สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 69 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 66 บางครั้งเป็นคนโง่ก็ดีเพราะมันไม่คิดอะไรมาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,426
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    19 ก.พ. 61




“ตั้งสติได้รึยัง”

“จากใจเลยนะป๋า ยัง” ตะวันยิ้มแหย “ป๋ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“เข้าฝันลูกตัวเองไม่ได้ไง๊?”

เสียงสูงท้ายประโยคทำให้คนเป็นลูกรู้สึกปวดหัวหนักมาก แล้วเธอก็ต้องเงยหน้าขึ้นมากับประโยคต่อมาของพ่อตัวเอง

“นึกชื่อพวกเขาออกรึยัง”

“ป๋ารู้?”

“ไม่ได้ฟังที่ป๋าพูดรึไง ที่ฝันแบบนั้นก็เพราะป๋ามีเอี่ยวนิดนึง” พร้อมกับจีบมือทำท่า ‘นิดนึง’ ประกอบ ซึ่งในสายตาเธอมันดูน่าหมั่นไส้ขึ้นมากโขแต่กระนั้นก็ปล่อยผ่านไป

“แล้วอะไรเอี่ยวเต็มๆล่ะ?”

“กรรมลูกไง” ว่าพลางถอนหายใจออกมาขณะส่ายหัว “ให้ตายเถอะ ทำสร้อยหายได้ยังไง ดีนะที่*&^%เก็บได้”

“ใครเก็บได้นะป๋า”

“*&^%”

“ฟังไม่รู้เรื่อง” ตะวันส่ายหัว “อย่างกับป๋าพูดภาษาต่างดาวแน่ะ นั่นชื่อคนแน่เหรอ”

ดวงตาตี๋ๆที่บอกได้เลยว่าเป็นพ่อพันธุ์นั้นหรี่ลง ก่อนที่จะยักไหล่แล้วว่าแบบไม่ใช่เรื่องใหญ่ “ต้องจำให้ได้เองล่ะมั้ง”

“แล้วสรุปลูกต้องกลับไปจริงๆเหรอ?” เธอเบ้ปาก แล้วถ้ากลับไปแล้วหลับไม่ตื่นจะทำยังไง ถึงจะบอกว่าต้องกลับไปก็เหอะแต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปในฝันที่โคตรเหมือนจริงนั่น

“คิดอะไรเยอะแยะเนี่ยลูกหมาเอ้ยยยย!”

ตะวันตวัดมองยังคนที่เรียกเธอแบบนั้นซึ่งมีแค่พ่อกับแม่ โดยเฉพาะพ่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นความเชื่อเก่าที่ต้องเรียกเด็กแรกเกิดว่าเป็นลูกของสัตว์ไม่ใช่มนุษย์ จะได้ไม่โดนพวกสัมภเวสีเอาตัวไป ทำไปทำมาก็โดนเรียกตั้งแต่เด็กจนโต และเธอก็ถูกเลี้ยงมาเหมือนเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ ที่สามารถเถียงเรื่องงี่เง่าได้

“มันสมควรจะคิดไหมเล่า!”

“ก็แค่ย้อนอดีต”

“อะไรนะ?! ย้อนอดีต!! คนฝันแล้วย้อนไปอดีตป๋าใช้คำว่า ‘แค่’ ได้ยังไง” ตะวันขยี้ศีรษะตัวเองแรงๆไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด “ป๋าช่วยคิดแบบคนธรรมดาเขาคิดกัน แล้วจะรู้ว่ามันไม่มีอะไรที่มีเหตุผลเลย!”

“ก็มองให้เป็นไสยศาสตร์ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สิ ทุกอย่างมันก็จะมีเหตุผลขึ้นมาเองแหละ”

อืม... ดู... ดูพ่อเธอตอบ!!!

“จะบอกว่าลูกอยู่ตรงนั้นจริงๆรึไง”

“ใช่ ย้อนอดีตแค่จิต” ป๋าทรุดตัวลงนั่งตรงกำแพงสูงมองเห็นทิวทัศน์ไกลสุดลูกตาขณะอธิบายต่อ “แต่มันเหมือนจริงเพราะว่าจิตเกือบทั้งหมดอยู่นั่น ลูกถึงได้หลับไม่ตื่น แต่พออันตรายขนาดนั้นก็เลยว่าจะดึงกลับ ก็ดันทำสร้อยหายอีก ฉะนั้นตอนที่ได้สร้อยคืนมามันถึงกลับได้ไง แต่อาการทั้งหลายแหล่มันคือการประท้วงเฉยๆว่าจิตออกมานานเกินไปและมีเรื่องเกือบถึงตาย”

“สร้อยลูกเกี่ยวอะไรด้วย?”

“ขวัญลูกอยู่ที่สร้อยเส้นนั้นทั้งหมด” คนเป็นพ่อตอบง่ายๆ “ฉะนั้นมันก็เลยเหมือนสิ่งสื่อระหว่างจิตของลูกที่อยู่ในอดีต กับร่างที่อยู่ปัจจุบัน แต่พอทำหายไปมันก็เหมือนตัวเชื่อมระหว่างทั้งสองสิ่งหายนั่นแหละ ถึงได้บอกว่าโชคดีที่มีคนเก็บได้แล้วเอามาคืน”

“ใครเก็บได้?”

“ป๋าพูดชื่อไปแล้วไง ลูกฟังไม่รู้เรื่อง คิดว่าคงต้องนึกให้ออกเอง ถ้านึกชื่อพวกเขาออกก็คงจำได้ทั้งหมดเองแหละ” คนแก่กว่าถอนหายใจออกมาก่อนจะยักไหล่เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ “แต่ตอนนี้ก็หมดแล้วล่ะ เงาหัวไม่หายแน่นอนเพราะมี ‘คน’ ช่วยเยอะ”

“ใคร?” เธอถามอย่างสงสัย แต่ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่อยากรู้มากมายเพราะถามต่อทันที “แล้วทำไมไม่ดึงกลับก่อนที่ลูกจะทำสร้อยหายล่ะ”

“ไม่งั้นคนอื่นก็ห่วงกันสิ” 

รอยยิ้มลั้ลลาดูขี้เล่นนั้นถูกส่งมาให้ทำให้ตะวันรู้สึกหมั่นไส้พ่อตัวเองเต็มแก่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “แล้วป๋ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ก็มาดูน่ะสิ แหม ลูกใครเก่งจริงๆ ตกเหวยังไม่ตาย”

ทำไมฟังแล้วไม่เหมือนคำชม? แล้วพูดแบบนั้นสรุปคือเธอตกเหวจริงๆรึไง? เธอส่ายหัวกับตัวเองแบบรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งขณะถามต่อ “แล้วลูกต้องกลับไปจีนตรงนั้นเหรอ” 

“อยากกลับไปก็แล้วแต่ แต่ไม่กลับไม่ได้”

“นั่นหมายความว่าต้องกลับไปใช่ไหม?”

“ใช่”

แล้วจะพูดเหมือนกับเธอมีทางเลือกเพ่ือ?

“และป๋าไม่เคยสอนให้ลูกทำอะไรไว้แล้วไม่รับผิดชอบ” ดวงตานั้นมองตรงขณะมีรอยย้ิมขำอยู่บนใบหน้า “ติดค้างสัญญาอะไรใครไว้ล่ะ และหน้าที่ลูกยังไม่จบหรอกนะ”

“สัญญา? หน้าที่?”

“ลูกคิดจริงๆน่ะเหรอว่าจะเป็นคนแรกที่จิตได้เที่ยวเล่นแบบนี้น่ะ” เขามองอย่างตำหนิเหมือนว่าเธอคิดอะไรตื้นๆ “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาก็อยู่ที่เดียวกับลูกด้วย ฉะนั้นก็เลยเหมือนกับต้องช่วยๆกันไป ถึงเขาจะไม่อยากช่วยลูกก็เถอะ”

“หยุดๆๆ หยุดก่อนนะป๋า” ยิ่งพูดตะวันก็ยิ่งไม่เข้าใจ ป๋าพูดเรื่องอะไรอยู่ “จะบอกว่ามีคนจิตย้อนอดีตไปเหมือนลูก แต่ว่าไม่ได้กลับมางั้นเหรอ”

“ช่าย ถึงจะแตกต่างกันนิดหน่อยก็เถอะ” ใบหน้านั้นพยักหน้าหงึกหงัก “ลูกต้องไปหาและช่วยเขา”

“ทำไมต้องเป็นลูกล่ะ?”

“กรรม ท่องไว้เลย กรรมล้วนๆ” เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะว่าต่อ “ส่วนเรื่องสัญญา ลูกหาเรื่องให้ตัวเองนะ ป๋าช่วยไม่ได้”

สรุปคือที่จิตเธอล่องไปในอดีตเพราะว่าเป็นกรรม และต้องไปช่วยคนที่ประสบกรรมแบบเดียวกับเธอแต่เขากลับไม่ได้ แต่เรื่องสัญญาที่เธอยังนึกไม่ออกว่ามีกับใครคือบ่วงแถมเพิ่มว่างั้น?

“ป๋าการันตีให้ได้รึเปล่าล่ะว่าลูกจะได้กลับมาแน่ๆ”

“ก็ถ้าหมดกรรมก็ได้กลับ”

ทำไมป๋าเป็นคนแบบนี้ คือจะบอกว่าถ้าเธอหาคนๆนั้นไม่เจอ หรือว่าเจอแต่พากลับมาด้วยไม่ได้เธอก็จะไม่ได้กลับเหมือนกันงั้นเหรอ?! ฝันไปเถอะ! 

“แล้วจะทำยังไงให้กลับไปล่ะ?”

“ป๋าเตะกลับได้ แต่....”

กลับไปแล้วจำลูกข้าไม่ได้ กลับไปทำไม

เสียงใสของผู้หญิงทำให้ตะวันหันกลับไปมองตามต้นเสียง เหมือนจะเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของพ่อตัวเองพร้อมกับปากขมุบขมิบพึมพำ ซึ่งผู้หญิงตรงหน้าเธออยู่ในชุดจีนโบราณมีเครื่องประดับเต็มหัว หน้าตาสวยเด็ดจนเธอต้องร้องว้าวออกมาแล้วหันไปเหล่คุณป๋าขณะดึงอีกฝ่ายให้เอียงหูมาใกล้ๆ

“นี่ป๋าสอยผู้หญิงใหม่ได้เหรอ?”

“เหย” คนถูกหาว่ามีเมียใหม่ทำหน้าเหมือนกลืนของขมแล้วกระซิบตอบ “แค่พระจันทร์กับตะวันก็ปวดหัวพออยู่แล้ว ไม่คิดจะสอยหงษ์หรือมังกรที่ไหนมาอีกหรอกนะ”

“ทั้งหงษ์และมังกรก็อยู่บนฟ้านา ไม่ต้องสอยก็ได้อยู่แล้วมั้ง”

“พวกเจ้าสองพ่อลูกนี่มัน....” ผู้หญิงสวยตรงหน้ามีท่าทีปวดหัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะถึงแม้จะบอกว่ากระซิบแต่มันก็ได้ยินทั้งหมด ก่อนดวงตาคมเรียวที่ถูกกรีดให้สวยกว่าเดิมจะตวัดมามองเธอจนสะดุ้ง “เจ้า”

“คะ?!”

“ลูกข้าชื่ออะไร”

…หา?????

“หนูยังไม่รู้จักคุณเลย จะไปรู้ชื่อลูกคุณได้ยังไงล่ะคะ” ตะวันพึมพำตอบสายตาดุจัดนั่น ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากอีกทาง ซึ่งยิ่งทำให้สีหน้าป๋ายิ่งเซ็งจิตเข้าไปใหญ่ขณะเป็นเปรยหน่ายๆ

“พวกคุณไม่ต้องออกมาหมดก็ได้”

“ทำไมล่ะ พวกเราก็อยากเจอลูกท่านนะ” ผู้ชายในชุดเกราะแบบไม่เรียบร้อยมากว่า ก่อนที่จะยิ้มและยักคิ้วให้เธอที่ยังคงงงอยู่ “ไงเด็กน้อย”

เพราะอาจจะเป็นความฝัน ทำให้ภาษาทั้งหมดนั่นมันเหมือนกัน หรืออะไรก็ช่าง แต่เธอฟังพวกเขาออก แต่ฟังออกไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจที่พวกเขาพูด “เอ่อ... หนูรู้จักคุณด้วยเหรอคะ”

“ไม่ แต่รู้จักลูกข้า” เขายิ้มกวนๆ “ถ้าเจอฝากบอกด้วยนะ ข้าภูมิใจกับเขามาก”

ลูกเขาคือใครล่ะ? แล้วนี่มหกรรมแนะนำลูกๆให้รู้จักกันเหรอ?

แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อมีรู้สึกถึงสายตาทิ่มแทง ซึ่งมันมาจากผู้ชายอีกคนที่ตาดุเสียยิ่งกว่าผู้หญิงคนแรกจนต้องยิ้มแหยๆและยกมือไหว้แก้ขัด “สวัสดีค่ะ”

“…อืม”

“หยุดเลยนะพวกคุณ” สุดท้ายป๋าก็ทนไม่ไหวกระโดดลงจากขอบกำแพงเมืองจีนและลุกมาอยู่ตรงหน้าเธอเสียเอง “เลิกกดดันลูกผมสิ และผมบอกไม่ให้พวกคุณออกมาไง”

“แล้วจะให้เวลาผ่านไปเรื่อยเปื่อยรึ?” ผู้หญิงตาดุคนแรกที่ตะวันขอเรียกในใจว่าคุณนางพญา ส่วนผู้ชายคนแรกก็คุณเกราะ ส่วนอีกคนก็คุณตาดุ

แต่ทำไมรู้สึกคุ้นกับสายตาดุๆนั่นแปลกๆแฮะ

“…มา ลูกหมา”

“?? จ๋าป๋า” เธอขานรับเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าถูกเรียกหลังจากที่มองหน้าคุณตาดุเพลิน จนต้องยิ้มแหยและโค้งตัวให้ขณะว่า “ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ แค่รู้สึกคุ้นกับสายตาดุแบบนั้นของคุณ”

พลันเสียงหัวเราะใสๆก็ดังขึ้นมาทำให้ตะวันเพิ่งสังเกตว่ามีคนยืนอยู่ข้างๆคุณตาดุ พร้อมกับเสียงติดหวานเอ่ยแบบขี้เล่น “ข้าบอกแล้วว่าเขาได้ท่านไปตั้งเยอะ นางยังคุ้นเลยเห็นไหม”

?!

ในหัวปวดจี๊ดขึ้นมาทันที ชุดจีนโบราณของผู้หญิงสีเหลืองอ่อนที่คนตรงหน้าสวมใส่ให้ความรู้สึกว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เพิ่งเห็นเหมือนคนอื่นๆ มันเหมือนกระตุ้นบางเหตุการณ์ในฝันที่จำไม่ได้ให้กลับมา เหมือนจะนึกออกแต่ก็ยังนึกไม่ออก ชื่อที่ติดอยู่ริมฝีปากทำให้รู้สึกอึดอัด

“อ้าวๆ จะจำได้แล้วสินะ” เสียงป๋าดังขึ้นเหนือหัว แต่ทันทีที่เงยหน้ามองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ายืนอยู่ขอบกำแพงเมืองจีนที่โคตรสูงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก่อนที่จะได้ถามอะไร คุณพ่อบังเกิดเกล้าก็ผลักเบาๆที่ไหล่ ส่งผลให้คนไม่ทันตั้งตัวลอยค้างอยู่กลางอากาศเพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนจะหงายหลังร่วงลงไปตามแรงโน้มถ่วงโลกโดยได้ยินเสียงตะโกนส่ง

“งั้นก็กลับไปเลย อาละวาดเต็มที่อย่าให้เสียชื่อแซ่เฟิง แล้วอย่าลืมล่ะ! หนึ่งเดือนที่นั่นเท่ากับหนึ่งอาทิตย์ที่นี่ จัดการให้เสร็จทั้งหมดเข้าใจไหมไอ้ลูกหมา!!”

ป๋าทำบ้าอะไรเนี่ยยยยย!!!! แว้กกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!

เสียงเอคโค่ค่อยๆห่างออกไป ก่อนดวงตาสี่คู่จะหันไปมองคนลงมือที่หลังจากโบกมือลาส่งลูกในไส้ตัวเองก็คู้ตัวหัวเราะกึกๆอยู่ตรงกำแพง โดยท่านนางพญาเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำนั้นถามเหมือนกับตาฝาดและไม่อยากเชื่อ

“นี่เจ้าเพิ่งผลักลูกตัวเองตกลงไปรึ?”

“ก็ดีกว่าผมเตะแกกลับไปก็แล้วกัน นี่แค่ผลัก” เจ้าของชื่อยันตัวลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังหัวเราะอยู่ ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่หัวเราะออกมาเหมือนเขา

“นั่นรึเปล่าสาเหตุที่ทำให้ลูกเจ้ามีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นน่ะเฟิง” 

“ลูกผมก็แค่มีเอกลักษณ์เฉยๆหรอกคุณซิ่น”

“เพราะมีพ่อแบบเจ้าด้วย”

คนเป็นพ่อยักคิ้วให้ “แกได้ผมไปเยอะ”

“พวกเจ้าสองคนจะคุยกันอีกนานไหม?” ผู้ชายตาดุว่าขึ้นมาก่อนที่จะมองพ่อที่เพิ่งผลักลูกตัวเองตกเหวไปอย่างตำหนิ “และเจ้าไม่ควรทำแบบนั้น”

คนถูกดุกะพริบตาปริบๆก่อนจะบุ้ยปากไปยังผู้หญิงยืนอยู่ไม่ไกล “ก็คุณนางพญาท่านนี้บอกไม่อยากเสียเวลา ผมก็แค่ทำตามพระบัญชาเฉยๆนี่ ไม่ผิดสักหน่อย” 

คนถูกเรียก ‘นางพญา’ ตวัดสายตาไปมองทันทีอย่างเอาเรื่อง “กล้าโบ้ยให้ข้ารึ เฟิง เทียนไล่”

“ใช่” คุณพ่อหน่ึงลูกสาวพยักหน้าขณะยิ้มออกมาร้ายๆ “คุณสั่งประหารผมไม่ได้ คุณมันก็แค่ผีเหมือนผมนั่นแหละ และคุณไม่ใช่ราชินีที่ผมจำเป็นต้องก้มหัวให้” ป๋าชะงักไปนิดเหมือนนึกอะไรออกก่อนจะแก้เสียงระรื่น “หรือต้องเรียกว่าไทเฮาแทนดีล่ะ? ลูกคุณเป็นฮ่องเต้แล้วนี่”

“เฮ้อ” ไทเฮาที่ว่าถึงกับผ่อนลมหายใจปลงและสั่นหน้า “พ่อลูกเหมือนกันจริงๆให้ตายเถอะ”

“เลือดมันข้น” นภนต์ยักคิ้วใส่ไทเฮาที่ว่า ก่อนจะหันไปโค้งให้ผู้หญิงในชุดสีเหลืองอ่อน “แล้วผมก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้งที่ช่วยลูกผมครั้งแล้วครั้งเล่า”

“ข้าช่วยเพราะมีผลประโยชน์” เจ้าหล่อนยิ้มแสบแบบน่ามอง “ฉะนั้นไม่ต้องขอบใจข้าหรอก”

ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะในลำคอออกมาทันที ก่อนจะแซว “ไม่ค่อยลำเอียงเท่าไหร่เลยนะคุณน่ะ มีแต้มต่อเพราะลูกคุณยังยึดติดกับอดีตแท้ๆ”

“มีทั้งทีแน่นอนว่าข้าต้องใช้ คนเป็นแม่ย่อมเอาใจช่วยลูกตัวเองให้ได้สตรีที่มีใจให้ และข้าให้แม่หนูคนนั้นผ่านแน่นอน ถึงสามีข้าจะว่างู้นงี้แต่เชื่อสิ เขาก็ชอบนางเหมือนกัน” หล่อนว่าขณะยิ้มออกมาและถองศอกใส่บุรุษหน้าตึงข้างตัว “ข้าเห็นนะ ท่านนั่งลุ้นตอนเด็กคนนั้นอยู่ในป่าน่ะ”

“อวี่หลิง” ดวงตานั้นมองดุ “อย่าเอาข้าเข้าไปเกี่ยว”

“นั่นลูกเรานะเหยียนชิง! ท่านต้องอวยลูกเราสิ!” ใบหน้านั้นงอง้ำเข้าข้างลูกเต็มที่ “สตรีก็ไม่เคยมี เหวินเจี้ยนมีแม่หนูเสวี่ยเอ๋ออยู่แล้วทั้งคน”

“ข้าไม่โปรดเสวี่ยเอ๋อ” ไทเฮาใช้พัดปิดหน้าตัวเองขณะบอก “ข้าไม่โปรดนางตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าชอบเหม่ยอิงมากกว่าด้วยซ้ำ”

“แต่ลูกท่านทั้งสองคนก็ดันไปชอบเด็กบ้านๆไม่ใช่รึไง” ซิ่นลู่หลินเปรยก่อนจะฮัมเพลงเมื่อโดนสายตาดุๆไปหลายคู่

“เอาจริงๆนะ” คุณพ่อคนเดียวที่มีลูกสาวในนั้นยิ้มแหย จนทำให้คนมองค่อนข้างมั่นใจว่านิสัยได้พ่อไปเยอะมากหลายส่วนจริงๆ ขนาดรอยยิ้มยังได้ไป “ผมไม่ได้ตั้งใจส่งลูกไปหาผู้ชาย ปกติไม่เห็นจะมีใครมาจีบแถมสนใจใครก็แห้ว ถึงได้ไม่ห่วง”

“ดวงใหญ่เกินไปเช่นนั้นก็คงไม่แปลก” ซิ่นลู่หลินหัวเราะ “เกิดวันชิวอิกยังไม่ว่า เป็นสุริยันแรกแห่งปีอีก เจ้าถึงได้ตั้งชื่อลูกเช่นนั้นไม่ใช่รึ”

คนเป็นพ่อนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบ่นอีกรอบ “ก็ใช่ แต่ไม่เห็นต้องเอาดวงใหญ่ขนาดนั้นมาข่มก็ได้นี่ จริงอยู่ที่เป็นเนื้อคู่กันแต่ไม่คิดว่าจะจับได้จริงๆ”

“ไม่ดีงั้นรึ? ลูกเจ้าจะได้ไม่กลายเป็นโสด แถมเนื้อคู่มีเกินหนึ่งด้วย”

“แต่ผมไม่ได้อยากให้มีผู้ชายมาแย่งลูกผมนี่ ทำไมลูกผมถึงเป็นกรณีหายาก มีเนื้อคู่เป็นคี่ไม่ว่าต้องมาเจอชาติเดียวกันอีก” เขาเบ้ปาก

“ในเมื่อเป็นเนื้อคู่ทั้งคู่ แล้วเจ้าอยากได้ใครเป็นลูกเขยมากกว่ากัน” ไทเฮาตัดสินใจว่าขัดก่อนจะหรี่ตามอง “ลูกข้าหรือลูกอวี่หลิง”

“…”

“ตอบข้าเดี๋ยวนี้ เฟิง เทียนไล่”

“มาถามอะไรผมเล่า” คนเป็นพ่อเลือกยากทันทีขณะโบกไม้โบกมือ “ผมชอบใครไม่เกี่ยวสักหน่อย มันอยู่ที่ลูกผมต่างหาก”

“เพราะลูกเจ้าไม่ยอมเลือกน่ะสิ!”

“เอ๊ะ...​เหมือนจะลืมบอกลูกหมาไป ว่าอย่ามองอะไรแค่ผ่านๆ” คุณป๋าแสร้งเมินไทเฮาที่ดูอยากจะสั่งประหารตนเต็มแก่ ก่อนจะยักไหล่ “แต่เอาเหอะ มันอยู่ในสายเลือด ความรู้สึกคงบอกเอง”

“เฟิง เทียนไล่!!”

“ผมชื่อนภนต์ครับ และถ้าจะเรียนชื่อจีนผมก็ไม่ต้องมาเต็มยศขนาดนั้นก็ได้” คนจีนสมัยใหม่แกล้งว่า ก่อนจะถอนหายใจ “ผมบอกแล้วไงเป็นใครก็ได้ ขอแค่รักลูกผม แน่นอนว่าแกต้องรักด้วย ถึงอายุจะห่างกันไปหน่อยก็เถอะ ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแกอยู่ดี”

“…สอนมาดีนะ”

เขาหันไปมอง ‘คุณตาดุ’ ของลูกก็ต้องยิ้มให้นิดๆและว่า “ขอบคุณที่ชมครับ แต่ยกความดีให้แม่แกไปละกัน ผมอยู่กับแกแค่สิบปี”

“ไม่คิดจะห่วงหน่อยเหรอ?”

ประโยคนั้นทำให้คุณพ่อมีลูกสาวต้องชะงักไป ใบหน้านั้นนิ่งเรียบไปครู่ก่อนจะมีรอยยิ้มทะเล้นออกมาแล้วว่า “ห่วงมันห่วงอยู่แล้วครับ แต่เวลามันไม่พอขนาดนั้น อีกอย่างแกก็ยังจำไม่ได้ด้วยว่าเกิดอะไรบ้าง”

อยากจะกอดและปลอบว่าทำได้ดีมากที่มาถึงขนาดนี้แต่ก็ไม่ได้ เพราะลูกหมาของเขาลืมพวกนั้นไปแล้วชั่วคราว และห่วงไปก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอาใจช่วยห่างๆและปลุกให้ได้สติผ่านบาดแผลนั้น... เพื่อบอกว่าอย่าได้ยอมแพ้กับชีวิตเด็ดขาด

รูปร่างหนาค่อนไปทางอวบโค้งศีรษะให้กับเหล่าบุคคลทั้งสี่ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ใบหน้านั้นดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัดขณะว่า “ยังไงก็ขอบคุณครับที่ช่วย ถ้าแกอยู่โลกของแกคงตายจริงๆ ถึงจะไม่แน่ใจว่าทำไมลูกผมถึงได้โอกาสผ่อนหนักเป็นเบาแบบนี้ แต่ก็ขอบคุณมาก”

“การที่เรามาเจอกันได้ย่อมเป็นกรรมผูกพัน” สตรีชุดเหลืองตอบด้วยรอยยิ้มหวาน “ฉะนั้นหากมันช่วยให้เด็กคนหนึ่งรอดตายได้ ข้าก็ยินดี”

นภนต์ยิ้มตอบน้อยๆ ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกวนประสาทพร้อมกับเสียงครางในลำคออย่างแผ่วเบาราวครุ่นคิด “ผมก็อยากตอบแทนนะ แต่เอาไว้ให้ลูกผมตอบแทนลูกๆพวกคุณละกัน ส่วนเรื่องผมอวยใคร....”

ท้ายประโยคเบนไปมองแม่ๆทั้งสอง ก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วหายไปหลังจากที่พูดจบ

“ไม่อวยใครสักคนครับ ยังไงลูกหมาของผมก็ตัดสินใจจะกลับอยู่แล้ว สองคนนั้นก็อกเดาะคู่เจ๊ากันไปมานั่งแข่งจีบใหม่ตอนหลังก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ”






“ท่านจะตัดสินใจอย่างนั้นไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้ ข้าบอกแล้วไงว่าไม่คิดจะรอ ยิ่งนางเป็นแบบนั้นจะให้ข้ารอเพื่ออะไร”

“ท่านหักดิบเกินไป”

“ใช่”

คล้ายจะได้ยินเสียงทะเลาะกันดังห่างไปพอสมควรจนต้องขมวดคิ้วกับภาษาจีนแต่ดันฟังออก และการขมวดคิ้วของเธอทำให้ได้ยินเสียงอีกเสียงที่ใกล้มากตะโกนเหนือศีรษะ

“เฮ้! ฟื้นแล้วใช่ไหม!”

พรวด!!

โป๊ก!!

“โอ๊ย!/โอ๊ย!”

เธอต้องกุมหน้าผากตัวเองที่ไปโขกกับอะไรสักอย่างจนมึนไปหมด คือเป็นคนหัวเหม่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะหัวแข็ง ยิ่งการที่เธอลุกพรวดแบบนั้นด้วย แน่นอนว่าคู่กรณีเธอสภาพก็คงไม่ต่างกันมากนัก

ได้ยินเสียงฝีเท้าเหมือนกับมีคนวิ่งมาทางนี้ ซึ่งตะวันที่ยังคงมึนอยู่ก็หันไปมอง แล้วก็ต้องหรี่ตาลงเมื่อมองเห็นไม่ชัดจนต้องเอื้อมมือจับใบหน้าตัวเองและสบถออกมา มองไปรอบๆก็ไม่เห็นแว่นวางอยู่สักที่ แต่แปลกใจตัวเองมากกว่าที่คุ้นกับสภาพนี้กว่าที่ควร

“เจ้า....”

ตะวันหันไปมองทางต้นเสียง คล้ายจะเห็นผู้ชายสองคนอยู่ตรงหน้าและด้านหลังมีคนยืนประมาณสองสามคน แต่การที่สองคนด้านหน้าเดินเข้ามาใกล้จนเธอต้องดึงคู่กรณีซึ่งกำลังกุมจมูกตัวเองร้องโอดโอยอยู่ไม่ไกลมาป้องกันและหลบอยู่ด้านหลัง ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจเพราะเหล่าคนที่กำลังเดินเข้ามาชะงักไป

ร่างเล็กมองสำรวจรอบๆก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟูกค่อนข้างแข็ง ห้องที่กว้างพอสมควรอาจจะเพราะไม่มีเครื่องเรือนอะไรมากมาย มีเก้าอี้ตั้งอยู่ข้างเตียงไม้ล้มไป ในสมองยังคงตีกันยุ่งเหยิงจับใจความไม่ได้ เพราะเมื่อกี้เธออยู่กับป๋าอยู่เลยไม่ใช่รึไง

เอ๊ะ ใช้คำว่าฝันถึงป๋าน่าจะถูก และป๋าเตะเธอตกเหวจนสะดุ้งตื่นขึ้นมานี่ไง!!

“โอ๊ยๆๆ แรงเจ้าจะเยอะไปไหนเนี่ย อย่าจิกเล็บสิ” จู่ๆคนที่เธอดึงมาบังก็ร้องออกมา แล้วตะวันก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองบีบจิกแขนเขาแน่นเหมือนกับจะให้แหลกคามือจนเผลอปล่อย แต่นั่นคงเป็นการตัดสินใจที่ผิดเพราะทันทีที่หลุดออกจากการจับกุม คู่กรณีคนนั้นก็ถอยห่างออกไปและไปรวมกับเหล่าคนยืนอยู่ไม่ไกลทันที ปล่อยให้ตะวันนิ่งค้างในท่ายื่นแขนออกมาข้างหนึ่ง ก่อนจะลดลงข้างตัวด้วยสีหน้าหงอยๆ

แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งและถอยตัวเองจากขอบเตียงเมื่อบุคคลแปลกหน้าในชุดโทนสีเหลืองโคตรเรียบหรูอลังการและดูยศสูงสุดเดินเข้ามาใกล้ ชุดย้อนยุคโบราณคล้ายของจีนสมัยเก่าทำให้ต้องขวดคิ้วเพราะมันรู้สึกคุ้นตา แล้วยิ่งเมื่อเห็นชัดขึ้นจากระยะห่างที่ลดลงก็ต้องขมวดคิ้วกับใบหน้านั้น

คนในฝันนี่?

แล้วก็รู้สึกว่าสมองปวดจี๊ดกับการรู้สึกว่าตัวเองฝันซ้อนฝันเยอะเกินไปจนต้องค่อยๆเรียบเรียง จำได้ว่าอยู่กับป๋าบนกำแพงเมืองจีน คุยเรื่องอะไรกันสักอย่าง และมีคนอื่นอยู่ด้วยซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็แต่งตัวคล้ายๆพวกนี้....

เดี๋ยวนะ เธอนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ? แล้วก็หลับฝันเจอป๋า ถ้าเป็นแบบนั้น เธอซึ่งอยู่ตรงนี้กับคนพวกนี้คืออะไรล่ะ? แล้วที่อยู่กับป๋านั่นคืออะไร? อันไหนฝันอันไหนจริงกันแน่เนี่ย?

แล้วทำไมมือร้อนจี๋แบบนี้? ถึงปกติมันจะร้อนอยู่แล้วก็เหอะ แต่ตอนนี้มันอุ่นทั้งหน้ามือหลังมือ แถมยังเหมือนเหนอะหนะอีกต่างหาก เหงื่อออกหลังมือจนเหนอะขนาดนี้ได้ด้วยเหรอ?

“ตามหมอหลวงมา บอกเขาว่านางฟื้นแล้ว”

น้ำเสียงที่ใกล้มากทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องชะงักและผละตัวออกห่างอีกนิดหน่อยเมื่อคนในฝันนั้นอยู่เบื้องหน้าเธอ ตะวันขมวดคิ้วเพราะรู้สึกว่าจิ๊กซอว์ในหัวมันไม่ปะติดปะต่อ สรุปคือเธอฝันต่อจากของเก่าเหรอ? 

“คุณ... เอ่อ... นี่ฝันใช่ไหม?”

ตะวันตัดสินใจถามเป็นภาษาจีน ทั้งที่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดได้ยังไง แต่คำถามนั้นเรียกให้รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าของคนตรงหน้าทันที

“เกรงว่าไม่”

ตะวันยิ่งงงเข้าไปใหญ่เพราะนั่นไม่ช่วยเติมช่องว่างในหัวเธอเลยแม้แต่น้อย ขณะลองบิดเนื้อแขนตัวเองอย่างแรง 

อืม...​มันเจ็บ

“จำข้าไม่ได้รึ?”

เธอเอียงคอมองกับคำถามของผู้ชายตรงหน้า ก่อนจะหันไปทางเบื้องหลังซึ่งมีผู้ชายอีกคนในชุดสีกรมท่าแต่ความอลังการลดลงไปนิดหน่อยและขมวดคิ้ว ขณะตอบ “คุ้นหน้าคุณ กับผู้ชายคนนั้น จำได้ว่าเห็นในฝัน”

“แล้วฝันว่าอะไรล่ะ?”

จากประโยคใคร่รู้แต่ไม่รีบร้อนนั้นทำให้ตะวันคิดว่าเขาค่อนข้างใจเย็นไม่ยัดเยียดบังคับให้เธอนึกอะไร ซึ่งตะวันตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงรื้อฟื้นความทรงจำก็ส่ายหน้า ตอนนี้ในหัวเหมือนเป็นเชือกที่ขยำรวมกันและหาทางแก้ไม่เจอ “ยังนึกไม่ออก มันเยอะเกินไป แต่คิดว่ารู้จักพวกคุณ” เธอพึมพำด้วยใบหน้ายุ่งเหยิงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะยิ้มแหยไม่แน่ใจกรณีที่ติ๊ต่างไปเอง “มั้งนะ”

ใบหน้าเรียวสวยยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่แบบนั้น ขณะตอบนุ่มๆแต่น้ำเสียงมั่นใจ “รู้สิ”

เสียงฝีเท้าเดินเร็วๆพร้อมกับร่างของคนแก่ในชุดสีฟ้าทำให้ตะวันขมวดคิ้ว ซึ่งผู้ชายตรงหน้าก็ผละออกไปและให้คนแก่คนนั้นเข้ามาแทนที่​ มือเหี่ยวๆนั้นจับชีพจรก่อนจะถาม

“รู้สึกอย่างไรบ้าง เสี่ยวหยาง

“ฮะ??”

“ข้าถามเจ้าว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง”

“ไม่ใช่ค่ะ” เธอแก้ “เมื่อกี้เรียกว่าไงนะ?”

ผู้ชายแก่ที่น่าจะเป็นหมอมองเธองงๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบ เพราะหันไปพูดกับผู้ชายคนแรกที่ถอยออกไปแต่ก็ยืนไม่ห่าง “อาการก็ปกติดีพะยะค่ะ นอกจากที่ดูแล้ว...”

“จำอะไรไม่ได้” น้ำเสียงนั้นเคร่งเครียดเล็กน้อยต่างจากที่ใช้พูดกับเธอเมื่อครู่ แต่ตะวันไม่ได้สนใจ ก่อนจะถามย้ำประโยคที่ยังไม่มีใครตอบ

“เมื่อกี้เรียกฉันว่าไงนะ”

เสี่ยวหยาง

คำนั้นดังมาจากผู้ชายอีกคนในชุดสีกรมสลับขาวซึ่งคุ้นหน้าพอสมควร ยิ่งสายตาดุๆนั้นยิ่งโคตรคุ้น ก่อนที่เขาจะว่าย้ำเหมือนกับหงุดหงิดเสียเต็มประดา “เราเรียกเจ้าว่าเสี่ยวหยาง ชัดพอที่จะเข้าไปในสมองทึนทึกนั่นรึยัง

?!

ตะวันอ้าปากค้าง น้ำเสียงเอาเรื่องยิ่งกระตุ้นให้รีบแก้เชือกที่พันในหัว ซึ่งมันได้ผล ภาพหลายอย่างไหลเข้ามาในหัวตั้งแต่ตอนช่วยเหลือคนจมน้ำ เห็นคนเกือบถูกประหาร อยู่ในวัง โดนจับโยนถ่วงน้ำ และตัวเองตกเหว เจอไฟป่าเกือบตาย 

“งั้นก็กลับไปเลย อาละวาดให้เต็มที่อย่าให้เสียชื่อแซ่เฟิง แล้วอย่าลืมล่ะ! หนึ่งเดือนที่นั่นเท่ากับหนึ่งอาทิตย์ที่นี่ จัดการให้เสร็จทั้งหมดเข้าใจไหมไอ้ลูกหมา!!”

!?!?

จำได้แล้ว! นี่ไม่ใช่โลกของเธอ! แต่กรรม+ป๋าเตะเธอมาที่นี่เพื่อมาชดใช้กรรม!!!! และคนพวกนี้ก็คือ...

ตะวันหันไปมองผู้ชายคู่กรณีคนแรกที่เธอโขกหน้าผากกับจมูกเขา ก่อนจะก้มหัวให้เล็กน้อยขณะแตะตรงปลายจมูกตัวเองพลางว่า “ขอโทษถ้าฉันทำจมูกนายหักนะซิ่นสือ”

“ไม่เป็นไร มันยังอยู่ดี” เจ้าของชื่อกรอกตาไปมาขณะลูบจมูกตัวเอง แต่แล้วก็สังเกตอะไรบางอย่างให้หันมามองทางเธอทันที “ไหนว่าจำไม่ได้ไง?!”

“กำลังนึกอยู่นี่ไง” ตะวันเบ้ปาก มือข้างหนึ่งกุมศีรษะตัวเองก่อนจะมองชายชราในชุดสีฟ้าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด “อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านหมอจาง”

“ให้ตายเถอะ” หมอหลวงชราถอนลมหายใจออกมาเหมือนกับโล่งอก “ข้าเป็นหมอมาหลายสิบปี มีกรณีเจ้ากระมังที่แปลกและประหลาดที่สุด มีอย่างที่ไหนกันจำอะไรไม่ได้เลยแล้วจู่ๆก็จำได้ทั้งหมด”

เธอยิ้มแห้งๆส่งไปเป็นคำตอบ โดยปล่อยให้หมอดึงมือจับชีพจรอีกครั้ง ซึ่งผลก็คงเป็นเหมือนเดิมเพราะแกผ่อนลมหายใจนิดหน่อย ซึ่งจู่ๆก็สะดุดตอนที่หมอจับมือเธอ

มันร้อนเหนอะหนะคล้ายๆโดนจับมือไว้แบบนี้ล่ะมั้ง เพราะปกติมือเธอร้อนมันไม่ได้เหนอะหนะนี่ คำถามคือใครจับล่ะ?

“แล้วจำใครได้อีกไหม”

คำถามของหมอหลวงเรียกความสนใจตะวันให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งก็ไปสะดุดกับร่างสูงใหญ่ อาจเป็นเพราะชุดเกราะเต็มยศนั่นที่ทำให้เห็นเป็นแบบนั้น ซึ่งเธอก็พูดเสียงอ่อย “นั่นแม่ทัพหลี่ขอรับ”

“ข้าบอกให้ใช้ ‘เจ้าค่ะ’ ไม่ใช่รึ”

“และก็บอกไปแล้วว่า ‘ขอรับ’ มันสบายใจกว่าด้วยเหมือนกันขอรับ”

ประโยคโต้ตอบนั้นไม่ได้ให้แม่ทัพหลี่หงุดหงิด แต่เขาเหมือนกับยืนยันเสียมากกว่าว่าเธอจำได้ เพราะใบหน้ามีอายุนั่นพยักหน้ากับตัวเองแม้จะดูไม่สบอารมณ์นิดๆก็ตาม

ตะวันหันไปมองอีกสองคนที่ยังไม่ได้ประกาศว่าเธอจำได้ สองคนคุ้นหน้าที่สุดและตอนแรกจำชื่อไม่ได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างในหัวเริ่มชัดเจนขึ้น ภาพทุกอย่างปะติดปะต่อจนต้องเอียงศีรษะไปมานึกสงสารชะตากรรมตัวเองอยู่หน่อยๆ แต่ก็แค่นั้น ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยๆตอนนี้ก็มีสิ่งยืนยันว่าเธอได้กลับแน่ ถึงแม้จะได้กลับไปในช่วงเวลาโคตรสั้น แต่ก็ได้ชาร์จพลังงานทั้งกายและใจมาจนเต็มเปี่ยม เธอรู้สึกว่าตัวเองโล่งมาก โล่งกว่าสมัยที่เพิ่งโผล่มาอดีตตอนแรกด้วยซ้ำ

“พวกนายสองคนคือตัวปัญหาสำหรับฉัน”

ใช่ โล่งชนิดพูดไม่เกรงอาญาแผ่นดิน หรือแม้แต่สายตาดุจัดเหมือนอินทรีย์อยากจิกเธอส่งตรงมาจากแม่ทัพหลี่ ขณะพูดต่อ

“พวกนายเป็นพี่น้อง หรือจะเรียกว่าญาติกันก็ช่าง แต่ในความเห็นฉันคือปัญหาโคตรเยอะ ปมในตัวเยอะมากซึ่งฉันก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง เป็นเพราะตำแหน่งพวกนายมั้งที่ทำให้ยุ่งเหยิงขนาดนี้” แม้จะพูดแบบนั้น แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มกว้างแสบซ่าปนหมายมาดคาดโทษ ก่อนจะยักคิ้วให้ขณะว่าคล้ายถามความเห็น 

“จริงไหม หยางเหวินเจี้ยน และ หยางกวงชุน





----------------------------------------------------------------------------------------------


ตะวันก็กลับมาอดีตเลยง่ายๆแบบนี้แหละ.... คุณป๋าโผล่ออกมานิดเดียวแต่เราชอบมากเลยค่ะ ><!! คงเข้าใจแล้วสินะว่าตะวันได้มาจากใคร.... แบบสำเนาถูกต้องเป๊ะเลย กร๊ากกกกกก และที่ป๋าเหมือนจะรู้ว่าตะวันคิดอะไร มันเป็นความฝันและเป็นวิญญาณค่ะ เลยรู้ (?)

ส่วนเรื่องเนื้อคู่ อันนี้เคยเจอส่วนตัวเมื่อนานมาแล้วค่ะ จำได้ว่าซินแสบอกว่าเรามีเนื้อคู่มากกว่าหนึ่งก็ได้ แต่อาจจะเจอกันคนละชาติอะไรทำนองนั้น ก็เลยเอามาจับใส่ ให้มาเจอกันในชาติเดียวแม่ง และวันชิวอิกคือวันพระใหญ่ของจีีนค่ะ เป็นวันปีใหม่และวันมงคล(ไม่ใช่ตรุษจีนนะคะ) ทางคนจีนเขาถือกันว่ามันดวงใหญ่มาก ซึ่งแต่งงานยาก ครอบครัวผู้ชายมักจะไม่ชอบหากดวงผู้หญิงใหญ่กว่าเพราะจะทำให้ข่มลูกชายตัวเองได้ ฉะนั้นจึงต้องหาคนดวงใหญ่กว่ามาข่มดวงตะวันค่ะ //ฮ่องเต้กับอ๋องไม่ใหญ่พอให้มันรู้ไป

ปล.เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้เหวินเจี้ยนดูจะมาแรงมากกว่าทั้งที่ตอนต้นเรื่องมีแต่คนไม่ชอบ //คนเขียนปลื้มค่ะลูกได้รับความนิยม

ปลล. ตอนที่แล้วเรื่องเครื่องช่วยหายใจ ตะวันไม่ถึงขนาดเป็นท่อ แต่แค่ที่ครอบปากเฉยๆน่ะค่ะ แต่เราก็ไม่ได้หาข้อมูลละเอียดนัก เดี๋ยวจะหาแล้วมาแก้ไขทีหลัง ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

947 ความคิดเห็น

  1. #909 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 17:51
    ปวดหัวเลย ตกลงเนื้อคี่จริงหรอ

    แล้วยังไงล่ะ ต้องสามพีหรอ //โดนตะวันเตะ
    #909
    0
  2. #678 YoGurT_Yo^^ (@nuyoja) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:15
    โอ้ยมาต่อค่ะหนุกมากกกก
    #678
    0
  3. #675 marchere01 (@marchere01) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:32
    เจี้ยนเอ๋อ......สู้นะคะ...ปูเสื่อรอด้วยอีกคน
    #675
    0
  4. #674 Sherry R (@sherry_queen) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:34
    #เรือเหวินจี้ เช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ ...มาปูเสื่อรอตอนต่อไปค่ะ ถถถถ
    #674
    0
  5. #673 GYEOM BROWN (@minhyuklovely) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:09
    เชียร์ตงหานนนน ฮรืออออ
    #673
    0
  6. #672 Maichan (@ryuzaki) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:53
    ฮืออออ ตกลงจะได้เป็นฮองเฮา หรือหวางเฟย
    #672
    0
  7. #671 Darlene ❄❄ (@chanapron69) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:19
    อยากให้คู่กับตงหารรรี
    #671
    0
  8. #670 แว่นใส (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:33
    จะมาป่วนอะไรส่งท้ายนะ
    #670
    0
  9. #669 Honey_CozY (@HoneyCozY) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:29
    ขอบคุณมากค่า
    #669
    0