ตอนที่ 4 : บทที่ 3 ปิดตาพยากรณ์ [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

“ข้ากำลังฝันไปสินะ”

นั่นคือคำแรกที่หลุดออกมาจากปากของจิวเซียนหลังจากถูกพามาพักที่โรงเตี๊ยมของตระกูลหลี เพราะนางต้องอาศัยอยู่ที่นี่ระหว่างรอพวกชาวบ้านบูรณะศาลเจ้า

บุรุษผู้มีหน้าตาหล่อเหลาจริงใจแตกต่างกับนิสัยที่แท้จริง กำลังยืนเอามือไพล่หลังมองกองข้าวของที่ชาวบ้านขนมาจากพิธีให้ ก่อนจะเอ่ยปากถามนางด้วยแววตาเป็นประกาย “ทุกอย่างล้วนจับต้องได้ จะเป็นความฝันได้อย่างไร”

จิวเซียนเห็นสายตาราวกับประเมิณราคาข้าวของของจิ่นเต๋อก็คิดอย่างท้อแท้ว่า เหตุใดพระเอกในฝันของนางจึงดูขี้งกเช่นนี้

“เจ้าจ้องข้าอีกแล้ว” จิ่นเต๋อขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะถอนหายใจออกมาและพูดด้วยท่าทางจนปัญญา “ใช่ว่าข้าจะอยากเกิดมาดูดีแบบนี้เสียเมื่อไหร่ ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าจ้องข้าเพราะอะไร”

คำพูดหลงตัวเอง นิสัยเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น และความเสแสร้งของเขา ทำเอาจิวเซียนรู้สึกเหมือนโลกของนางพังทลายเป็นพันครั้ง ที่แย่ไปกว่านั้นคือเรื่องค่าเช่าที่เขาย้ำนักย้ำหนาอยู่แทบจะตลอดเวลา ทั้งยังแจงข้อห้ามและกฎต่าง ๆ ในยามที่นางพักอยู่ที่นี่ไว้มากมาย

เรื่องมากทั้งยังขี้จุกจิกเกินไปแล้ว!

“เหตุใดท่านจึงมีนิสัยเช่นนี้กัน”

คำถามอันน่าเศร้าจากจิวเซียน กลับได้รับเป็นคำตอบที่ราวกับจะจงใจตอกหน้านาง

“ก็ยังดีกว่าเจ้าที่เป็นนักต้มตุ๋นไม่ใช่รึ”

คำพูดของเขาทำเอานางถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนเขาจะรู้ว่านางไม่ใช่เทพธิดาอย่างที่ผู้คนเชื่อถือ นี่สินะที่เขาว่ากันว่าหากใครเก่งกาจในเรื่องใด ย่อมต้องดูพวกมือใหม่ออกแน่นอน ทำให้เขาที่เล่นละครจนเป็นนิสัยดูนางออกทันที

แต่นางยังไม่ทันได้เล่นละครอะไรก็ถูกเข้าใจผิดเสียแล้ว...

จิวเซียนยืนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จิ่นเต๋อก็เดินเข้ามาหานางและพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจังว่า “เจ้ารู้ความลับข้า ข้ารู้ความลับเจ้า เพราะอย่างนั้นพวกเราถึงเท่าเทียมกัน” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพูดอย่างเป็นกันเอง “แต่ในเมื่อเจ้ามาพักในโรงเตี๊ยมข้า ก็อย่าลืมจ่ายค่าเช่าให้ข้าด้วยแล้วกัน ข้าเองไม่ใช่คนใจไม้ใส้ระกำอะไร เอาเป็นว่าของที่ได้มาจากชาวบ้านแบ่งกันคนละครึ่งเป็นอย่างไร”

การพูดเองเออเองของเขา ทำเอาจิวเซียนหมดคำพูด เขาจึงชิงพูดตัดหน้านางออกมาว่า “ในเมื่อไม่ตอบก็แปลว่าตกลงแล้วกัน”

ปัง!

พูดจบเขาก็พลิ้วร่างออกจากห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่เว้นโอกาสให้นางได้พูดสิ่งใด  ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูดังก้องอยู่ในหูของนางเพียงเท่านั้น

“...”

แต่เพียงไม่นานนักประตูห้องก็เปิดแง้มออกมาอีกครั้ง

“อีกอย่าง…” เขาพูดขณะพิจารณานางผ่านช่องประตูตั้งแต่หัวจรดเท้า “อาบน้ำแต่งตัวใหม่ซะก็ดี สภาพเจ้าน่าเกลียดยิ่งนัก” พูดเพียงเท่านั้นเขาก็ทำการปิดประตูและจากไปอีกครั้ง

นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

จิวเซียนได้แต่กู่ร้องอยู่ในใจ นางพยายามไล่เรียงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องเล็ก ๆ ที่มีถังน้ำขนาดใหญ่เตรียมไว้ให้ เพราะไม่อาจทนกับสภาพของนางยามนี้ได้เหมือนกัน

ยามแช่น้ำหัวสมองก็ดูจะปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง ช่วงเวลาที่เงียบสงบเช่นนี้ทำให้จิวเซียนได้มีเวลานึกย้อนกลับไปได้ว่า...

นางอาการกำเริบจนโดนลากเข้าห้องฉุกเฉิน หลังได้ยินเสียงสัญญาณที่แสดงว่านางหมดลมหายใจ ก็ตื่นมาแล้วพบว่าตนเองกำลังร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าพร้อมกับฟังเสียงสวดบ้า ๆ ที่เหมือนประโยคในนิยาย

นางได้เดินเล่นอยู่ในโลกแห่งความฝัน อุตส่าห์คิดว่าพระเจ้าใจดีให้นางได้หลับฝันดีก่อนตายเพราะได้เจอนางเอกในนิยายผู้ใจบุญ ก่อนจะฝันสลายเมื่อพบว่าพระเอกที่สรรค์สร้างมากลับกลายเป็นคนมารยาททรามที่หวังผลประโยชน์จากผู้อื่นแทน

สุดท้ายก็มาจบอยู่ที่นี่...

จิวเซียนได้แต่คิดอย่างสับสน แม้หลายสิ่งจะยืนยันได้ว่าโลกนี้เป็นโลกในนิยายที่นางเขียนค้างไว้ แต่ก็ไม่เหมือนไปเสียทั้งหมด

ในนิยายของนาง พระเอกเป็นลูกขุนนางตกอับที่หันมาเปิดโรงเตี๊ยมกับบิดาเพื่อเลี้ยงชีพในเมือง เขาต้องคอยฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกับหญิงงามผู้เป็นยอดนางโลม โดยได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากผู้คนมากมาย

ถ้าจำไม่ผิดที่เมืองนี้จะต้องขาดแคลนอาหารเพราะความแห้งแล้งจากการที่ฝนไม่ตกมายาวนาน จนกระทั่งพระเอกและนางเอกร่วมกันแจกจ่ายอาหารจนเป็นที่ชื่นชม

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความใกล้ชิดของคนสอง แล้วเหตุใดฝนจึงตกลงมาหลังจากนางร่วงหล่นจากฟากฟ้ากันเล่า!

ดูเหมือนนางจะโผล่มาในช่วงต้นเรื่องของนิยายสินะ

“ไม่ใช่สิ ข้าตกมาในช่วงกลางเรื่องต่างหาก…” จิวเซียนพูดพึมพำเสียงเบา ถ้าหากนางตกลงมาตอนต้นเรื่องแล้วล่ะก็ฮวาชิงฉินจะต้องไม่เตรียมร่มอีกคันไว้ให้ผู้อื่นยามที่เจอนางอย่างแน่นอน แม้นางจะเป็นคนที่จิตใจดีแต่คนที่นางเตรียมของให้อย่างใส่ใจได้ควรจะมีเพียงแค่คนเดียว

จิวเซียนหยุดคิดเพียงเท่านี้ พระเอกนางเอกจะรักกันแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อตอนสิ่งที่นางต้องการคือการกลับไปยังโลกเดิมเพียงเท่านั้น

ด้านจิ่นเต๋อ หลังจากออกมาจากห้องของจิวเซียนก็กำลังพูดคุยกับสตรีที่งดงามเกินกว่าใครจะเทียบเทียม ท่าทางของพวกเขาแลดูใกล้ชิดสนิทสนม เสียงหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีของคนทั้งสองก็ทำเอาคนรอบด้านที่เห็นต้องยิ้มตาม

“นางอยู่ที่นี่กับท่านรึ?

 ฮวาชิงฉินถามขึ้นหลังจากยืนพูดคุยกับเขามาได้สักพัก สีหน้าของนางดูสงสัยระคนแปลกใจ ก่อนที่จิ่นเต๋อจะอมยิ้มตอบกลับไป “นางอยู่ที่นี่ รอให้ชาวบ้านบูรณะศาลเจ้าเสร็จ”

ได้ยินเช่นนั้นฮวาชิงฉินก็ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะส่ายหัวอย่างทอดถอนใจ “ท่านก็มีนิสัยเช่นนี้ ชอบช่วยเหลือคนเสียจริง”

แม้ว่าปากของนางกำลังพูดชม แต่ดวงตากลับมองอย่างรู้ทันปนหยอกล้อเสียอย่างนั้น คนทั้งคู่ก็หัวเราะน้อย ๆ อย่างเข้าใจกันและกัน

“เจ้าก็ยังรู้จักข้าดีเสมอ”

จิ่นเต๋อเอ่ยชมสตรีรูปงามเบื้องหน้าบ้าง พวกเขารู้จักกันมานาน ถ้าจะพูดให้ถูกคนแรกที่รู้จักนิสัยเขาดีไม่ใช่สตรีแปลกหน้าที่เพิ่งเจอ แต่เป็นหญิงงามตรงหน้าต่างหาก

“ใครจะรู้จักท่านดีเท่าข้า”

ฮวาชิงฉินทำเป็นพูดหยอกล้ออย่างมั่นใจ ใบหน้าและท่าทางเป็นกันเองทั้งยังขี้เล่นราวกับเด็ก ๆ ของนางในตอนนี้ ยากนักที่ผู้อื่นจะได้พบเห็น

“ไม่นึกเลย ว่าคนที่ชาวบ้านตามหาจะเป็นคุณหนูผู้นั้นไปได้” ฮวาชิงฉินพูดขึ้นอีกครั้ง นางนึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าคนที่ชาวบ้านพากันตามหาและเรียกว่าเทพธิดา จะเป็นสตรีนางเพิ่งช่วยเหลือ “ขอบคุณท่านที่ช่วยเก็บร่มไว้ให้ข้า”

“แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น จริง ๆ แล้วข้าควรจะเอาไปให้เจ้าด้วยตนเองด้วยซ้ำ” จิ่นเต๋อตอบ ยามที่คนทั้งสองจะสนทนากันต่อไปนั้นใครบางคนก็เรียกขัดขึ้นเสียก่อน

“คุณชายหลี…”

ลุงจางที่จากไปพร้อมกับกลุ่มชาวบ้านได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กลับมาพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทำให้จิ่นเต๋อต้องแปลกใจ “ลุงจางพวกท่านมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า”

“เอ่อ...ข้ากับคนอื่นอยากพบท่านเทพธิดาสักหน่อย”

ลุงจางตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก พลางเขยิบเข้ามาใกล้และอธิบายออกมาว่า “จริง ๆ แล้วเกิดข้อถกเถียงกันเล็กน้อย ทำให้การบูรณะศาลเจ้าอาจจะล่าช้าไปบ้าง…” ก่อนเปลี่ยนมาเป็นป้องปากกระซิบเสียงเบาอย่างเหนื่อยใจ “พวกเขาไม่เชื่อในพลังของท่านเทพธิดา ข้าเลยคิดว่านางอาจจะต้องพิสูจน์ให้พวกเขาดู”

ได้ยินเช่นนั้นคิ้วของจิ่นเต๋อก็ขมวดเข้าหากันแน่น “เป็นเช่นนี้นี่เอง”

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าถ้ามีคนเชื่อ ก็ต้องมีคนที่ไม่เชื่อ เพียงแต่สตรีผู้เป็นนักต้มตุ๋นมือสมัครเล่นนางนั้นจะทำให้คนเหล่านี้เชื่อถือได้อย่างไร?

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของเขาเสียหน่อย คิดได้เช่นนั้นเขาก็หันไปยิ้มให้ทุกคน “พวกท่านโประดรอสักครู่ ข้าจะไปตามนางมาให้”

ก่อนขึ้นไปตามจิวเซียน จิ่นเต๋อก็หันไปมองฮวาชิงฉินที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ นางยิ้มให้เขาและพูดอย่างเข้าใจว่า “ท่านไม่ต้องกังวล ได้เวลาที่ข้าต้องกลับพอดี”

ได้ยินเช่นนั้นเขาก็พยักหน้าและยืนรอส่งเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อตามสตรีขี้โกหกลงมา เพื่อพิสูจน์ตัวตนที่พวกชาวบ้านพากันเชื่อไปเอง

……………………

 

ฝ่ายจิวเซียนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง ยามนี้นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเขียวซึ่งเป็นหนึ่งในชุดที่พวกชาวบ้านเอามาให้ จึงดูไม่เหมือนขอทานในชุดซอมซ่อก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังดูเหมือนลูกคุณหนูผู้เรียบร้อยขึ้นมาบ้าง

ใบหน้าสกปรกมอมแมมของนางถูกล้างจนสะอาดสะอ้าน กลายเป็นใบหน้ากลมมนดูสดใส เส้นผมยุ่งเหยิงถูกหวีเป็นอย่างดีทั้งยังถูกเกล้าขึ้นครึ่งหัวและปล่อยส่วนที่เหลือลง

นางแต่งหน้าอ่อน ๆ และเลือกผ้าปิดหน้าผืนบางสีเข้ากันกับชุดมาผูกปิดใบหน้าครึ่งล่างเพื่ออำพรางใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้ เผื่อความแตกขึ้นมาผู้อื่นจะได้จำหน้านางไม่ได้ อีกอย่าง สภาพเช่นนี้ยังชวนให้รู้สึกลึกลับเหมาะกับคำว่าเทพธิดาที่ชาวบ้านใช้เรียกนางอีกด้วย

โชคดีที่ข้าวของจากพวกชาวบ้านมีมากมายหลายอย่างให้นางเลือกใช้มาปลอมตัวได้…

ขณะคิดเช่นนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นทำให้นางต้องหันไปมอง

“เจ้าเป็นใครกัน…”

นั่นคือคำถามแรกจากคุณชายขี้เหนียวทั้งยังปากเสียที่นางเจอมาทั้งวัน พอเห็นเขานิ่งอึ้งนางก็อดรู้สึกยินดีขึ้นมาไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจกึ่งประชดประชัน

“สตรีที่ท่านฉกซาลาเปาไปอย่างไรเล่า”

ยามนี้นางอาบน้ำแต่งตัวสะอาดสะอ้านไร้วี่แววของสภาพมอมแมมเหมือนขอทานจึงไม่แปลกที่เขาจะจำนางไม่ได้ ถึงนางจะไม่งดงามเท่าฮวาชิงฉิน แต่นางก็มั่นใจว่าหน้าตาของนางยังอยู่ในเกณฑ์ดี มิเช่นนั้นนางจะเกือบถูกหลอกให้ไปทำงานในหอนางโลมได้อย่างไร

ขนาดนางปิดใบหน้าช่วงล่างเผยเพียงแค่ดวงตาก็งามจนเขาตกใจจ้องตาค้างแล้ว คิดได้เช่นนั้นนางก็อยากหัวเราะดัง ๆ แต่ก็ไม่อาจหาญทำได้ เพราะการล้อเลียนบุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นี้ดูจะไม่เป็นความคิดที่ดีสักเท่าไหร่

พอเห็นสายตาของจิ่นเต๋อไล่มองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกทั้งยังหยุดอยู่ตรงเนินอกน้อย ๆ ของนาง จิวเซียนก็รีบยกมือขึ้นมากอดอกเอาไว้เพื่อบดบังสายตาที่มองมาด้วยท่าทางระแวดระวัง “ทะ ท่านจ้องอะไร”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนางเขาก็ทำหน้าติเตียนกลับมา “เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจของเล็ก ๆ นั่นหรือ” ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ข้าแค่กำลังยืนยันว่าเจ้าเป็นคนเดียวกันกับก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง”

คำพูดของเขาทำเอาหัวนางเดือดปุดจนอยากตรงปรี่เข้าไปบีบคอขาว ๆ นั่นเสีย ถ้าคิดจะหาอะไรยืนยันก็ดูที่เสียงหรืออย่างอื่นแทนไม่ได้รึ จะมาพาดพิงถึงหน้าอกเล็ก ๆ ของนางทำไมกัน!

“จริงสิ ดูท่าใครบางคนกำลังจะพบกับปัญหาเข้าแล้ว” เสียงขัดของอีกฝ่าย ทำให้จิวเซียนหยุดจมอยู่กับความคิดที่อยากจะฆ่าเขาทิ้งไปเสียให้สิ้นซาก แต่นางยังไม่ทันได้ตอบอะไรเขาก็หันไปสนใจสิ่งอื่นแทนเสียแล้ว “นั่นคืออะไร”

พอมองไปตามสายตาของเขา แล้วเห็นว่าเขาพูดถึงกองกระดาษที่นางเพิ่งเขียนไป จิวเซียนก็ลุกลี้ลุกลนรีบวิ่งไปเก็บกระดาษเหล่านั้นทันที “มะ ไม่มีอะไร…”

กระดาษพวกนี้นางเขียนเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ในนิยายหรือก็คือเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นในโลกนี้เอาไว้ จะให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างไรกัน หากถูกเห็นเข้าพวกเขาคงหาว่านางเป็นประหลาดกันพอดี!

พอพับกระดาษพวกนั้นยัดเข้าไปในแขนเสื้อเสร็จ จิวเซียนก็ถามคนตรงหน้าขึ้นอีกครั้ง “ท่านรีบร้อนเข้ามาทำไมหรือ”

“พวกชาวบ้านอยากพิสูจน์พลังของเจ้า”

คำตอบอันแสนเรียบง่ายจากเขา ทำเอานางถึงกับนิ่งอึ้งไป รู้ตัวอีกทีนางก็ สติแตกลนลานด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว “ขะ ข้าจะไปทำอะไรได้…”

จิ่นเต๋อได้แต่ยืนมองสตรีเบื้องหน้าวิ่งวุ่นราวกับจะหาทางหนี ก่อนที่เขาจะเข้าไปจับแขนข้างหนึ่งของนางเอาไว้ และพูดเพียงแค่ว่า “รีบออกไปกันก่อนเถอะ”

จิวเซียนพยายามสลัดแขนหนี ให้ตายนางก็ไม่ยอมออกจากประตูไปแน่นอน “ขืนออกไป ความก็แตกกันพอดีน่ะสิ!” แต่อีกฝ่ายกลับยื้อไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งยังพูดตำหนินางอย่างเห็นแก่ตัว “ถ้าเจ้าไม่ออกไป ชื่อเสียงข้าจะแย่เอาได้”

ขนาดนางลำบาก เขายังห่วงแต่ชื่อเสียงของเขาเอง เพราะเป็นคนทำให้ชาวบ้านหานางพบอย่างนั้นหรือ?

พระเอกในฝันผู้แสนอ่อนโยนและรักคุณธรรมของนางหายไปไหน! แค่คิดจิวเซียนก็อยากจะร้องไห้อีกครั้ง

“ท่าน…” จิวเซียนพูดออกมาอย่างยากลำบาก เพราะนางรู้สึกราวกับจิตใจได้รับความบอบช้ำเกินทน “ท่านมันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว!”

แม้นางจะต่อว่าอีกฝ่ายไปเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ลดความพยายามที่จะลากนางออกจากห้องเลยสักนิด ความจริงแล้ว พระเอกของนางเก่งกาจสมบูรณ์แบบสุด ๆ เลยมิใช่หรือ ยื้อยุดกันมานานเหตุใดเขายังลากสตรีบอบบางอย่างนางออกไปไม่ได้

ถึงจะถ่วงเวลาเอาไว้ได้ แต่ผ่านไปไม่นานร่างกายที่เคยป่วยมาเนิ่นนานของนางก็หมดแรงและโดนเขาลากออกไปจากห้องลงชั้นล่างของโรงเตี๊ยมอย่างไม่เต็มใจอยู่ดี

เมื่อเห็นจิวเซียนลงมาจากชั้นบน ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ยิ้มแย้มอย่างยินดี

“ท่านเทพธิดา! นั่นไงนางออกมาแล้ว” ลุงจางเป็นคนพูดขึ้นทั้งยังชี้มาที่นางอย่างกระตือรือร้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อทั้งสองคนเหงื่อไหลท่วมตัวราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันแสนยากลำบาก ถึงจะดูแปลกประหลาดแต่จิ่นเต๋อก็ยังรักษาท่าทางของคุณชายทั้งยังยิ้มอธิบายอย่างใจเย็นว่า “นางรู้สึกเขินอาย จึงไม่ยอมออกมาพบพวกท่านง่าย ๆ ”

ได้ยินเช่นนั้นเหล่าชาวบ้านก็พากันพยักหน้าเข้าใจ ก่อนหัวหอกที่พาทุกคนมาอย่างลุงจาง จะเดินเข้ามาหาจิวเซียนพร้อมกับพูดด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “ท่านเทพธิดา ได้โปรดพิสูจน์พลังของท่านให้พวกเขาดูสักหน่อยเถิด เหมือนตอนที่ท่านบินลงมาจากฟ้านั่นอย่างไรเล่า!”

นางบินลงมาจากฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?

จิวเซียนได้แต่จนปัญญา ความเชื่อของคนช่างน่ากลัวยิ่งนัก ถึงกับเปลี่ยนแปลงความจริงที่รู้อยู่แล้วได้ ไม่กี่ชั่วยามก่อนพวกเขายังพูดว่านางร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่านางบินลงมาเสียแล้ว

สักพักเสียงของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างไม่เชื่อถือ “สตรีธรรมดาท่าทางบอบบางนางนี้น่ะรึคือเทพธิดา ข้าว่าเป็นไปไม่ได้!”

“นั่นสิ เจ้าโดนนางหลอกรึเปล่า” ชายอีกคนพูดขึ้น

เท่านี้จิวเซียนก็เข้าใจแล้วว่าพวกเขาคงเป็นกลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนั้น แต่ก็ถูกของเขา เพราะนางไม่ใช่เทพธิดาอะไรนั่นจริง ๆ

ไม่นานนักฝ่ายที่เชื่อเรื่องเทพธิดาก็ช่วยนางแย้งขึ้นมา “เจ้าจะบอกว่าคุณชายหลีก็โดนหลอกงั้นรึ”

อีกฝ่ายจึงแย้งอย่างชื่นชมว่า “คุณชายหลีจิตใจดีงาม เขาอาจจะหลงเชื่อนางก็เป็นได้”

พูดจบคนทั้งกลุ่มก็หันไปยิ้มอย่างเข้าใจให้จิ่นเต๋อ เขาทำแค่ยืนอมยิ้มอยู่เฉย ๆ ด้วยสีหน้าลำบากใจเพียงเท่านั้น แค่เห็นจิวเซียนก็อยากจะแย้งจริง ๆ ว่าคนผู้นี้นิสัยไม่เหมือนที่แสดงออกเลยสักนิด แต่ในเมื่อผู้อื่นเชื่อเขามากกว่านาง หากพูดออกไปคงไม่เป็นผลดีต่อนางอย่างแน่นอน

ชายวัยกลางคนท่าทางแข็งกร้าวที่บอกว่าลุงจางโดนหลอก มองมาที่จิวเซียนอย่างพิจารณาก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า “แม้ว่านางจะหน้าตาดีอยู่บ้าง แต่ทรวดทรงก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นจะเอาไปหลอกคุณชายหลีได้อย่างไร”

คำต่อว่าและสายตาของแต่ละคนที่จ้องมาอย่างเห็นด้วย ทำเอามุมปากของจิวเซียนกระตุก คนพวกนี้มีปัญหาอะไรนักหนากับรูปร่างนางกันนะ!

ด้านลุงจางที่เห็นว่าผู้คนเริ่มไม่เชื่อ ก็รีบหันมาหาจิวเซียนและพูดด้วยสายตาเชื่อมั่น “ท่านเทพธิดาโปรดชี้แนะพวกเราสักหน่อยเถิด”

“ชี้แนะอย่างนั้นหรือ…” จิวเซียนพูดทวนอย่างหนักใจเพราะนางทำเรื่องพวกนั้นได้เสียเมื่อไหร่ ถ้านางเล่นกลหลอกคนได้ก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นคงจะพอหาทางรอดได้

ขณะกำลังครุ่นคิดอย่างหนักใจ เสียงของคนที่รูปร่างของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนางจะเชื่อถือได้รึ”

คำพูดของเขาทำให้อะไรบางอย่างในหัวของนางขาดผึงลงจนตอบกลับไปอย่างยับยั้งชั่งใจเอาไว้ไม่อยู่

“ได้สิ”

คำตอบนั้นทำให้จิ่นเต๋อหันมามองนางด้วยความแปลกใจ ก่อนที่จิวเซียนจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยตาเป็นประกายว่า “ข้าจะทำนายเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าให้ฟัง”

นางไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว จะหนีก็หนีไม่ได้ก็มีแต่ต้องทำเท่านั้นเอง!

คิดเช่นนั้นนางก็ชี้ไปที่คนผู้หนึ่งทันที “เจ้า” คนที่พูดเปิดประเด็นด้วยท่าทางไม่เชื่อถือนางผู้นั้นทำทีเป็นมองไปรอบด้าน จิวเซียนจึงพูดย้ำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายขึ้นอีกครั้ง “เจ้านั่นแหละ”

นางพยายามวางท่าให้ดูภูมิฐานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และพูดเรียบ ๆ ออกไปแค่ว่า “ขโมยจะเข้าบ้านเจ้าพรุ่งนี้” ก่อนจะหันไปหาอีกคนที่วิจารณ์รูปร่างของนางทันที “ส่วนเจ้า”

นางหรี่ลงเล็กน้อย มือป้องปากพลางเรียกให้คนผู้นั้นเข้ามาใกล้ ทำให้คนรอบข้างเผลอตั้งใจฟังอย่างสนอกสนใจ ก่อนที่นางจะพูดช้า ๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำออกไป

“ภรร-ยา-เจ้า-กำ-ลัง-มี-ชู้”

สิ้นคำพูดของนางชายผู้นั้นก็มีท่าทีโมโหขึ้นมาทันที

“เรื่องพวกนี้เชื่อถือได้ที่ไหน!” เขาโวยวายและหันไปบอกคนรอบด้าน

“นางเป็นพวกหลอกลวงจริง ๆ ด้วย!”

จิวเซียนไม่ได้สนใจในคำต่อว่านั้น นางแค่รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยที่ได้เอาคืนกลับไปบ้าง จะอย่างไรนางก็ต้องกลับไปโลกเดิมอยู่ดี ที่เหลือก็แค่ภาวนาให้ได้กลับก่อนคนพวกนี้จะตามจองล้างจองผลาญนางแล้วกัน

ไม่นานนักใครบางคนก็หันไปพูดกับจิ่นเต๋ออย่างนึกเสียดาย “คุณชายหลีท่านไม่ควรเก็บนางไว้เลย”

ด้านจิ่นเต๋อที่เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี จึงออกมาพูดด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “พวกท่านใจเย็นก่อนเถิด นางเป็นสตรีทั้งยังไม่มีที่ไปจะให้ข้าทิ้งนางไว้ได้อย่างไรกัน วันนี้ก็เย็นมากแล้วทำไมทุกคนไม่กลับไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากันใหม่พรุ่งนี้แทนล่ะ”

ผู้คนต่างชื่นชมคำพูดของเขา ทำเอาจิวเซียนที่ยืนดูอยู่ถึงกับส่ายหัวอย่างระอา ก่อนที่ลุงจางจะเขยิบมาแอบยืนกระซิบกระซาบกับนางอย่างเชื่อมั่นว่า “ท่านเทพธิดาไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้พลังอำนาจของท่านจะได้รับการพิสูจน์อย่างแน่นอน”

แค่ได้ยินจิวเซียนก็ถึงกับร่ำไห้อย่างท้อแท้อยู่ในใจ

จะพิสูจน์เช่นไรเล่าในเมื่อนางไม่มีพลังอำนาจอย่างที่เขาคิด บางทีนางควรจะจดบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ไว้ เผื่อมีโอกาสได้กลับโลกใบเดิมเมื่อไหร่จะได้ทำให้เรื่องที่พูดพล่อย ๆ เหล่านั้นกลายเป็นจริงได้

เพียงแต่นางจะกลับไปโลกเดิมได้อย่างไรกัน…

 

***************************************

**rewrite ครั้งที่ 2 14/12/2560


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #157 Asahi_san (@amire) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 21:24
    ปัญหาอยู่ที่พู่กันหรือตัวนางกันแน่
    #157
    0
  2. #139 AprilIV (@babyll) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 02:15
    ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจริงนะเว้ย 5555555 พู่กันของนางอาจมีอะไรสักอย่างนะ
    #139
    0
  3. #111 sm_lovelypinkboy (@sm-lovelypinkboy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 22:51
    ถ้าสิ่งที่นางทำนายออกมาจะเกิดขึ้นจริงนะ ฮาแน่ 555
    แต่ถ้าไม่เกิด นางจะอยู่รอดอย่างไร
    #111
    0
  4. #36 Clovery.Honey (@Muki-mokun-mook) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 17:56
    จะเอาชีวิตรอดที่นี่ยังไงเนี้ย
    #36
    0
  5. #32 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 06:50
    รอนะคะ อยากอ่านต่อแล้ว
    #32
    0
  6. #31 izyberry (@izyberry) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 04:52
    อยากรู้ตอนต่อไปล้าววว
    #31
    0
  7. #30 Meteorsky (@Meteor123) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 00:15
    อยากอ่านต่อแว้วววววว
    #30
    0