BEYOND THE HARMONY ใต้มนต์ คีตา นางเงือก

ตอนที่ 3 : CHAPTER 2: EMERSON COLLEGE [UPDATED... 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    22 ก.พ. 63


          เสียงน้ำไหลจากก๊อกน้ำดังเรื่อยๆ พร้อมๆกับความสูงของน้ำที่เพิ่มขึ้นช้าๆจนเกือบเต็มอ่าง ฉันเอื้อมมือไปหมุนปิดมันที่ด้านหลัง ก่อนจะเหยียดขา’ แช่น้ำอุ่นๆให้ผ่อนคลาย เผื่อใจที่ยังเต้นตุ้มตั้มจะเลิกตื่นตระหนกซักที ฟังไม่ผิดหรอก เมื่อกี้ฉันพูดว่า ‘ขา’ แต่ฉันก็ยังเป็นนางเงือกจริงๆน่ะแหล่ะ แค่ตราบใดที่ฉันมีสร้อยข้อเท้าที่ทำจากน้ำตาของพรายน้ำ น้ำที่ไม่ใช่น้ำทะเลแท้ๆก็ไม่สามารถเปิดโปงร่างที่แท้จริงของฉันได้ แต่ไม่ใช่ว่าเงือกทุกตนจะขึ้นมาบนเมืองมนุษย์ได้หรอกนะ พรายน้ำเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษ ที่มีอยู่ไม่กี่ตน และไม่สามารถพบได้ง่ายๆ เพียงแค่ผู้ที่พวกเขาอยากเจอ ถึงจะได้เจอ เผอิญว่าครอบครัวของฉันสืบทอดตำแหน่งผู้พิทักษ์ไข่มุกเนเรด้า ที่มีพลังอำพรางเมืองบาดาลจากสายตาเผ่าพันธุ์อื่นมานานหลายร้อยปีและไข่มุกวิเศษนี้ ก็มีพรายน้ำคอยปกป้องอยู่อีกตลอดเวลาอีกตนหนึ่ง ฉันจึงได้อภิสิทธิ์ขึ้นมาบนโลกมนุษย์ได้ไม่ยากนัก

            ฉันหลับตาลง ค่อยๆปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป แต่แล้ว ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ก็ย้อนเล่นขึ้นมาในหัว

            “ใครน่ะ?!

            เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายซักคนที่ชายหาดยังดังอยู่ในหัว ภาพในความทรงจำของฉันเป็นเพียงแค่เงาสองร่างลางเลือน ฉันจำได้ว่าฉันเพียงแค่หันหลัง ว่ายหนีให้ลึกและไกลที่สุด ฉันรอจนยามฟ้าใกล้สว่าง ถึงได้กลับมา ฉันคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะเห็นฉัน หรือเห็นรองเท้ากับเสื้อผ้าที่ฉันวางไว้ไม่ไกลมาก เพราะตอนที่ฉันกลับมา มันก็อยู่อย่างนั้นอย่างเดิม อีกอย่าง ที่นั้นมันก็มืดมากและอยู่ใต้โขดหินด้วย ฉันหวังว่าการคาดคะเนของฉันจะเป็นจริงเถอะ.. อืม มันน่าจะเป็นจริง

            ฉันลุกขึ้นจากอ่างน้ำ โดยที่ไม่ลืมดึงที่อุดที่ระบายน้ำออก ก่อนจะแต่งตัว เตรียมตัวเข้าเรียนวันแรก เพราะนี่ก็หกโมงแล้ว คงไม่เวลานอนแล้วล่ะ อีกอย่าง การได้กลับไปทะเล ก็น่าจะเพิ่มพลังให้ฉันอีกพอสมควรด้วย ฉันมองไปที่กระจก เบื้องหน้าเป็นเงาสะท้อนของผู้หญิงผมสีบลอนด์ไหม้ยาวถึงกลางหลัง ในเสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงสีไวน์แดงเลยเข่า ผูกริบบิ้นเส้นเล็กสีเดียวกันใต้ปกเสื้อ  ทับด้วยเสื้อสูทสีเดียวกัน ติดเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ตัวซีสีน้ำเงินของบ้านคาซิลลาส ดวงตาสีเทาเหลือบฟ้าใสคมจ้องกลับมาที่ตัวฉันเอง ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เช่นเดียวกับความรู้สึกในตอนนี้ของฉัน ที่ตัวฉันเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำ

            ในหนึ่งวัน เราต้องไปรายงานตัวรวมๆแล้วสี่รอบ ก่อนเวลาห้องอาหารเปิด มิสซิสก็นั่งถือกระดานเช็คชื่อรออยู่ก่อนแล้ว พอรายงานตัวรอบแรกเสร็จ ก็ตรงไปที่ห้องอาหารที่เพิ่งเปิดพอดี ซึ่งเมื่อเข้าไปในนั้น ก็พบกับมีอาที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้า

            “ไงเซไรน์”

            “อ้าวมีอา อรุณสวัสดิ์”

            “เป็นไง วันแรกที่โรงเรียน ประหม่ามั้ย”

            “ก็นิดหน่อย แต่ตื่นเต้นมากกว่า”

            “อื้ม ฉันจำได้ว่าวันแรกที่นี่ ฉันก็เป็นคล้ายๆเธอเนี่ยแหล่ะ แต่เดี๋ยวปรับตัวได้ก็ชิน” มีอาเอ่ยอย่างใจดี ก่อนที่จะไปรับอาหารเช้าจากแม่ครัวที่ตักให้

            ฉันไปนั่งทานอาหารเช้ากับมีอาและเพื่อนๆของเธอ ทุกคนต่างน่ารักและดีกับฉัน แต่ว่ามีอาเหมือนจะเป็นคนที่คุยด้วยง่ายที่สุดแล้ว หลังจากนั้น พวกเราก็ไปประชุมรอบเช้าที่ห้องรวมของบ้าน เพื่อฟังคำอธิบายเกี่ยวกับกฏและรับตารางเรียนจากมิสซิสคีแกน ก่อนที่จะต้องเข้าไปในโบสถ์ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาของชาวมนุษย์ เมื่อก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ก็สัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ และได้ยินเสียงออร์แกนบรรเลงเป็นทำนองที่ทำให้ใจสลง นอกจากนี้ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับนักเรียนจากบ้านหลังอื่น

            “ปีนี้โซนของเราอยู่ตรงแถวหน้าฝั่งซ้าย ด้านหลังคือบ้านเบอร์ตันของผู้ชาย ด้านขวาเป็นบ้านเทรนตัน ส่วนหลังพวกเทรนตันก็คือบ้านโรสลินของผู้หญิง” มีอาอธิบายระบบของโรงเรียนให้ฉันฟังคร่าวๆ “ระบบบ้านของโรงเรียนพวกเราแข็งแรงมาก เพราะมีการแข่งขันระหว่างบ้านที่สูง ความสามัคคีภายในบ้านก็ยิ่งสูงตาม ในหนึ่งปีจะมีการแข่งขันระหว่างบ้านมากมาย ทั้งกีฬา ดนตรี และก็ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการแข่งขันร้องเพลงประจำบ้านตอนสิ้นปี ซึ่งปีที่แล้ว บ้านคาซิลลาสของเราชนะด้วยล่ะ” พูดถึงตรงนี้ มีอาก็ยิ้มอย่างภูมิใจ ดูเหมือนว่าระบบบ้านของที่นี่น่าจะแข็งแกร่งอย่างที่เธอว่าจริงๆ

            “อ๋อ แล้วอย่างนี้ ถ้าอยู่ต่างบ้านกันก็จะไม่ถูกกันงั้นเหรอ”

            “ไม่ใช่อย่างนั้น พวกเราเองก็มีเป็นเพื่อนกับคนจากบ้านอื่นๆบ้างเหมือนกัน ยังไงเราก็ต้องเรียนรวมกันเป็นปกติ”​ มีอาปฏิเสธเป็นพัลวัน “แต่แค่อาจจะไม่ค่อยสนิทเท่าเพราะว่าไม่ได้มีโอกาสใช้เวลามากเท่าคนจากบ้านเดียวกันเท่านั้นเอง”

            “อย่างนี้นี่เอง” ฉันพยักหน้าเข้าใจและก็โล่งอกไปในตัว ฉันเกลียดการมีศัตรูหรือแข่งขันกับใครตลอดเวลาที่สุด

            อีกอย่างหนึ่งที่ฉันสังเกตก็คือ สิ่งที่แยกนักเรียนแต่ละบ้านออกจากกันก็คือสีของเน็คไท ของบ้านเทรนตันเป็นสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน ส่วนบ้านเบอร์ตันเป็นสีม่วงสลับดำ สำหรับบ้านเด็กผู้หญิงอย่างโรสลินใช้เป็นเข็มกลัดสีแดงประจำบ้านแทน

            พอนักเรียนเริ่มเข้ามาในโบสถ์จนเกือบครบ เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนอาจารย์ต้องเดินตีหน้าดุ จุ๊ปากใส่ จนทั้งโบสถ์สงบลงอีกครั้ง กระทั่งทำนองของออร์แกนเปลี่ยนเป็นอีกจังหวะที่เข้มข้นกว่า ทุกคนลุกขึ้นมาพร้อมกันจนฉันต้องรีบลุกขึ้นตามอย่างไม่คุ้นชิน ก่อนที่จะเห็นว่ามีนักเรียนกลุ่มหนึ่งในสูทสีเงินต่างจากคนอื่นเดินมาตามทางเดินตรงกลางระหว่างม้านั่งที่แยกบ้านสองกลุ่มออกจากกัน จนมาถึงที่นั่งแถวแรกที่เว้นว่างไว้

          “พวกคนสูทสีเงินกลุ่มนั้นคือพรีเฟ็คน่ะ ได้รับเลือกให้ทำงานในสภาของโรงเรียน มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและเป็นตัวแทนของพวกเราทั้งหมด เดี๋ยวเปิดหนังสือไปหน้านี้นะ จะเริ่มร้องกันแล้ว”

            ฉันรีบหยิบหนังสือเพลงสวดจากที่นั่งตรงหน้า ตามเพื่อนๆแล้วเปิดไปตามหน้าเดียวกับทุกคน เสียงออร์แกนดังขึ้นก่อนที่ทั้งโบสถ์จะดังสนั่นไปด้วยเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากปากของทุกคน ถึงฉันจะไม่รู้จักเพลงนี้มาก่อน แต่ว่าก็พยายามร้องตามคลอไปกับเสียงของทุกคน รู้สึกใจสั่นนิดๆกับความพร้อมเพรียง เมื่อร้องเพลงจบ ทุกคนถึงจะนั่งลง ฟังสุนทรพจน์เปิดภาคเรียนจากชายที่มีอาบอกว่าเป็นรองผ.อ. เมื่อรองผ.อ.พูดจบ นักเรียนชายกับนักเรียนหญิงในสูทสีเงินสองคนก็เดินออกไปที่แท่นพิธี แล้วเอ่ยทักทายนักเรียนทุกคน

            “นี่เฮดบอยกับเฮดเกิร์ล ชื่อโจอาคิม วอลท์เตอร์กับมิเชล เมอร์เรย์ สองคนนี้เท่สุดๆไปเลยล่ะ” มีอาแอบกระซิบข้างหูฉัน โจอาคิมหรือว่าเฮดบอยที่เป็นชื่อตำแหน่งประธานนักเรียนฝ่ายชายมาจากบ้านเบอร์ตัน เขามีผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาคมสีเดียวกัน หน้าตาของเขาดูรวมแล้วหล่อเหลาในแบบเย็นชานิดๆ เสียงของเขาทุ้มเข้ม ท่าทางองอาจ ดูมีอำนาจ สมกับเป็นเฮดบอยของโรงเรียน ส่วนเฮดเกิร์ลที่ชื่อว่ามิเชลเป็นสาวผมบลอนด์ยาวถึงเอว รูปร่างสูงผอมและมีท่าทีสง่างามและพูดจาฉะฉานดีเลยทีเดียว

            หลังจากเฮดบอยเฮดเกิร์ลประกาศข่าวประจำอาทิตย์จบ พวกเราก็ร้องเพลงสวดอีกบทเป็นการปิดชั่วโมงภาวนาประจำวัน หลังจากนั้น เราก็แยกย้ายไปเรียนคาบแรกตามตารางที่ได้มาตอนเช้า วิชาแรกของฉันเป็นวิชาที่ฉันตื่นเต้นและอยากจะเรียนมากที่สุด ซึ่งก็คือวิทยาศาสตร์ทางทะเล และการที่โรงเรียนนี้สอนวิชาที่ไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมอย่างวิชานี้ นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ฉันเลือกที่จะมาเรียนที่นี่ หลักสูตรมัธยมปลายของประเทศนี้ มอบอิสระให้นักเรียนเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ว่าถ้าเลือกแล้ว จะต้องเรียนสิ่งนั้นๆอย่างลึกๆ พวกเราจึงสามารถเลือกตั้งแต่ ถึง วิชา แต่ส่วนใหญ่ ทุกคนมักจะเลือกประมาณ วิชา ฉันเองก็เหมือนกัน ฉันต้องเรียน คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทางทะเล แล้วก็ฟิสิกส์ เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อการนำไปพัฒนาบ้านเมืองของฉัน ให้ดียิ่งขึ้น

            เมืองเอลเวอร์มีโรงเรียนมัธยมปลายทั้งหมดสามโรงเรียน มีเพียงแค่โรงเรียนเอเมอร์สันเท่านั้นที่ติดอันดับหนึ่งในสามโรงเรียนที่ดีที่สุดของรัฐ เพราะฉะนั้น การแข่งขันจึงค่อนข้างสูงทีเดียว ในตัวตึกเรียนมีทั้งหมดสองตึก ตัวตึกใหญ่หรือตึกเก่าดูเหมือนสถาปัตยกรรมยุคโบราณ มีทั้งหมดสามชั้น ตรงกลางเป็นโถงขนาดใหญ่และตรงกลางของทุกชั้นเป็นช่องว่างสีเหลี่ยมมน สามารถชะโงกดูโถงด้านล่าง ส่วนตัวตึกใหม่หรือตึกบี เป็นตึกที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆไม่กี่ปี จึงดูทันสมัย ต่างจากตึกหลังอื่นๆ มีห้องแล็บวิทยาศาสตร์ โรงยิมกว้าง และหอประชุมครบครัน

            ห้องเรียนของวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลอยู่ในตึกใหม่ โชคดีที่มีอาเลือกวิชานี้เหมือนกันจึงได้เธอเป็นคนพามาถึงห้องเรียนอย่างตรงเวลา มันเป็นวิชาที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ จึงมีนักเรียนอยู่เพียงแค่แปดคน การเรียนจะมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นทฤษฎีมากกว่า อาจารย์ประจำภาคทฤษฎีเป็นชายวัยชราที่ชื่อมิสเตอร์เฮิร์ด ตัวเล็กๆ หน้าตาบึ้งๆ แต่ไม่ได้ดุขนาดนั้น ในคาบแรก มิสเตอร์เฮิร์ดเพียงแค่แนะนำว่าเราจะเรียนอะไรภายในปีนี้บ้างเท่านั้น หวังว่าเนื้อหาของมันในคาบต่อไปจะน่าสนใจสมกับที่รอคอยล่ะนะ J

หลังจากคาบแรกจบไป ฉันก็ไปเข้าคลาสอื่นๆที่เลือกไว้ ในวันแรกของการเรียน ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่อาจารย์แค่ให้เล่นเกมทบทวนบทเรียน ทำความรู้จักกับเพื่อนในห้อง โชคดีที่ฉันเป็นเงือกที่ขยันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ขึ้นมาโลกมนุษย์ ฉันก็อ่านหนังสือปรับพื้นฐานวิชาที่เลือกไว้ก่อนเข้าเรียนกับนักเรียนที่นี่มาก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าหลักสูตรจะต่างกับที่สอนในเมืองบาดาลอยู่มาก แต่ฉันก็มั่นใจว่าคงไม่มีปัญหาแน่นอน อันที่จริง ตอนนี้ ฉันก็สามารถกลับไปที่หอได้แล้ว แต่ว่ายังคงขาดหนังสือเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ จึงกะว่าจะไปซื้อหนังสือเรียนมือสองตรงห้องที่อาจารย์บอกแทน  

ฉันมองกระดาษบนมือแล้วอ่านตัวเลขที่เขียนอยู่ด้วยลายมือที่เหมือนไก่เขี่ยของอาจารย์ ห้อง 2211 หรือ 2311 ดูจากเลขหน้า ฉันว่ามันน่าจะอยู่ที่ตึกเก่า แต่เลขตัวที่สอง ที่บอกชั้นน่ะสิ มันจะใช่ ก็ไม่ใช่ ก็ไม่เชิง แต่ปล่อยมันไปก่อนแล้วกัน ฉันเดาว่าชั้น ล่ะ ถ้าไม่ใช่ ก็ค่อยลงกลับไปข้างล่าง

บรรยากาศของตึกเก่า ดูแตกต่างกับตึกบีราวกับคนละเมือง เพราะตึกเก่าดูขลัง กว้าง และสวยกว่าในรูปมาก ผนังและบันไดเหมือนจะทำมาจากหินอ่อน ดูเหมือนกับหลุดมาจากสมัยโบราณเลย ฉันเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของตึก จนรู้ตัวอีกที ก็ยืนอยู่หน้าห้อง 2311 ซะแล้ว ชั้นนี้ดูแตกต่างจากชั้นอื่นนิดๆ เพดานสูงกว่าและเป็นชั้นที่สูงที่สุด ชั้นนี้เหมือนจะมีห้องของผู้อำนวยการอยู่ด้วย ทุกๆห้องจึงมีที่สแกนบัตรอยู่ที่ลูกบิดประตู แต่คงเป็นเพราะรู้ว่านักเรียนจะมา จึงมีรองเท้ากั้นประตูเอาไว้รอให้ฉันเข้าไป

ทันทีที่ผลักมันเข้าไป ก็พบว่า มันเป็นห้องแล็บทดลองทางวิทยาศาสตร์ห้องหนึ่ง ที่กินที่ประมาณห้องเรียนสองห้อง เต็มไปด้วยหลอดทดลองและของเหลวหลากสีมากมาย  ดูเหมือนกับห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพมากๆ ฉันเดินเข้าไปข้างใน มองหากองหนังสือที่ต้องซื้อ พร้อมๆกับสำรวจห้องนี้ไปด้วย ตรงริมห้องฝั่งซ้ายขวา หุ่นจำลองทางกายภาพตั้งเรียงราย ทั้งโครงกระดูก อวัยวะต่างๆ แต่มองของพวกนี้นานแล้วเริ่มใจไม่ดี จึงรีบหันหนีไป ฉันเลื่อนเก้าอี้ใต้โต๊ะออกมา นั่งรออาจารย์ที่จะมาแจกหนังสือ แต่แล้วก็ต้องตกใจเพราะเสียงกริ่งที่ดังมากจนแสบแก้วหู ไม่เหมือนกับเสียงที่บอกเวลาเริ่มเรียน!

กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!

ให้ตายเถอะนี่มันอะไรกัน!

ฉันลุกขึ้น หันซ้ายขวาด้วยความงง นี่มันอะไรกันเนี่ยฉันควรจะต้องไปไหนกัน!

“หนวกหูชะมัด มีใครเล่นพิเรนท์กันในวันแรกเนี่ย” เสียงทุ้มของผู้ชายดังมาทางประตูอีกบาน จากฝั่งผนังด้านตรงข้ามกับที่ฉันเข้ามา ฉันหันไปแล้วพบว่าตรงนั้น เป็นผู้ชายสองคนในชุดกาวน์ แว่นตากันฝุ่น กำลังเปิดประตูเดินมาในห้อง แต่เมื่อพวกเขาเห็นฉัน ชายคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาอย่างเสียงดังสู้เสียงกริ่งแสบหูนี่

 “เธอเป็นใครเข้ามาในนี้ได้ยังไง!

ฉันลุกขึ้นมา อ้าปากจะตอบแต่ด้วยความตกใจ เสียงจึงไม่ออกมา ชายคนเดิมเดินตรงเข้ามาหาฉันอย่างน่ากลัว จนฉันต้องถอยหลัง เขาถอดแว่นตาออกให้เห็นดวงตาคมกริบของเฮดบอย!

“พูดไม่ได้เหรอ? ตอบมา! เธอเข้ามาที่นี่ทำไม?!” เขาตะคอกใส่ฉันอย่างน่ากลัว จนฉันตัวแข็งเป็นหิน

“ใจเย็นๆน่า โจ เห็นมั้ย นายทำเธอกลัวจนแข็งเป็นหินแล้ว” ชายอีกคนที่เดินมากับเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น ในขณะที่เดินเข้ามาทางเรา ฉันรีบตั้งสติแล้วพูดออกไป

“ฉันแค่มาเอาหนังสือที่อาจารย์สั่งไว้ สงสัยจะอ่านผิดห้อง ขอโทษค่ะ”

ฉันรีบหมุนตัวเดินออกไปที่ทางเดิม ใจร้ายชะมัด ฉันแค่เข้าห้องผิดเอง ทำไมต้องตะโกนใส่หน้ากันด้วย?!

“เดี๋ยวอย่าเพิ่ง!” ผู้ชายน่ากลัวคนนั้นส่งเสียงเรียก แต่ฉันไม่ยอมหยุด รีบก้าวให้ไวที่สุด เพื่อจะได้ไปจากที่นี่เร็วๆ

“โอ๊ย”

“โอ๊ะขอโทษ”

เพราะมองไม่ดูข้างหน้า ฉันชนเข้ากับร่างสูงที่เดินสวนเข้ามาที่ประตู จนของเหลวชามใบใหญ่ในมือเขาหกรดตัวฉันหมด มองไปที่คนที่ชนฉัน เขาเองก็สวมชุดกาวน์เช่นเดียวกับอีกสองคน ใบหน้าเขาดูเหยเกด้วยความตกใจมาก..ถึงมากที่สุด

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ดูทางเอง”

ถึงฉันจะบอกเขาว่าไม่เป็นไร ใบหน้าของเขาก็ยังไม่หายช็อค ทำไมล่ะแค่เดินชนเอง แต่เดี๋ยวนะ กลิ่นๆนี้...

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ฉันกองลงไปกับพื้น ฉันหันไปมองชายสองคนเดิม แล้วพบว่าพวกเขาเอง ก็มีสีหน้าที่ไม่ต่างจากชายคนนี้ ฉันมองลงไปข้างล่าง แล้วพบว่าตอนนี้ ขาของฉันไม่อยู่อีกแล้ว แต่เป็นหางที่เหมือนปลาแทน!!!

“นางเงือกกกกกกกก!!!” ชายคนหนึ่งตะโกนออกมา ทุกคนรีบเดินตรงมาหาฉัน ส่วนฉัน ก็ได้แต่รีบกระดกหางหนีจากพวกเขา ไม่นะ!

โชคดีอย่างถึงที่สุดที่ปริมาณน้ำทะเลไม่ได้มากนัก ขาจึงรีบกลับมาเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา แต่เหมือน พวกเขาจะเชื่อสนิทใจ ในสิ่งที่ตนเห็นไปแล้วและกำลังเดินตรงเข้ามา ฉันรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งพุ่งตรงผลักร่างชายที่ยืนบังประตูให้พ้นไป แล้ววิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะวิ่งได้ ในขณะที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆตามมาพร้อมเสียงตะโกน

“จับมันมา!!!!!!!!

ไม่นะ!!!!! แย่ที่สุด!!!!  นี่มันเวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย!!!!

 


อ่านแล้วถูกใจ อย่าลืมกดปุ่มติดตามด้วยนะคะ

ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่าน 

จะดีใจยิ่งกว่านี้ถ้าทักทายกันด้วยนะคะ 

ทุกคอมเม้นท์เป็นหนึ่งกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ของพลอยให้เขียนงานต่อไปค่า ^^






ขออนุญาตฝากอีกเร่ืองที่กำลังอัพอยู่เหมือนกันนะคะ ><



[WARNING!] 
นางเอกเรื่องนี้เป็นนักต่อสู้ MMA บ้าพลังยิ่งกว่าหมีควาย
 ส่วนพระเอกเป็นนายแบบผอมแห้ง
ที่ทั้งหล่อทั้งหน่อมแน้ม (?) 

หากใจไม่ถึง อย่ากดเข้ามา!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #36 Colorberry (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 09:28
    ชอบค่ะ สนุกดี
    #36
    0
  2. #35 Farella (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 20:56
    รอค่าไรท์
    #35
    0
  3. #19 myspade123 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 20:02
    รีบออกน้าา
    #19
    0