BEYOND THE HARMONY ใต้มนต์ คีตา นางเงือก

ตอนที่ 4 : CHAPTER 3: CAUGHT!? [Updated.... 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    20 ก.พ. 63




            ฉันถูกจับได้!

            นี่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ประโยคนี้ดังขึ้นมาในหัว ฉันดึงผ้าห่มปิดหน้า แล้วก็กรี๊ดแบบไม่มีเสียงอย่างอัดอั้น

            โอ๊ย! ไม่น่าเลย! ฉันไม่น่ามาที่นี่เลย!

            ฉันไม่อยากจะคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากวันนั้น พวกเขาจะป่าวประกาศให้โลกรึเปล่านะ ว่าเงือกมีตัวตนอยู่ในโลกจริงๆ

            จะบ้าเหรอ! พวกเขาคงไม่โง่ทำอย่างนั้นหรอก ถ้าไม่อยากถูกคนด่าว่าบ้า

            เมื่อคิดได้อย่างนี้ ฉันยิ้มขึ้นมาอย่างสบายใจ J แล้วถ้าพวกเขาจับฉันใส่น้ำทะเล แล้วประจานให้โลกรู้ล่ะ?!

            รอยยิ้มที่ลอยอยู่บนใบหน้าหุบลงทันที

            ...

            “โอ๊ยยยย ไม่ไหวแล้ววว!!!!” ฉันตะโกนออกมาเหมือนคนบ้า ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็โกหกทุกคนว่าไม่สบายแล้วขังตัวเองไว้ในห้องเป็นวันที่สองแล้ว แล้วก็ใช้เวลาทั้งวัน ทั้งคืนคิดว่าจะทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในตอนนี้ ฉันเห็นเพียงแค่ทางตันเท่านั้น ฉันหลับตาลง กำผ้าห่มแน่น แล้วพยายามคิดหาทางออกต่อไป ฉันอยากจะร้องไห้จริงๆ ฉันจำได้ว่าอันเธย์เคยย้ำนักย้ำหนากับฉัน ตั้งแต่ตอนที่ฉันเริ่มมาอยู่ที่นี่ยาวใหม่ๆเมื่อปีที่แล้วว่า

            คุณหนูต้องจำไว้ให้ดีนะครับ ไม่ว่าจะทำอะไร ห้ามเข้าใกล้น้ำทะเลต่อหน้ามนุษย์เด็ดขาด ถ้าหากคุณทำความลับของเผ่าพันธุ์เราแตก แล้วถึงหูเงือกในเมืองบาดาลล่ะก็ ถึงจะเป็นคุณหนู ก็โดนบั่นคอได้นะครับ

            เพราะอย่างนี้ไง ฉันถึงต้องมานอนเครียดเป็นวันๆอยู่เนี่ย สิ่งที่ฉันทำไป มีโทษหนักสถานตาย เพราะกฏหมายข้อนี้ เราถึงรักษาความสงบสุขของเผ่าพันธุ์เรามาได้หลายร้อยปี โดยไม่มีใครมาคุกคาม แต่ถ้าใครทำผิดกฏข้อนี้ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ หรือว่าสูงศักดิ์เท่าใด ก็มีความผิดหนักเท่ากันหมด ฉันไม่รู้จริงๆว่าควรจะทำยังไงดี แต่คิดไปคิดมา ก็เหมือนว่าลืมใครซักคน ที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวมาก...

            จริงสิ! ฉันลืมอันเธย์ไปได้ไง!

            หลังจากเคอร์ฟิว ฉันแอบย่องลงมาที่ห้องทำงานของมิสซิสคีแกน โชคดีที่แกไม่ได้ล็อคประตูไว้ ฉันจึงสามารถย่องไปหาโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของแก กดเลขหมายหาอันเธย์ ไม่นาน ก็มีเสียงยียวนดังมาจากปลายสาย

            (สวัสดีครับ.. นั่นคุณหนูเหรอ? ดูเหมือนว่าโทรศัพท์เป็นของต้องห้ามในโรงเรียนไม่ใช่เหรอครับ)

            “เอาน่า ไม่ใช่เวลามาพูดถึงเรื่องนี้ อันเธย์ นายต้องลาออกแล้วหาโรงเรียนใหม่ให้ฉัน เอาที่ไหนก็ได้ ให้ไกลจากที่นี่ ฉันยอมไปเรียนที่ไหนก็ได้ ไปขั้วโลกใต้ก็ยังได้ ขอแค่ไม่ใช่ที่นี่” ฉันไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา บอกความต้องการไปตรงๆ

            (เดี๋ยวนะครับ.. คุณหนู ไอ้เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่อยากออกก็ออกนะครับ อ๊ะๆ หรือว่า หาเพื่อนไม่ได้)

            “อันเธย์!” ฉันแผดเสียงลงไป เมื่อเขายังทำตัวน่ากวนบาทาอยู่

            (ฮะๆๆ คุณหนูครับ นี่ยังไม่พ้นอาทิตย์แรกเลยนะครับ ผมเข้าใจว่ามันยากที่ต้องปรับตัว เดี๋ยวซักพัก คุณก็จะชินไปกับที่นี่เอง) อันเธย์ยังเอาแต่พล่ามอะไรก็ไม่รู้น่ารำคาญอยู่ได้ ฉันจึงขึ้นเสียงอีกครั้ง

            “อันเธย์! นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ฉันต้องออกไปจากที่นี่จริงๆ!”

            (งั้นคุณหนูบอกผมมาครับ ว่าทำไมถึงอยากลาออกจากที่นั่น)

            …เพราะมีคนรู้แล้วว่าฉันเป็นเงือก

            (..บอกมาสิครับ ผมจะได้ลองคิดดู)

....ถ้าหากคุณทำความลับของเผ่าพันธุ์เราแตก แล้วถึงหูเงือกในเมืองบาดาลล่ะก็ ถึงจะเป็นคุณหนู ก็โดนบั่นคอได้นะครับ

เสียงของเขาในความทรงจำดังขึ้นมาอีกครั้ง อันเธย์เอง ก็เป็นเงือกเหมือนกัน.. ฉันควรจะบอกเขามั้ย?

(...คุณหนู?) เสียงจากปลายสายดังขึ้นอีกครั้ง ฉันจึงรีบตอบไปส่งๆ

“เพราะฉันไม่ชอบที่นี่ มันอึดอัด มีกฏเกณฑ์บ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ และทุกคนก็นิสัยไม่ดี..” ฉันโกหก ที่จริงฉันชอบโรงเรียนนี้มากนะ ถึงแม้เฏเกณฑ์จะเยอะมากก็ตาม แต่ว่า... เมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงฉันก็ต้องลาออก

(คุณหนูครับ ฟังผม คุณโตแล้วนะครับ คุณก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นหรือฆ่าเวลาไปวันๆ คุณควรจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าไปในสังคมต่างๆ)

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ อันเธย์! ฉัน..”

(ที่นี่ไม่เหมือนบ้าน คุณควรจะเรียนรู้ที่จะออกมาจากที่หลบภัยของตน ออกมาสู่โลกภายนอกได้แล้ว)

“อันเธย์ ฟังฉัน! ถ้าฉันอยู่ที่นี่ ฉันอาจจะ..อาจจะมีคนจับเรื่องฉันไม่ใช่มนุษย์ได้”

(แต่มันยังไม่เกิดขึ้นนี่ครับ แล้วผมรู้ว่าคุณหนูรู้วิธีที่จะทำตัวกลมกลืนดี คุณอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้วนี่นา)

แล้วถ้ามันเกิดขึ้นไปแล้วล่ะ? ฉันเงียบ ไม่กล้าบอกอันเธย์ ถึงเขาจะเป็นที่ปรึกษาของฉันในหลายเดือนที่ผ่านมาที่นี่ แต่ฉันก็ยังไม่กล้าพอที่จะบอกเขาอยู่ดี

(อีกอย่าง.. ผมไม่อยากจะไปทำให้ท่านพ่อของคุณหนูไม่พอใจด้วย ไม่งั้นผมไม่ได้โบนัสพอดี) น้ำเสียงทะเล้นกลับมาอีกครั้ง ฉันแผดเสียง จนแทบกรี๊ดออกไป

“อันเธย์!!!!

(โอ๊ะ.. เหมือนลูกค้าผมจะมาแล้ว วางละนะครับ สวัสดีครับ)

ตรู๊ดๆ...

หมอนี่...กล้าตัดสาย!!!  ลูกค้าบ้าอะไรล่ะ มาบาร์เช้าแสกๆ!

“เฮ้อ..” ฉันถอนหายใจ ตัดสาย ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้เป็นเวลา 10 โมงเช้า ฉันคงทำอะไรไม่ได้ นอกจากเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเองสินะ..

 

 

            ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปเรียนคาบตอนบ่าย โชคดีที่วันนี้มีเรียนบ่ายแค่สองคาบและตอนนี้ ก็ถึงคาบสุดท้ายของวันแล้ว ซึ่งก็คือวิทยาศาสตร์ทางทะเล

            ฉันนั่งเรียนในห้องอย่างเงียบๆที่เดิม พูดตอบมีอาที่พยายามชวนคุยเป็นระยะๆ มีอาเป็นผู้หญิงที่อัธยาศัยดีมาก เธอทั้งสวย หน้าตายิ้มแย้มร่าเริงและพูดไม่หยุดตลอด ผู้ชายที่นั่งข้างหน้าและข้างหลัง รวมถึงมอร์แกน เพื่อนสนิทที่พูดมากพอๆกันจึงชวนเธอคุยตลอด จนถูกอาจารย์ดุหลายครั้ง แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่ยอมหยุดพูด ฉันเองที่นั่งข้างเธอ ก็ถูกผู้ชายซักคนแกล้งเอาเท้ามาเตะเก้าอี้เป็นช่วง แต่ฉันพยายามจะไม่สนใจ

            “เอาล่ะ พอได้แล้ว มีอา เธอไปสลับที่กับโอลิเวอร์ซะ”

            เหมือนมีเส้นบางๆขาดดังเผาะ เช่นเดียวกับความอดทนของมิสเตอร์เฮิร์ด เขาพูดขึ้นเสียงดุพอๆกับใบหน้า มีอาร้องค้าน

            “อะไรกันคะอาจารย์ หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

            “ไม่ต้องแก้ตัวอะไรเลย พวกเธอกำลังรบกวนการเรียนของเพื่อนๆเธออยู่นะ”

            “อาจารย์คะ!

            “เปลี่ยนเดี๋ยวนี้”

            เมื่อชายชราหน้าห้องยื่นคำขาด มีอาจึงทำอะไรไม่ได้ นอกจากลุกขึ้น เก็บของ สลับที่กับผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าห้องของอีกฝั่ง ซึ่งไกลจากที่เดิมที่สุดด้วยหน้าบูดๆ แต่ถึงจะเปลี่ยนที่แล้ว เธอก็ยังไม่วาย หันมาหัวเราะคิกคักข้ามห้องกับผู้ชายกลุ่มเดิม ฉันก้มลงลอกเนื้อหาบนกระดาน พลางรู้สึกได้ว่านักเรียนอีกคนเข้ามานั่งแทนที่มีอา

            มิสเตอร์เฮิร์ดสอนต่อไปเรื่อยๆ คราวนี้ห้องเงียบกว่าเดิม ทำให้ฉันมีสมาธิมากขึ้น เขาคำถามใหม่บนกระดาน ก่อนจะหันกลับมาแล้วสั่งให้พวกเราทำอะไรที่ฉันคิดว่ามันน่าอึดอัดนิดๆ

            “ทุกคน ดูโจทย์ข้อนี้ แล้วหันไปแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนข้างๆว่าคำตอบของมันคืออะไร”

            เฮ้อ.. โจทย์ข้อนี้มันง่ายสุดๆ แล้วให้คุยกัน ถามว่าเกลือในทะเลมาจากไหนน่ะนะ คำตอบของโจทย์นี้ฉันรู้มาตั้งนานแล้วล่ะ

            “ส่วนประกอบหลักของน้ำทะเลคือโซเดียมคลอไรด์และแมกนีเซียมคลอไรด์ ซึ่งปะปนอยู่ในชั้นดิน ที่แร่ธาตุเหล่านั้นอยู่ในน้ำทะเลได้ ก็เพราะว่าถูกชะล้างโดยน้ำฝน และจึงถูกสะสมในนั้นเป็นเวลาหลายล้านปี” ฉันเริ่มอธิบายก่อน เพื่อทำลายความน่าอึดอัดนี่กับคนข้างๆ แล้วหยุดเพื่อให้เขาพูดต่อ

“อืม นอกจากนี้อีกแหล่งหนึ่งของเกลือก็คือ​เปลือก​โลก​ใต้​มหาสมุทร น้ำ​จะ​ซึม​เข้า​ไป​ใน​พื้น​ทะเล​ผ่าน​ทาง​รอย​แยก ถูก​ความ​ร้อน​จัด แล้ว​พุ่ง​กลับ​ออก​มา​สู่​พื้น​ทะเล​พร้อม​กับ​แร่​ธาตุ​ที่​ละลาย​ปน​อยู่​ใน​น้ำ. ปล่อง​น้ำ​ร้อน ซึ่ง​บาง​แห่ง​กลาย​เป็น​น้ำ​พุ​ร้อน​ใต้​ทะเล​ลึก พ่น​น้ำ​ที่​มี​สาร​เคมี​ละลาย​อยู่​ขึ้น​มา​สู่​ทะเล” ผู้ชายคนนั้นพูด ฉันมองเขาผ่านๆ แล้วเห็นว่าเขาเป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าเรียว คิ้วหนาได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน นับว่าเป็นผู้ชายที่ดูดีใช้ได้คนหนึ่ง แต่ก็ยังสู้เพเทรียน น้องชายของฉันไม่ได้อยู่ดี ;)

“ใช่ นอกจากนี้ ลมก็เป็นอีกแหล่งที่พัดพาอนุภาคของแร่ธาตุสู่ทะเล ทำให้น้ำทะเลมีรสชาติที่เค็ม” ฉันอธิบายต่ออย่างคล่องแคล่ว

“จะว่าไป เธอรู้ด้วยเหรอว่าน้ำทะเลเค็มน่ะ”

ฉันเลิกคิ้วน้อยๆ อันที่จริงตอนเป็นเงือกฉันก็ไม่รู้สึกหรอก แต่ว่านี่เป็นความรู้พื้นฐานในตำรามนุษย์ไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงถามอะไรแบบนี้กัน

“เป็นน้ำทะเลก็ต้องเค็มสิ”

“แล้วเธอหายไปไหนมาอ่ะ เห็นไม่มาโรงเรียนตั้งสองวัน” ผู้ชายคนนั้นยังชวนฉันคุยต่อ คงอยากจะเป็นเพื่อนด้วยล่ะมั้ง

“ไม่สบายน่ะ สังเกตด้วยเหรอ เมื่อวานไม่มีวิชานี้นี่”

“สังเกตสิ” ฉันเห็นเขาจากหางตา เหมือนเขาจะยิ้มที่มุมปากนิดๆ

“หืม?

“ก็เธอเล่นทำให้ฉันตกใจ แล้วหนีหายไปอย่างนั้น J” เขาหันหน้ามามองฉันตรงๆพร้อมยิ้มกว้าง คราวนี้ ฉันถึงได้เห็นหน้าตาของเขาจริงๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“นาย!” ฉันหลุดพูดขึ้นเสียงดัง โชคดีที่ทุกคนกำลังแลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่ มันจึงกลบเสียงไม่ให้ดังมาก

“ชู่ว์ เบาๆสิ” เขายกมือจุ๊ปาก เอียงหัวเบาๆอย่างน่ารัก แต่สำหรับฉัน มันน่ากลัวมากๆ เพราะเขา คือชายที่ทำน้ำทะเลหกใส่ฉันในวันนั้น!

ฉันอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดจริงๆ ก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไร มิสเตอร์เฮิร์ดก็บอกให้ทุกคนหยุดคุย แล้วไล่สุ่มถามคำถามนักเรียน ก่อนจะขึ้นเรื่องต่อไป ซึ่งยากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้น หัวใจของฉันก็เต้นรัว ด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อเริ่มไหลออกมาจากหน้าผาก ความรู้ที่ออกมาจากอาจารย์หน้าห้องไม่ได้เข้าหัวสมองฉันเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่พยายามจ้องกระดานและทำเป็นมองไม่เห็นคนข้างๆอย่างถึงที่สุด แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล เพียงแค่ไม่กี่นาที ก็ราวกับผ่านไปเป็นปี ในที่สุด คลาสก็เลิก ฉันรีบเก็บของตั้งแต่สองนาทีก่อนเลิกเรียน จะได้รีบลุกออกไปเมื่อคลาสจบ

“จะไปไหนเหรอ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน

“เดี๋ยวสิ คุณนางเงือก ไม่อยากคุยกันขนาดนั้นเชียว”

เขาเดินตามมาจนอยู่ข้างฉัน ฉันจึงเดินผสมวิ่ง แต่ขายาวๆนั่น ก็ไล่ตามมาได้ทุกครั้งอย่างสบายๆ

“คุณนางเงือก กลัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” โอลิเวอร์ยังพูดไม่หยุด นี่ฉันเดินเข้ามาในเขตของตึกเก่าแล้ว ยังตามมาอีก

“คุณนางเงือก คุยกันหน่อยสิ ทีตะกี้ยังอธิบายว่าทำไมน้ำทะเลถึงเค็มได้ปาวๆเลย”

“....”

“สงสัยเพราะเป็นนางเงือกสินะ ถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีเลย แล้วทำไมถึงยังมาเรียนคลาสนี้ล่ะ”

“....”

“คุณนางเงือก อย่าเมินกันสิ ฉันมาคุยด้วยดีๆนะ”

“....”

“คุณนางเงือก ชื่ออะไรนะ เซ... เซรีน ใช่มั้ย”

“....”

“คุณนางเงือก ถ้ายังไม่ตอบ ฉันจะตะโกนบอกทุกคนว่าเธอเป็นนางเงือก”

“หยุดซักที!” ฉันหยุดเดินแล้วแผดเสียงออกมาเพราะทนไม่ไหว โอลิเวอร์ยิ้มนิดๆเหมือนเดิม ฉันรีบพูดออกมา เพื่อให้ทุกอย่างมันจบซักที

“นายต้องการอะไร ขอบอกไว้ก่อนว่าฉันมีเวทมนต์หรือพลังพิเศษอะไรเหมือนในตำนานไร้สาระที่นายอ่านทั้งนั้น”

“เปล่า ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากเธอหรอก แค่อยากคุยกับเธอนิดหน่อยแค่นั้น” เขาตอบ ฉันมองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ ก็มีความโลภกันทั้งนั้นแหล่ะ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะจบแค่การคุยอย่างเดียวแน่

“ก็พูดมาสิ”

“ไม่ใช่ที่นี่ ตามฉันมา”

“ทำไมจะคุยตรงนี้ไม่ได้ล่ะ” ฉันแข็งขืน โอลิเวอร์จึงหันมาตอบ

“เธอจะพูดเรื่องความลับของเธอ ทั้งๆที่มีคนเดินไปเดินมาอยู่เนี่ยนะ” เขาพูดถูก แต่ฉันไม่ไว้ใจเขาจริงๆ และไม่อยากจะเผยเรื่องของตัวเองกับเขาไปมากกว่านี้อีก แต่ฉันจะทำยังไงได้ล่ะ ได้แต่ปากดี ทำท่าทีต่อต้านเหมือนเดิม

“ฉันไม่อยากไปกับนาย”

“หยุดเล่นตัวได้มั้ย นี่ฉันอุตส่าห์ต้อนเธอ จนเกือบถึงที่แล้วนะ” เขาพูดแกมขำ นัยน์ตาดูเยาะเย้ย เมื่อฉันเบิกตากว้าง เพราะรู้สึกตัวว่าเขาจงใจเดินต้อนฉันมาถึงตึกเก่าตั้งแต่แรกจริงๆ! ฉันรีบหันหลัง เดินกลับไปทางเดิมด้วยความขุ่นเคือง ร้ายกาจที่สุด! เขาต้องการอะไรจากฉันกันเนี่ย! คราวนี้ โอลิเวอร์เลิกตามฉันซักทีและฉันก็ไม่คิดจะหันกลับไปมอง

“ขอโทษค่ะ” ฉันเอ่ย ขณะที่พยายามเดินผ่านผู้ชายคนหนึ่งที่ขวางทางเดิน แต่แล้วฉันก็รู้ถึงสาเหตุที่เขาไม่ยอมตามฉันมา เมื่อรู้สึกถึงการเกาะกุมที่แขนซ้ายและเสียงกระซิบจากด้านเดียวกัน

“จับได้แล้ว”

!!!

ด้วยความตกใจ ฉันรีบสะบัดแขนให้หลุดออกจากการเกาะกุม ทว่าฝ่ามือนั่นกลับจับแน่นยิ่งขึ้น ฉันตวัดตาขึ้นมองคนไร้มารยาทแล้วเอ่ยเสียงแข็ง

            “ปล่อยนะ!

            แต่ฉันกลับต้องนิ่งแข็งไปซะเอง เมื่อสบตาสีมรกตคู่นั้น มันเป็นดวงตาที่สวยและมีเสน่ห์อย่างมาก สีที่บอกไม่ถูกว่าเทาหรือเขียว แต่ว่าใสเหมือนคริสตัลแวววาว เพียงแค่มอง ก็ทำให้ทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจของมัน

            “จับได้ทั้งที ฉันปล่อยเธอไปง่ายๆหรอก” ฉันรู้สึกตัว เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา เพราะเขาเป็นผู้ชายที่อยู่กับคนที่ตะโกนใส่หน้าฉันเมื่อวันนั้น! ฉันรีบสะบัดแขนออกต่อ แต่ก็สู้ความเหนียวเป็นปลาหมึกของฝ่ามือใหญ่นั่นไม่ไหว

            “ปล่อยฉันเถอะ ฉันไม่ได้ทำอะไรให้พวกนายซักหน่อย” ในเมื่อแข็งไม่ได้ ก็ต้องอ่อน ฉันขอร้องเสียงอ่อน พร้อมทำหน้าที่คิดว่าน่าสงสารที่สุด แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล ชายเจ้าของดวงตาสีมรกตนั่นแย้มยิ้มที่ทำให้ใบหน้าไร้ที่ตินั่น ดูหล่อเหลา ราวกับเทวดา พร้อมเอ่ยคำพูดที่ตรงกันข้ามกับหน้าตา

         “ถ้าเธอยังไม่หยุดดื้อด้านก็ดี ฉันอุตส่าห์เตรียมเก็บน้ำทะเลรอสาดใส่เธอมาเลยล่ะ” เขายกกระติกน้ำที่อยู่ในมืออีกข้างให้ดู ถึงจะมีรอยยิ้มเทวดาประดับอยู่บนหน้า ตาคู่นั้นกลับมีฉายแววผู้ชนะ

          ไอ้ปีศาจ!

“นายนี่มัน!” ฉันได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธ “โอเค พวกนายจะให้ไปคุยที่ไหนก็นำทางไปสิ จะได้จบๆซักที” ในเมื่อไม่มีทางเลือก ฉันก็เอ่ยปากขึ้นอย่างยอมจำนน เจ้าของมือปลาหมึกตาเขียวนั่นจึงยอมปล่อยแขนฉันไปแต่โดยดีซักที ฉันเพิ่งสังเกตว่าข้างๆเขา เป็นผู้ชายไร้มารยาทที่ตะโกนใส่หน้าฉันในห้องทดลองเมื่อวันก่อน ฉันจำเขาได้ เขาคือโจอาคิม เฮดบอยที่เป็นคนกล่าวสุนทรพจน์เปิดภาคเรียนที่โบสถ์ในวันแรกของการเรียน ส่วนโอลิเวอร์ก็เดินมาสมทบด้านหลังได้ซักพักแล้ว

หลังจากนั้น พวกเขาเดินนำฉันขึ้นไปยังห้องทดลองเดิมที่ฉันทำความลับแตกในวันนั้น ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลจากที่ที่พวกเราเจอกันในตอนแรก

กริ่ก..

“ล็อคประตูทำไมน่ะ?!” ฉันรีบร้องถามทันที โอลิเวอร์ที่เพิ่งล็อคประตูเสร็จเดินเข้ามานั่งใกล้ๆฝั่งของพวกเพื่อนๆของเขาก็ตอบแบบสบายๆ

“ก็แค่ไม่อยากให้มีคนเดินสุ่สี่สุ่มห้าเข้ามาระหว่างเราคุยธุระกันอยู่ไง”

“แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องล็อคนี่” ฉันเอ่ยด้วยความระแวงอย่างสุดใจ แค่ตามพวกเขามาที่นี่ก็เกินพอละ ฉันกำลังเสียเปรียบชัดๆ พวกเขารู้ทั้งความลับ ทั้งจุดอ่อนของฉัน เพียงแค่เขาสาดน้ำทะเลใส่ฉัน ฉันก็ไร้ทางสู้แล้ว

“ขี้ระแวงเกินไปรึเปล่า พวกเราก็แค่เด็กนักเรียนธรรมดาเอง” นายมือปลาหมึกตาเขียวนั่นเอ่ย พร้อมทำหน้าตาไร้เดียงสาที่ดูเสแสร้งจนอยากจะอ้วกสุดๆ จนโจอาคิมต้องเอ่ยตัดบท

“หยุดไร้สาระกันได้แล้ว เข้าเรื่องกันซักทีได้มั้ย” เมื่อเขาพูดจบ ก็ปราดตามองมายังฉันอย่างเย็นชา

“เซไรน์ โฮนิ่ง ชื่อจริงหรือชื่อปลอมน่ะ”

“ชื่อน่ะจริง นามสกุลปลอม” ฉันตอบอย่างสบายๆ นามสกุลนี้น่ะ อันเธย์ไปค้นมั่วๆมาจากไหนก็ไม่รู้ อาจจะไม่มีจริงด้วยซ้ำ ขืนใช้นามสกุลจริง คงประหลาดอยู่คนเดียว

“โอเค เซไรน์ ฉันชอบชื่อเธอจัง” ผู้ชายตาเขียวคนนั้นยิ้มหวานอย่างโปรยเสน่ห์ ก่อนจะเดินอ้อมมาอยู่ตรงหน้าฉันแล้วยื่นมือ “ฉันชื่อคัลแลน ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

ฉันค่อยๆยื่นมือไปอย่างลังเล เขารีบคว้ามือฉันเอาไว้แล้วเขย่าแน่นๆอย่างเป็นพิธี พร้อมใช้ตาที่เหมือนมีมนต์สะกดจ้องมองมาในตาของฉันอย่างลึกล้ำ ราวกับอยากจะกลืนกินฉันไปทั้งตัว แต่ฉันรีบหลบตา แล้วดึงมือออก อันตรายชะมัด มนุษย์คนนี้!

“ส่วนนั่น โจอาคิมแล้วก็โอลิเวอร์ เธอคงรู้จักหมอนั่นแล้วสินะ” คัลแลนผายมือไปทางชายคนสุดท้ายที่ฉันยังไม่รู้ชื่อกับโอลิเวอร์ ยังไม่ทันที่จะตอบ โอลิเวอร์ก็พูดขึ้นมา ซึ่งฉันคิดว่าเขากำลังแกล้งฉันอยู่

“ใช่ เรารู้จักกันดีเลยล่ะ” เอิ่ม.. ใครรู้จักนายดีไม่ทราบ! ฉันค้อนใส่โอลิเวอร์ที่ทำตัวเหมือนไม่ได้รับรู้สายตาอาฆาตจากฉัน แต่แล้ว สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายที่เหมือนซาตานในคราบเทวดาคนนั้นหมุนฝากระติกน้ำออกมา จึงรีบจ้องเขม็ง เตรียมพร้อมรับการโจมตี

เขาดึงฝาออกมา...

เขาหมุนเปิดช่องสำหรับเทน้ำ...

เขาเทน้ำลงในแก้ว...

...แล้วยกขึ้นดื่ม

“เดี๋ยวนะ นั่นไม่ใช่น้ำทะเลเหรอ?” ฉันถามขึ้นเสียงดัง คนที่จิบน้ำอยู่จึงหันมา แล้ววางแก้วลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยพร้อมยิ้มบริสุทธิ์

“คนบ้าที่ไหนจะเอาน้ำทะเลใส่กระติกน้ำ”

ไอ้ปีศาจจจจจ!!!!

โจอาคิมกระแอมเบาๆเพื่อเรียกความสนใจ ก่อนที่ฉันจะแว้ดขึ้นมา ฉันหุบปากลงอย่างหงุดหงิด แล้วกอดอกหันไปมองชายอีกคนแทนเพื่อดับความโมโหในใจ เลวมาก! เลวที่สุด!

“สรุป เธอเป็นนางเงือกจริงใช่มั้ย?

“ไม่จริงมั้ง เซอร์ไพรส์วันฮาโลวีน =*=” ฉันแกล้งประชดหน้าตาย โจอาคิมปรายตามองฉันอย่างเย็นชา ก่อนจะถามต่อเหมือนไม่ได้ยิน

“แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ไง? และเพื่ออะไร?” เอาอีกแล้ว คำถามน่ารำคาญ..

“ก็มาเรียนหนังสือไม่ได้เหรอ”

“แล้วบ้านเมืองเธอ ไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือหรือไง”

“มีสิ ก็แต่มันไม่ได้มีทุกอย่างเหมือนที่นี่”

“แล้วที่ที่เธอมานี่ อยู่ที่ไหน”

“ก็อยู่โลกเดียวกับพวกนายนั่นแหล่ะ เพียงแต่เรามีวิธีปกปิดตัวตนของพวกเราจากสายตาของมนุษย์เท่านั้นเอง” หรือถ้าให้เจาะจง ไข่มุกเนเรด้า ที่ท่านแม่ของฉันปกป้องอยู่ก็คือของสิ่งนั้น ที่ช่วยอำพรางเมืองบาดาลของเรามาอย่างยาวนาน

“งั้นแปลว่า ที่นี่ก็มีนางเงือกแฝงมาอยู่เยอะสินะ?” คัลแลนเดาขึ้นมาลอยๆ ฉันส่ายหน้า

 “ไม่หรอก น้อยมากๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะออกจากเมืองบาดาลมาได้”

“อ๋า.. ง้นเธอคงเป็นตัวท็อปของบ้านเมืองเธอสินะ ถึงมาที่นี่ได้” คัลแลนพูดขึ้นมา นัยน์ตาสีเขียววาวขึ้นอย่างล้อๆ ฉันจึงถอนหายใจ ก่อนจะตอบ

“ก็ไม่เชิง”

“ถ้าอย่างนั้น เธอมาที่นี่ทำไม”

“ก็แค่มาเรียนเหมือนพวกนายเนี่ยแหล่ะ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ”

“โกหก” โจอาคิมเอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม ก่อนจะลุกขึ้นมายืนค้ำหัวฉัน “บอกมาตรงๆว่าเธอต้องการอะไรกันแน่”

“ก็ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันแค่อยากได้ความรู้เฉยๆ” ฉันเอ่ยย้ำอีกครั้งอย่างสุดจะทน

พออธิบายไปแล้ว โจอาคิมก็เหมือนจะไม่เชื่อฉันอยู่ดี เขายังคงจ้องเขม็งมาที่ฉันอย่างไม่ไว้ใจและก็กำลังจะซักไซ้ต่อ แต่ว่าผู้ชายตาเขียวที่มีออร่าเหมือนปลาหมึกยักษ์คนนั้นเข้ามาหยุดเพื่อนตัวเองไว้ก่อน

“ฉันว่าเธอไม่ได้โกหกนะ เดี๋ยวฉันคุยต่อให้เอง” พูดจบ เขาก็เดินเข้ามาตรงหน้าฉัน เร็วกว่าที่ฉันจะถอยหลังหนีเหมือนเคย เขายกสองมือขึ้นจับไหล่ของฉัน พร้อมใช้นัยน์ตาสีสวยคู่นั้นมองตาฉันอย่างจริงจัง แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน แต่หนักแน่น

“ฉันไม่รู้ว่าเธอกลัวอะไรรึเปล่า แต่ฉันอยากให้เธอรู้ว่า ที่พวกเราขอให้เธอมา ไม่ใช่อยากจะแกล้งอะไร เราสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยความลับของเธอเด็ดขาด ทุกอย่างจะมีเพียงแค่พวกเราเท่านี้ที่รู้ และที่เราถาม ก็แค่เพื่อความปลอดภัยของโรงเรียนเท่านั้น”

“โอเค ฉันเข้าใจว่าพวกมนุษย์อย่างนายเข้าใจว่าเงือกอย่างเราเป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานมาตลอด เลยสงสัยว่าฉันทำไมถึงต้องปลอมตัวเป็นมนุษย์ที่นี่ แต่ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรไม่ดีต่อพวกนายเลยจริงๆ ฉันก็แค่ต้องการเก็บเกี่ยวความรู้ที่หาไม่ได้ในเมืองบาดาลเท่านั้น ก็แค่อยากเรียนรู้ นำความรู้จากที่นี่ไปปรับใช้พัฒนาในบ้านของฉันเท่านั้น”

“อย่างงั้นเหรอ” เขาปล่อยมือออก ก่อนจะหันไปมองโจอาคิมที่พยักหน้าให้เขานิดๆ ซึ่งฉันไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่

“ที่พวกเราถาม ก็แค่อยากแน่ใจว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้ายกับที่นี่เท่านั้น เพราะถ้าเธอมี พวกเราก็คงปล่อยเธอให้อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้” โจอาคิมกล่าวขึ้นมา สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลง ไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนเมื่อก่อน มือที่กอดอกก็คลายออกด้วย

“ไม่ๆ ร้อยวันพันปี บ้านเมืองเราก็ไม่เคยเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ทำไมต้องมาทำอะไรพวกนาย” ฉันรีบปฏิเสธฉับพลัน โจอาคิมจึงมองเข้ามาในตาฉันพร้อมถามย้ำอีกครั้ง

“เธอพูดจริงนะ”

“จริงสิ ด้วยเกียรติ์แห่งเผ่าพันธุ์ พวกเราชาวเงือกไม่เคยหวังอะไรจากมนุษย์และไม่คิดจะมาเบียดเบียนกันก่อนด้วย” ฉันยกมือขึ้นแตะหัวใจ พร้อมเอ่ยคำสาบานตามธรรมเนียมชาวเงือก เขาจึงพยักหน้าก่อนจะเลิกมองฉันด้วยสายตาพินิจนั่น

“งั้นพวกเราคงไม่จำเป็นต้องห่วงแล้วสินะ” โอลิเวอร์พูดขึ้นมา ที่แท้ พวกเขาก็แค่กลัวว่าฉันจะเป็นสายลับเงือกที่จะมาสืบเรื่องมนุษย์หรือระเบิดโรงเรียน เหมือนผู้ก่อการร้ายที่เห็นในข่าวสินะ ตายๆ ฉันก็กลัวว่าพวกเขาหวังไม่ดี พวกเขาเองก็นึกไปซะไกลเหมือนกัน

สามคนนั้นมองกันเหมือนสื่อสารอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้และฉันก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย ฉันจึงพูดขึ้นมา เพื่อหลบออกจากสถานการณ์แปลกๆนี่

“เอ่อ.. ถ้าพวกนายไม่ได้สงสัยอะไรกันแล้ว ฉันขอกลับก่อนนะ” เมื่อกล่าวจบ ฉันก็ค่อยหมุนตัวหันหลังกลับไปที่ประตู

“เดี๋ยว!” อีกละ! จะอะไรกับฉันอีก! ฉันก็อุตส่าห์ยอมตามมา ยอมบอกถึงขนาดนี้แล้วยังจะเอาอะไรกับฉันอีก?!

ฉันค่อยๆหันกลับไป พร้อมภาวนาในใจ อย่าถามอะไรฉันอีกเลย.. อย่ามาอะไรกับฉันอีกเลย..

“มีอะไรอีกเหรอ”

“เราจะเก็บความลับของเธอ แต่เธอต้องมาทำงานในชมรมของพวกเรา”

หา อะไรนะ!!!

 


 

           Talk: 

ฮัลโหลๆ ในที่สุดพระเอกก็โผล่ออกมาซักทีนะคะ 

แต่ว่าจะเป็นใครนั้น... ไม่บอกหรอก

เดาเองละกันเนาะ อิอิ

เดี๋ยวมาต่อให้เร็วๆนี้นะคะ

ใกล้ไฟนอลแล้วยุ่งๆหน่อย

ขอบคุณสำหรับทุกวิวและก็คอมเม้นท์นะคะ

ยินดีรับคำติชมทุกประการค่า

แล้วเจอกันนะคะ 

xxxx

Pantasia



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น