นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 8 : ยาจก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 606
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    9 ต.ค. 58

ตารางชีวิตของพิณลดาช่วงนี้แน่นเอี้ยดไปด้วยงาน !งาน! งาน! จนตัวเธอแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ทุกเช้าเธอต้องเข้ากะทำงานก่อสร้างและเลิกงานในเวลาห้าโมงเย็น และตั้งแต่ห้าโมงครึ่งของทุกวันเธอต้องไปเรียนรู้วิธีเข้าสังคมเพื่อเตรียมตัวไปงานเลี้ยง เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ มารยาททางสังคมและอีกมากมายประดามี

และวันนี้พิณลดาก็มองสภาพตัวเองอย่างชั่งใจว่าจะไปทั้งอย่างนี้หรือไม่ เธออาบน้ำแล้วและใส่เสื้อยืดตัวหลวมกับกางเกงยีนสีซีดจางตามติดด้วยรองเท้าผ้าใบคู่เก่าเน่าพอสมควร หญิงสาวยักไหล่ด้วยไม่อยากจะใส่ใจอะไรอีกแล้วจะแต่งอะไรไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา คิดได้ดังนั้นเธอก็คว้าเป้คู่ใจก้าวออกจากห้องไปทันที

เธอลัดเลาะไปตามซอกตึกที่เริ่มจะคุ้นชินด้วยต้องใช้เดินทางทุกวันและ ไม่ถึง 10 นาทีเธอก็พาตัวมายืนหน้าลิฟต์ของตึกสำนักงานใหญ่เหอหลินกรุ๊ป

พนักงานประจำลิฟต์จำเธอได้ครบทุกคนเพราะพวกเขาถูกสั่งให้หญิงสาวร่างอวบคนนี้เข้าออกได้ตลอดเวลาในฐานะแขก VIP ที่บรรดาพนักงานประชาสัมพันธ์และพนักงานคุมลิฟต์ส่วนตัวของนายใหญ่ต่างแปลกใจนักหนาเพราะไม่เคยปรากฏการอนุมัติบัตรผ่านชนิดพิเศษขนาดนี้มาก่อนยกเว้นแต่หัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างชิงหยางเท่านั้น

เธอเป็นใครทำไมถึงได้รับสิทธิพิเศษขนาดนี้ ??

พิณลดาได้รับการโค้งคำนับเป็นอย่างดีจากพนักงาน จนเธอรู้สึกเก้อเขิน  เพราะสภาพของเธอตอนนี้ดูเกือบจะคล้ายขอทาน การแต่งตัวก็ดูซอมซ่อจนเทียบกับพนักงานคุมลิฟต์ไม่ได้ด้วยซ้ำ หญิงสาวก้าวเข้าไปยืนข้างในจนกระทั่งลิฟต์ปิดและพาเธอไปยังชั้นสูงสุดของตัวอาคาร

เดี๋ยวนี้เธอมาเร็วกว่าเวลาราว 10 นาที เพื่อไม่ให้ถูกว่าตำหนิได้อีกและเมื่อก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเหอจินหลง เธอก็พบเขานั่งทำงานเช่นเคย

หมอนี่งานเยอะมาก เพราะทั้งที่เธอมาพบเขาหลังเวลาที่คนปรกติควรจะเลิกงานแต่งานของเขากลับกองเต็มโต๊ะจนบางครั้งแฟ้มเอกสารพวกนั้นก็ไปกองบนโต๊ะรับแขกก็มี และบ่อยครั้งที่เธอจะเป็นฝ่ายหอบเอกสารที่เซ็นเสร็จแล้วของเขามาวางที่โซฟาและให้ชิงหยางนำเสนองานแฟ้มต่อไปอย่างไม่ให้ขาดตอน

“สวัสดีค่ะ” เธอเอ่ยทักเขาเหมือนเคยและเขาก็ไม่เงยหน้าจากกองเอกสารเหมือนเดิม และจะตอบรับคำทักนั้นด้วยการพยักหน้าหรือตอบว่า

“อืม” เหมือนกับครั้งนี้ และเธอก็จะก้าวไปนั่งหน้าโต๊ะทำงานของเขาเพื่อรอคำสั่งว่าเขาจะให้เธอเรียนรู้อะไรอีก

“วันนี้เรียนเรื่องบัญชีต่อจากเมื่อวาน”เป็นชิงหยางที่เอ่ยขึ้น พิณลดาจึงพยักหน้าแล้วหยิบสมุดจดขึ้นมาอย่างรู้หน้าที่

เธอเรียนเรื่องพื้นฐานมาตลอดทั้งสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตลาด บัญชี การเงิน ฝ่ายขาย ชิงหยางเป็นคนอัดความรู้ฉบับเร่งด่วนเข้าสมองน้อยๆของเธออย่างไม่ปรานี และบ่อยครั้งที่เธอจำเรื่องที่เขาสอนไปแล้วไม่ได้และจะถูกลงโทษให้ยืนขาเดียวและคาบไม้บรรทัดหน้าโต๊ะจินหลง

รายได้ลบต้นทุนคือกำไร ?

นี่คือเรื่องพื้นฐานที่เธอต้องจำเข้าไปในหัว เธอต้องรู้ว่าต้นทุนในการขนส่งมีอะไรบ้างและต้องตั้งราคารับจ้างที่เท่าไหร่และต้องได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ ชิงหยางสอนงานเธอละเอียดมากและเข้มงวดสุดๆจนเธอต้องคิดหลายตลบเพื่อไม่ให้พลาด..แต่มันก็มักจะพลาดเสมอ

“สมองเธอมันกลวงจริงๆสินะ แค่ข้อมูลลงตารางบัญชีขาเข้า-ขาออกก็ยังได้ไม่เท่ากัน” ชิงหยางว่าด้วยน้ำเสียงและสายตาตำหนิ แล้วก็ยื่นไม้บรรทัดให้เธอ พิณลดาก็รับมาคาบและลุกยืนหน้าโต๊ะอย่างรู้หน้าที่

จินหลงปรายตามองนิดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย..

กว่าสองสัปดาห์มาแล้วที่ผู้หญิงคนนี้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ศึกษางานของ       เหอหลินกรุ๊ป และมันจะดีมาก ถ้าเธอจะจำได้สักนิด แต่เท่าที่ลองทดสอบเธอในแต่ละวัน เธอก็ทำผิดซ้ำๆซากๆจนต้องถูกลงโทษแบบนี้เสมอ

“ฉันชักจะรู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกเธอมาจริงๆ”ชายหนุ่มพูดขึ้น ทำให้พิณลดาที่ยืนคาบไม้บรรทัดอยู่หน้างอแต่ก็ตอบโต้ไม่ได้

“เราเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะครับ” ชิงหยางเสนอพลางปรายตาไปยังตัวปัญหา สายตาเย็นๆของชิงหยางทำอะไรเธอไม่ได้แล้วตอนนี้เพราะเธอชินกับมันจนกล้ามองสบตาเขากลับแบบไม่หลบได้แล้ว

มีแค่เรื่องนี้สินะที่พัฒนาขึ้น..! จินหลงทำท่าครุ่นคิดสายตาคมมองผู้หญิงตัวอวบตรงหน้า..สมองคิดพิจารณาว่าควรจะยกเลิกอย่างที่ชิงหยางบอกหรือไม่

“เอิ้กเอย!” เสียงอู้อี้ดังขึ้น จินหลงจึงตวัดสายตามองพลางเลิกคิ้วเป็นคำถาม

“เอิ้ก-เอย!” คนที่คาบไม้บรรทัดพยายามพูดบอกแต่เมื่อเห็นคนฟังทำหน้าไม่เข้าใจเธอจึงดึงไม้บรรทัดออกจากปาก

“ฉันบอกว่าเลิกเลย เลิกเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” เธอรีบว่าสีหน้ามีความหวังเต็มเปี่ยม จนทำให้จินหลงต้องหรี่ตามองเธออย่างไม่ชอบใจ

“ฝันไปเถอะ!” แล้วเขาก็ตอบกลับจนเธอหน้างอ

“แล้วพูดมาทำไมว่าคิดผิด ไม่คิดเลิกจริงๆก็อย่าให้ความหวังกันสิ” หญิงสาวว่าราวกับบ่นท่าทางอารมณ์เสียก่อนจะหยิบไม้บรรทัดมาคาบต่อ 

ยัยนี่ ! เดี๋ยวนี้กล้าเถียงเขาแล้ว จินหลงส่งสายตาดุไปยังคนที่ยืนหน้าโต๊ะทันที แต่เธอก็เหมือนจะชินชากับท่าทางและสายตาของเขาจนความกลัวแทบไม่มีหลงเหลือ“แค่ยืนคาบไม้บรรทัดมันดูจะง่ายไปสินะ”

พิณลดาหูผึ่งทันทีที่ได้ยินจินหลงพูดจบ

“ต่อไปนี้ถ้าเธอทำผิดอีกฉันจะให้เธอใช้บันไดเดินลงไปแทนการใช้ลิฟต์” หญิงสาวตาโตอย่างคาดไม่ถึง อ้าปากค้างจนไม้บรรทัดหลุดออกจากปาก

วะ..ว่าไงนะ  ให้เธอเดินลงไปแทนการใช้ลิฟต์เนี่ยนะ !

“ที่ฉันยืนอยู่เนี่ยมันชั้นที่ 30 นะ กว่าฉันจะเดินลงไปถึงข้างล่างฉันไม่ขาดใจตายก่อนเหรอ ?

“อย่างเธอไม่ตายง่ายหรอกๆ” เขาว่าอย่างไม่แยแสพลางก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ “ชิงหยางเตรียมรถแล้วใช่ไหม?

พิณลดายิ่งงงเข้าไปใหญ่เพราะเขาทำท่าจะออกไปแล้วและนี่เพิ่งจะทุ่มตรง และปรกติเขาจะให้เธอกลับตอนสองทุ่ม “แล้วคุณจะไปไหนล่ะ?

“ฉันต้องรายงานเธอหรือไง?” คำถามที่ย้อนกลับมาทำพิณลดาอึ้ง นั่นสิ..เขาไม่จำเป็นต้องบอกเธอนี่นา

“แล้วถ้าคุณออกไปตอนนี้ แปลว่าฉันกลับได้เลยใช่ไหม?

“กลับได้แต่มีการบ้านให้ไปทำ”

“การบ้าน?” พิณลดาทำหน้างง แล้วจินหลงก็หันไปพยักหน้ากับชิงหยาง เลขาหน้านิ่งก็ไปหยิบหนังสือพร้อมเครื่องเล่น MP3 ให้เธอ พิณลดาจึงรับมาถือด้วยความงุนงง

ภาษาอังกฤษเบื้องต้น เธออ่านหน้าปกหนังสือแล้วเงยหน้ามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งอึ้งกับของและหนังสือในมือพลางเงยหน้ามองเขา

“กลับได้แล้ว..แต่ต้องลงบันไดไป!” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดก่อนจะก้าวออกไปจากห้อง

“ตั้งใจศึกษาให้ดีแล้วพรุ่งนี้ฉันจะสอนเพิ่ม” ชิงหยางเอ่ยเสียงเรียบ      พิณลดาก็พยักหน้ารับราวกับละเมอและถึงแม้คนทั้งคู่จะออกไปแล้วแต่พิณลดากลับยังยืนอยู่ในห้องนั้นนิ่งนาน ก่อนจะถามตัวเองซ้ำๆว่าฝันไปหรือเปล่า

นี่เธอดูโง่มากขนาดที่เขาคิดว่าเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เชียวหรือ..นี่เขาคิดว่าเธอไม่รู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาถิ่นสินะ  พิณลดามองหนังสือในมือด้วยสายตาดูถูก

ฉันพิณลดา วิรพัทธ์ จบมัธยมปลายสายศิลป์ภาษาเอกภาษาอังกฤษ ภาษารองคือจีน  ภาษาที่พูดได้มีอีกสามคือฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและเกาหลี นี่คงคิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยสินะเหอจินหลง !’ พิณลดาคิดอย่างหมายมาด และอยากจะโชว์ศักยภาพให้เขาได้ประจักษ์ว่าถึงเธอจะโง่เรื่องตัวเลข แต่ด้านภาษาเธอไม่หวั่นหรอกนะ คิดได้ดังนั้นเธอก็จับหนังสือกับเครื่องเล่น MP3 นั่นยัดลงกระเป๋าเป้

แต่กว่าพิณลดาจะพาตัวเองลงมาถึงพื้นเบื้องล่างได้เธอก็แทบหมดแรง รู้สึกแข้งขาสั่นเหงื่อไหลโซมกายทั้งหอบเหนื่อย ในใจก็คิดแค้นเคืองคนออกคำสั่งนักที่ลงโทษเธอด้วยวิธีนี้ เมื่อออกแรงมากร่างกายก็ต้องการพลังงานตอนนี้พิณลดาหิวจนไส้กิ่ว

หญิงสาวจึงรีบเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยซึ่งเป็นตรอกแคบที่มีแสงไฟสลัวๆอันเป็นเส้นทางลัดไปยังห้องเช่าสุดโทรมและเธอต้องชะงักปลายเท้า เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างคนนอนคุดคู้อยู่ข้างทางเดินสกปรกด้านหน้า ทีแรกคิดว่าเป็นคนเร่ร่อนตามปรกติที่เธอเคยเจอจึงคิดจะเดินผ่านไปเฉยๆจนไปเห็นว่ามีขาเทียมถอดพิงอยู่ข้างๆร่างนั้น ความสงสารที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งขึ้นมาจนเธออดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้

“ลุง ลุง!” พิณลดานั่งลงเขย่าตัวมอมแมมนั่นอย่างไม่นึกรังเกียจ และหาได้กลัวอันตรายจากการเข้าไปทักคนแปลกหน้าไม่ ร่างที่นอนอยู่จึงขยับนิดก่อนที่เขาจะผงกหัวขึ้นมองเธอเล็กน้อยท่าทางไม่ได้รีบร้อนหากแต่แปลกใจยิ่งนัก

“มีอะไรนังหนู?

“ขาเทียมอันนั้นของลุงเหรอ?

“ก็ใช่”

“แล้วลุงมานอนอะไรตรงนี้ล่ะ?

“เรื่องของฉัน เกี่ยวอะไรกับแก?” ว่าอย่างรำคาญแล้วหันหลังให้เด็กสาวคิดว่าเธอคงเลิกสนใจและเดินหนีไปเอง

“ลุงกินอะไรหรือยัง?” น้ำเสียงที่ดูจะเป็นห่วงทำให้ชายพิการถอนหายใจผุดลุกขึ้น แล้วหันมามองเธอเต็มตาแสงสลัวนั่นไม่ได้ทำให้เขามองเห็นหน้าเธอชัดนัก ประกอบกับเขามีตาเหลือเพียงข้างเดียวจึงต้องหรี่ตาพินิจนานหน่อย

“บอกตรงๆฉันเห็นคนพิการทีไรมันสงสารน่ะ  ถ้าลุงยังไม่ได้กินอะไรฉันจะซื้อให้เอาไหม ?

“ไม่รู้หรือไงว่ามันกี่โมงกี่ยาม ฉันเป็นใครก็ไม่รู้ไม่กลัวหรือไง ?

“แฮะๆ เรื่องนั้นฉันลืมคิดน่ะลุงตกลงลุงกินไรไหม เอางี้ ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันไหม ? ฉันกำลังหิวพอดีเลยอ่ะ” พิณลดาว่าแจ้วๆราวกับคุ้นเคยกับชายพิการนัก แล้วยังกล้ามาดึงแขนให้เขาลุกอีกต่างหาก ชายพิการจนใจจะปฏิเสธความมีน้ำใจของเด็กสาวจึงหยิบขาเทียมมาใส่แล้วลุกเดินไปด้วยกัน “ลุงชื่ออะไรเหรอ ? ฉันชื่อ ฮัว ปิงปิงนะ”

“เรียกฉันว่าอาซันก็ได้”

“ลุงเพิ่งมาแถวนี้หรือเปล่า? ฉันเดินผ่านแถวนี้ประจำไม่ยักกะเคยเห็นลุงเลย”

“เพิ่งมาวันนี้”

“มาทำไมเหรอ?

“หางานทำ”

“งั้นเหรอ ! อ่อ..ฉันทำงานอยู่ไซต์ก่อสร้างถัดจากนี่ไปอีกสามช่วงตึกนะ แต่บ้านเช่าฉันอยู่ตึกนี้” พิณลดาเล่าอย่างไม่ปิดบังพลางชี้มือไปยังสถานที่ที่เอ่ยบอกและพาชายพิการเดินไปจนทะลุปากซอย ซึ่งเป็นถนนสายหลักแสงไฟส่องสว่าง..

 “ลุงกินอะไรดี?” พิณลดาหันมาถามเสียงใส ใบหน้ากลมยิ้มแป้นและภาพนั้นก็ปรากฏชัดต่อสายตาของชายพิการ

อาซันเกิดอาการชะงักค้าง ดวงตาข้างที่ยังดีเบิกกว้างอีกทั้งสมองเหมือนถูกช็อตจนคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ซ้ำหัวใจยังเต้นแรงจนน่ากลัวว่ามันจะทะลุออกจากอก เป็นครู่กว่าสายตาที่เหลือเพียงข้างเดียวจะกะพริบแล้วเพ่งพินิจคนตรงหน้าให้แน่ใจ

นี่เขาฝันไปหรือเปล่า..เขาเจอเธออีกครั้งใช่ไหม ?

“อาพาย..?

“พาย ?”  พิณลดาทวนคำ คิ้วขมวดเข้าหากันสมองแยกแยะภาษาว่าใช่พายในภาษาอังกฤษไหม เพราะพายภาษาจีนจะออกเสียงว่า พ่ายแต่เมื่อเห็นชายพิการยืนเงียบเธอก็คิดว่าน่าจะใช่ พาย

“พายก็พาย กินง่ายนะลุงน่ะ  งั้นรอฉันตรงนี้นะเดี๋ยวฉันมา” ว่าแล้วสาวอวบก็หมุนตัววิ่งไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลมากนักเพื่อไปซื้อพายมาให้ชายพิการขาขาดไปข้างซ้ำยังตาบอดอีก เธอสงสารลุงคนนี้ขึ้นมาจับใจ  พิณลดาจึงกลับมาพร้อมกับถุงใส่ของกินเต็มมือแล้วมายื่นให้ชายพิการจนหมด

“ลุงไปโดนอะไรมา ทำไมมันขายังขาด ตายังบอดอีก?” พิณลดาถามอย่างไม่เกรงใจ และใบหน้าเธอดูจะเห็นอกเห็นใจคนตรงหน้าด้วยความจริงใจจนเขาเองก็สัมผัสได้

“ระเบิด !”คำตอบสั้นๆนั่นทำให้พิณลดาตาโต คิดไปเองว่าลุงคนนี้ต้องเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วไปรบเจอระเบิดบึ้ม ! สถาพเลยเป็นเช่นนี้

“ตอนนั้นคงจะเจ็บมากสินะ”

“เจ็บมาก..” ชายพิการหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิการซ้ำซ้อนขึ้นมาแล้วแทบจะหลับตานิ่ง แต่เจ็บกายนั้นก็ไม่เท่ากับการเจ็บที่หัวใจ

“ฉันอยากช่วยลุงหางานทำจัง ที่ไซต์ก่อสร้างไม่รู้จะยังรับคนเพิ่มไหม ?

“คนพิการแบบฉันใครที่ไหนจะรับ?

พิณลดาได้ฟังแล้วต้องถอนหายใจออกมาเฮือก แต่เธอยังไม่ได้ลองถามใครเลยนี่นา “ฉันจะลองถามหัวหน้าให้นะลุง ถ้าลุงยังไม่ได้งานก็อย่าไปไหนไกลนะเดี๋ยวฉันจะมาหาไม่เจอ”

แม้จะคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้แต่ชายพิการก็พยักหน้า

“งั้นฉันไปก่อนนะ บ๊าย บาย” พิณลดายิ้มกว้างพลางโบกมือลาราวกับเด็กๆเหมือนเคย และชายพิการก็ได้แต่มองเธอเดินไปไกลจนลับตา เขาถึงกับต้องถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาพลางยกมือจับตรงหน้าอกรู้สึกถึงหัวใจที่เจ็บร้าวจนยากจะประสานให้ดีดังเดิมได้

ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีทางที่คนคนนั้นจะฟื้นตื่นขึ้นมา แต่พอได้เจอคนที่หน้าเหมือนขนาดนี้ความรู้สึกโหยหาก็ทะลักทะลายเข้ามาจนลูกผู้ชายอย่างเขาต้องน้ำตาซึม

เช้าวันต่อมา หญิงสาวมีโอกาสได้คุยกับหัวหน้างานและคำถามที่เธอร้องขอก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

“ไม่เอาหรอกคนพิการขาขาดซ้ำยังตาบอดอีก แกจะให้ฉันรับมาทำอะไร ฮะ !” หัวหน้าคนงานว่าอย่างโมโหเมื่อฟังคำขอของลูกน้องสาวร่างอวบจบ

“ช่วยงานในครัวก็ได้นี่”

“ในครัวแกว่างานมันเบานักเหรอ ? แกอย่าไปสนใจนักเลย พวกคนพิการ คนเร่ร่อนมีเต็มฮ่องกงไปหมดแหละแกจะไปเที่ยวสงสารเก็บคนนั้นคนนี้มาทำงานไม่ได้หรอก”

พิณลดาเห็นจริงตามที่หัวหน้าว่าจึงยอมจำนนต่อเหตุผลเดินคอตกไปทำงานกะเช้าตามปรกติ  แม้จะยังรู้สึกอยากช่วยเหลืออยู่แต่ก็รู้ดีว่าเธอนั้นไร้ซึ่งอำนาจและเงินทองในการจะยื่นมือไปช่วยแบบนั้น  แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกสงสารและเห็นใจตาลุงนั่นอย่างท่วมท้นขนาดนี้

“แกนี่ท่าจะว่าง ไปทำงานพิเศษให้นายใหญ่แล้วยังจะไปหางานให้คนพิการอีก” หลงอู่ว่าเข้าให้ ก่อนจะโยนพลั่วให้น้องสาวขุดหลุมที่เขาขุดค้างไว้เมื่อวาน เขารู้ว่าปิงปิงเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นมากมีแรงเยอะทำงานก็รวดเร็วจนหัวหน้ายังชม

“เฮียว่าฉันไปทำงานอะไรให้นายใหญ่ล่ะ?

“ไม่รู้ แค่เห็นแกกลับมาทำหน้าเหมือนจะตายทุกวันฉันก็ไม่อยากรู้แล้ว”

“ใช่สิ..ชีวิตฉันเหมือนมันจะตายได้ทุกวัน”

“แล้วเขาให้เงินแกเท่าไหร่?” คำถามนี้ทำหญิงสาวชะงักการขุดหลุมในทันที เธอกะพริบตาปริบๆเมื่อนึกได้ว่าที่เธอทำไปทุกวันนี้ยังไม่ได้รับค่าจ้างเลยและในสัญญาทาสฉบับนั้นก็ไม่ได้ระบุจำนวนค่าจ้างด้วย

“เฮีย..ฉันลืมถาม” พิณลดาหน้าซีดลงทันควันและมันทำให้หลงอู่ต้องดึงพลั่วออกจากมือของเธอก่อนจะสั่งให้เธอไปถามนายใหญ่ตอนนี้ว่าจะได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ? จะจ่ายตอนไหน ? หลงอู่ต้องสนใจเพราะรายได้ของอาปิงก็เหมือนรายได้ของเขาด้วยเช่นกัน

“เฮียอู่นี่มันยังไม่เลิกงานเลยนะ..ฉันจะไปได้ยังไง?

“ก็ลางานไปสิ !..โง่อีก”

“งั้นเฮียขุดหลุมแทนฉันเลยนะ”

“ถ้าแกออกไปตอนนี้ก็เพิ่งจะแปดโมงเช้าลางานไปชั่วโมงเดียวก็กลับมาทันแล้วน่า”

พิณลดาพูดไม่ออกเมื่อเจอความฉลาดแกมโกงของพี่ชายสุดโฉดที่วางแผนร้ายให้เธอทำงานแทนได้อย่างหน้าตาเฉย และแม้อยากจะเถียงแต่เธอก็ต้องจำใจไปลางานกับหัวหน้า ก่อนจะเดินทางไปยังตึกสำนักงานใหญ่

เธอไปถึงด้านหน้าตึกและพบว่ามีรถเก๋งสีดำจอดเรียงกว่าหกคัน และมีชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่นับสิบ  เธอมาทันเห็นเขาก้าวลงมาจากบันไดพอดีแต่เธอถูกกันไม่ให้เข้าใกล้เขา เธอจึงตะโกนเรียกเขาแทน

“เหอจินหลง !”เสียงเรียกที่ดูจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั้นทำบอดี้การ์ดมองจ้องเธออย่างจะกินเลือดกินเนื้อเพราะผู้หญิงตัวอวบหน้าตาขี้ริ้วเช่นนี้จะบังอาจมาเรียกเจ้านายของพวกเขาแบบนี้ไม่ได้

ในขณะที่นายใหญ่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูก็หันกลับมามองทันที ชิงหยางจึงเอ่ยปากให้บอดี้การ์ดเปิดทางให้สาวร่างอวบเข้ามาใกล้เจ้านายได้

“มีอะไร ?

“จ้างฉันทำงานแต่ไม่บอกค่าจ้าง..คิดจะโกงฉันหรือไง ?” พิณลดากระซิบถามเสียงเบาและมันเป็นการกล่าวทวงเงินที่จินหลงเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต เขามองสาวอวบตรงหน้าอย่างคิดไม่ถึงว่าเธอจะมาหาเขาเพื่อทวงค่าจ้าง..นี่หน้าตาเขาดูขี้โกงมากขนาดนั้นเลยหรือ ?

“หนึ่งล้านดอลลาร์ต่อการออกงานหนึ่งครั้ง..และฉันจะจ่ายสดทุกสิ้นเดือน” นายใหญ่แทบจะกัดฟันว่าตาคมมองจ้องตากลมใสอย่างดุๆ แล้วเขาก็พบว่าผู้หญิงตัวอวบทำหน้าตกตะลึงตาเบิกกว้างแถมยังก้าวเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวตาจ้องมองหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“หะ..หนึ่ง..หนึ่งล้านดอลลาร์ !

“ชิงหยางจัดการต่อด้วย” จินหลงเอ่ยอย่างรำคาญก่อนจะก้าวลงไปขึ้นรถทิ้งให้เลขาส่วนจัดการกับเหยื่อตัวอวบที่บังอาจมาทวงเงินเขาในเช้าวันนี้

“กล้ามากนะที่มาพูดแบบนี้กับท่านเหอ” ชิงหยางก้มหน้ากระซิบบอก  พิณลดาเสียงเย็นแววตาหลังกรอบแว่นดูดุดันจนหญิงสาวรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าท่าจะโกรธจริงๆ

“คือ..ฉันเพิ่งนึกได้เลยรีบมาถาม”

“ทีหลังก็โทรมาสิ!” เสียงนั้นย้ำทีละคำจนพิณลดารู้สึกกลัวเขาขึ้นมาจึงพยักหน้ากลับเร็วๆเป็นอันว่าเธอรับทราบว่าต่อไปจะไม่อาจหาญทำแบบนี้อีกและต่อไปเธอจะโทรมาก่อน แล้วชิงหยางก็ก้าวตามเจ้านายไป หลังจากนั้นขบวนรถนายใหญ่ก็ออกไปจากตึก

พิณลดาที่ยังยืนอยู่ตรงบันไดเมื่อได้รับคำตอบที่พึงใจจึงยกมือโบกลานายใหญ่ราวกับว่าเธอตั้งใจมาส่งเขาก่อนออกเดินทาง

 

บ้านพักผู้อาวุโสเวลา 9.00 น.

ชายสูงวัยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ของบ่ายวันนี้ด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยสนใจมากนัก  สายตาบางครั้งก็แลไปที่โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานและมันก็นิ่งเงียบไม่ไหวติงสักนิด

เหอหงเหลย กำลังรอคอยโทรศัพท์จากคนสำคัญ คนที่แค่เขาได้ยินเสียงครั้งแรกภาพคืนวันเก่าๆก็ทยอยไหลผ่านเข้ามา ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่ดีจนชายชราอยากจดจำให้นานเท่านาน แม้เขาจะพยายามลืมเรื่องที่ไม่ดีและเรื่องไร้สาระไม่ให้รกสมอง แต่ทว่าก็ยังมีความทรงจำที่เลวร้ายบางเรื่องที่ยังฝังใจเขาจนมิอาจลืมเลือนได้เลย

“นายท่านครับมีคนมาขอพบ” เสี่ยวหมีผู้เป็นทั้งเลขาและบอดี้การ์ดส่วนตัวเอ่ยขึ้น หงเหลยจึงเหลือบมองเลขาหนุ่มที่ทำงานมากว่า 2 ปี ภาพความทรงจำถึงชายชุดดำที่เคยทำตำแหน่งนี้ก็หวนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง

“ใคร?

“เขาบอกว่าชื่อ อาซันครับ”

แววตาของคนสูงวัยสว่างวาบขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ มือเหี่ยวย่นยกขึ้นวางบนโต๊ะทำงานก่อนจะขยับมือถือเลื่อนไปให้ไกลตัวมันหมดค่าลงเมื่อคนที่เขารอมาถึงแล้ว “พาเขาเข้ามา”

บอดี้การ์ดคำนับรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปข้างนอกเพื่อพาแขกที่เขาเหมือนจะเคยเห็นหน้ามาพบผู้เป็นนาย

ชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้าทำให้หงเหลยต้องมองด้วยความสนใจ เมื่อมองกวาดไปทั้งตัวของผู้มาใหม่ความรู้สึกสะเทือนใจก็สะท้อนขึ้นมาจนเขาต้องกำหมัดแน่น จนชายคนนั้นเดินมาถึงหน้าโต๊ะแล้วก้มหัวทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม รูปร่างสันทัดที่ยืนอยู่ตรงหน้าแลดูไม่ต่างจาก 18 ปีที่ผ่านมา แต่ใบหน้าที่เคยขาวซีดกลับกร้านแดดและมีริ้วรอยมากขึ้นตามกาลเวลา นายท่านหงเหลยมองแล้วก็พยักหน้ายิ้มทักทายอย่างยินดี

“สวัสดีครับนายท่าน”

“นึกว่าจะโทรมาก่อน”  หงเหลยกล่าวอย่างมีเมตตา

“ผมเกรงว่าจะช้าไป” ชายวัยสี่สิบกว่าตอบเสียงสุภาพ แววตาข้างขวามองอดีตนายใหญ่แห่งเหอหลินกรุ๊ปด้วยความภักดีไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ตอนนี้เขาจะเป็นเพียงชายพิการที่มีดวงตาข้างซ้ายมืดบอด ขาขวาขาดนับจากหัวเข่าลงไปและต้องใส่ขาเทียมทดแทน

“เลขาของนายท่านดูเด็กมากเลยนะครับ”

“เสี่ยวหมีเพิ่งทำงานกับฉันปีนี้เป็นปีที่สอง..แต่เขาเป็นลูกชายอาเสียง”

จบคำของนายท่าน ชายพิการก็เหลียวไปมองเลขาหนุ่มอีกครั้งก่อนจะหันมามองอดีตผู้เป็นนาย ในใจพลันเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบขึ้นมาอย่างน่าประหลาดที่รับทราบว่าลูกชายของเพื่อนสนิทได้มาทำงานให้กับนายท่านในตอนนี้

นายท่านผู้ไม่เคยละทิ้งลูกน้องคนไหน..แม้จะผ่านไปกี่ปีก็ยังให้ความเมตตาพวกเขาอยู่เสมอ และเพราะอย่างนี้อาซันถึงมองนายท่านด้วยความซาบซึ้งใจ ในขณะที่หงเหลยกลับรู้สึกตรงกันข้าม เขามองสภาพของอดีตคนสนิทผู้ภักดีที่ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้าเสียใจยิ่งนัก..

ในใจเขารู้ดีว่าอาซันต้องพบเจออะไรมาบ้างและต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่ออุทิศตัวปกป้องเขารวมถึงบุคคลสำคัญของตระกูลเหอ..เมื่อคิดถึงอดีตความเสียใจของชายชราก็ปรากฏบนแววตา

18 ปีที่ผ่านมาฉันสำนึกในบุญคุณของแกเสมอเพราะถ้าไม่มีแกหลานฉันก็คงตายไปแล้ว”

“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”

“แต่ฉันกลับตอบแทนอะไรแกไม่ได้เลย”

“มันคงเป็นโชคชะตาของผมเช่นกัน” ชายพิการตอบและรู้ดีว่าสิ่งที่นายท่านต้องการตอบแทนเขานั้นคืออะไรและมันมีค่ามากมายขนาดไหน แม้ 18 ปีที่แล้วเขาจะปฏิเสธเพราะรู้ว่ามันมากเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะรับได้  หากแต่นายท่านก็ยังยืนยันคำเดิมและกล่าวย้ำว่ามันไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณ เพราะมันเป็นโชคชะตาที่สวรรค์กำหนดมาแล้ว

แต่ทว่าเขาคงเป็นคนที่ไร้บุญวาสนา...

อะไรที่คิดว่าจะได้ก็ไม่ได้ อะไรที่หวังจะได้เพียงชิดใกล้ก็จากไป เขาในตอนนี้จึงไม่มีวันที่จะได้รับการตอบแทนใดๆจากนายท่านอีกแล้ว

ชายพิการคิดอย่างคับแค้นใจที่ไม่อาจได้พบของขวัญล้ำค่าที่รอคอยมากว่า 18 ปี ทั้งยังก่นด่าโชคชะตาที่นำพาเรื่องเลวร้ายต่างๆให้มาเกิดกับคนที่เขารักอยู่เสมอ ในยามนี้หัวใจของเขาจึงเหมือนจะแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ฉันขอโทษ.. ” คำกล่าวจากนายท่านทำให้อาซันตกตะลึง เขาส่ายหน้าช้าๆเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้นายท่านหงเหลยต้องเอ่ยปากขอโทษคนต่ำต้อยเช่นเขา

“ไม่ใช่ความผิดของนายท่านหรอกครับ..พวกมันต่างหากที่ผิด !” อาซันเอ่ยพลางก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่คลอขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่มือกร้านทั้งสองข้างกำหมัดจนแน่นและสั่นไหว

...แม้ความหวังเล็กๆของเขาจะดับลงแล้ว แต่มันกลับปลุกไฟแค้นของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาจนยากที่จะดับลง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #11 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 18:00
    อาซันมาแล้ว สงสารจังเล๊ยยยยย

    ขอบคุณค่ะ
    #11
    0