สุริยะเคียงบัลลังก์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 110,723 Views

  • 921 Comments

  • 2,293 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    958

    Overall
    110,723

ตอนที่ 68 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 65 บ้านคือสถานที่กลับมาพักเติมพลังกายใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2091
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    8 ก.พ. 61






วันนี้เป็นวันที่อากาศสดใส เพราะหิมะไม่ตก แม้มันจะทับถมกันสูงพอสมควรก็ตาม และอากาศดีแบบนี้ส่วนใหญ่มันก็จะมีข่าวดี....

ตงหานยอมกลับเข้าวังอย่างเป็นทางการแล้ว!

เมื่อเช้ามีนายทหารมานำราชโองการจากฮ่องเต้หรือก็คือเหวินเจี้ยน เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาพูดอะไรกันบ้าง เพราะตอนที่ออกมาจากห้องซิ่นสือก็สะกิดเธอและบอกว่าตงหานจะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมแล้ว

แต่เอาจริงๆนะ.... แล้วจะบอกทุกคนยังไงว่าอดีตองค์ชายที่ควรตายไปนานกลับมามีชีวิต หนำซ้ำยังเป็นโจรที่เกือบโดนประหารมาก่อนอีก

“จะยากอะไร ก็ไม่ต้องบอกสิ แค่บอกว่าเป็นลูกใครเท่านั้นก็จบ ต่อให้สงสัยก็ทำอะไรไม่ได้หรอก”

นั่นคือคำตอบของซิ่นสือที่ตะวันจำได้ว่าร้อง ‘ฮะ’ ออกมา นี่ทั้งเหวินเจี้ยนกับตงหานก็เห็นด้วยเหรอที่เหมือนกับมัดมือชกแต่งตั้งใครก็ได้ขึ้นมาแบบนั้น หลักฐานชิ้นเดียวคือคำพูดของฮ่องเต้องค์ก่อนกับองค์ปัจจุบัน

หรือแค่นั้นมันก็พอแล้ว? แบบปะกาศิตฮ่องเต้ ไม่ก็ความเอาแต่ใจของฮ่องเต้ อะไรแบบนี้

และเพราะไม่อาจใช้ตำแหน่งองค์ชายได้อีกต่อไปแล้ว(คาดว่าคงมีไว้สำหรับลูกเหวินเจี้ยน) ทำให้กลายเป็น ‘เหอซั่วชินหวาง’ ซึ่งตะวันคิดว่าถ้าคำไทยมันคงเป็นคำว่า ‘อ๋อง’ แต่เท่าที่ได้ยินมาอ๋องก็มีหลายคนและหลายตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่ตงหานได้ก็จะเป็น ‘ชินอ๋อง’ มีอำนาจรองจากฮ่องเต้เพียงผู้เดียว

ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ที่ควรเป็น… แล้วทำไมเธอยังอยู่ในวังอยู่ล่ะจอร์จ!? 

ตะวันยอมรับว่าสองสามวันที่ผ่านมาตัวเองจับตามองตงหานเป็นว่าเล่นเพราะคำพูดของจินเกอที่บอกว่าหมอนี่ชอบเธอ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นมีอะไรต่างจากเดิมจนเริ่มขี้เกียจ อันที่จริงก็มีเรื่องหนักใจใหม่ด้วย และตอนนี้กำลังเถียงหัวเด็ดตีนขาดอยู่กับไอ้ชินอ๋องใหม่ป้ายแดงนี่

“ไม่ไป!”

“อย่าดื้อนักได้ไหม?” 

“นายจะไปไหนก็ไปสิ ฉันจะออกนอกวัง!”

“ไม่ได้” น้ำเสียงดุห้วนปฏิเสธทันควัน “อาการเพิ่งจะดีขึ้นไม่ทันไรก็จะออกไปตายอีกรึไง”

เธอเบ้ปากเพราะต้องการหาคำเถียง โดยที่ผู้ชายตรงหน้าสลัดชุดสีดำสนิทที่เจ้าตัวชอบใส่กลายเป็นชุดฮ่ันฝูมีราคาโทนครามสลับขาว แต่ยังคงเกล้าผมขึ้นทั้งหมดหาได้ปล่อยหรือเกล้าบางส่วนแบบเหวินเจี้ยน ส่งผลให้ในสายตาตะวันเหมือนคุณหนูผสมพเนจร และเพราะเพิ่งแต่งตั้งทำให้ผู้ติดตามยังไม่มาก แต่เหมือนจะได้ยินจากซิ่นสือว่าตงหานขอแค่ไม่กี่คน ถ้าเป็นไปได้คือไม่ต้องการ ทำให้ยังไม่มีใครมาสั่งเธอว่าใช้น้ำเสียงกิริยามารยาทไม่เหมาะสมกับเชื้อพระวงศ์

แต่ใครสนเล่า! พวกมันไม่ใช่ราชาหรือลูกเจ้าสำหรับเธอที่ต้องเคารพนี่! ยิ่งเป็นเรื่องนี้ด้วย!

“นายปฏิเสธนักหนาไม่ใช่รึไงว่าจะไม่กลับวัง” ตะวันยกมือกอดอก “แล้วทำไมอยู่ดีๆถึงยอมง่ายๆ”

“ข้าบอกเจ้าไม่ได้”

“เออ ก็ได้ ฉันไม่เสือกก็ได้” เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “เหตุผลที่ไม่ยอมให้ฉันออกจากวังฉันรู้ แต่ทำไมฉันต้องไปอยู่ตำหนักนาย ฉันไม่อยากไป!”

ใช่ นี่คือเรื่องที่เธอเถียงกับเขา ในเมื่อมียศฐาเป็นถึงอ๋องแน่นอนว่ามีตำหนักของตัวเองอยู่แล้ว และเขาบังคับให้เธอไปด้วยเหตุผลว่าอยู่ที่นี่คนเดียวมันอันตราย ตำหนักชางหลงเป็นตำหนักเก่าและเป็นหลังโปรดของเหวินเจี้ยนที่รู้มาว่าตอนนี้ต้องนอนเปลี่ยนตำหนักทุกคืนเพื่อป้องกันคนปองร้าย มิฉะนั้นคงอยู่ที่นี่ต่อไป แต่เหตุผลที่เธอไม่อยากไปไม่ใช่เพราะเหวินเจี้ยน

“ทำไม”

“เพราะฉันชอบบริเวณหลังตำหนักนี้น่ะสิ”

ใช่ นี่แหละเหตุผล ในวังเป็นที่ที่อึดอัดพออยู่แล้ว และบ่อน้ำหลังตำหนักเป็นอะไรที่เธอชอบใช้เวลาอยู่มากถึงมากที่สุด 

“เห็นตำหนักข้าแล้วรึ?”

“อยู่ส่วนไหนของโลกยังไม่รู้เลย”

“งั้นไปดูก่อน” เขาผ่อนลมหายใจออกมา “ข้าอยู่ตำหนักนี้ไม่ได้ และตอนนี้เจ้าต้องมีคนเฝ้า”

“แล้วทำไมต้องเป็นนาย”

“เพราะข้ามีฝีมือที่สุดในตอนนี้น่ะสิ”

จ้ะ พ่อคนเก่ง พ่อคนอวดเก่ง!!!

ตะวันตวัดสายตามองอย่างหมั่นไส้แต่สุดท้ายก็ยอมไปกับตงหานเพื่อไปดูว่าผ่านรึเปล่า และเมื่อไปถึงก็ยืนตะลึงค้าง หูได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆของใครบางคนลอยมา

แม้อาณาบริเวณจะไม่กว้างขวางเท่าตำหนักชางหลง แต่ความโอ่อ่าที่ลดลงมานั้นก็ผ่านเกณฑ์ไปเกือบครึ่งแล้ว แม้ทางเข้าจะธรรมดาเหมือนตำหนักอื่นแต่เข้าไปก็เห็นต้นไม้ที่แม้ใบจะหายไปหมดและถูกแทนที่ด้วยหิมะสีขาวเต็มต้น ทำให้รู้สึกโล่งตาอย่างบอกไม่ถูก

ไม่จบแค่นั้นเมื่อเขาเดินนำเข้าไปราวคนรู้ทาง ทำให้เห็นว่าด้านหลังเองก็มีบ่อน้ำเช่นเดียวกัน แม้จะไม่กว้างใหญ่เท่าหรือเรียกได้ว่าเป็นบ่อบัวแบบตำหนักชางหลง มันเป็นเพียงบ่อเล็กๆข้างทางเดินมีน้ำพุประดับหินตกแต่ง คล้ายจะเห็นปลาสีสันว่ายไปมาจนอดถามไม่ได้

“หน้าหนาวปลาไม่ตายเหรอ?”

“เห็นมันยังว่ายอยู่รึเปล่าล่ะ”

เป็นคำตอบที่กวนประสาท แต่แปลอีกความหมายคือเขาเองก็ไม่รู้ นอกจากบ่อน้ำแล้วยังมีสวนขนาดย่อมที่เดาว่าน่าจะเป็นสวนดอกไม้ แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าคือดอกอะไรเพราะตอนนี้มันถูกหิมะปกคลุมไปหมด ซึ่งบริเวณด้านหลังนี้หากเป็นหน้าร้อนคงบอกได้เลยว่าร่มรื่นน่าดู

“ว่าไง?”

เจ้าของตำหนักถามทวนเมื่อเห็นว่าตะวันมองไปรอบๆอย่างสนอกสนใจ ซึ่งเธอถามกลับ “นายดูคุ้นกับตำหนักนี้นะ”

“เป็นตำหนักเก่าของข้า ที่ท่านแม่มักจะมาอยู่บ่อยกว่าตำหนักตัวเอง”

“ชื่อว่า?”

“เฟยหลิง”

“ระฆังทะยานบิน... เหรอ?” ตะวันเดา เพราะส่วนใหญ่อะไรที่เกี่ยวกับตงหานจะเกี่ยวกับระฆังไม่ก็กระดิ่ง รู้สึกมันจะใช้คำว่า ‘หลิง’ เหมือนกัน

“หลิงตัวนี้แปลว่าจิตวิญญาณ” เขาตอบ “แต่ท่านแม่ชอบทั้งสองชื่อ ท่านชอบบอกว่ามาอยู่ตำหนักนี้ที่คล้ายชื่อท่าน เหมือนกับจะบอกว่ามีอิสระที่จะโบยบิน”

เป็นความหมายที่ตรงข้ามกันกับตำหนักชางหลงโดยสิ้นเชิง มังกรอันรุ่งเรือง กับจิตวิญญาณแห่งการโบยบิน... 

เหมาะกับเจ้าของตำหนักดีแฮะ ตั้งตามกันเลยหรือเปล่าเนี่ย

“สรุปว่า...?”

ตะวันหันไปมองเจ้าของตำหนักที่ดูจะนำเสนอและอยากรู้เสียเหลือเกิน ไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนานมาก เธอก็พยักหน้า เรียกรอยยิ้มมุมปากให้ยกขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น

“หยางกวงชุน!”

ชื่อเต็มยศที่ได้ยินนั้นทำให้เจ้าของชื่อกรอกตาไปมาเช่นเดียวกับรอยยิ้มนั้นหายไปก่อนจะหันไปมององครักษ์ของตน ตะวันเลิกคิ้วมองเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายทักก่อน

“ทำไมนายยังอยู่ในชุดนี้?”

“เพราะข้าเกลียดชุดเกราะน่ะสิ” ซิ่นสือยักไหล่ตอบท่ีเธอไม่แน่ใจว่าพูดเล่นหรือพูดจริง เพราะเขายังคงอยู่ในชุดสีดำชุดเดิม ชายหน้าบากยื่นกระดาษที่เหมือนเป็นม้วนให้กับตงหาน เห็นคิ้วขมวดฉับและพ่นลมหายใจออกมาทำให้ตีความได้ไม่ยากว่าไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก

“จำเป็นรึเปล่า?”

“นี่เจ้าอยากให้ข้าตอบจริงๆน่ะเหรอท่านชินอ๋อง?”

ลมหายใจแรงๆถูกพ่นออกมาอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าอย่างขอไปที ซิ่นสือมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหมุนตัวออกไปโดยเตือน

“เจ้ามีเวลาว่างถึงแค่บ่ายๆ อย่าลืมเสียล่ะ”

ตะวันหันไปมองตงหานขณะพอเดาได้ว่าคงต้องไปร่วมพิธีการอะไรสักอย่าง และนั่นทำให้อดเปรยไม่ได้ “เอาจริงๆนะ ฉันอาจจะมองนายผิดไป นายดูเกลียดพวกนี้จะตายแถมยังย้ำนักหนาว่าไม่ใช่องค์ชาย อยู่ๆกลับวังนี่ผิดคาดมากๆ”

“….”

“ฉันเองก็ต้องหัดชินกับการเรีียกนายว่ากวงชุนสินะ”

“จะเรียกอย่างไรก็เรื่องของเจ้า”

“พูดก็ง่ายสิ เรียกปุ๊บงานก็เข้าแน่นอน ฉันไม่คิดจะนำพาเรื่องใส่ตัวมากกว่านี้หรอกนะ” เธอเหล่ตามองขณะถามต่อ “นายก็ดูไม่ค่อยจะได้อยู่ตำหนัก แล้วจะเอาฉันมาอยู่ที่นี่ทำไม?”

“แค่วันสองวันนี้เท่านั้น” เขาหมุนตัวเข้าไปในตำหนัก ก่อนจะเรียกเมื่อเห็นว่าเธอยังคงยืนอยู่เฉยๆ “ตามมา”

ตะวันเดินตามเข้าไปในห้องๆหนึ่ง เห็นเขาก้มๆเงยๆเหมือนกับหาอะไรสักอย่างก่อนที่จะหยิบออกมาเทียบกับตัวเธอ แต่ก็คงเห็นไม่ชัดเพราะยื่นให้พร้อมว่าติดสั่ง “เปลี่ยนซะ”

ชุดฮั่นฝูขนาดดูพอดีตัวที่สีเหมือนกับเคยเห็นพวกผู้ชายในวังใส่กัน ตะวันขมวดคิ้วขณะเดาอะไรได้รางๆกับการที่เขายื่นชุดนี้มาให้ เธอเงยหน้ามองก่อนจะถาม “นี่คงไม่ใช่ให้ฉันเป็นผู้ติดตามนายหรอกนะ?”

คิ้วนั้นเลิกขึ้นนิดๆ ขณะมุมปากยกยิ้ม ทำให้ตะวันคิดว่าคำตอบสำหรับคำถามของเธอคงเป็น ‘ใช่’ อย่างไม่ต้องสงสัย

“ถึงแค่พรุ่งนี้ก็พอ” เขาขยายความประโยคก่อนหน้า “เพราะข้าจะออกนอกวัง”

“ไปไหน?”

“แม่น้ำชิงหลี” เขาตอบ “ครั้งนี้ข้าจะพาเจ้าไปให้ได้ ก่อนที่มันจะหนาวไปกว่านี้จนกลายเป็นน้ำแข็งไปเสียก่อน”

“แม่น้ำชิงหลีมันทำไม?”

“เป็นที่ที่เจ้าโผล่มาครั้งแรก”

ตะวันเบิกตากว้างขึ้นมา ในอกรู้สึกเต้นระรัวขึ้นมาทันทีก่อนจะพยักหน้าแรงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายที่อาการงี่เง่าก่อนหน้าหายไป จริงๆหายไปตั้งแต่เธออยู่ในป่าวันที่สามหรือสี่ได้มั้ง

“หันหลัง”

“ฮะ?”

ตะวันต้องอุทานออกมาอีกครั้ง แล้วก็เหมือนเดจาวูที่ตัวเองโดนจับหันหลัง แถมครั้งนี้ยังบังคับกว่าเก่า แต่แล้วความรู้สึกเย็นๆก็สัมผัสรอบต้นคอจนตะวันต้องก้มมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างจนต้องหันกลับอย่างเร็ว

“นายเก็บได้เหรอ?!”

“มันไหลมากับแม่น้ำ” เขาตอบง่ายๆ “อันที่จริงว่าจะคืนตั้งแต่เจอตัว แต่เจ้าเป็นแบบนั้นและข้าก็ยุ่งๆในช่วงสองสามวันนี้เลยลืมไป”

สร้อยแสตนเลสที่ตอนนี้กลับมายึดติดกันเหมือนเดิมห้อยด้วยจี้กรอบแตกๆอันเดิม รู้สึกกำลังใจกลับคืนมามากโขเห็นได้ชัดจากรอยยิ้มกว้างจนตาหยีและเห็นลักยิ้มกับแววตาดีใจมากมายนั้น เธอโค้งศีรษะให้หลายรอบขณะพูดซ้ำไปซ้ำมา

“ขอบคุณนะ ขอบคุณมากๆๆๆ นี่สำคัญกับฉันมากจริงๆ”

“เลิกก้มหัวให้ข้าได้แล้ว เห็นแล้วปวดหัว” 

ตะวันยิ้มกว้างขณะที่ปลายนิ้วลูบไปตามกรอบสร้อยของตน แต่แล้วจู่ๆก็มีอาการวูบอีกครั้งทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งคิดว่ามันหายไปนานหลายวัน ดวงตาปรือลงราวกับถูกถ่วงไว้ด้วยหิน ยิ่งกะพริบตาเพื่อไล่ความมึนงงไป ภาพตรงหน้าก็เหมือนกับเปลี่ยนไป

และครั้งนี้... ตาเธอมองเห็นใบหน้าของคนห้าหกคนและเพดานสีขาว สีหน้าดูวิตกและเหมือนกับตะโกนอะไรสักอย่างอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะกลับกลายเป็นสีดำเช่นเดียวกับร่างในชุดคลุมด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มสดใสโปร่งแสงวูบวาบเสียยิ่งกว่าครั้งใดที่เคยเห็น ก่อนที่จะทรุดลงไปภายในอ้อมแขนของชินอ๋องที่เข้ามารับร่างได้ทันขณะมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างตื่นตระหนก และการรับรู้ทั้งหมดดับวูบไป






ความรู้สึกอุ่นจนร้อนเป็นจุดๆตรงแขนทั้งสองข้างคือสิ่งแรกที่รู้สึก ต่อมาคือเสียงอื้ออึงที่เหมือนกับมีคนคุยกันไกลๆในตอนแรกชัดเจนขึ้นจนเริ่มหนวกหูขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้คิ้วขมวดมุ่น ซึ่งนั่นทำให้เสียงเหมือนจะเงียบลงไปครู่ เธอค่อยๆพยายามดันเปลือกตาตัวเองขึ้นแล้วก็ต้องหรี่ลงเมื่อรู้สึกว่ามันแสบตาเกินไปจนต้องกระพริบตาปรับสภาพอยู่สามสี่ครั้ง ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพคนหกคนที่ยืนล้อมตัวเธออยู่ด้วยสีหน้าที่ดูตื่นตระหนกและลุ้นกับอะไรบางอย่างในตอนแรกดูผ่อนคลายลง ก่อนที่ผู้ชายตรงหน้าสุดจะใช้ไฟฉายส่องเข้ามาในดวงตาเธอจนต้องหรี่และเบนหนีแม้จะเป็นเพียงแค่ไม่ถึงสองวินาทีก็ตาม รู้สึกได้ว่าโดนบีบที่นิ้วด้วยแรงไม่เบามากจนมีปฏิกิริยา ขณะที่หูได้ยินเสียง

“ได้ยินหมอพูดรึเปล่า?”

เธอพยักหน้าอย่างเชื่องช้า เพิ่งเห็นว่ามีอะไรบางอย่างครอบปากตัวเองอยู่ ทำให้ต้องพูดออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง 

“…เอาออกไปได้ไหม?”

กว่าที่ทุกอย่างจะลงล็อค ทั้งเอาเครื่องช่วยหายใจออก หาน้ำให้กิน ตรวจนู่นนี่นั่นพื้นฐาน ตอนนี้เธอก็นอนอยู่บนเตียงสีขาวในห้องขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งถูกปรับให้เอนขึ้นมาเล็กน้อย บรรยากาศที่ดูยังไงก็คือโรงพยาบาลทำให้ต้องขมวดคิ้วและรู้สึกสมองไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่

“จำอะไรได้บ้าง?”

“…คำถามนั้นกว้างไปนะคะ”

เธอยิ้มให้กับหมอก่อนที่จะชี้ไปยังผู้หญิงที่อยู่ในยูนิฟอร์มพยาบาลพร้อมกับตอบ “นั่นแม่หนู และถ้าให้เดา นี่คงเป็นโรงพยาบาลพิทักษ์ราษฎร์ และหนู... ชื่อทิวากร อรุณนรพัฒน์” ขณะมองไปยังวัยรุ่นผู้ชายสองคนที่ยืนไม่ไกลและว่าต่อ “ส่วนสองคนนั้นเพื่อนหนูเอง”

“อืม” หมอวัยน่าจะห้าสิบเศษพยักหน้าพอใจ ขณะถามต่อ “แล้วจำอะไรได้อีก?”

คราวนี้ตะวันถึงกับเอียงคอขณะที่ต้องเค้นสมองออกมาอย่างสุดฤทธิ์ ก่อนจะส่ายหน้าเมื่อรู้สึกว่าจำไม่ได้

“รู้ไหมทำไมหนูมาอยู่ที่นี่?”

เธอเอียงคอไปอีกข้าง ก่อนจะสั่นหน้าอีกครั้ง

“งั้นหมอขอพูดตามตรงเลยนะ” บุรุษชุดขาวดันแว่นตาตัวเองขึ้นเล็กน้อย “หนูประสบอุบัติเหตุที่ออสเตรเลียเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว”

“คะ?” เพียงแค่นั้นตะวันก็ต้องอุทานออกมาอย่างฉงนขณะทบทวนทุกอย่างในหัว และพูดขึ้นมาเหมือนไม่แน่ใจนัก “หนูเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนตอนปีสอง ​และ... เอ่อ... มันจบปีสองพอดี”

“ใช่”

“จำได้ว่าไปเที่ยวฉลองจบก่อนกลับไทย และเหมือนพวกหนูจะไปเล่นน้ำเหมือนตรงแหล่งเก็บน้ำที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว...” เพียงตรงนี้ตะวันก็ไม่อาจนึกอะไรออกมากไปกว่านี้ จึงเงยหน้าและสั่นศีรษะ “แค่นั้นค่ะที่จำได้”

“หนูตกลงไปในแม่น้ำ”

ตะวันขมวดคิ้วทันทีแล้วแย้ง “แต่หนูว่ายน้ำเป็นนะ”

“แต่เพื่อนหนูบอกว่าจู่ๆหนูก็ทรุดฮวบลงไปในแม่น้ำเหมือนจมน้ำ”

“?!?!”

“เราทำเรื่องย้ายหนูกลับมาที่ไทย” ว่าขณะเปิดแฟ้มในมือ “แต่ตรวจทุกอย่างแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ น้ำในปอดก็ออกมาหมดแล้ว ทั้งคลื่นสมองทั้งจังหวะการเต้นหัวใจทั้งความดันเลือดก็ปกติ เหมือนหนูหลับไปเฉยๆ”

ยิ่งพูดตะวันก็ยิ่งไม่เข้าใจ ขณะทวนถามย้ำ “แต่​หลับไปสองอาทิตย์เหรอคะ?”

“ใช่” ผู้เป็นแพทย์พยักหน้าพลางถามกลับ “แล้วตอนนี้หนูมีอะไรผิดปกติรึเปล่า?”

โครก....

เหมือนกับเป็นคำตอบ เสียงท้องที่ดังสนั่นประท้วงจนทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงเกาท้ายทอยแก้เก้อขณะที่คนในห้องหัวเราะออกมา ตะวันยิ้มแหยก่อนจะตอบ

“นอกจากหิว ก็แค่เพลียๆเท่านั้นค่ะ”

แพทย์วัยห้าสิบกว่าหลุดขำออกมากับเสียงท้องร้องของเธอที่ตอนนี้ก็ยังโครกครากเหมือนกับเป็นสัญญาณบอกว่าถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเร็วๆนี้จะทำการย่อยกระเพาะแล้ว ขณะว่าต่อ “หมอยังไม่อนุญาตให้กินอะไรหนักๆ หนูหลับไปนานทำให้กระเพาะยังไม่รับ ตอนบ่ายจะตรวจอย่างละเอียดอีกรอบ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็น่าจะกลับบ้านได้ภายในวันสองวัน”

“ขอบคุณค่ะ”

ตะวันโค้งให้หมอที่เดินออกจากห้องไปพร้อมพยาบาลคนหนึ่ง เธอหันไปมองพยาบาลอีกคนก่อนจะกางแขนออกมาแล้วเรียกอ้อนๆ

“แม่จ๋า”

ผู้เป็นแม่ยิ้มก่อนจะเดินเข้ามาใกล้และทรุดตัวนั่งลงบนเตียง มืออุ่นๆลูบศีรษะก่อนจะจับสองแก้มและดึงไปมาจนคนโดนสำรวจต้องประท้วง

“แม่ทำอะไรอ้ะ”

“ตรวจดูว่าลูกแม่ตื่นจริงๆรึยัง” ริมฝีปากอุ่นๆจุ๊บกลางหน้าผากทำให้ตะวันยิ้มร่าและตอบ 

“ตื่นแล้วสิ”

“หลับไปนานเชียวนะ แม่เป็นห่วงแทบแย่” ว่าพลางคว้าตัวเธอมากอด ตะวันซบไหล่ที่ไม่กว้างมากสมผู้หญิงขณะที่หูก็ยังได้ยิน “ทำยังไงลูกก็ไม่ยอมตื่นสักที”

“ลูกขอโทษ...”

“ขอโทษทำไมหืม?” เสียงหัวเราะเหนือศีรษะดังขึ้น “แม่คิดว่าต้องไปควานหาเจ้าชายมาจูบปลุกเจ้าหญิงนิทราขี้เซาซะแล้ว”

“ขอหล่อๆแก่ๆนะแม่”

“เอาพ่อหม้ายเลยไหมล่ะ?”

“เหย! เอาพี่ก้องอะพี่ก้อง”

แม่ลูกหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนที่มืออุ่นๆของคนเป็นแม่หยิกแก้มและบีบจมูก ซึ่งจู่ๆตะวันก็รู้สึกหงอยขึ้นมา แม้จะไม่ได้แสดงออกมากแต่แน่นอนว่าไม่พ้นสายตาของคนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดได้หรอก นิศานาถถาม “ปวดหัวเหรอ?”

“เปล่าค่ะ” ตะวันส่ายหน้า “ลูกเหมือนจะฝัน... แบบ.. ยุ่งเหยิงเป็นเนื้อเรื่องยาวมาก เหมือนในหนังเลยแหละ แต่ก็​เหมือนลืมอะไรไป”

มือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบสร้อยคอสแตนเลสของตน ก่อนจะยิ้มออกมาและว่าทะเล้นๆ “เหมือนจะเห็นผู้ชายหล่อๆด้วย”

“ให้ตายเถอะเจ้าลูกคนนี้” นิศานาถแสร้งทำท่าปวดหัวเหมือนกับปลง “ทำไมตื่นมาพูดถึงแต่ผู้ชาย ไปออสเตรเลียนานไปรึเปล่า”

“เอ้า ก็ฝันแบบนั้นจริงๆนี่ ผู้ชายผมยาวด้วยนา เหมือนในหนังจีนเลยแหละ” แม้ใบหน้าจะยังดูอ่อนแรง แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นจนตาหยีส่งเสริมความแสบเข้าไปใหญ่ “แต่เหมือนจะโดนพวกเขาวิ่งไล่ และได้แต่งชุดแบบพวกนักพเนจรด้วย”

“ดูหนังเยอะไปล่ะสิ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่มืออบอุ่นที่ไม่ใหญ่อะไรมากมายก็วางแปะบนหัวและลูบศีรษะเธอ ซึ่งนั่นทำให้ตะวันรู้สึกเหมือนกับอยากร้องไห้ออกมาจนต้องกอดเอวแม่ตัวเองไปอีกรอบขณะซบใบหน้าลงกับอก เปลือกตาหลับลงอย่างรู้สึกสบายใจก่อนจะพึมพำ

“คิดถึงแม่จัง”

“ต่อหน้าเพื่อนไม่อายเหรอ?”

“ช่างหัวพวกมันสิ”

“ตะวัน”

“จ๋าาาา”

เธอยิ้มขำเมื่อรู้ได้โดยไม่ต้องมองว่าแม่เธอส่ายหัวอ่อนใจแน่ๆ ตะวันถูกเลี้ยงดูมาแบบค่อนข้างปล่อยในเรื่องของความคิด ทำให้บางครั้งมีแม่ก็เหมือนมีเพื่อน ที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง ฝ่ามืออุ่นเลื่อนมาตบศีรษะอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะได้ยินเสียงบ่น “หัวเหม็นจัง”

“โถ่แม่อะ”

“ล้อเล่นหรอก” นิศานาถหัวเราะ ตะวันยอมปล่อยเอวแม่ตัวเองที่ถึงแม้จะอายุสี่สิบเจ็ดแล้ว แต่ก็ดูหน้าเด็กกว่าคนรุ่นเดียวกัน ซึ่งเธอมั่นใจว่าตรงนี้ได้แม่มาแน่นอน ใบหน้าหมวยๆนั้นยิ้มร่าให้ ซึ่งนั่นเรียกรอยยิ้มตอบได้ไม่ยาก คนเป็นแม่ก้มลงมาจูบหน้าผากก่อนจะบอก “แม่ไปทำงานต่อก่อนนะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่”

“คร้าบ” 

ตะวันยิ้มส่งขณะโบกมือให้ เมื่อประตูปิดลงก็หันไปมองอีกสองหน่อที่เหลือที่ยังคงยืนอยู่ โดยคนหัวเกรียนชี้มาที่ตัวเองแล้วถาม “มึงจำกูได้ปะเนี่ย”

เธอเลิกคิ้วขณะประกบมือสองข้างพนมมือไหว้แล้วว่า “เณรมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?”

สายตาเขียวปั๊ดที่มองมาทันทีทำให้คนแกล้งหัวเราะออกมาและว่าใหม่ “จำได้อยู่แล้ว กูไม่ได้ความจำเสื่อมนะไอ้เณศ แว่นกูอยู่ไหนเนี่ย”

ไม่ทันที่จะมองไปรอบๆก็มีคนยื่นแว่นกลมกรอบสีน้ำเงินมาให้ เธอรับมาสวมก่อนที่มือข้างนั้นจะยื่นหมัดมาตรงหน้าซึ่งตะวันก็ชนหมัดกับเพื่อนอย่างยินดี “เป็นไงบ้างไอ้พิ”

“มึงต่างหากที่เป็นไง หลับจนคนคิดว่าตายไปแล้วด้วยซ้ำ”

“อย่าแช่งดิ” เธอยักคิ้วให้ก่อนจะลูบท้องตัวเอง ซึ่งเณศที่เห็นก็กุลีกุจอเอาอาหารคนป่วยมาให้โดยจัดแจงโต๊ะให้เรียบร้อย จนคนถูกบริการอย่างดีเลิกคิ้วมองกับพฤติกรรมที่ไม่เคยเห็นของเพื่อน “มึงทำอะไรของมึง?”

“จัดโต๊ะแดกให้มึงไง”

“กูหมายถึงทำไมอยู่ๆถึงทำให้”

เพื่อนสองหน่อมองหน้ากัน ก่อนที่พิริยะจะโยนช้อนมาให้พร้อมบอกกึ่งสั่งตัดรำคาญ “กินๆไปเถอะ”

ตะวันตักข้าวต้มเย็นชืดสมเป็นอาหารคนป่วยใส่ปากขณะเหลือบมองเพื่อนตัวเองที่นั่งอยู่ในห้องด้วยเป็นระยะ แต่ด้วยความเงียบที่น่าอึดอัดเมื่อคนชวนคุยเก่งอย่างรเณศเงียบกริบจึงเปิดบทสนทนาถามหาเพื่อนในกลุ่มอีกคนหนึ่ง

“ไอ้ต่อล่ะ?”

“มันไปทำงานพิเศษ”

จบ บทสนทนาจบแค่นั้น เธอถอนหายใจออกมาก่อนจะวางช้อนหลังจากที่จัดการไปประมาณครึ่งหนึ่ง คงจริงที่ว่ากระเพาะยังไม่รับ ตอนแรกที่หิวๆพอกินไปแค่นี้ก็อิ่มแล้ว ตะวันหันไปมองเพื่อนก่อนจะถาม “พวกมึงเป็นอะไรเนี่ย”

“มึงไม่เข้าใจหรอก” 

“ก็บอกสิไอ้เณศจะได้เข้าใจ”

เพื่อนหัวเกรียนตวัดสายตามามองก่อนที่จะพ่นลมหายใจออกมาและว่าเสียงห้วน “เออก็ได้! เพราะพวกเราเพิ่งจะคอลไลน์กันก่อนมึงไปเที่ยว พออยู่ๆมาเจออีกทีมึงก็เป็นผักไม่ได้สติต้องหาทางพากลับไทย!”

“…”

“พอกลับมาทำยังไงมึงก็ไม่ตื่น หาสาเหตุไม่ได้ แล้วเมื่อสี่วันก่อนหัวใจมึงเต้นช้าลง ช้ามากๆจนทุกคนกลัวว่ามึงจะตาย!”

“ไอ้เณศ” พิริยะปรามเมื่อรู้สึกว่าเพื่อนหัวเกรียนเริ่มเสียงดังและพูดเรื่องไม่ดี แต่รเณศตัดบท

“กูจะพูดไอ้พิ! ทีนี้มึงเข้าใจรึยังล่ะไอ้ทิวว่าทำไมมึงถึงตื่นมาแล้วมีเครื่องช่วยหายใจ! มึงป่วยหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่มึงหลับอย่างเดียว หมอบอกว่ามึงอาจจะเป็นโรคเจ้าหญิงนิทราก็ได้ แต่ยังไงก็หาสาเหตุไม่ได้!”

“ไอ้เณศ” พิริยะจำต้องห้ามอีกรอบ มืองข้างหนึ่งจับที่ไหล่เพ่ือนพร้อมกับว่า “พอเถอะ ยังไงมันก็ตื่นแล้ว”

ตะวันมองเพื่อนสองคนของตนที่ถ้าสังเกตดูให้ดีก็จะเห็นรอบตาดำคล้ำเหมือนอดนอน เอาจริงๆแย่สุดก็คงเป็นแม่เธอที่มีสีหน้าเพลียขนาดไหน แม้พยาบาลจะเป็นงานที่เหนื่อยและอดหลับอดนอนอยู่แล้วแต่ครั้งนี้ดูโทรมจริงๆ แต่รอยยิ้มนั้นก็ยังมีเหมือนเดิมยามที่เธอตื่น

“กูรักพวกมึงจัง”

“ฮะ??” รเณศอุทานออกมาทันทีกับคำพูดนั้นของเพื่อนสาวของตน “อะไรของมึงเนี่ย ที่กูพูดไปได้เข้าหูมึงบ้างรึเปล่า”

“เข้าสิ กูถึงบอกไง รักพวกมึงจัง” เธอหัวเราะออกมา “ขอบใจมากนะที่เป็นห่วงแล้วก็มาเยี่ยม”

“ให้ตายเหอะ” เพื่อนหัวเกรียนพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะว่า “มึงจะกลับไปเป็นเจ้าหญิงนิทราอีกปะเนี่ย ซ้อมพี่ว้ากจะเริ่มอีกครึ่งเดือน มึงอยากเป็นนักไม่ใช่เหรอ กูอุตส่าห์ขอพี่ต้นให้แล้ว”

“แล้วได้ปะ?”

“ถ้ามึงไม่หลับก็ได้แน่นอน”

“เยี่ยมเลย!” 

พลัน จู่ๆก็เหมือนกับจะเห็นภาพในหัวว่าตนเองกำลังผายปอดและช่วยใครบางคนอยู่ ใบหน้าซีดขาวของผู้ชายผมยาวดูอ่อนล้ายามที่เธอกดแผลห้ามเลือดบนตัวเขา มันไม่เชิงว่าเห็นภาพ แต่นั่นเหมือนฝันเธอมากกว่า

“กูเหมือนกูลืมอะไรไป”

“มึงเพิ่งตื่นได้ไม่ทันไรก็คงมีน็อตในหัวหลุดไปบ้างแหละ”

“ไม่ใช่แบบนั้นดิไอ้เณศ” เธอขมวดคิ้วมุ่น “เหมือนลืมอะไร...​ที่สำคัญมากๆ”

“ไว้ค่อยนึก” พิริยะเอื้อมมือมาผลักไหล่เบาๆ “อย่าลืมก็แล้วกัน มึงจะขึ้นปีสามและเป็นพี่ว้าก ร่างกายมึงที่ว่ากันว่าถึกติิดท็อปห้าในรุ่นของเราเป็นจุดขายเชียวนะ”

“ไอ้ห่าพิ!”

“มันพูดจริงนะเว้ยทิว มึงถึกที่สุดละในผู้หญิงส่วนน้อยของวิศวะ” รเณศหัวเราะ ก่อนจะบอก “กูต้องไปทำงานแล้วอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเยี่ยมใหม่”

“ไปเลย ไม่มีของฝากไม่ต้องมา” ตะวันโบกมือไล่เพื่อนในกลุ่มแสบ ซึ่งมันก็เอื้อมมือมาผลักหัวเธอแล้วว่า

“จะเอาอะไรล่ะ”

“ส้มตำ”

“ไอ้ทิว” พิริยะถึงกับต้องท้วง “กระเพาะยังรับไม่ได้ ฉะนั้นห้าม”

“ชิ” ตะวันเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด เพราะหมอนี่มักทำตัวเป็นพ่อตลอดตั้งแต่สมัยไหน โดยเฉพาะกับเธอ! ตะวันกรอกตาใส่ก่อนจะถาม “แล้วมึงไม่ช่วยงานที่ร้านเหรอ?”

“วันนี้วันเสาร์ ร้านหยุด” มันตอบง่ายๆ และประตูห้องก็เปิดเข้ามาโดยพยาบาลคนหนึ่งที่บอกว่าได้เวลาไปตรวจคลื่นสมอง ทำให้เธอพยักหน้ารับและลงจากเตียง แต่ก็ต้องถอนหายใจเซ็งๆเมื่อพยาบาลให้นั่งรถเข็นแทนเดิน






ตะวันนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงมองกรุงเทพที่ดูยุ่งเหยิงมากในช่วงเย็น คนกำลังออกจากงานกลับบ้าน ขณะที่ในใจยังคงพยายามนึกฝันตัวเองอยู่

เหมือนจะถูกเรียกชื่ออะไรสักอย่าง แต่จำไม่ได้ว่าเรียกว่าไง บรรยากาศดูจีนขนาดนั้นก็น่าจะเป็นชื่อจีนใช่ไหม?

“พิ”

เธอเอ่ยเรียกเพื่อนที่นั่งเฝ้าและเล่นเกมอยู่เหมือนไม่มีอะไรทำ ก่อนจะถาม “มึงจำชื่อจีนกูได้ปะ?”

“ถามอะไรของมึงเนี่ย” มันโคลงหัวไปมา ก่อนจะว่า “มึงแซ่เฟิง จำได้แค่นี้”

“งั้นเหรอ”

“ทำไมอยู่ๆถามหาชื่อจีน?”

“ก็ไม่มีอะไร” ตะวันถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปมองเพื่อน “มึงช่วยฟังกูหน่อยได้ปะ แบบ...​ความฝันกูอะ”

แม้เปิดประโยคจะดูไร้สาระ แต่เพื่อนสนิทตั้งแต่ม.1คนนี้ก็เก็บโทรศัพท์ ซึ่งนั่นทำให้เริ่มเกริ่น

“กูอยู่ในป่า ช่วยคนจมน้ำอยู่ เป็นผู้ชาย”

“อ่าฮะ”

“แล้ว... เหมือนจะโดนไล่ฆ่า และกูโดนจับทรมานเหมือนเป็นนักโทษ”

“ฮะ????” พิริยะอุทานออกมาทันที และอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น “แม้แต่ความฝันมึงยังมาโซเลยเหรอ?”

“ฟังก่อนสิวะไอ้เพื่อนเวร! และกูไม่ได้มาโซขนาดนั้น กูโดนจับไป!” ตะวันเดาะลิ้นก่อนจะเล่าต่อ “เหมือนกูจะมีอะไรสักอย่างติดตัวที่ต้องเอาไปคืนอะ แล้วไอ้คนที่ทรมานกูก็โดนจับประหาร แต่ไอ้คนที่กูช่วยคนแรกมาช่วยได้ทันก่อนโดนประหาร สรุปคือสองคนนั้นเป็นญาติกัน”

“เดี๋ยวๆ มึงลำดับเรื่องได้แย่มาก” เด็กหนุ่มวัยย่างยี่สิบถึงกับกุมขมับก่อนจะทวน “มึงช่วยผู้ชายในป่าจากการจมน้ำ แล้วก็ไปโดนผู้ชายอีกคนจับได้ ซึ่งไอ้คนที่สองนี่กำลังจะโดนประหาร แต่ผู้ชายคนแรกไปช่วยทัน ผู้ชายคนแรกกับคนสองเป็นญาติกัน และมึงก็อยู่ตรงนั้นด้วย?”

“ใช่”

“แล้วทำไมอยู่ๆไปโดนประหารได้?”

“รู้สึกเขาจะเป็นโจรมั้ง” ตะวันพยายามนึก “แต่ก็คนดีนะ”

“คนดี? คนดีบ้าอะไรเป็นโจรแล้วจับมึงไปลงโทษวะ?”

“ก็เพราะไอ้ของชิ้นนี้แหละ น่าจะเป็นมีดมั้ง มีดแบบหรูๆอะ ซ่ึงเป็นของผู้ชายคนแรก ผู้ชายคนสองกลัวกูจะเอาไปฆ่าคนแรก”

“….โอเค” แม้หน้าจะยังดูมึนๆแต่มันก็พยักหน้า “แล้วไงต่อ?”

“เหมือนกูจะถูกผู้ชายคนแรกจีบ”

“ฮะ?”

“เออ”

มันกะพริบตามองปริบๆเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะมีรอยยิ้มเหมือนห้ามไม่ได้ สุดท้ายก็หลุดออกมาจริงๆ “ฮ่าๆๆๆๆๆ” 

เสียงหัวเราะดังสนั่นคับห้องผู้ป่วยจนตะวันต้องเบ้ปากและปาหมอนอัดคนที่นั่งไม่ไกลและด่า “มึงหัวเราะอะไรเสียงดัง นี่โรงพยาบาลนะ!”

“นี่เพราะมึงไม่เคยโดนผู้ชายจีบเลยฝันประชดชีวิตเหรอวะ มิน่าถึงหลับไม่ตื่น ฝันดีนี่เอง ฮ่าๆๆๆๆ”

“มันก็ไม่ดีเท่าไหร่หรอก” เธอถอนหายใจออกมาและว่าต่อ “กูเหมือนจะบาดเจ็บทั้งตัวตลอดเลย อย่างกับออกรายการหนังเอาชีวิตรอดในป่าสักอย่าง รู้สึกเหนื่อยชิบหาย คงเพราะมันเป็นฝันกูเลยรอดมาได้”

“แล้วไง?”

“แต่กู​เหมือนกับลืมอะไรไปไง” สองมือกุมศีรษะของตัวเองขณะพึมพำ “มันเหมือนจริงเกินไป ในฝันกูเหมือนจะผ่านไปนานพอสมควรและเหมือนกับว่ากูกลับบ้านไม่ได้ ก็คงไม่ตื่น และพวกเขาไม่ได้เรียกกูว่าตะวันหรือทิว เพราะมันดูจีนขนาดนั้นก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นชื่อจีน... นี่มึงฟังกูอยู่ปะเนี่ย”

ตะวันหรี่ตามองเมื่อเพื่อนสนิทหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดจิ้มเล่นอีกรอบขณะพยักหน้าแบบขอไปที จนต้องถอนหายใจออกมาเพราะมันคงเลิกสนใจแล้ว แต่เปล่า เพราะจู่ๆมันพูดขึ้น

“ลี่หยาง แซ่เฟิง”

“ฮะ?”

“ชื่อจีนมึงไง” มันขมวดคิ้วก่อนจะพึมพำ “แต่ถ้าเอานามสกุลขึ้นก่อนก็ต้องเป็น... เฟิง ลี่หยาง”

“ไหนตอนแรกบอกจำไม่ได้?”

“ก็จำไม่ได้ กูเปิดดูข้อความเก่าๆที่เคยคุยกับมึงตั้งแต่ก่อนขึ้นปีหนึ่ง” พิริยะพ่นลมหายใจออกมา “มึงบอกกูว่าไม่อยากใช้ชื่อตะวันเพราะถ้าเป็นพี่ว้ากตอนปีสามมันจะไม่เท่ ถึงได้เอามาให้กูเลือกว่าควรใช้ชื่อไหนดี ก็เลยรู้ช่ือทุกชื่อของมึงทั้งหมด”

“อ๋อ จำได้ละ” เธอพยักหน้ากับตัวเอง “แล้วนี่มึงเก็บแชทไว้อยู่เหรอ?”

“เออ แคปเก็บไว้ว่าเพื่อนกูเรื่องมากเรื่องชื่อขนาดไหน”

ตะวันเบ้ปากเพราะก็พอรู้ตัวเองอยู่ ไม่ให้เรื่องมากได้ยังไงนี่มันชื่อที่เธอต้องบอกรุ่นพี่รุ่นน้องเชียวนะ! “แต่กูก็ชอบชื่อทิวของกูอยู่ดี”

มันกรอกตาไปมาแล้วบ่นประโยคเดิมที่ได้ยินมาจะสามปี “ผู้หญิงเหี้ยไรชื่อทิว”

“ผู้หญิงอย่างกูนี่ไง ตัวเล็กๆหน้าเด็กๆไว้หลอกอายุ”

‘พระอาทิตย์ดวงเล็กใช่ไหมล่ะความหมายชื่อฉันน่ะ ตั้งง่ายดีเนอะ’ 

พลันคำพูดจากปากตัวเองในฝันก็แล่นเข้ามา พระอาทิตย์ดวงเล็ก หยางแปลว่าพระอาทิตย์ ส่วนเล็กภาษาจีนนี่มัน...

“เสี่ยว”

“ฮะ?”

“หยางเสี่ยว?​ ไม่ๆ คำจีนมันเหมือนอังกฤษที่เอาคำขยายขึ้นก่อน ก็ต้องเป็น....” เธอขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะพึมพำครุ่นคิดกับตัวเอง 

“...เสี่ยวหยาง

แปลบ!

พลันภาพในฝันที่ดูเลือนลางก็ดูชัดขึ้นกว่าตอนแรกจนเหมือนกับว่าไปอยู่ที่นั่นจริงๆ ทั้งความเจ็บปวดและบาดแผล น้ำตาและเปลวเพลิงที่ทำให้เธอต้องเอื้อมมือไปจับแผลเป็นที่ไหล่ของตนโดยสัญชาตญาณ ขณะตวัดสายตาไปมองเพื่อนสนิทที่มองอย่างไม่เข้าใจนัก

“มึงคิดว่ากูจะกลับเข้าไปในฝันนั้นได้อีกรึเปล่าถ้ากูหลับ”

คิ้วของเพื่อนเลิกขึ้นทันที ก่อนจะว่าอย่างไม่เห็นด้วย “มึงหลับมาสองอาทิตย์แล้วคิดจะหลับอีกเหรอ?”

“ก็แค่ถาม ว่ามันมีความเป็นไปได้รึเปล่าที่จะหลับฝันต่อ”

“มี แต่ไม่บ่อยจนเรียกได้ว่าแทบไม่มี จากประสบการณ์ของกู” มันขมวดคิ้วก่อนจะถามกลับ “ทำไม?”

“บอกไม่ถูก” ตะวันถอนหายใจออกมา “แค่มันเหมือนจริงเกินไป จนกูว่ากูยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ”

“มึงก็แค่ฝันไป”

“นี่ไอ้พิ”

“ว่า?”

“ถ้าสมมุตินะ” ตะวันโคลงศีรษะไปมา “สมมุติว่ากูกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราอีกรอบ ฝากบอกแม่กูทีว่ากูกลับมาแน่นอน”

“ขอคำอธิบายมากกว่านี้”

“คือกูไม่แน่ใจ แต่แค่บอกว่าถ้ากลายเป็นเจ้าหญิงนิทราอีกรอบน่ะ” ตะวันยิ้มแหย “ในฝันกูคือกูจำอะไรไม่ได้เลยและกำลังหาทางกลับมาที่นี่ ในเมื่อกูตื่นขึ้นมาได้ หากหลับไปอีกทีก็ต้องตื่นขึ้นมาเหมือนกัน”

“ตรรกะเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย” พิริยะขยี้ศีรษะตัวเองอย่างหงุดหงิด “คือมึงจะบอกว่าต้องหลับเพื่อที่จะฝันให้จบเรื่องถึงจะตื่นขึ้นมาว่างั้น?”

“ทำนองนั้น” เธอถอนหายใจ “แต่ถ้าหลับแล้วตื่นปกติก็ดีไป”

“จะนานแค่ไหนล่ะ” เพื่อนหนุ่มกอดอกขณะถามเสียงเข้ม “ครั้งแรกมึงหลับไปสองอาทิตย์ ครั้งนี้จะหลับนานแค่ไหน”

“กูไม่รู้โอเคไหม กูแค่บอกเผ่ือในกรณีที่หลับไปจริงๆ”

“ทำไมมึงชอบคิดในแง่ลบอยู่เรื่อย มึงจะไม่หลับ” 

“ก็กูบอกว่าเผ่ือ กูก็ไม่อยากหลับหรอก แต่รู้สึกว่ากูอาจจะหลับอีก”

“งั้นกูต้องการสัญญา” พิริยะลุกขึ้นมาและยืนอยู่ข้างเตียงขณะที่ผลักหัวเธอไม่แรงมากแต่ก็ไม่เบาเช่นกัน “ถ้าสมมุติว่ามึงหลับไปอีก มึงต้องตื่นขึ้นมา และห้ามนานกว่ารอบแรก มึงทำให้แม่มึงห่วงชิบหายเลยด้วย”

“ไม่เกินอาทิตย์นึง” ตะวันลูบหน้าผากตัวเองที่โดนผลัก “ครั้งนี้สัญญา ถ้าหลับไปอีกจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว มึงเข้าใจไหมว่ามันรู้สึกไม่เหมือนฝันอะ”

“ไม่รู้โว้ย!” มันสบถออกมาอย่างหงุดหงิด “แล้วจะให้กูบอกคนอื่นว่ายังไง”

“ไม่ต้องบอกอะไร บอกแค่แม่กูก็พอ” มือข้างหนึ่งยกขึ้นจับสร้อยคอของตนและยิ้มร่า “ว่าป๋ากูเตะไป เพราะกูว่ากูฝันถึงเขาด้วย”

“ไอ้ไร้สาระ” มันลากเก้าอี้มาอยู่ข้างเตียงก่อนจะคาดโทษ​ “ห้ามเกินอาทิตย์หนึ่ง เพราะอีกสองอาทิตย์จะเริ่มฝึกว้ากแล้ว จำใส่กระโหลกตอนมึงฝันไว้เลย ว่าถ้าไม่ตื่นกูจะเอาเกียร์รุ่นฟาดหน้ามึง”

“เออ” ตะวันพยักหน้ารับรู้ก่อนจะชูหมัดขึ้นมาข้างหนึ่ง ซึ่งอีกคนก็ดูเข้าใจเพราะมันชนหมัดกับมือของเธอ “ขอบใจมากเพื่อน”

ถึงมันจะดูไร้สาระอย่างที่โดนด่า แต่ก็สั่งความกับเพื่อนซี้ไว้เรียบร้อย คงไม่มีอะไร แต่ประเด็นคือจะทำยังไง ถ้าเธอหลับปกติแล้วตื่นมาตอนเช้าก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป แต่... สั่งความไว้ก่อนเผื่อหลับก็ไม่เสียหายนี่

มันก็แค่ความฝัน แต่ใจลึกๆมันไม่เหมือนฝัน ซึ่งก็ขอตามเวรตามกรรมละกันว่าจะหลับแบบไหน แต่ถ้ามันเป็นแค่ฝันจริงๆก็เป็นฝันที่สนุกและตลกจนน่าจะเอาไปทำหนังได้ 

เหมือนจะเรียกชื่อผู้ชายสองคนนั้นจนติดปาก แต่จำไม่ได้แฮะ.... แต่สองคนนั้นน่าจะเรียกเธอว่าเสี่ยวหยาง

แปลบ!

เป็นอีกครั้งที่ภาพในฝันดูชัดเจนยิ่งขึ้น หิมะโปรยปรายและตัวเธอที่เดินอยู่กลางหิมะไร้รองเท้าข้างหนึ่ง ก่อนจะซุกตัวเองกับรากไม้บังลมและสายตาคนที่ตามล่า ถึงแม้สุดท้ายจะมีคนมาเจอก็ตาม

ชื่ออะไรวะ นึกไม่ออก 

ปลายนิ้วเขี่ยที่สร้อยของตนก่อนจะก้มลงมองขณะพ่นลมหายใจออกมา จำได้ว่าในฝันทำสร้อยหาย และพอได้คืนก็...​ตื่นขึ้นมารึเปล่านะ

แถมยังเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังอีกต่างหาก ขนาดไอ้พิเธอยังไม่เคยเล่าเรื่องป๋าให้ฟังด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็อยากจะนึกชื่อผู้ชายสองคนนั้นให้ออก ฮ่องเต้เชียวนะฮ่องเต้! อีกคนน่าจะเป็นอ๋องที่รู้สึกสนิทกว่าด้วย

โอ๊ยปวดหัว...

ตะวันเอนตัวลงกับเตียงขณะมองฝ่ามือทั้งสอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อ... มันมีรอยแผลพาดจางๆเหมือนกับเป็นแผลที่เกิดขึ้นมานานมากจนแทบจะกลืนไปกับมือ ซึ่งเธอมั่นใจว่าก่อนที่จะหลับไปมันไม่มี และตอนที่ตื่นมาเมื่อเช้าก็ไม่แน่ใจว่ามีรึเปล่า

เปลือกตาปิดลงเพื่อที่จะได้นึกฝันตัวเองอีกครั้ง จำได้ว่าในฝันเธอเป็นแผลที่มือสองข้างใหญ่เพราะตกเหวแล้วจับเถาวัลย์ได้ตอนตก ให้ตายเถอะ มันเหมือนหนังจริงๆนะ! 

คิดถึงป๋าเป็นบ้า.... 

มุมปากนั้นมีรอยยิ้มเมื่อนึกถึงพ่อบังเกิดเกล้าของตน อาจจะแปลกที่เธอเรียกว่าป๋ากับแม่ ตอนแรกก็เรียกป๊า แต่ไปๆมาๆก็เรียกป๋า สุดท้ายก็ติดปาก

ป๋าน่าจะไปด้วย จะได้เป็นล่ามให้หน่อย

ก็พูดได้แล้วไม่ใช่รึไงจะเอาป๋าไปด้วยทำไมลูกหมา

ฮะ??? 

บร๊ะ บร๊ะ โบ้ยความผิดให้ป๋าซะได้ แต่ก็จริงแหละ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะป๋า

ตะวันลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องตกใจ เพราะแทนที่จะเป็นภาพในห้องโรงพยาบาล กลับกลายเป็นภาพกำแพงเมืองจีนที่ไร้ผู้คน.... 

มาอยู่ที่นี่ได้ไง?

ได้อยู่แล้ว ฝันนี่ คิดอะไรก็ได้ทุกอย่างนั่นแหละ ที่โปรดป๋าเชียวนะ

ตะวันหันไปมองแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง ใบหน้าขาวตี๋มีริ้วรอยนิดหน่อยกำลังฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเห็นรอยตีนกาในชุดลำลองสบายๆ เธออ้าปากค้างเหมือนคนเห็นผี

มันก็ผีจริงๆไม่ใช่รึไง!

“ช่วยให้ความเคารพหน่อยได้ไหม นี่พ่อแท้ๆเจ้าของสเปิร์มที่ออกมาเป็นไอ้ลูกหมาอย่างลูกนะ”

ตะวันกะพริบตาปริบๆขณะมีสีหน้าเหมือนกับกินของขมเข้าไป ใช่ว่าไม่เคยฝันเห็นพ่อตัวเอง แต่ไม่เคยฝันแบบที่คุยกันเหมือนกับ...​อะไรอย่างเนี้ย!

…โลกนี้ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก





----------------------------------------------------------------------------------------------


พี่ก้องที่ว่า... แค่อ้างอิงจากดาราในชีวิตจริง ไม่แน่ใจว่าควรเปลี่ยนชื่อดีไหม คงไม่เป็นไรมั้งคะ...

กลับเรื่องดีกว่า ตะวันกลับปัจจุบันแล้วค่ะฮิ้ว ><!! //จุดพลุฉลอง //โดนตบ

คงพอเดาได้ว่าในกลุ่มเพื่อนตะวันนั้นเจ้าตัวก็เป็นตัวเกรียนตัวรั่วไร้สาระของกลุ่มใช้ย่อย พิริยะถึงได้ไม่ได้แปลกใจกับการเพ้อของนางมากนักอย่างที่ควรเป็น แถมทุกคนก็คงรู้แล้วว่าตะวันขี้อ้อนพอสมควร....

แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

16 ความคิดเห็น

  1. #908 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 17:40
    หมดกันความซีเรียส ป๋าเหมือนตะวันเด๊ะ ทำลายบรรยากาศหมด 55555
    #908
    0
  2. #677 YoGurT_Yo^^ (@nuyoja) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:03
    นี่ป๋าลืมไปแล้วรึเปล่าว่ามีลูกเป็นผญ ทักแต่ละอย่าง5555
    #677
    0
  3. #668 กระต่ายสีขาว (@LeeZen) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:04
    ใกล้ถึงบทสรุปแล้วจิ ถ้านางไปทางนู้น ก็ต้องทิ้งแม่ ถ้ามาทางแม่ ก็ต้องทิ้งฮ่องเต้กะอ๋อง  จะสรุปแบบไหนน้อ
    #668
    0
  4. #667 แว่นใส (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:40
    คิดถึงค่ะ
    #667
    0
  5. #665 Sherry R (@sherry_queen) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:44
    สู้ๆนะตะวัน ป๋าฮามากกกก น่ารักอ่ะ รอตอนต่อไปค่าาา
    #665
    0
  6. #664 lanny2 (@lanny) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:07
    ขอบอกนิดนึงค่ะ กรณีใส่ท่อช่วยหายใจจะพูดไม่ได้นะค่ะแล้วถ้าเอาท่อออกแล้วปกติหมอจะยังไม่ให้กินอะไรอย่างมากก็ให้แค่จิบน้ำค่ะ
    #664
    0
  7. #663 marchere01 (@marchere01) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:04
    #เฮียเหวิน....
    #663
    0
  8. #662 punpun (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:48
    ยังไงก็ทีมตะวัน
    #662
    0
  9. #661 Pang Evill (@0870103272) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:47
    รอออออ
    #661
    0
  10. #660 TabtimThaensaeng (@TabtimThaensaeng) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:48
    รอคร้าาา สนุกมาก 55 สู้ฟ
    #660
    0
  11. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:24
    5555 ฮาคุณป๋าอ่ะ 
    #659
    0
  12. #658 punpun (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:19
    รอแย่างมีความหวัง

    #ทีมตะวัน แต่เอียงๆๆไปหาเฮียเหวิน
    #658
    0
  13. #657 Sherry R (@sherry_queen) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 16:48
    ยังยืนยันเรือลำเดิม #เหวินจี้ที่รัก
    แต่ก็อยากเหยียบเรือสองลำ 5555

    สปอยล์มาแบบนี้ ตอนต่อไปต้องมาเร็วขึ้นนะ
    อยากอ่านมากกกกก... ก.ไก้ ร้อยล้านตัว - -
    #สปอยตัวร้ายกับนักเขียนตัวดี //โดนตบรัวๆ
    #657
    0
  14. #656 ไอ' หมิว (@llunda) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 14:11
    แหมยิ่งอ่านสปอย ยิ่ง อยากอ่านมากไปอีก ^^  รอค่ะ ไรท์สู้ๆ 
    #656
    0
  15. #655 แว่นใส (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 12:38
    รออ่านจนจบจ้า
    #655
    0
  16. #654 kittysmall (@lekwasanaDek-D) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 11:54
    รอตอนต่อไปค่ะ
    #654
    0