกัดจนเกิดเป็นแผลบาดลึกตรงบริเวณข้อมือข้างถนัด  ของเหลวกลั่นตัวให้เห็นเป็นสีแดงกล่ำขึ้นเรื่อยๆ มวลของเหลวจรดรวมไหลรินลงมาผสมกับตัวยาในที่สุด  เมื่อได้สัดส่วนที่เหมาะสมจาริสก็ค้อมตัวนำพระโอสถถวายแด่องค์เหนือหัวเพื่อระงับอาการประชวรจากพิษไข้

 

                นี้พะยะค่ะ....

 

....................ฝ่าบาทรับพระโอสถชั้นเลิศขึ้นมาเชยชิมทีละนิดเพื่อคลายความร้อนละอุที่ปะทุอยู่ภายในร่าง  เสียงครางระงมดังในลำคออย่างแผ่วเบาเมื่อเรียวลิ้นสากรับรู้ถึงความคาวหวานที่ค่อยๆแผ่ซ่านจนเขารู้สึกตัวเบาโหว่ง  อาการหนักหัวและเผลอเพลิงที่โหมอยู่ที่ทรวงอกค่อยๆมลายไปทีละนิดเมื่อเขาดื่มด่ำกับโอสถที่วิลเลียมและจาริสนำมาถวาย

 

ต้องเสวยให้ครบสามถ้วยพะยะค่ะ....พระอาการที่ทรงประชวรอยู่จะได้หายขาด วิลเลียมเสริมพร้อมกับยิ้มกริ่มที่มุมปากนิดๆ  ทำให้จาริสที่ยืนประทับอยู่ข้างจอมราชันย์ขมวดคิ้วด้วยความแคลงใจ  หวนนึกถึงถ้อยประโยคที่แวมไพร์โลกส่วนตนสูงลิ่วผู้นี้   เคยประเดิมเขาเอาไว้ก่อนที่ฝ่าบาทจะได้สติ

 

“ ถ้าอยากรู้ว่าข้าขำอะไร....ตอนฝ่าบาทตื่นก็ถามท่านดูเองซิ ”

 

“ ว่าฝ่าบาทไป ซน อะไรมารึเปล่า....หึ หึ หึ  

 

ร่างสูงเมื่อรู้สึกดีขึ้นจึงพยักหน้ารับกรายๆและแล้ววิลลเลียมก็ถวายความเคารพตามพิธีก่อนจะขอตัวกลับไปห้องวิจัยของตนเองโดยใช้ช่องทางระเบียงแทนบานประตูห้องที่มีมนุษย์สาวยืนรออยู่ที่ด้านหน้า  เมื่อได้อยู่กันเพียงลำพังจาริสจึงตัดสินใจทูลถามตามวิสัยชายความคิดฉับไว

 

ไฉนจึงเกิดพระประชวรได้พะยะค่ะ....

 

กึก....!

 

            “………………..” ร่างสูงพลันชะงักถ้วยพระโอสถที่กำลังจรดอยู่ที่ริมฝีปากไปเล็กน้อย และแน่นอนการกระทำอันน่าสงสัยนี้ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของชายผู้เป็นทหารรู้พระทัย

 


        ....ฝ่าบาท ” ชายคนสนิทคาดคั้นอีกครั้งเพราะอยากรู้เสียเต็มประดาว่าจอมราชันย์ที่แสนแข็งแรงและไม่เคยประชวรเลยตั้งแต่ครองราชย์มา  ไฉนจึงมาล้มหมอนนอนเสื่อหมดสภาพเช่นนี้กัน?

 


            “ เห็นเป็นเจ้าเอ่ยปากหรอกนะ  หากเป็นผู้อื่นล่ะก็......นัยน์ตาคมปรายมาเชิงกึ่งทีเล่นทีจริงจนจาริสถึงกับลอบกลืนของเหลวเหนียวหนืดให้ลงลำคอไป  ร่างสูงดื่มโอสถจนหมดทุกหยาดหยดก่อนจะส่งให้จาริสรับไว้เพื่อนำไปเก็บ

 


        ข้าลอบไปดูนาง...แต่เกือบความแตก

 


       “….จึงจำต้องแปลงเป็น ค้างคาวเล็ก

 


            “ ค้างคาวเล็ก!!!!?  จาริสถึงกับร้องเสียงหลง ก่อนจะพ่นลมหายใจกรุ่นปนหัวเราะหึๆในลำคอเมื่อเข้าใจจนถ่องแท้ว่าเจ้าวิลเลียมนั้นขบขันอะไร  ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง  ก็วรรณะสูงเชื้อสายราชวงศ์อย่างฝ่าบาท  กลับจำแลงเป็นค้างคาวตัวน้อยๆบินไปบินมาแบบนี้  ไอปีศาจที่มากล้นจึงทะลักจนกดทับร่างทำให้เกิดไข้สูงนี้เอง

 


        แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร....ขืนคืน ร่างจริง คงได้ฮือฮากันกลางดึก ว่าแล้วชายมาดสุขุมก็เอนกายแกร่งพิงพำนักหมอนที่ใช้หนุนหลังก่อนจะลอบยิ้มที่ริมฝีปากบางๆ  ครั้นนึกถึงใบหน้านวลของหญิงสาวยามนิทราเมื่อค่ำคืนวาน

 


        ทีหลังอย่าทรงทำเช่นนั้นอีกนะพะยะค่ะ....มิดีต่อพระวรกายอาจทรงประชวรหนักได้หากปล่อยเอาไว้นานวันกว่านี้ 

 


ข้าจักระวัง....” คำบ่นพร่ำของจาริสทำให้เขาจำยอมพยักหน้ารับและเป็นผู้ฟังแต่โดยดี 

 


เช่นนั้นพักผ่อนเถิดพะยะค่ะ....ว่าความเสร็จจนรู้ถึงต้นสายปลายเหตุพระราชมนูจึงโค้งตัวคาราวะจอมราชันย์เพื่อขอตัวไปจัดการเจ้าตัวดีให้สมบทบาทตามหน้าที่  แต่ทว่าเสียงทุ้มกังวานของชายที่รู้เท่าทันกลับดังสวนขึ้นมาเสียก่อน

 


จาริส..... ชายผู้เป็นเจ้าของพลันชะงักฝีเท้าและฝ่ามือที่กำลังเอื้อมไปบิดลูกบิดบานประตูพลางหันมาหาองค์เหนือหัวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

 


อย่า ดุ นักล่ะ....เสียงปรามเจือด้วยน้ำเสียงกลั๊วหัวเราะทำให้พระราชมนูถึงกลับหลุดหัวเราะหึๆ ก่อนจะปรายสายตาแกมยิ้มๆให้ฝ่าบาทแทนคำตอบ  ถ้อยประโยคนั้นดูเหมือนเรียบง่ายแต่แท้จริงแล้วกลับมีความนัยแอบแฝงเป็นการเตือนว่า  สตรีที่เขากำลังจะไปต่อว่านั้น...จะกลายเป็นผู้ใดในอนาคตต่างหาก

 

แอ๊ดดดดดดดดด ปัง!

 

        เสียงเปิดและปิดประตูกว้างดังขึ้นทำให้สาวน้อยที่นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้โซฟาเดี่ยวที่อยู่ตรงห้องนั่งเล่นลุกพรวดขึ้นมาพร้อมบีบฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเองไปมาด้วยสีหน้ากังวล  ร่างแกร่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบตึงและยังไม่ได้เอ่ยปากอะไรก็ทำเอาร่างอรชรที่กำลังเดินเข้ามาหาชายผู้เป็นพี่บุญธรรมด้วยอาการซึมอย่างเห็นได้ชัด

 


            น้องผิดไปละ......ในขณะที่เจ้าตัวกำลังจะสารภาพผิดที่ตนฝ่าฝืนคำสั่ง จู่ๆก็มีแรงขยี้ที่ศีรษะขึ้นมาโดยที่เธอยังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค

 


หมับ!


 

            “ ทำไมเศร้าขนาดนั้น...ทำไมหื้ม  พี่เป็นคนที่โหดร้ายถึงขนาดจะฆ่าแกงน้องสาวเพียงเพราะเข้าไปในเขตที่พี่ห้ามเหรอไง เสียงทุ้มแสนอบอุ่นดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ  ทำให้เจ้าตัวถึงกับเหมือนมีใครบางคนยกภูเขาออกจากอก

 


            ก็เห็นท่านพี่ออกปากดุสะขนาดนั้น.....เสียงหง็อยๆดังขึ้นในขณะที่ใบหน้าได้รูปของเจ้าตัวดีกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นทันตาเห็น  ฝ่ามือหนาอดหมั่นเขี้ยวไม่ได้จึงจรดฝ่ามือไปหยิกพวงแก้มด้วยสีหน้าที่กลับมาเรียบตึงอีกหน

 


หยิกกกกก!!


            “ อั่กๆๆๆ น้องเจ็บบบบบ!!!! ”

 


            “ เจ็บสิดี....ดีนะนี้คือคนที่พี่ไว้ใจได้  ถ้าพี่เห็นเราไปเซ่อซ่าซุกซนอยู่กับผู้ชายสองต่อสองแบบนั้นอีก พี่จะถลกหนังให้ตายเลย! ” ว่าแล้วจาริสก็หยิกพวงแก้มจนหนำใจก่อนจะยอมปล่อยมือ  ทำเอาเนื้อนวลร้องโอดครวญในความมือหนักของพี่ชายที่หยิกมาสะเต็มแรงจนป่านนี้แก้มเธอคงขึ้นสีแดงกร่ำหมดแล้ว!

 


            “ โอ๊ยยยยย โหดร้ายทารุณ!!! ” เสียงโวยวายดังขึ้นพร้อมกับเสียงจิกกัดตามภาษาพี่น้อง  ทำเอาแอชตันที่ยืนมองอยู่ด้านหลังพลอยลอบอมยิ้มไปด้วยที่นานๆครั้งจะเห็น  ท่านจาริสยอมผ่อนผันความเจ้าระเบียบลง  นับตั้งแต่รับท่านซาเลียน่าในร่างท่านดารินมาเป็นน้องบุญธรรม  ไม่นานสองคนพี่น้องก็โอบแขนพากันไปที่ห้องรับประทานอาหารด้วยกันโดยที่มีเสียงหัวเราะขบขันไประหว่างทาง

 


            ว่าแต่ท่านพี่คะ....แขกที่มานี้เขาเป็นใครเหรอ? เห็นพี่เรียกว่า ฝ่าบาท ด้วย เป็นเชื้อเจ้าเชื้อนายเหรอคะ? เสียงใสเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้ชายมาดขรึมถึงกับยิ้มกริ่มก่อนจะย้อนคำถามไปหาเจ้าตัวดีขี้สงสัย

 


            จะให้เล่าคงยาว....เอาเป็นว่า ใช่

 


            “ แล้วพี่ไปรู้จักกันได้ยังไง? เสียงใสยังคงยิงคำถามเกี่ยวกับฝ่าบาทโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง  ทำให้แอชตันถึงกลับแอบลอบยิ้มอยู่เงียบๆ

 


            “ รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยเด็กๆน่ะ....

 


            “ หูววววววววววววว.....” นัยน์ตาสีฟ้าทะเลพราวระยับในทันทีก่อนจะนึกในใจ  นั้นประไรเล่า!!! ผิวซีดอย่างนั้นนึกแล้วว่าต้องเป็นพวกผู้รากมากดี!!!

 


            “ แล้วเขามีธุระอะไรที่นี่ล่ะคะ?  ทำไมถึงนอนซมเป็นไข้อย่างงั้น?

 


            “ ก็....ท่านมาพักผ่อนหย่อนใจ  เพิ่งลงจากเครื่องมาสงสัยร่างกายจะปรับอุณหภูมิไม่ทันมั้ง....คำตอบที่แจ้งไปดูคล้ายจะไม่สนใจมากนัก  แต่ความจริงแล้วจาริสกลับกำลังต้องการจุดไฟในตัวสาวเจ้าให้อยากรู้และอยากรู้จักฝ่าบาทมากขึ้นไปอีกต่างหากร่างแกร่งทำทีเป็นยกไวน์ขึ้นมาดื่มเพื่อเว้นช่องว่างการตอบคำถามก่อนจะหันไปหั่นเสต๊กเนื้อกวางที่วางอยู่ตรงหน้าต่อ

 


            ว่าแต่เขาชื่อ....

 


            “ รู้สึกว่าจะถามไม่หยุดเลยนะ.....ริน จาริสเอ่ยลอยๆในขณะที่สายตาสีทมิฬปราดไปมองน้องสาวที่ชะงักไปชั่วขณะ ไม่นึกว่าพี่ชายจะถามดักคอขึ้นมากลางอากาศ สายตาคมของพี่ชายนิ่งปนยกยิ้มอย่างน่าประหลาด  ทำให้แอชตันที่ยืนรับใช้อยู่พลอยชำเลืองมองคุณหนูมาเป้นตาเดียวเช่นกัน

 

            ก็นานๆทีจะมีแขก...ก็เลย.....อยากรู้ เจ้าตัวดีตอบส่งๆก่อนจะหันมาสนใจกับอาหารจานหลักของตนเองแทน


            อ๋อ.....อย่างงี้นี้เอง จาริสอมยิ้มปรายๆก่อนจะจรดเนื้อชั้นดีเข้าสู่โพรงปากเพื่อลิ้มชิมรสชาติ  ไม่นานบทสนทนาทั้งหมดก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบ  เมื่ออาหารจานหลักของท่านจาริสพร่องลงจนถนัดตาแอชตันจึงอาสานำอาหารจานหลักจานที่สองเข้ามาเสิร์ฟอย่างรู้หน้าที่

 


            โห....วันนี้พี่กินเยอะจัง  หิวเหรอคะ? ดารินถามพลางยกน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่มดับกระหาย เมื่อเห็นว่าพี่ชายคนโปรดฟาดจานเสต๊กชั้นไปเข้าไปเป็นจานที่สามแล้ว  นัยน์ตาหวานจ้องมองด้วยความตกใจที่จู่ๆชายมาดขรึมและทานน้อยอย่างท่านพี่  ทำไมวันนี้ถึงได้กินจุจนผิดสังเกต

 


            งานวันนี้วิ่งวุ่นทั้งวัน....ท้องเลยว่างมาตั้งแต่กลางวันน่ะนะ ร่างแกร่งโกหกคำโต แท้จริงแล้วเพราเขาต้องให้เลือดผสมลงพระโอสถต่างหาก  แถมยังต้องให้อีกสองครั้งจึงต้องกินเนื้อแบบแรร์ไว้ให้แน่นท้องเข้าไว้จักได้ไม่ดำดิ่งให้กับความดิบเถื่อนของแวมไพร์ที่แล่นพล่านอยู่ในตัว

 


            งั้นน้องขอตัวก่อนนะ....ว่าจะไปซ้อมดนตรีสักหน่อย ว่าแล้วเจ้าตัวดีก็ขอตัวผละออกไปจากห้องอาหาร  ฝ่ามือของจาริสที่จรดอยู่ที่มีดส้อมอยู่ก็สั่นระงมตามแรงกระหายที่กำลังทำให้ลำคอของเขาแห้งผากเป็นผุยผง  ฝ่ามือบีบจนด้ามมีดงอโค้งไม่ได้รูปพร้อมๆกับนัยน์ตาสีดำที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีชาดจนแดงกร่ำขึ้นเรื่อยๆ  กลิ่นกายของมนุษย์ของผู้เป็นน้องกำลังทำให้ความกระหายของเขาตื่น  จาริสพยายามระงับไว้ตั้งแต่นั่งลงทานอาหารเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต  แถมนางยังเป็นมนุษย์เดินดินคนเดียวที่อยู่ในคฤหาสน์อีกด้วย  เมื่อเห็นว่าท่านจาริสกำลังจะพ่ายต่อความต้องการชายลูกผสมจึงเดินเข้ามาหาท่านพระราชมนูอย่างรู้หน้าที่ 

 


            ถ้าไม่รังเกียจก็ประทังไปก่อนนะขอรับ....ท่านจาริสพระราชมนูไม่รอช้าคว้าท่อนแขนของชายลูกผสมมาก่อนจะจรดคมเขียวดูดเม้มคาวหวานตามแรงปรารถนา  ริมฝีปากหนาขบเม้มเพื่อระงับเสียงครางแห่งความเจ็บปวดลงแน่นเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังดื่มด่ำเลือดของข้าอย่างบ้าคลั่งขนาดไหน

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

141 ความคิดเห็น