ตีตราสวาท

ตอนที่ 8 : เริ่มต้นใหม่ 40 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 928
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ก.พ. 60




“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”

เสียงที่โพล่งขึ้นมาท่ามกลางวงล้อมของสาวๆ กลุ่มใหญ่ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบกันอย่างขะมักเขม้น เรียกสายตาคนอื่นๆ ให้เงยหน้าขึ้นมอง

ก็เห็นสาวสวยหน้าใสดาวของคณะกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวด ออกงิ้วกับหนังสือตรงหน้าจึงอดสงสัยไม่ได้

“อะไรกันฟ้า บ่นอะไร?”

“ปละ...เปล่าไม่มีอะไรหรอก” ฟ้ารุ่งลดายิ้มแหยๆ อย่างเกรงใจเพื่อนๆ ที่เผลอส่งเสียงดังขึ้นมา ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ และต้องการความเงียบสงบ

แต่ถ้าลองใครได้มาเป็นเธอ คงจะรู้ว่ามันน่าโมโหแค่ไหน เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีคนมากล่าวหาว่า วิลเลี่ยม โจนส์ ชายในดวงใจของเธอเป็นเกย์ ทั้งๆ ที่เขามีประวัติเรื่องผู้หญิงยาวเหยียดโชกโชนก่อนจะมามีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตน

เฮ้อ! รู้สึกว่าขวัญใจของเธอช่วงนี้จะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกเหลือเกิน ทั้งเรื่องที่ต้องอำลาสนามจากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ถูกคู่หมั้นที่คบกันมาหลายปีชิ่งหนีไปมีแฟนใหม่ แล้วยังมาเจอมรสุมข่าวว่าเป็นเกย์อีก นี่ถ้าเขาได้แวะมาเมืองไทย เธอจะอาสาพาไปอาบน้ำมนต์เก้าวัดทำบุญล้างซวยเสียหน่อย

“แล้วเธออ่านอะไรอยู่ นั่นไม่ใช่หนังสือเรียนนี่นา” เพื่อนคนหนึ่งสังเกตเห็นแล้วเอ่ยทัก เรียกให้สายตาคนอื่นๆ มองตาม ก่อนมือของใครสักคนจะคว้าหนังสือตรงหน้าเธอไปดู

“อู้หู...หล่อจัง ใครเนี่ย?” เพื่อนคนนั้นยกหนังสือขึ้นมาดูใกล้ๆ ก่อนจะหันไปให้คนอื่นๆ ดูกัน เรียกเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากสาวๆ ได้กลุ่มใหญ่

“ไม่นึกเลยว่าเรียบร้อยอย่างฟ้าก็สนใจดูภาพผู้ชายหุ่นล่ำๆ ชวนน้ำลายหกด้วย...ว้าย” สาวๆ วี๊ดว้ายกระตู้วู้กันใหญ่ เพราะภาพนั้นเป็นภาพวิลเลี่ยมใส่เกงเกงที่สวมเล่นอเมริกันฟุตบอลตึงเปรี๊ยะอวดสัดส่วนล่ำสัน แถมยังถอดเสื้อโชว์มัดกล้ามชวนเลือดกำเดากระฉูดอีกด้วย

ฟ้ารุ่งลดาหน้าแดงแช้ดขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอาย

“เนี่ยๆ คนนี้แฟนฟ้าเขา” สะบันงาเพื่อนซี้ที่รู้ใจเธอที่สุดประกาศให้ทุกคนรู้

“ห๊า...จริงหรือ?” เอาเป็นว่าเสียงที่สงสัยคือไม่เชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็จะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า

“จริงสิ...ตานี่น่ะ ชื่อวิลเลี่ยม โจนส์ เป็นนักอเมริกันฟุตบอล ที่เคยเป็นแฟนฟ้า สมัยที่เขาอยู่อเมริกาด้วยกัน”

สะบันงาได้ทีอวดเรื่องที่เธอเล่าให้ฟังใหญ่ จนคนอื่นๆ พากันฮือฮาเชื่อไปด้วย

“ตายแล้วจริงหรือฟ้า...แฟนเธอทำไมหล่อจัง...นึกว่านายแบบนะเนี่ย เป็นนักกีฬาหรอกหรือ?”

“เดี๋ยวก่อน แต่ในข่าวนี่เขาเขียนว่าตาวิลเลี่ยมอะไรนี่ เป็นเกย์นี่นา” คนตาไว เห็นพาดหัวก็รีบพูดขึ้นมา

“อื้อ...เรื่องเข้าใจผิดน่ะ?” ฟ้ารุ่งลดาตอบแทนเสียงอ่อย

“เข้าใจผิดเรื่องไหน ที่เขาเป็นแฟนฟ้า หรือที่เขาเป็นเกย์”

“ก็ที่เขาเป็นเกย์น่ะสิ...เกย์ที่ไหนจะหล่อเหลาเร้าใจ หุ่นล่ำใหญ่ กล้ามเต็ม ซิกแพ็กซ์แน่นขนาดนี้ล่ะ” สะบันงารีบชิงตอบแทนอีกแล้ว

“แหม! ก็ไม่แน่หรอกนะ ผู้ชายเดี๋ยวนี้ไว้ใจได้เสียทีไหน ดูแต่ข้างบ้านฉัน ยังมีกระเทยหุ่นอย่างกับนักซูโม่แบบว่าหน้าไม่ให้ แต่ใจรักน่ะ”

ฟ้ารุ่งลดาเห็นว่าบทสนทนาของพวกเธอชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ก็รีบคว้าหนังสือกลับคืนมา

“พรุ่งนี้ก็จะสอบกันแล้วนะ อ่านหนังสือดีกว่า ดูสิ โต๊ะอื่นๆ เขามองพวกเรากันใหญ่แล้ว” เตือนเพื่อน เสร็จก็รีบพับเก็บหนังสือเจ้าปัญหาต้นเรื่องนั่นเอาไว้เสีย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีใครพูดถึงมันอีก

แต่สำหรับเธอแล้ว...ร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ...ไม่มีทางที่วิลเลี่ยม โจนส์ จะเป็นเกย์อย่างที่ข่าวกอสซิปนี่เขียนแน่ๆ เธอมั่นใจ

แล้วตอนนี้เขาจะหลบข่าวฉาวๆ ไปอยู่ที่ไหนนะ สภาพจิตใจของชายหนุ่มจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอทั้งคิดถึงและรู้สึกเป็นห่วงอดีตฮีโร่ในวัยเด็กอย่างบอกไม่ถูก

+++++++++

 

“นายทำมันขึ้นมาจริงๆ ด้วย”

นัยน์ตาสีฟ้ากวาดมองบ้านบนต้นไม้ ที่เคยเป็นภาพฝันในวัยเยาว์ของเขากับเพื่อนรักอย่างทึ่งๆ

แม้จะเคยเห็นมาก่อนหน้านี้แล้วในรูปภาพที่อธิศวัสส่งไปให้ดูทางอีเมลแต่เมื่อได้มาเป็นของจริงกับตา ซึมซับบรรยากาศรอบตัวที่ช่างงดงามราวกับภาพฝันในสวนเอเดนไปพร้อมๆ กันด้วย วิลเลี่ยมรู้สึกราวกับว่าความฝันของเขาได้ถูกเติมเต็มให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

มันเต็มตื้นขึ้นมาในหัวจิตหัวใจว่างเปล่า หัวใจที่ถูกทำร้ายมาจนชอกช้ำสะบักสะบอมก่อนหน้านี้ วินาทีที่ได้ย้อนวัยพาตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง...เห็นภาพของเด็กชายทะโมนสองคนกอดคอกันซุกซนอยู่ในไร่ที่เท็กซัส

เด็กทะโมนที่บัดนี้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ และต่างก็มีทางเดินชีวิตเป็นของตัวเอง ก่อนจะได้มาบรรจบพบเจอกันอีกครั้งหนึ่งในเวลานี้

“เหมือนหรือเปล่า?” ร่างที่สูงน้อยกว่าไปเกือบคืบ ความหนาล่ำสันต่างกันลิบลับเข้าโอบรอบบ่าหนา พร้อมกับกวาดตามองความภาคภูมิใจตรงหน้าที่เคยสัญญากันไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก และเขาก็สร้างมันขึ้นเป็นผลสำเร็จ

กว่าสองปีที่อธิศวัสขลุกอยู่กับการสร้างบ้านต้นไม้หลังนี้ เพื่อที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับใครบางคน และตอนนี้ คนๆ นั้นก็ได้มาเห็นมันแล้ว

ใบหน้าคร้ามเข้มหันมามองเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมากว่าสิบปี แต่ทันทีที่ได้เจอกัน สายสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะขาดหายไปยาวนานก็ต่อติดในทันที

“ที่สุดล่ะเพื่อน มันสวยมาก น่าอยู่...น่าอยู่มาก” สวยงามและเงียบสงบอย่างที่เขาต้องการ สมคำอวดโอ่ของคนที่ชักชวนให้มาดูให้เห็นด้วยตาตัวเอง

“บ้านบนต้นไม้ของฉัน”

“เฮ้ย! ไม่ใช่...ของเราต่างหาก...นายคิด แต่ฉันเป็นคนทำ...มันเป็นของเราสองคน” อธิศวัสรีบแย้งคนขี้ตู่ทันควัน  เขาลงเงินลงแรงกับความฝันร่วมกันหลังนี้ไปไม่น้อย และที่มากกว่าอะไร ก็คือลงใจไปทั้งดวง

“งั้นก็สรุปว่า มันเป็นของเราคนละครึ่ง” ยิ้มกว้างออกมาอย่างแสนสบายใจ ที่อย่างน้อยเขาก็ได้หลุมหลบภัยชั่วคราว เซฟเฮ้าส์ที่แสนปลอดภัย เงียบสงบ และสวยงามในเวลาที่อยากหนีหน้าคนทั้งโลกหลบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว

“แล้วนายจะคิดค่าเช่าเท่าไหร่ถ้าฉันจะขออยู่ที่นี่สักพัก”

“ค่าเช่าอะไรกัน พูดเหมือนนายกับฉันเป็นคนอื่นไปได้” คนว่าชกเบาๆ ที่ต้นแขนล่ำสันของอีกฝ่าย ก่อนจะเปิดประตูให้เข้าไปดูข้างในที่มีข้าวของเครื่องใช้เพียงไม่กี่อย่าง เพราะไม่ได้อยู่ที่นี่ นานๆ ทีหรอกถึงจะหลบงานยุ่งๆ หรือผู้คนที่วุ่นวายมาพักผ่อนเสียครั้ง

แค่เตียงเดี่ยวหนึ่งหลัง และโซฟาตัวหนึ่งเท่านั้น  วิลเลี่ยมค่อนข้างพอใจ มันดูโล่ง โปร่งสบาย และสะอาดสะอ้าน หน้าต่างสองบานมองออกไปเห็นต้นไม้สีเขียวข้างนอก ห้องน้ำขนาดเล็กในตัว เหมาะสำหรับที่จะอยู่คนเดียว

ประกายพึงพอใจฉายชัดในดวงตา หันไปผงกหน้ากับอธิศวัส ก่อนจะขอเพิ่มเติมอะไรอีกสองสามอย่าง เพื่อความสะดวกสบาย แล้วจึงพากันเดินออกมาดูภาพความงามที่ระเบียงด้านหน้าของบ้านต้นไม้

“ที่นี่บรรยากาศดีมาก ติดแม่น้ำ มองเห็นภูเขา ลูกค้านายคงจะเต็มตลอดทั้งปีสินะ” ยืนมองพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับเหลี่ยมเขา ริมสายน้ำทอดยาวที่ไหลเอื่อยด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“เป็นบางช่วงฤดูกาลมากกว่า แต่ไม่ต้องห่วงนะ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะไม่มีใครเข้ามารบกวนนาย” รู้ดีว่าเพื่อนมาไกลถึงนี่ด้วยเหตุผลใด และต้องการอะไร

“ขอบใจ...ขอบใจจริงๆ”

“ต้องขอบใจอะไรกัน สักวันฉันก็อาจจะไปกวนใจนายบ้างก็ได้”

วิลเลี่ยมหัวเราะเสียงดัง พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ

“ได้สิ...ยินดี แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะกลับอเมริกาเมื่อไหร่ และหลังจากนั้นฉันจะไปอยู่ที่ไหน?” นัยน์ตาของเขาช่างว่างเปล่า เหมือนอนาคตที่ยังเคว้งคว้างมองไม่เห็น

“ทุกอย่างมันมีระยะเวลาของมัน นายเหนื่อยมามากแล้ววิล ถึงเวลาที่ควรจะได้พัก”

มีใครหลายคนพูดอย่างนี้กับเขา น้ำเสียงที่ทอดอย่างเข้าใจระคนห่วงใยจนรู้สึกได้ นั่นทำให้เขาเริ่มยอมรับจริงๆ

“ใช่ ฉันควรจะหาสิ่งใหม่ทำ...แต่ยังคิดไม่ออก”

“ค่อยๆ คิดไป นายมีเวลาเหลือเฟือ แต่ก็อย่าคิดนานนัก ชีวิตคนเรามันสั้น ใช้มันให้คุ้ม อย่าไปเสียเวลากับอะไรนานๆ”

“นายพูดถูก พูดถูกที่สุด” ตบบ่าของคนนั่งคุยกัน จนไม่รู้ตอนนี้ใครปลอบใครกันแน่

“ฉันคงจะรบกวนนายสักพัก”

“รบกวนอะไรกัน...นายอยู่ได้นานเท่าที่ต้องการเลย ต้องการอะไรก็โทรศัพท์หาฉัน อ้อ! และถ้าฉันไม่อยู่ก็ให้บอกป้าสอางค์ก็ได้ แต่แกฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ อื้ม!...” ครางในลำคออย่างครุ่นคิด เพราะคนที่เขาไว้ใจก็มีแต่ป้าสอางค์ แต่เห็นทีว่าคนเก่าคนแก่ที่อยู่กันมานาน อาจจะสื่อสารกับเพื่อนชาวอเมริกันของเขาลำบากสักหน่อย

“งั้นเป็นจันทร์ก็แล้วกัน เธอจะเป็นคนมาเก็บเสื้อผ้าไปซักให้ และเอาของที่นายต้องการมาส่งตอนที่ฉันไม่ว่าง ถ้านายโทรศัพท์ไม่เจอฉันก็สั่งลัดจันทร์ว่าอยากได้หรือต้องการอะไร กดซีโร่ตัวเดียวมันจะติดที่หน้าฟ้อนต์ของรีสอร์ท ส่วนเบอร์โทรของฉันนายโทรได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“ขอบใจมาก ฉันอยากอยู่สงบๆ คิดอะไรสักพักหนึ่ง”

“ได้เลยเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันยืนอยู่ข้างนายเสมอ” ยิ้มให้อย่างจริงใจ ยืนยันคำที่พูดออกไป

วิลเลี่ยมละสายตาจากแม่น้ำสายยาวที่ไหลล่องไปคล้ายไม่มีที่สิ้นสุดดั่งเช่นมิตรภาพของเขาและอธิศวัส แล้วหันมามองเพื่อนในวัยเด็ก ก่อนจะกอดอีกฝ่ายแน่น ตบที่บ่าเบาๆ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร สายใยความผูกพันระหว่างเพื่อนแท้จะยังคงอยู่เสมอ

ฝากอ่านด้วยจ้า...

ใครชอบนิยายรัก โรแมนติก คอเมดี้ จัดเรื่องนี้ไปด่วนเลยน๊า ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น