สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 67 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 64 บทเรียนนั้นจะยิ่งล้ำค่าเมื่อมีคนเรียนด้วยกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,580
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    28 ม.ค. 61





“ข้อแรกเลยนะ”

ตะวันที่ตอนนี้ยืนอยู่ในตำหนักสักตำหนักโดยมีสองศรีญาติพี่น้องนั่งอยู่ไม่ไกล หลังจากที่ประกาศความตั้งใจของตัวเองออกมา ตงหานก็เงียบไปครู่แต่สุดท้ายก็พยักหน้าและสั่งให้เธอแต่งตัวหนาชั้นกว่านี้ ก่อนจะยอมพาออกจากตำหนัก เดินไปยังที่หนึ่งก็เจอแม่ทัพหลี่ยืนการ์ดตรงทางเข้าสวนดอกไม้หน้าหนาว เม่ือมองเข้าไปก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้โดยมีหิมะโปรยปรายเป็นฉากหลังรายกับถ่ายแบบ ซึ่งไม่ต้องบอกว่าเหวินเจี้ยนดูแปลกใจกับแขกยามวิกาลแค่ไหน พวกเขาทั้งหมดเข้าไปในตัวตำหนัก แม่ทัพหลี่ตัดสินใจออกไปแม้เธอบอกจะอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งตอนแรกตงหานก็จะไปด้วยแต่แน่นอนว่าเธอไม่ยอม เพราะเธออยากให้เขาฟังด้วย

รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปหาอดีตองค์ชาย มือที่ซ่อนอยู่ในชุดคลุมกำแน่นก่อนที่จะดึงอะไรบางอย่างออกมาซัดใส่ไหล่กว้างที่ยอมทรุดตัวลงนั่งไม่ห่าง

ผัวะ!!

คนโดนตีสะดุ้งขณะมอง ‘อาวุธ’ ในมือเธอนิ่งด้วยความรู้สึกว่าคุ้นกับเหตุการณ์นี้ จนตะวันจิ๊ปากแล้วโบ้ยใส่ฮ่องเต้ที่ยังคงดูตามเรื่องไม่ทัน

“จะโทษไปโทษเหวินเจี้ยน เขาเก็บมันไว้ และฉันไปเจอมันเข้า”

ตะวันตีพัดฮาริเซ็นเข้ากับฝ่ามืออีกข้างของตนโดยไม่สำเหนียกว่ามือเป็นแผลอยู่ แต่ถ้าสนก็คงไม่ใช่เธอ เพราะว่าต่อ “แกมาช้ามาก เก้าวันเชียวนะ กะอีแค่หาฉันมันจะยากอะไร”

ชายหนุ่มลูบไหล่ของตนที่โดนตีเล็กน้อย ก่อนจะกดเสียงต่ำถาม “แล้วเจ้าอยู่ในที่ที่หาง่ายรึเปล่าล่ะ?”

“ฉันทิ้งรูปวาดให้ตรงกิ่งไม้หัก ดูปากฉันพูดย้ำนะ ตรงกิ่งไม้หัก นายไม่ได้ตรวจดูรึไง”

“ตรวจ” เขาตอบ และสองมือนั้นยกกอดอก “แต่รูปสุดท้ายมันไม่ได้บอกว่าเจ้าไปมุดอยู่ใต้รากไม้”

“….” 

“หรือจะเถียง?”

ตะวันเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดขณะที่แก้ตัวข้างๆคูๆ “แกคิดว่าฉันจะหลบตรงที่หาง่ายๆมีคนเห็นชัดๆอย่างนั้นเหรอ พวกชุดแดงนั่นเยอะจะตาย ฉันหลบได้โดยที่ไม่โดนเจอนี่ก็โคตรเก่งแล้วนะ”

ตะวันโยนฮาริเซ็นในมือทิ้งก่อนจะหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับสายตาสองคู่ราวกับตนเองกำลังจะโชว์ตลก เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะชูมือสองข้างของตนขึ้นมา พร้อมกับเกริ่น

“ไม่มีใครคิดว่าฉันจะรอดเลยใช่ไหมล่ะ? แน่นอนฉันเองยังไม่คิดเลย” เธอยิ้มขำก่อนจะเล่าต่อ “ฉันจับเถาวัลย์ตอนตกได้น่ะ ถึงสุดท้ายจะร่วงลงไปก็เถอะ แหม กว่าจะเอาตัวเองขึ้นจากน้ำได้นี่แทบหมดลม ยังดีนะที่ความเร็วของน้ำมันลดลงไม่งั้นฉันขึ้นฝั่งในสภาพที่ใส่ชุดสี่ชั้นแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ”

“…”

“และนี่ก็เป็นความผิดของแก ที่ยึดผ้าคาดหัวฉันไป” ตะวันชี้ไปยังตงหานอย่างคาดโทษ พร้อมกับถอนหายใจและบ่น “ฉันเลยต้องใช้ถุงเท้าแทนผ้าทำความสะอาดแผล ฉะนั้นกลับไปเอามาคืนฉันด้วย”

“….”

“รู้ไหมกว่าที่ชุดพวกนั้นจะแห้งได้ทำให้ฉันแทบแข็งตาย กลางคืนไม่ต้องพูดถึงว่าโคตรหนาวโดยเฉพาะบางวันที่ลมแรง ฉันถึงต้องสร้างตัวบังลมแบบเอาไม้กับก่ิงไม้มาทำ ให้ตายเหอะ ไหนล่ะรางวัลของฉันที่ทนพวกนั้นได้น่ะ”

“ทำไมไม่ก่อไฟล่ะ?”

“คำถามที่ดี” เธอหันไปพยักหน้าให้เหวินเจี้ยนราวกับตัวเองเป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์ก็ไม่ปาน ก่อนจะชูมือสองข้างย้ำ “ฉันลองใช้การหมุนไม้ แบบให้ไม้มันเสียดสีกันแรงๆจนเกิดไฟน่ะนะ แต่มือฉันเป็นแบบนี้ทำให้ความเร็วไม่พอ ซึ่งฉันไม่รู้วิธีอื่นแล้วนอกจากใช้หิน  แต่ประเด็นคือฉันหาหินไม่ได้ไง ลองหาทุกวันเลยล่ะ จนมาถึงวันนั้น....”

ตะวันสูดลมหายใจลึกเหมือนกับพยายามทำใจ เปลือกตานั้นปิดลงขณะที่ปากยังว่า “อย่าขัดนะ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเล่า ฉะนั้น... ช่วยฟังจนจบ”

เธอเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเริ่มเล่า ทั้งความคิดของตัวเองและเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งเจอผู้หญิงปริศนา ทั้งที่ว่าทำไมจู่ๆถึงยอมจุดไฟหลังจากยอมไม่จุดมาหลายวัน เพราะไม่อาจทนหนาวในวันที่ลมแรงแบบนั้นได้อีกแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่อาจทำได้เพราะว่ารู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางดงศัตรู จุดไปพวกนั้นย่อมถึงตัวเธอก่อนกลุ่มอื่นแน่ๆ 

เช่นเดียวกับเรื่องที่จินเกอเจอเธอก่อนใครด้วย

มันเป็นความผิดพลาดมหันต์ที่ตัดสินใจจุดไฟ ตะวันเล่าอย่างละเอียดทุกอย่างในเรื่องของการกระทำและการต่อสู้ระหว่างเธอกับเขา ทำไมถึงหลุดออกมาได้ เธอทำยังไง เขาทำอะไรเธอบ้าง และเธอพลาดมือทำอะไรไปเช่นเดียวกัน โดยดึงตงหานให้มาช่วยในการแสดงเพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น 

“ฉันแรงเยอะใช่ไหมล่ะ” ตะวันลูบใบหน้าตัวเองขณะพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก ก่อนจะหันไปมองคนที่กระเด็นไปหลังจากโดนเธอกระแทกอย่างแรงจำลองเหตุการณ์ “โทษทีนะถ้าทำหนักไป แต่ตอนนั้นฉันทำแรงกว่านี้”

“….”

“ฉันหนีออกมาได้ สุดท้ายก็หมดสติไป ชุดคลุมที่นายซื้อให้ฉันมันไปเกี่ยวกิ่งไม้ตอนฉันหนี ก็เลยต้องทิ้งไว้ในนั้น” เธอถอนหายใจก่อนจะว่าต่อ “หลังจากนั้นก็อย่างที่พวกนายรู้ ไม่มีอะไรมากมาย แค่หาที่หลบลมหลบคน”

“ข้ามีคำถาม” ตงหานเดินเข้ามาใกล้หลังจากที่ถูกเธอซัดกระเด็น “ทำไมถึงเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไป”

“เพราะว่าทุกคนจะตามหาฉัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นพวกไหน ยิ่งการที่ฉันเจอแต่พวกชุดแดงขี่ม้าสวนมา นายคิดว่าฉันจะเดินกลับทางเดิมได้เหรอ? เดินกลับก็เจอแต่พวกนั้น”

“แล้วก่อนเกิดเพลิงไหม้ล่ะ? ทำไมไม่เดินลงมาตามน้ำมา”

“เพราะโอกาสเจอคนจะน้อยกว่า...” ตะวันตอบไม่เต็มเสียง “ฉันนี่มันโง่จริงๆด้วย”

“ไม่มีใครคิดว่าเจ้าจะรอด แถมยังเดินขึ้นไปไกลขนาดนั้น และเราสู้กับพวกมันตอนที่ตามหา” ตงหานว่าต่อเหมือนปลอบขณะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม “ความฉลาดกับโง่ของเจ้าดูจะมีแค่เส้นบางๆกั้นไว้ เพราะหากเดินลงมา อาจจะไม่ใช่พวกข้าที่เจอเจ้าก่อน”

ตะวันหลุบตามองมือทั้งสองของตนที่มันสั่นริกจนต้องกำแน่นไว้ด้วยกัน “ก็ใช่ที่สำหรับพวกนายอาจจะไม่คิดอะไร แต่ฉันเกือบเป็นบ้า”

“….”

“จริงอยู่ที่ยุคสมัยฉันยังมีการฆ่ากัน แต่ฉัน... ฉันทำไม่ได้ แค่ตอนที่ฉันคว้ามีดแทงจินเกอนั่นก็.... แถมฉันยัง.... คือ... ฉันขอโทษที่เป็นแบบนั้นตลอดห้าวันที่ผ่านมา แต่... ฉัน.... ทั้งภาพที่เขาถูกไฟไหม้ทั้งที่ยังมีชีวิต... ทั้งกลิ่นไหม้... ทั้งเสียงกรีดร้องทรมานของเขา... มัน... มันหลอกหลอนฉันจริงๆ”

สองมือกำแน่นจนสั่นก่อนที่ตะวันจะลูบใบหน้าตัวเองแรงๆขณะกัดริมฝีปากตัวเองอย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้ มือข้างหนึ่งคลายชุดคลุมที่สวมใส่อยู่ออก

“เดี๋ยว จะทำอะไร?”

ตะวันไม่ตอบน้ำเสียงตระหนกนั่น ขณะใช้มือขวาล้วงเข้าไปตรงไหล่ซ้าย และปลดชุดคลุมตัวเองลงข้างหนึ่ง เผยแผลเป็นผิวหนังหลุดลอกจนต่างสีอย่างเห็นได้ชัดปรากฏแก่สายตา ตรงขอบยังคงมีรอยแดงและผิวหนังตรงนั้นเป็นสะเก็ดขนาดใหญ่

“พวกนายคงรู้อยู่แล้วว่าฉันมีแผลเป็นตรงนี้ มันใหญ่มากเลยแหละ” ตะวันดึงชุดคลุมกับมาเหมือนเดิมพร้อมกับชี้ตรงไหปลาร้าซ้าย “ตั้งแต่ตรงนี้ จนถึงเอว ด้านซ้ายฉันทั้งแถบ”

“….”

“เอาจริงๆมันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องในป่าหรอกนะ แต่มันก็แค่เรียกฝันร้ายวันเก่าๆที่เคยผ่านไปได้ของฉันให้กลับมา ก็เลยอยากเล่าให้ฟังเท่านั้น” เธอทรุดตัวลงนั่งยังเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ขณะเกริ่น

“พ่อฉัน.. เขาเป็นนักดับเพลิง คนที่ทำงานกับไฟ หรือก็คือคนดับไฟยามที่ตรงไหนมีไฟไหม้บ้าน นายพอนึกภาพออกไหม?” ปลายประโยคหันไปถามเหวินเจี้ยน ซึ่งเขาก็เหมือนกับนึกภาพอยู่ชั่วครู่ขณะพยักหน้า เธอจึงเล่าต่อ

“วันนั้นครอบครัวฉันที่มีสามคนไปเยี่ยมแม่ของแม่ที่อยู่นอกเมือง แบบไงล่ะ บ้านฉันอยู่ในเมือง แต่บ้านแม่ของแม่.. เขาเรียกว่าอะไร?”

“ยาย”

“พวกเราไปบ้านยายฉัน ซึ่งเป็นบ้านไม้” ตะวันกัดริมฝีปากแน่นพลางเล่าต่อ “แต่พอดีฉันป่วย พวกเขาออกไปซื้อของกัน แบบแม่ฉันอยากจะสร้างบ้านใหม่ให้ยาย เพราะบ้านนั้นมันเก่าแล้วด้วย ก็เลยไม่มีใครอยู่บ้านกันเลยนอกจากฉัน”

“…”

“แต่ฉันก็นอนไม่หลับไงถึงจะกินยาไปแล้วก็เถอะ เพราะมันร้อน ร้อนมาก ก็เลย... คือมันมีตัวสร้างลม” ตะวันพยายามอธิบายถึงคำว่าพัดลมและการใช้ไฟฟ้า แต่สมัยนี้มันยังไม่มีเลยได้แค่นั้น “ฉันเปิดทิ้งไว้ แล้วก็เผลอหลับ”

“…”

“แต่คงเพราะมันเก่าแล้ว การป้องกันไม่ดี ตัวสร้างลมนั้นเกิดลมได้เพราะมี... อธิบายยังไงดี.... พวกเครื่องใช้ในยุคฉันทำงานได้เพราะมีพลังงานไหลไป ซึ่งพลังงานนั้นทำให้เกิดไฟขึ้นได้”

“….”

“อันที่จริงทุกบ้านมันมีตัวป้องกัน แต่บ้านยายฉันเก่าแล้วและเป็นไม้ ไฟเกิดขึ้นตอนนั้น และฉันกินยาไปเลยยิ่งไม่ตื่น รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็... ไฟท่วมบ้านแล้ว”

“…”

“แผลนี้มาจากการระเบิดในครัวมั้งถ้าจำไม่ผิดเพราะตอนแรกฉันพยายามจะออกไปทางนั้น รู้แต่ว่าสภาพที่เห็นทั้งหมดมีแต่ไฟกับควันและบ้านรู้สึกใหญ่ขึ้นมาทันที ฉันสำลักควันออกมาหนักมากและแสบร้อนไปทั้งตัว ตอนนั้นฉันอายุเก้าขวบกว่า สติแตกหนักมากจนวิ่งวุ่นไปทั่ว สุดท้ายทุกอย่างเบลอไปหมดและรู้สึกเลยว่าตอนนั้นตายแน่ๆ” ตะวันยิ้มกับตัวเอง “แต่สุดท้ายก็ไม่ตาย”

“…พ่อเจ้าสินะ”

“อื้อ!” เธอยิ้มออกมานิดหน่อยขณะเล่าต่อ “พ่อเข้ามาทางไหนฉันจำไม่ได้ แต่ว่าไฟมันลามหนักมากจนไม่มีทางออก สุดท้ายฉันก็ถูกโยนออกมานอกบ้านทางหน้าต่าง เพราะไม้มันยิ่งทำให้ไฟไหม้เร็วขึ้น และพื้นก็แทบยืนไม่ได้แล้วด้วย”

“….”

“ภาพสุดท้ายที่เห็น คือรอยยิ้มของพ่อฉัน ก่อนที่... ที่ทุกอย่างจะถล่มลงมา”

บ้านทั้งหลังตกอยู่ในกองเพลิงสีส้มต่อไปอีกเกือบชั่วโมงกว่าที่จะดับไฟได้ คงเป็นโชคที่บ้านของยายอยู่ห่างจากคนอื่นพอสมควร ทำให้ไม่มีบ้านเรือนใดได้รับความเสียหายนอกจากหลังนั้น แน่นอน บุคคลที่จากไปก็มีคนเดียว และเธอเห็นมันต่อหน้าต่อตากับการที่มีไม้ร่วงลงมาปิดกั้นทับร่างบุพการีบังเกิดเกล้าของตน 

“จบแล้ว เรื่องของฉัน” ตะวันยิ้มร่า “พวกนายสงสัยกันมากเลยไม่ใช่รึไง บอกแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ฉันมาเล่าตอนนี้ เพราะรู้สึกเหตุการณ์มันคล้ายกัน ไหนๆเล่าแล้วก็เล่าให้หมดเลยดีกว่า”

เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะรู้สึกโล่งขึ้นมาอีกระดับหลังจากได้พ่นออกไปทั้งหมด ร่างเล็กๆยืนขึ้นก่อนจะโค้งศีรษะให้ชายหนุ่มทั้งสอง และเมื่อเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มกว้างที่ไม่เห็นมาหลายวันก็กลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง

“ฉะนั้นก็ ขอบคุณมากที่รับฟังและยอมรอ อะแฮ่ม! และฉันต้องการคำชมที่บอกว่าฉันโคตรแน่ที่เอาตัวรอดทั้งหมดนั่นมาได้ ไหนจะตกเหวตกน้ำอากาศหนาวโดนไล่ฆ่า อ้อ! แล้วก็เอากริชมาคืนนายได้ถึงจะ... อืม...​เปื้อนเลือดฉันไปนิด แต่ไม่ต้องห่วง มีเลือดฉันคนเดียว... หรือมันน่าเป็นห่วงกัน?”

“เพ้อจบรึยัง”

“เอ๊ะ! หนวกหูน่ะ” ตะวันมองเขม็งไปยังคนเฝ้าที่ตอนนี้ทำสีหน้าเหม็นเบื่ออย่างเห็นได้ชัด “อยากให้ฉันพูดนักไม่ใช่รึไง ฉันก็พูดแล้วนี่”

“ไม่รู้จักคำว่าพอดีรึไง?”

“ฉันไม่เคยมีคำว่าพอดี”

“รู้ตัวเองด้วย?”

“ใช่ ฉันเก่งที่รู้จักตัวเอง”

“เหอะ”

“หัวเราะแบบนี้คืออะไรน่ะฮะ!”

“เสี่ยวหยาง”

“จ๋า”

ตะวันหันไปมองคนเรียกโดยตัดสินใจเมินคนที่กำลังเถียง ก็พบว่าเหวินเจี้ยนนั้นได้ลุกไปหยิบอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาหันมามองเล็กน้อยก่อนจะสั่ง “หลับตาสักครู่สิ”

“ทำไม?”

“หลับไปเถอะ”

แม้จะสงสัยว่าเขาอาจจะทำอะไรแปลกๆไม่น่าไว้วางใจ แต่ตงหานอยู่ตรงนี้เขาคงไม่ทำอะไร จึงยอมเชื่อฟังและหลับตาลงอย่างที่ถูกบอก

“ห้ามลืมตาเด็ดขาดนะ”

“นายจะทำอะไรฉัน”

ไม่มีเสียงตอบรับอะไรอีกนอกจากเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา สักพักก็รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรสักอย่างห่มคลุมรอบตัว รู้สึกว่ามีอะไรยุกยิกอยู่ตรงต้นคอก่อนมี่เสียงของเหวินเจี้ยนจะดังขึ้นเหนือศีรษะ

“ลืมตาได้”

ตะวันลืมตาขึ้นมองก่อนจะก้มลงมาตรงคอ เชือกที่ผูกและความอบอุ่นที่มากกว่าเมื่อครู่ทำให้หันไปมอง แล้วดวงตานั้นก็ต้องเบิกกว้างพร้อมกับชูสิ่งที่ปกคลุมตนเองอยู่ทันที

“ของฉันเหรอ?!”

ชุดคลุมหน้าหนาวด้านในบุขนสีขาวเช่นเดียวกับตรงคอเสื้อ ลวดลายหมุนวนคล้ายดวงอาทิตย์ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับสีน้ำเงินเข้มสดใสที่เห็นครั้งแรกก็บอกได้เลยว่าชอบมากมาย

“มันอาจจะไม่ใช่ของรางวัลที่ดี เพราะข้าตั้งใจจะให้ตั้งแต่แรก”

“ใครบอกไม่ดี” เธอหมุนตัวเองไปมาเพื่อสำรวจตัวเอง เหลือบไปเห็นมุมแต่งตัวก็อดไม่ได้ที่จะเดินเร็วๆไปดู ภาพสะท้อนแค่นี้ก็เพียงพอ ให้ตายเถอะเธอรักมันเป็นบ้า! สีสวยโคตร!

“ฉันต้องคืนนายรึเปล่า?”

เหวินเจี้ยนหัวเราะ “ใครจะใส่ได้ และนั่นข้าสั่งตัดให้เจ้าพิเศษ”

“แล้วชุดก่อน...”

“ไม่ต้องคืนข้าสักชุด ตกลงไหม?”

“เยี่ยม! เพราะฉันไม่มีคืน” ตะวันยิ้มกว้างออกมาก่อนจะว่า “ขอบใจนะ ฉันชอบมากเลยแหละ!!”

เหวินเจี้ยนยิ้มตอบออกมาพร้อมกับว่า “ก็ดีแล้ว” 

เธอพยักหน้าหงึกหงักขณะที่มองรอบด้าน ก่อนจะหันไปมองเหวินเจี้ยนอีกครั้งแล้วว่าเสียงเบาเหมือนกลัวคนอื่นได้ยิน

“เรื่องที่ฉันพูดตอนกลางวันน่ะ นายทำเป็นไม่ได้ยินก็ได้”

“ที่ว่าไม่ให้ไว้ใจเจ้าน่ะรึ?”

ตะวันมองค้อนทันที “ไม่ใช่ฉัน อีกคน ซึ่งนั่นรวมถึงนายด้วยนะตงหาน”

“เจ้าคิดว่าตัวเองจะทำอะไรข้าได้รึ?” ตงหานเลิกคิ้วมองขณะปรามาส “ถ้าข้าไม่ยอม คิดจริงๆหรือว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้”

“นั่นแหละประเด็นที่ฉันอยากจะบอก” เธอถอนหายใจออกมาก่อนจะว่าย้ำ “พวกนายสองคนไว้ใจฉันมากเกินไป ช่วยระวังตัวเองสักหน่อยก็ได้ว่าฉันจะทำอะไรพวกนาย”

“ไม่ล่ะ”

คำปฏิเสธของเหวินเจี้ยนที่แทบไม่เสียเวลาคิดนั้นทำให้เธอตวัดสายตาหันไปมอง ฮ่องเต้ที่บัดนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าและคุกเข่าข้างหนึ่งลงมาต่อหน้าเธอจนตะวันเบิกตากว้างหันซ้ายขวาและขยับหนี แต่เขากลับจับแขนเธอไว้ได้ทันพร้อมกับบอก

“หากเลือกระหว่างไว้ใจเจ้ากับเสวี่ยเอ๋อ ข้าเลือกเจ้า ตกลงไหม?”

ตอนแรกจะบอกว่าไม่ตกลง แต่นั่นก็เป็นเพียงการโกหก ลึกๆเธอก็อยากเตือนเขาแบบนั้นอยู่ดี ตะวันกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถามเสียงอ่อย “มันจะดีเหรอ?”

“ดีสิ จะคิดแง่ไหน เจ้าก็น่าไว้ใจกว่า” เขายิ้ม “หากในแง่การเมือง เจ้าไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้วไม่ว่าข้าจะอยู่หรือตาย และในแง่อื่นที่ไม่ใช่แค่ความไว้ใจ ข้าก็เลือกเจ้าเหนือนางอยู่ดี

ในใจตะวันรู้สึกผิดมากมายเพราะทั้งประโยค น้ำเสียง สายตา ทุกอย่างมันบอกหมดถึงความหนักแน่นในคำพูดพวกนั้น เหวินเจี้ยนเคยโกหกหรือหลอกเธอด้วยเหรอ ไม่เคยเลยด้วยซ้ำ มีแต่เธอ ที่ตั้งคำถามกับความจริงใจของเขา เธอกัดมุมปากตัวเองก่อนจะถามสิ่งที่คาใจ “นายมองฉันแย่ลงบ้างรึเปล่า?”

“หืม?”

“ฉันรู้สึกว่านายมองฉันดีเกินไป ที่ไม่กล้าบอกนายก็เพราะกลัวนายผิดหวังในตัวฉัน” เธอโคลงศีรษะไปมาเพราะนั่นเป็นบทสรุปที่ได้กับตน ก่อนจะหลบตา “แถมฉันยังไม่เชื่อในความหวังดีของนายด้วยตอนแรก คิดว่านายแกล้งห่วงฉันด้วย”

“แล้วตอนนี้ล่ะ?” เขาถามราวไม่ได้สนใจที่เธอบอก “เชื่อความรู้สึกของข้าที่บอกเจ้ารึเปล่า”

ตะวันไม่ตอบ แต่พยักหน้าหนักแน่นหลายครั้ง ซึ่งนั่นเรียกรอยยิ้มให้ประดับบนใบหน้าฮ่องเต้ขณะที่เขาเปรย “เจ้าก็ยังเป็นเสี่ยวหยางคนเดิมและคนเดียวของข้าที่ไม่มีใครแทนที่ได้อยู่ดี”

เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะถามประโยคที่เคยถามกับเขาเมื่อตอนบ่ายวันนี้  “ต่อให้ฉันบอกว่าฉันต้องฆ่านายเพื่อที่ตัวเองจะได้กลับบ้านงั้นเหรอ”

แววตานั้นอ่อนลงไปมากทันทีที่สิ้นคำถาม ซึ่งไม่ต้องรอให้เหวินเจี้ยนตอบ ตะวันก็ส่ายหัวก่อนจะชิงพูดขึ้นก่อน “ฉันโง่เองที่ถามคำถามงี่เง่านี้ ฉันไม่ยอมฆ่าคนอีกเด็ดขาด ถ้ากลับไม่ได้ก็คงต้องทำใจอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะหาทางอื่นได้นั่นแหละ”

“เสี่ยวหยาง” เขาพูดคล้ายอยากจะตำหนิ “เจ้าไม่ได้ฆ่าจินเกอ”

“ฆ่าสิ” สองมือนั้นกำชุดคลุมตัวใหม่แน่นขณะยืนยัน “ถึงจะเป็นอุบัติเหตุที่ฉันผลักเขากระเด็นจนเป็นแบบนั้น แต่มันก็เป็นความจริงที่เขาตายและหนีไฟป่าไม่ทันเพราะฉัน”

“แล้วเจ้าจะบอกว่ายอมให้เขารอดโดยตนเองตายแทนงั้นรึ?”

“ไม่” เธอปฏิเสธทันทีขณะเผลอยกมือหนึ่งลูบต้นคอตัวเอง “ฉันบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่ายังไงก็จะไม่ยอมตายเด็ดขาด แต่เรื่องครั้งนี้มันทำให้รู้ว่ามนุษย์มันเห็นแก่ตัวและโลกไม่เคยยุติธรรม เพราะสมมุติว่าไฟป่าไม่เกิดหรือฉันไม่ได้ผลักเขาแบบนั้น เขาไม่ยอมหยุดแน่ ยังไงก็ต้องมีคนตาย ฉันซึ่งเจ็บขาไม่มีทางหนีพ้นก็จะเป็นคนนั้น ไม่ว่าจะตายเพราะถูกฆ่า... หรือไฟก็ตาม”

“….”

“แค่... อยากให้มีทางอื่นเท่านั้น” สุดท้ายตะวันก็พ่นลมหายใจออกมาและว่า “เปลี่ยนเรื่องได้ไหม?”

เขายิ้มออกมานิดหน่อย ก่อนจะยอมทำตามที่เธอขอ ด้วยคำถามคล้ายคำยืนยันว่าเธอยังรู้กับน้ำเสียงติดเล่นแต่ก็ฟังดูจริงจัง “หากไม่มีที่ไป รู้ใช่ไหมว่าข้าพร้อมรับเจ้ามาอยู่ด้วย”

“หืม? ฉันว่านายก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันไม่อยากอยู่ในวัง ขอบคุณในความหวังดีแต่คงต้องขอปฏิเสธ” ตะวันยิ้มแห้งโดยไม่ได้สังเกตว่าเขาอาจจะไม่ได้หมายความแบบเดียวกับเธอ แต่ใครจะสน ดวงตาสีดำแววที่ประกายของมันเริ่มกลับมาฉายแววรู้สึกผิด ก่อนจะว่าเสียงเบา “ขอโทษนะ ที่ฉันเมินนายในช่วงหลายวันนี้ แล้วก็ตอนกลางวันนี้ด้วย เอาจริงๆขอโทษที่ตั้งคำถามความรู้สึกของนาย จะลงโทษฉันก็ได้ถ้ามันทำให้นายรู้สึกดีขึ้น”

เขาผ่อนลมหายใจออกมาบางเบาจนตะวันกำหมัดแน่นจนสั่นริก เขาเจ็บปวดแน่นอนกับการตั้งคำถามของเธอ แต่เหวินเจี้ยนก็ยังเป็นเหวินเจี้ยนที่ใจดีคนเดิม เพราะเขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากลูบหลังมือเธออย่างอ่อนโยนคล้ายปลอบเท่านั้น ก่อนจะเอ่ยปากพึมพำหลังจากที่เงียบไปนาน “เจ้าทำข้าแปลกใจเพราะแทบไม่ต้องรอ ถือว่าเจ้าเชื่อมันแล้วก็แล้วกัน” 

“แล้วนายจะคุกเข่าอีกนานรึเปล่า?” สุดท้ายก็อดทักไม่ได้เพราะไอ้ฮ่องเต้ไม่เคยเจียมตัวเองนี่ยังคงคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ต่อหน้าเธอ “ยืนขึ้นเถอะขอร้อง ฉันรู้สึกตัวเองเป็นเทพเจ้ายังไงก็ไม่รู้ นี่คือนายขี้เกียจก้มหน้าเวลาคุยกับฉันแล้วใช่ไหมถึงต้องคุกเข่า”

เพราะถ้าเขาคุกเข่าแบบนี้ หน้าเขาก็อยู่... อืม... ประมาณไหปลาร้าเธอได้ มันก็น่าจะสบายกว่ามองต่ำๆ

ไหนใครบอกคนจีนตัวเตี้ยวะ? 

เขาหัวเราะก่อนที่จะยอมยืนขึ้นพร้อมปล่อยข้อมือเธอ ตะวันถอนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกและว่าต่อ “หากแม่ทัพหลี่ต้องการเจอฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็บอก ฉันยินดีพูดทุกอย่าง”

“ไม่ต้องหรอก” ฮ่องเต้หนุ่มปฏิเสธ “แค่นี้ก็เกินพอแล้ว”

“อื้อ” ตะวันยิ้มให้อีกรอบ และว่าย้ำ “ยังไงก็... ขอบคุณนะ และขอโทษที่มารบกวนเวลาชมดอกไม้หน้าหนาวของนาย”

เหวินเจี้ยนยิ้มบางๆออกมารับกับคำพูดของเธอ แต่ตะวันก็เม้มปากแน่นขณะที่รู้สึกว่าต้องการไถ่โทษเขามากกว่านี้ เขาไม่ว่าไม่โกรธไม่โทษอะไรเลยมันยิ่งทำให้รู้สึกผิด ดวงตามองผู้ชายตรงหน้าอย่างลังเลขณะสองมือกำชายชุดตัวเองแน่น มันสมควรรึเปล่านะที่จะทำ...​เอาจริงๆเธอก็อายเหมือนกันที่จะทำแบบนั้น ยิ่งมีคนอยู่ด้วย

แต่... เธอควรจะทำอะไรให้เขาบ้าง

หมับ

“!!”

เพียงแค่สามวิ ตะวันก็เด้งตัวออกขณะเกาแก้มตัวเองแก้เขิน ก่อนจะว่าเสียงเบา “ลดๆความใจดีของนายบ้างก็ดี ไม่ต้องยอมฉันขนาดนั้นก็ได้”

ฮ่องเต้เบื้องหน้ายังคงตามไม่ทันเพราะเขายืนนิ่งเฉยกระพริบตามองปริบๆ ใบหน้ายังงงๆไม่คิดจะทำให้ตะวันอธิบายอะไรเพิ่ม จึงยิ้มแห้งๆให้พร้อมว่า

“นายไม่ได้ฝัน ฉะนั้นห้ามถามอะไรเมื่อกี้เด็ดขาด”

คล้ายจะได้ยินเสียงครางสูงเหมือนไม่อยากจะฟังแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาราวกับยอม เมื่อครู่เธอกระโดดกอดเหวินเจี้ยน ซึ่งส่วนสูงนั้นกอดได้แค่เอวเขาโดยใบหน้าอยู่ต่ำกว่าอกด้วยซ้ำ แต่แล้วสายตาสั้นๆก็ไปสะดุดกับอีกคนที่ถ้ามองไม่ผิดเหมือนจะนั่งกอดอกอยู่ โดยตัดตัวเองออกจากบทสนทนาพักใหญ่แล้ว ใบหน้านั้นเรียบเฉยราวกับไม่เห็นว่าเธอทำอะไรเมื่อครู่ทำให้ตะวันโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย

“เจ้ารู้แล้วว่าหมอนั่นเป็นองค์ชาย แถมยังไม่ปฏิเสธเรื่องของฮ่องเต้นั่น แสดงว่าเจ้ารู้ความรู้สึกของคนโต แต่กลับไม่รู้ความรู้สึกของคนน้องงั้นรึ?”

แต่แล้วคำพูดที่จินเกอบอกเธอก็แล่นย้อนเข้ามาจนเธอหันไปมองคนน้องที่ว่า เหวินเจี้ยนคงยังไม่มีน้องชายที่ไหนอีก ประโยคนั้นฟังยังไงก็เหมือนกับว่าทั้งเหวินเจี้ยนกับตงหานชอบเธอเหมือนกัน

หน้าอย่างเธอเนี่ยนะมีคนมาชอบพร้อมกัน? แต่ขนาดฮ่องเต้ยังมาหลงผิดได้ ถ้ามีอีกคน... จะแปลกรึเปล่า?

คงต้องลองเลิกปฏิเสธและสังเกตดูสักตั้ง หรือจะเลือกมองผ่านไปดี?

เธอสั่นหน้าเพราะรู้สึกตัวเองคิดมากเกินไป จึงตัดสินใจเดินไปหาเพื่อลากกลับ แต่เหวินเจี้ยนกลับทักขึ้นมาเสียก่อน

“ออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหม? ข้าขอคุยกับเขาสักครู่”

“ได้สิ” ตะวันพยักหน้ารับอย่างไม่คิดมาก “นานๆก็ได้ไม่เป็นไร ฉันจะออกไปทดสอบชุดสักแปป ตามสบายเลย”

เธอออกจากตำหนักและไปเจอกับแม่ทัพตาโคตรดุที่ยืนรออยู่ด้านนอกจนต้องยิ้มขัดตาทัพขณะโค้งศีรษะให้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินพ้นหลังคากันหิมะอย่างใจนึกก็โดนเรียกไว้ก่อน

“บาดแผลเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”

“เอ่อ... ก็ดีขอรับ”

“เจ้าค่ะ”

“อะไรนะขอรับ?”

“ข้าบอกให้ใช้ ‘เจ้าค่ะ’ แทน” แม่ทัพหลี่ผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกับว่าต่อ “เลิกเล่นละครเป็นบุรุษได้แล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ใช่บุรุษ”

“…”

“เจ้าแบกรับมากเกินไปทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า ข้าเองก็ต้องขอโทษด้วยในเรื่องนี้”

“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ” แทนที่จะยอมเอ่ยอย่างที่ถูกแนะนำ ตะวันกลับเลือกที่จะใช้แบบเดิมแทน “มันย่อมมีบางสิ่งที่ทำให้เข้ามาเกี่ยวจนออกไม่ได้แบบนี้ ส่วนเรื่องเล่นละคร เอาจริงๆก็ไม่ได้เล่นละครอะไรมากมาย อีกอย่างไม่อยากเล่นเป็นสตรีที่ต้องเรียบร้อยตลอดเท่าไหร่หรอกขอรับ”

ใบหน้าดุนั้นหลุดหัวเราะในลำคอออกมาที่ทำให้ตะวันรู้สึกใจชื้นขึ้นโข เพราะก่อนหน้านี้กลัวแม่ทัพคนนี้มากมายอาจเป็นเพราะด้วยสายตามหาดุตลอดเวลานั่น แต่ตอนนี้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดนึงเวลาคุยกัน

“แล้วเจ้าจะอยู่ในวังรึเปล่า?”

การเปิดบทสนทนาต่อของเขาทำให้ตะวันแปลกใจพอสมควร แต่ก็ตอบ “ตอนนี้คงอยู่ที่ตง...​เอ่อ... คงอยู่ที่เขา”

“ข้าไม่ได้หมายถึงตอนนี้” อีกฝ่ายตอบโดยที่ไม่ได้หันมามองเธอ “ข้าหมายถึงหลังจากเรื่องทุกอย่างจบแล้วต่างหาก”

“เช่นนั้น คำตอบคือไม่ขอรับ” ตะวันยิ้มขำ “มีบ้านที่ต้องกลับอยู่ และนี่ก็จากบ้านมานานเกินไปแล้ว”

“บ้านเจ้าอยู่ที่ใด?”

เอ่อ... จะถามทำไม คำโกหกที่เคยใช้ก่อนหน้าถูกใช้อีกครา “ทางเหนือขอรับ”

“ไกลไหม?”

“พอสมควรขอรับ”

“เช่นนั้นก็ให้ครอบครัวเจ้ามาอยู่ในเมืองเสียเลยสิ”

“ฮะ?” 

บทสนทนานี้คืออะไรกัน ยิ่งประโยคนั้นแม่ทัพตาดุคนนี้หันมามองเธอเหมือนกับว่าจริงจังโคตรๆทำให้ตะวันยิ่งส่ายหน้า ขอประทานอภัยในความหวังดี(มั้ง) แต่ไม่มีทางที่เธอจะพาแม่มายุคนี้ได้หรอก! 

“ฝ่าบาทคงดีใจมากกว่าหากเจ้าตัดสินใจอยู่ที่นี่”

เดี๋ยวนะ นี่คือเป็นห่วงเหวินเจี้ยน? หรืออะไร? พูดแบบนี้คืออะไร? เขารู้กันหมดแล้วเหรอว่าฮ่องเต้เสือกมาชอบสามัญชนอย่างเธอ ไม่ใช่สามัญชนธรรมดาแต่เป็นคนจากอนาคตอีกแปดร้อยปีข้างหน้า ถึงได้ดูเหมือนตะล่อมให้เธอเข้าวัง ไม่ๆๆๆไม่มีทาง ไม่ว่าเธอจะยุคไหนก็คงต้องเซย์โน! ยศฐาพวกนี้ดูน่าปวดหัวสามารถเกิดเหตุชิงบัลลังก์ได้ตลอด เธอไม่อยากตายตอนอายุสั้นเพราะถูกวางยาพิษอะไรเทือกนี้หรอกนะ! และการนั่งเด็ดดอกไม้เก๊กสวยไปวันๆก็ไม่ใช่เธอ

…นี่แกคิดอะไรของแกอยู่เนี่ยไอ้ตะวัน! เขาต้องค้านไม่ใช่รึไงที่เหวินเจี้ยนมาชอบเธอได้น่ะ! ทำไมเหมือนส่งเสริมล่ะ!?

“ข้าขัดจังหวะอะไรรึเปล่า”

เสียงนั้นทำให้ตะวันหันไปมองแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก เช่นเดียวกับแม่ทัพหลี่โค้งให้เมื่อเหวินเจี้ยนออกมาจากตำหนักตามหลังด้วยตงหาน ฮ่องเต้หยุดอยู่ตรงนั้นขณะที่ตงหานเดินมาอยู่ข้างเธอและสั่งสั้นๆ

“ไปกันได้แล้ว”

“อื้ม” เธอพยักหน้ารับพร้อมกับที่โบกมือให้เหวินเจี้ยน แต่กลับโดนสายตาดุๆของแม่ทัพหลี่จนต้องหน้าแหยและลดมือลงโดยอัตโนมัติที่เขาอาจจะดุเธอว่าไร้สัมมาคารวะต่อหน้าฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน แต่เหวินเจี้ยนกลับทำอะไรเหนือคาดกว่านั้นเมื่อเขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งและโบกส่ง

“ราตรีสวัสดิ์เสี่ยวหยาง”

ซึ่งนั่นทำให้ตะวันยิ้มร่าและโบกมือสูงพร้อมกับว่า “ฝันดีนะท่านแม่ทัพ! ฝันดีนะฮ่องเต้!”

“…ฝ่าบาทดูจะชอบตรงนั้นของนางนะพะยะค่ะ”

แม่ทัพหลี่เปรยเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอิ่มเอมของนายเหนือหัวที่มองส่งจนทั้งสองร่างในขณะที่ตัวเองรู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองจะแตกกับการที่ไม่ว่าจะเจอกี่ครั้งสตรีนางนั้นก็ยังคงตีตนเสมอท่าน แต่ปัญหาใหญ่คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากผู้เป็นฮ่องเต้ที่อยากให้สิทธิ์นั้นแก่นางเองด้วย ซึ่งเหวินเจี้ยนเพียงแค่ตอบตามจริง

“ก็ชอบทุกตรงนั่นแหละ”

เรื่องที่นางกระโดดกอดเขาเมื่อครู่นั้นทำให้เขาแปลกใจมากถึงมากที่สุด หนำซ้ำนางยังไม่ให้ถามต่อ ทั้งที่การกระทำนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับกันไถ่โทษที่ตั้งคำถามกับความรู้สึกของเขา แต่เป็นครั้งแรกที่นางเข้าหาก่อนแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“…แน่ใจแล้วหรือพะยะค่ะ สำหรับเรื่องนั้น”

หลังสิ้นคำถาม ใบหน้าที่มีรอยยิ้มเมื่อครู่ก็หายไป เหลือเพียงสีหน้าที่เรียบเฉยและดวงตาที่เย็นชาหมายมาดซึ่งกำลังมองยังแม่ทัพข้างตัวพร้อมกับยืนยันสั้นๆ

“ใช่”

“แต่ว่า...”

“ตำแหน่งนั้นจะหาใครมาแทนเมื่อใดก็ได้” พระองค์ขัดก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ “มีแค่สิ่งเดียวที่ขวางไว้อยู่ไม่ให้ทำอะไร ในเมื่อไม่คิดจะเริ่ม ข้าก็จะเริ่มให้เอง”

มุมปากนั้นยกยิ้มขึ้นมาอย่างอันตราย ดวงตานั้นทอประกายยิ้มๆแต่หากมองดีๆมันดูแข็งกร้าวและคุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัด

เขาให้โอกาสหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่ยอม สุดท้ายก็มายุ่งกับคนที่ไม่อยากจะให้เกี่ยวที่สุด แม้จะไม่โดยตรงก็ตาม

“อย่าลืมที่ข้าสั่งเสียล่ะท่านแม่ทัพหลี่” ใบหน้าเรียวสวยผินมามองเล็กน้อย “หาให้เจอ อย่าให้พวกมันรู้ตัวเด็ดขาด”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ" 

ดวงตาเรียวคู่นั้นจ้องมองแผ่นหลังทั้งสองที่ลับหายไปหลังประตูตำหนักขณะผ่อนลมหายใจอย่างเชื่องช้าเมื่อคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่ระหว่างตนกับญาติผู้น้อง

‘ข้าไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านว่า ฉะนั้นท่านกับนางจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน’

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ หากตอนนี้ยังไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร แต่... เขารังเกียจความรู้สึกของตัวเองในยามนี้เหลือเกิน ความอิจฉาลึกๆในใจที่ไม่ควรมี แต่ก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะซ่อนและเมินเฉยมันเท่าใดก็ตาม






ดวงตาคมกริบมองสตรีในชุดสีน้ำเงินเข้มสดใสที่เดินเยื้องหน้านิดๆเดินเตะหิมะไปตามทางโดยไม่สนว่าขายังกะเผลกจนต้องมีไม้ค้ำอยู่ อันที่จริงนางก็ไม่เคยเจียมตัวมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่มยามใบหน้านั้นครุ่นคิดจมอยู่ในโลกของตัวเองและไม่ได้ชวนคุยเช่นเดิม

“พอใจรึยัง”

คำเปรยนั้นของเขาทำให้ใบหน้าเล็กๆหันกลับมามอง ก่อนที่นางจะถอนหายใจแล้วว่า “ฉันว่านายใช้คำนั้นบ่อยเกินไป รู้ไหมมันเหมือนท้าทายยังไงไม่รู้”

เขายกสองมือกอดอกขณะที่ดวงตาคมหรี่มองสตรีตรงหน้าอีกครั้งและว่าย้ำ “ใช่ พอใจรึยังที่ทำเหมือนตัวเองกลับมาเหมือนเดิมแล้ว”

“ปากนายนี่หาเรื่องจริงๆให้ตายเถอะ” นางหยุดตัวเองก่อนจะหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขา “ฉันไม่ได้แค่ ‘ทำเหมือน’ ตัวเองกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“งั้นรึ?”

แค่คำถามสั้นๆจากเขาแค่นั้น เสี่ยวหยางก็เงียบไปและถอนหายใจออกมาขณะหมุนตัวเดินต่อ แต่ชั่วครู่นางก็ถาม

“มีวิธีไหนดีกว่านี้ไหมล่ะ?”

“….”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้แกล้งทำตัวเหมือนไม่ไหว แต่จะมีประโยชน์อะไรล่ะถ้ายังนั่งซึมอยู่ตรงนั้นน่ะ” ดวงตานั้นตวัดมามองครู่หนึ่งขณะพูดต่อ “ถ้าใจยังอ่อนแออยู่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก ฉันร้องไห้ไปแล้ว หนักมากด้วย และเล่าทุกอย่างที่อยากเล่าไปหมดแล้ว เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง”

“พูดทุกอย่างที่อยากพูดหมดแล้ว... จริงๆน่ะเหรอ?”

คนตัวเล็กกว่าไม่ตอบขณะแหงนหน้ามองท้องฟ้า ย่างก้าวแต่ละก้าวช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกับเดินเล่นเรื่อยเปื่อย เอาจริงๆก็ออกนอกเส้นทางมาพักใหญ่แล้ว เพราะนางไม่รู้ทางกลับแต่ก็ยังเดินนำเหมือนกับยังไม่อยากกลับเท่าใดนัก

“นายช่วยเงียบๆเหมือนเดิมไม่ได้รึไง”

“เห็นเจ้าทำตัวร่าเริงเกินเหตุ เห็นแล้วมันขัดหูขัดตา”

นางเอียงคอเล็กน้อยและเบ้ปากราวหมั่นไส้กับคำพูดนั้น ศีรษะนั้นโคลงไปมาราวกับตัดสินใจว่าควรเริ่มตรงไหนดีก่อนจะยอมพูด “จำที่นายเคยถามฉันได้ไหม ว่าหากฉันตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องฆ่า ฉันจะทำได้รึเปล่า ซึ่งตอนนั้นฉันบอกไม่รู้ เพราะไม่เคยเจอกับตัว”

เขาหลุบตาลงทันทีเพราะรู้ว่าสตรีตรงหน้าจะพูดเรื่องอะไร อย่างที่เขาสังเกตจริงๆ นางยังมีเรื่องในใจอยู่ และก็เป็นเรื่องที่เดาไว้แล้วด้วย

“แต่ตอนนี้คำตอบออกมาแล้ว ว่าทำได้” ใบหน้านั้นมีรอยยิ้ม คล้ายกับเย้ยหยัยตนเอง “มันไม่เหมือนกับกรณีของนาย ครั้งนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองจะตายจริงๆ ความปากกล้าที่นายเคยด่าฉันมันไม่เหลือเลยแหละ”

“…เจ้าทำอะไรของเจ้า"

เขาอดถามไม่ได้เมื่อร่างเล็กนั่งยองลงกับพื้นขณะที่นั่งทำอะไรยุกยิกๆอยู่กับหิมะ

ผัวะ!

“ชิ ไม่ค่อยจับเป็นก้อนเท่าไหร่เลยแฮะ”

ได้ยินเสียงบ่นแบบนั้นโดยที่ไม่เห็นหน้าเพราะความเย็นกำลังกัดกิน เขาปาดหิมะออกจากใบหน้าของตนขณะมองเขม็ง เพราะจู่ๆสตรีจอมหาเรื่องนี่ก็ปาหิมะอัดก้อนมาตรงหน้าเขา แม้มันจะแตกกระจายทันทีที่สัมผัสถูกแต่.... มันเย็นเกินไป ยังไม่พอ คนกระทำยังไม่สำนึกด้วยซ้ำ

“รอไว้ให้แข็งกว่านี้หน่อย ค่อยชวนเหวินเจี้ยนกับทุกคนมาเล่นสงครามปาหิมะกัน” นางว่าขณะพึมพำกับตัวเอง “เอาจริงๆฉันผิดหวังกับหิมะ คิดว่ามันจะดูนุ่มนิ่ม ที่ไหนได้นี่มันน้ำแข็งชัดๆ”

ผัวะ!

“อยากจะเล่นก่อนเลยไหมล่ะ”

เขาหยิบหิมะแถวนั้นมาและปาใส่ศีรษะนาง ไม่รอช้าสงครามหิมะย่อมๆก็เกิดขึ้น ซึ่งคนที่เคยไวก็ไวไม่เหมือนเดิมเพราะขายังไม่หายดี ก่อนที่จะยกสองมือยอมแพ้ทั้งที่ตามองเขาอย่างเอาเรื่อง

“นายมีถุงมือ! ไม่ยุติธรรม!”

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าแต่งให้อุ่น”

“ฉันมีที่ไหนเล่า!” เสี่ยวหยางมองค้อนก่อนจะเดินกลับ แต่เพราะจำทางไม่ได้ถึงได้หันกลับมา แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเขาปาบางสิ่งอัดหน้านางอีกรอบ ซึ่งมันไม่ใช่หิมะ

“อาจจะใหญ่ไป แต่ใส่ซะ”

ว่าจบก็เดินผ่านไปอย่างตัดรำคาญ แต่ก็อย่างที่คาดเมื่อมีคนดึงแขนเส้ือเขาไว้

“ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่รับของแบบนี้”

ทำไมนางถึงพูดยากพูดเย็นเช่นนี้นะ! “ข้าสั่งให้ใส่”

“โทษนะ แต่นายสั่งฉันไม่ได้” เสี่ยวหยางยักไหล่ขณะยื่นถุงมือผ้าสีดำที่เขาปาใส่นางเมื่อครู่ “ฉะนั้นเอาคืนไป”

ชายหนุ่มมองนิ่งขณะยอมรับมันคืนมา แต่ก่อนที่สตรีเบื้องหน้าจะลดมือลง มือใหญ่กว่าก็ยึดข้อมือนั้นพร้อมกับโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนแทบติดฝ่ามือนั้น เป่าลมหายใจร้อนรินรดผิวเนื้อเย็นจัดจากการจับหิมะผ่านผ้าพันแผลเพื่อให้มันอุ่นขึ้น มีความคิดหนึ่งเข้ามาในหัวจนต้องเปรยออกไปตัดริมฝีปากที่กำลังจะสั่งให้เขาหยุด

“เจ้ามีความคิดที่อยากจะฆ่าเขารึเปล่า”

“หมายความว่าไง”

“จินเกอ”

เขามองใบหน้าต่ำกว่าตรงหน้าที่หลุบตาลงเล็กน้อยและไม่ตอบในทันที ซ่ึงตงหานก็ไม่ได้เร่งร้อนจะเอาคำตอบ ซึ่งสุดท้ายนางก็ว่าเสียงเบา “คิดว่าไม่มี”

“แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่” เขาว่า “หากพูดตามความจริง ก็ใช่ที่เจ้าอาจมีส่วนกับการตายของเขา กรณีมันต่างกับของพ่อเจ้านิดหน่อย และอาจจะกลายเป็นแผลในใจที่ไม่มีวันรักษาหายใหญ่เสียยิ่งกว่าแผลแรก”

“…อือ”

“แต่เจ้ามีความรู้สึกผิดที่ทำมัน ซ้ำยังเชื่อว่ามันต้องมีทางอื่น” ตงหานมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ยังมีหิมะโปรยปราย “บางครั้งชีวิตเราไม่อาจเลือกทางที่อยากเลือกเพราะสถานการณ์บังคับ แต่หากเจ้าตั้งมั่นว่าจะไม่ทำผิดซ้ำสอง มันก็เพียงพอ ซึ่งเจ้าพูดมันออกมาแล้ว”

ใบหน้านั้นแหงนมองเขา ทำให้เห็นว่ายังมีแววสับสนและไม่เชื่อในตัวเองอยู่ “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกล่ะ?”

“เราก็ต้องป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง” ตงหานตอบ “มันไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเหมือนเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน”

“ทำไมจะไม่มี”

“หากใจเจ้าไม่ยอมให้มันเป็นเหมือนเดิม แค่นั้นก็มีบางสิ่งที่เปลี่ยนแล้วนี่”

“….”

“และข้ารู้ ว่าเจ้าจะไม่ยอมให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น มีประสบการณ์แล้วคงหาทางได้ง่ายขึ้น” ชายหนุ่มปล่อยข้อมือทั้งสองข้างออก ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาพลางว่า “แต่ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้นหากเจ้าอยู่นิ่งๆอย่างที่ข้าสั่งเสียบ้าง”

“เอ๊ะ!”

“เจ้ายังติดโทษอยู่ ข้าไม่คิดจะลืมหรอกนะ”

ใบหน้านั้นแหยทันทีจนต้องหัวเราะในลำคอ เขาหมุนตัวเตรียมเดินต่อหลังจากเขวออกเส้นทางโดยที่เก็บถุงมือไม่ได้ใส่แต่อย่างใด จนได้ยินเสียงท้วง

“ใส่ถุงมือสิ”

“เจ้าสั่งข้าไม่ได้” ดวงตานั้นตวัดมามองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันไปทางเดิม “กลับกันสักที”

“อื้อ!” น้ำเสียงนั้นมีแววสดใสขึ้น ก่อนจะว่า “ขอบใจนะ”

“…”

“แต่จะขอบใจมากกว่านี้ถ้านายใส่ถุงมือ”

“ไม่”

“ไม่เห็นต้องทนหนาวกับฉันเลยนี่ ”

“อย่ามโน”

“แต่ก็คิดว่าความมโนของฉันมันเป็นจริงส่วนใหญ่นะ” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น พร้อมกับคำถามแทงใจ “นายดูแลผู้หญิงอย่างนี้ทุกคนเลยรึเปล่าเนี่ย?”

แปลบ...

ตงหานแสร้งผ่อนลมหายใจราวกับเบื่อหน่ายแต่อันที่จริงคือระบายความอึดอัดในอกพลางตอบ “ใช่ว่าสตรีรอบตัวข้าจะเยอะ”

“ก็หาสิ แค่ลดความปากจัดและความดุลงสักหน่อย หนังหน้าอย่างนายหาได้อยู่แล้ว”

‘อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ถึงมัน’

‘ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องอะไร’

‘ปิดไว้ก็ไร้ประโยชน์’ ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นมองตรงมาราวกับจะค้นหาให้ถึงหัวใจ ‘บุรุษด้วยกันย่อมมองออก ยิ่งเป็นสตรีคนเดียวกันด้วย’

‘ข้าไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านว่า’ เขาว่าเสียงเรียบเฉย ‘ฉะนั้นท่านกับนางจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน’

‘แม้แต่เมื่อครู่ที่นางกระโดดกอดข้างั้นรึ?’

‘…ใช่’ เขาโน้มศีรษะให้พร้อมกับว่า ‘หากมีแค่นี้ ข้าขอทูลลา’

“ว่าไงล่ะ? เมื่อไหร่นายจะหา ไม่งั้นซิ่นสือไม่ได้แต่งงานอีกคนนะถ้านายไม่ยอมมีเมียน่ะ”

เสียงใสนั้นเรียกสติให้ออกจากบทสนทนาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเล่นซ้ำในหัว เขาหันไปมองใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อะไรแต่ตอนนี้กลับรู้สึกน่ามองอย่างมากมาย แต่ดวงตาบวมช้ำนั้นทำให้เขายิ่งต้องสะกดกลั้นตนเองไว้ขณะตอบอย่างเรียบเฉย

“หากซิ่นสือไร้น้ำยาในการหาสตรีก็เป็นความผิดของเขา”

“ก็เขาอยากเห็นนายแต่งก่อนนี่ แต่ก็ไม่แน่ ฉันไม่รู้ว่าเขาจีบหญิงเก่งแค่ไหน อาจจะไม่มีน้ำยาจริงๆก็ได้แฮะ”

ประโยคนั้นพึมพำกับตัวเองก่อนที่จะจมสู่ห้วงความคิดของตนราวกับจะช่วยวางแผนให้ซิ่นสือหาสตรี ส่งผลให้เขาลอบมองอีกครั้ง ก้อนเนื้อในอกที่ตอนนี้เต้นจนรู้สึกจุกไปหมดขณะพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ไปจับมือเล็กหยาบกระด้างนั้น

เขาผิดงั้นรึที่ถอยออกมา? ญาติผู้พี่ของเขาต้องการอะไร อยากจะให้เขาเข้าไปแย่งนางมารึปะไรกัน

ทั้งที่ก็ได้ปลอบอย่างใกล้ชิด ได้อ้อมกอด ได้สารภาพความในใจ ได้กระทำอย่างตรงไปตรงมาโดยที่นางไม่หนีไปไหน หนำซ้ำนางยังเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนไม่ปฏิเสธ.... แล้วทำไมต้องถามเขาเช่นนั้นด้วย? อยากจะเยาะเย้ยอย่างนั้นรึ? คิดหรือว่าการมองภาพทั้งหมดนั่นจะทำให้อยู่เฉยได้จริงๆ ในใจมันรู้สึกเจ็บจนปวดไปหมดด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งที่ทำได้ก็คือตีหน้านิ่งเฉยไม่เห็นภาพนั้นไป

เขาไม่ได้เก่งการเข้าหาสตรี ชีวิตนี้แทบไม่เคยยุ่งเกี่ยว เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรที่่จะเหมาะกับสถานการณ์ ใช่ว่าไม่พยายามแต่ก็ไม่อาจเข้าไปหานางได้ ถึงได้ทำตามที่ขอ อยู่ด้านนอกและรอ...

​ซึ่งสุดท้ายคนที่เปิดประตูเข้าไปได้ ก็ไม่ใช่เขา

เขาถอยออกมาไกลสุดได้แค่นี้ เพราะอีกนานเพียงใดไม่รู้ที่นางจะยังอยู่โลกนี้ ฉะนั้นทนต่ออีกหน่อยเถิดหัวใจ... ขอให้ได้เฝ้ามองสตรีที่รักยิ่งต่อไป ประทับภาพทั้งหมดไว้....​จนกว่านางจะกลับไปยังที่ที่จากมา





----------------------------------------------------------------------------------------------


ปิดท้ายด้วยตงหานต้มมาม่าอีกละ... เอาจริงๆนะ เป็นคนเขียนก็รู้สึกว่าสองคนนี้ออร่าพระเอกพระรองสลับกันจริงๆ บางทีก็เหมือนตงหานจะเป็นพระเอก บางทีก็เหมือนเหวินเจี้ยนจะเป็นพระเอก ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นก็ถือว่าเราเขียนนิยายประสบความสำเร็จค่ะ //โดนรองเท้าปาอัด

เพราะเอาจริงๆทั้งสองคนก็เป็นคนช่วยให้ตะวันก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้นั่นแหละ

ประวัติตะวันและแผลที่หลังนั้นเรียบง่ายไปเลยหากเทียบกับที่ๆนางเจอตอนนี้ รึเราคิดไปเอง ถถถถถถ มันไม่ได้ดูดราม่าอะไรขนาดนั้นหรือเพราะตะวันไม่อยากต้มด้วยก็ไม่แน่ใจ

ทุกคนดูบอกเราโหดร้ายรังแกตะวัน แต่สารภพาเลยนะคะ ตั้งแต่เขียนนิยายมานี่มีตะวันเป็นลูกรักที่สุดเลย และเพราะรักมากถึงได้เป็นแบบนี้ไง 555555 //เปล่าโรคจิตนะจริงๆ

หมายเหตุ ชื่อตอนนี้สื่อถึงทั้งสามคนค่ะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ตั้งแต่ตะวันตกเหวไป ทั้งตะวันที่เรื่องทั้งหมดจะกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม ทั้งเหวินเจี้ยนที่ทำให้ได้รู้ว่าใครที่ซื่อสัตย์และจะยอมเคลื่อนไหวเพราะเห็นนางบาดเจ็บหนักทั้งกายใจ เช่นเดียวกับตงหานที่เรียนรู้ในหลายๆเรื่อง รวมถึงความรู้สึกแปลกใหม่หรือแม้แต่นิสัยตะวันมากขึ้นค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

947 ความคิดเห็น

  1. #907 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 17:20
    ตงหาน!!! จะเงื้อไม้พายฟาดหัวกัปตันแล้วนะ! ทำไมขัดใจอย่างนี้!
    #907
    0
  2. #676 YoGurT_Yo^^ (@nuyoja) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:50
    ทำไมตงหานพระเอ๊กพระเอกยังงี้
    #676
    0
  3. #653 punpun (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 14:31
    ถ้าให้ตะวัยเก็บไว้ทั้งสองคน จะหลายใจไหม

    รักพี่ เสียดายน้อง

    รักน้อง เสียดายพี่...

    สรุปตะวันกลับบ้าน ...ส่วนองค์ชาย เค้าเก็บไว้เอง 555555555555
    #653
    0
  4. #652 Mouy PuZzle (@the_bad) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 09:21
    เรือเหวินเจี้ยนคะ เกาะเรือเหนียวแน่น ฮรื่อตะวันไม่อยากอยู่กับเหวินเจี้ยนบ้างหรอ T T 
    #652
    0
  5. #650 แว่นใส (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 22:54
    เรียนรู้ไพร้อมกันเนอะ
    #650
    0
  6. #649 marchere01 (@marchere01) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 17:48
    สงสาร หารเอ๋อเหมือนกันนะ....รออยู่ตรงนี้ รอเพื่อที่จะเปิดประตูแต่คนที่เปิดก็ไม่ใช่เขา....
    #649
    0
  7. #648 123จิ้งจกยัดไส้ (@kkkpit0009) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 16:49
    ฮรือออออ ตอนนี้ถ้าในเรื่องความรักเเล้วดูจะเศร้าไปหน่อย เเต่ถ้าเทียบกับตอนดราม่าเซอร์ไวเวิลก่อนๆเเล้วนี่ถือว่าค่ดมีความสุขเลยค่ะ ในที่สุดก็รู้เรื่องรอยเเผลตะวันเเล้ว สมควรเป็นฟินเเลนด์เเดนตะวันอีกตอน

    เรือทั้งสองลำสุดท้ายอ่านมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าขึ้น ปลายนิ้วคนเเต่งน่ากลัวเกินไปย์ เลาจะขอดูอยู่เงียบๆดีกว่า5555
    #648
    0
  8. #647 Sherry R (@sherry_queen) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 15:18
    เย้ ในที่สุดก็มาต่ออีกตอน ...แล้วก็ค้างมาก ฮือ จะพยายามอดทนรอตอนต่อไปค่ะ
    ตอนนี้สงสารหานนี่จังเลย แต่ก็แค่สงสารนะ เพราะยังไงเราก็ลงเรือเหวินจี้ตั้งแต่ตอนแรก //โดนไรท์ตบ “แล้วจะบอกสงสารเพื่ออะไร” 555
    #ทีมเหวินจี้ แม้สุดท้ายตะวันจะคู่หรือไม่คู่กับใครเลยก็แล้วแต่ รักเรื่องนี้นะไรท์ <3

    ปล.มาต่อเร็วๆก็ดีนะคะ จะลงแดงขาดใจอยู่แล้วค่าาาา
    #647
    0
  9. #646 Chongdin (@kamonpat41) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 14:46
    เราว่าตงหานเหมาะเป็นเพื่อนกับตะวันมากกว่านะจริงๆแบบนิสัยคล้ายๆกันอ่า มีอะไรก็ชอบเก็บเหมือนกันเด๊ะ ถ้าคนที่เวลามีอะไรก็ชอบเก็บไว้ในใจมาอยู่ด้วยกันเราก็กลัวว่ามันจะไปกันไม่รอดอ่า แต่ถ้าเราเป็นเหวินเจี้ยนเราก็คงอยากให้ตะวันอยู่กับตงหานแหละแบบไว้ใจน้องตัวเองมาก มั่นใจว่าตงหานจะสามารถอยู่กับตะวันดูแลตะวันได้มากกว่าตัวเองที่ต้องอยู่ในวัง#ชอบทั้งเหวินเจี้ยนกับตงหานค่ะ555#เหมา2เลยได้มั้ยย//โดนตบ
    #646
    0
  10. #645 TabtimThaensaeng (@TabtimThaensaeng) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 14:37
    มาม่าเหรอเค้ากินได้ แต่ไรต์ลงไวไวหน่อยนะ ยำยำมาก็โอเคอยู่. สู้ๆนะคะ
    #645
    0
  11. #644 pammycarlick (@pammycarlick) (จากตอนที่ 67)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 14:13
    เอาจริงๆป้ะคือเราอยากให้ตงห่านเป็นพระเอกมากกว่าอะ ฮือ...คือเราชอบตงห่านเพราะเเบบรู้สึกว่าตะวันอยู่กับตงๆมากกว่าเหวินๆ ก็นะใช่เซ่เราขัดเธอไม่ได้หรอกก็เธอวางพล็อตไว้หมดเเล้วไม่ใช่รึไงอะ ชิ!!!
    #644
    0