THE END l เล่ห์รักเลอดาว [ สำนักพิมพ์ อรุณ ]

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 3...ซีนที่ 5 (รวม100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 693
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ต.ค. 58


ต่อเนื่อง

ก้าวไกลนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกหน้าเทอเรซ บนโต๊ะกลางสีขาวกรุกระจกใสวางขวดเบียร์เย็นเป็นวุ้น เขาจิบเบียร์จากแก้วแล้ววางลง หยิบนิตยสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวขึ้นมาเปิดดูพลิกไปมาแค่ผ่านตา ทอดอารมณ์ไปกับการผิวปากเป็นเสียงเพลงเบาๆพลางนึกถึงหน้าของหญิงสาวผู้นั้น

เลอดาวอย่างนั้นเหรอ...ชื่อช่างเพราะจับใจ

เขาพึมพำถึงชื่อของหล่อนผ่านริมฝีปากเบาๆ พลางนึกถึงหน้าตาอันสวยคมบาดใจ แต่งหน้าเฉี่ยวเน้นไปที่ริมฝีปากสีแดงสด ทว่าสิ่งที่ขับให้เด่นอยู่บนหน้ารูปไข่ก็คือดวงตาที่กลมโต แพขนตาหนาเข้มและงอนยาว ยามมองแต่ละทีช่างหวานผสมดุ นึกแล้วก็ยังติดตาจนถึงตอนนี้ อีกทั้งผมที่หยิกดัดนั้นโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดูเปรี้ยวสมกับการแต่งกายของหล่อนอยู่ไม่น้อย

ในครั้งแรกที่พบหล่อน ชุดเดรสสั้นสีแดงเพลิงผ่าหน้าอกลึกและเปิดเปลือยไหล่ชวนสะกดตา ทำให้เขามองหล่อนทุกฝีก้าวที่เห็นโดยไม่อาจละสายตาไปได้...แต่วันนี้ที่ได้พบหล่อนโดยบังเอิญนั้น การแต่งกายอันเรียบง่ายไม่โชว์เนื้อหนังมังสาก็สามารถสะกดสายตาเขาได้อยู่หมัด รู้แค่ว่าหล่อนคือผู้หญิงที่มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลง

ยิ่งนึกถึงขณะที่ได้มีโอกาสชวนหล่อนคุยสารพัดเรื่อง ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าหล่อนเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่เก่งกาจคล่องตัวในการทำงาน มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี เล่าเคล็ดลับเกี่ยวกับเครื่องสำอางโดยไม่ตั้งแง่สักนิดว่าเขาคือลูกชายเจ้าของธุรกิจซึ่งเป็นคู่แข่งกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ทำให้เขามองหล่อนไปในทางบวกมากกว่าทางลบ เขาเสียอีกที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยประสบการณ์ ถึงแม้จะจบจากเมืองนอกและเคยทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารอยู่กับบริษัทฝรั่งสองถึงสามปี จนกระทั่งมารดาเรียกตัวให้เขากลับมาช่วยธุรกิจเครื่องสำอางของครอบครัว เขาก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี

เมื่อวานนี้ก็เพิ่งเป็นงานแรกที่เขาได้มีโอกาสจับงานเป็นชิ้นเป็นอัน ทว่าก็ต้องหัวหมุนติ้วเมื่อมีอุบัติเหตุทางรถยนต์ขัดข้องเล็กน้อย ทำให้ไปถึงที่งานล่าช้ากว่ากำหนดจนมารดาต้องเป็นผู้ดำเนินการแทน จนได้พบกับผู้หญิงชุดสีแดงเพลิงที่สะกดสายตาให้เขาเดินตามติดอยู่ข้างหลังห่างๆเพื่ออยากรู้ว่าหล่อนเป็นใครกันแน่ แต่อนิจจาฟ้ากลับเล่นตลก ให้หล่อนผู้นั้นกลายเป็นนางมารร้ายในสายตาของมารดาเขา มีเหตุให้เกิดปากเสียงกลางงานจนเกือบล่ม นั่นทำให้ใจเขาหายแวบจนต่อไม่ติดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ถึงจะได้ยินเสียงของสองฝั่งเถียงกันฉอดๆ แต่เท่าที่เห็นนั้น มารดาเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายกระทำ

แล้วก็ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้เขาวิ่งตามหล่อนออกไปเพื่อจะกล่าวคำขอโทษ...

“วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจอะไรละก้าว ถึงได้อยู่บ้านอยู่ช่องแล้วนั่งจิบเบียร์อารมณ์ดีเชียว”

เสียงของมารดาขัดขึ้น พร้อมกับร่างคนพูดเดินอ้อมมาจากประตูทางด้านหลัง ก้าวมาถึงตัวพร้อมกับทรุดกายลงที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่ง ทำให้เขาต้องผุดลุกขึ้นจากท่านั่งกึ่งนอนเหยียดขาตรงเป็นนั่งในท่าปกติ

“ขี้เกียจออกไปไหนครับแม่”

ใกล้รุ่งมองลูกชายอย่างใช้ความคิด “อยู่ติดบ้านติดช่องก็ดีเหมือนกันนะ วันอาทิตย์ทั้งทีจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันบ้าง ตั้งแต่ก้าวกลับมาจากเมืองนอกเกือบเดือน แม่แทบจะนับวันได้ว่าก้าวอยู่ติดบ้านไม่ถึงอาทิตย์ละครั้งด้วยซ้ำ”

“โธ่แม่! กลับมาทั้งทีก็ขอให้ผมได้ออกไปหาความสุขสำราญบ้างเถอะ ตอนอยู่เมืองนอกก็ทำงานงกๆ แทบจะไม่ได้สังสรรค์ที่ไหนกับเพื่อนฝูงเลย”

“เที่ยวน่ะเที่ยวได้ แม่ไม่ได้ห้ามสักหน่อย แต่ไม่ใช่เที่ยวมันเกือบทุกคืน กลับบ้านเอาค่ำมืด ตอนนี้แกอายุเกือบจะเบญจเพสแล้วนะ ไม่ใช่เด็กๆเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ที่แม่ขอร้องให้แกกลับมาอยู่ที่นี่ก็เพราะต้องการให้แกกลับมาช่วยธุรกิจของเรา ปีนี้แม่อายุก็ไม่ใช่น้อย เดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ ถ้าเกิดแกไม่รีบมาช่วยดูธุรกิจซะตอนนี้ แล้วอีกหน่อยใครจะทำ”

“ผมก็รับปากแล้วนี่ครับว่าจะช่วยแม่ทำงานให้เต็มที่ แต่ขอเวลาอีกสักหน่อยให้ผมค่อยเรียนรู้งานทีละนิด”

พอพูดถึงเรื่องงาน ใกล้รุ่งก็เลยเอ่ยถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่หล่อนหมายมั่นปั้นมือจะให้มาเป็นลูกสะใภ้ “อ้อ! พูดถึงงานเมื่อวานนี้ ทำไมแกถึงไม่ไปรับหนูเพลงที่บ้านฮึ ปล่อยให้น้องเอารถมาเอง”

เมื่อมารดาเอ่ยถึงเพลงพิณ...ผู้หญิงที่มารดาออกปากจะให้เป็นคู่หมั้นกันไว้ก่อน โดยที่เขาไม่ได้พึงใจหล่อนสักนิด สีหน้าเขาก็แสดงความนิ่งเฉยขึ้นมา

“เพลงไม่ได้บอกแม่หรือครับว่าตอนที่ผมโทร.หาว่าจะไปรับ เพลงยังไม่ตื่น”

“อะไรกัน คนอย่างยายเพลงน่ะหรือจะตื่นสายจนตะวันโด่ง”

เขาขี้เกียจเถียง เพราะพูดมากไปก็จะกลายเป็นผู้ชายขี้ฟ้อง ทั้งที่อยากจะบอกกับมารดาว่าเพลงพิณไม่ใช่เพียงแค่ตื่นสายเท่านั้น แต่กว่าหล่อนจะแต่งองค์ทรงเครื่องจนเสร็จสรรพคงกินเวลาไปอีกไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง ถ้าขืนเขาไปรับหล่อนที่บ้าน คงต้องไปนั่งรอด้วยความเบื่อหน่าย หลังเข็ดขยาดกับการไปรับหล่อนเพื่อออกไปดูหนังฟังเพลงหลายต่อหลายครั้ง แถมยังถูกบ่นว่าเขาไม่เข้าใจผู้หญิง

เมื่อวานนี้ก็เช่นกัน ถ้าขืนเขาไปรับเพลงพิณ เขาก็คงมาช้ากว่าเดิมแน่ และเขาอาจจะเสียดายที่อดเจอกับผู้หญิงชุดสีแดงอย่างเลอดาวอีกด้วย

“แต่วันนี้แกไม่ไปไหนก็ดีแล้ว แม่จะได้โทร.ตามหนูเพลงมาทานข้าวที่บ้าน”

เขาขี้คร้านจะตกลงหรือปฏิเสธ เพราะรู้ว่ามารดาก็คงจะเจ้ากี้เจ้าการอีกตามเคย จึงนิ่งเงียบเสียดีกว่า กระทั่งมารดาเอ่ยถึงบางสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเมื่อวาน

“อ้อ! อีกอย่างที่แม่จะถาม เมื่อวานเลขาฯของแม่เห็นแกเพิ่งจะเดินเข้ามาในงานแวบๆ แล้วก็วิ่งออกไปข้างนอกงานเหมือนวิ่งตามใครไปสักคน...แกตามใคร!

ท้ายประโยคนั้นเสียงของใกล้รุ่งขุ่นหน่อยๆ ทำให้ก้าวไกลที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางระหว่างเรื่องของมารดากับครอบครัวของเลอดาวในอดีต จึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา

“ผมก็แค่ไปทักทายคนรู้จักน่ะครับ”

ใกล้รุ่งมองเขม็ง เพิ่มระดับสายตาที่เขียวปั้ดขึ้นกว่าเก่า “ไอ้คนรู้จักที่ว่าน่ะผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย แล้วฉันรู้จักมักจี่ไหม”

เขาเอือมมารดาเรื่องความจุกจิกจู้จี้นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งจนทีแรกไม่คิดอยากกลับมาช่วยธุรกิจที่นี่เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะปิดบัง เพราะเข้าใจผิวเผินเอาเองว่ามารดากับเลอดาวไม่ถูกกัน ก็คงเป็นเพราะทำธุรกิจประเภทเดียวกันเท่านั้น จึงพูดไปตามความจริง

“ผู้หญิงครับ...ชื่อคุณดาว”

แต่ความจริงนั้นก็ทำให้ใกล้รุ่งผุดลุกขึ้น สีหน้าที่ชวนรื่นรมย์เมื่อครู่กำลังแปลงเป็นนางยักษ์ทันที

“แกอย่าบอกนะว่าคนรู้จักที่แกพูดก็คือนังดาวยั่วคนนั้น”

“ทำไมแม่พูดถึงคุณดาวไม่ดีแบบนั้นละครับ”

การออกโรงป้องเลอดาว ยิ่งทำให้ใกล้รุ่งเดือดปุดๆ “นี่แกกล้าออกรับแทนมันเหรอ...แกรู้ไหมว่านังนั่นมันเป็นผู้หญิงประเภทไหน มันน่ะนังอสรพิษตัวดี ทีหลังอย่าได้ไปเสวนากับมันเชียวนะ”

เขาถอนหายใจถี่ๆ “เพราะเขาทำธุรกิจเหมือนครอบครัวเราหรือครับ ถึงต้องทะเลาะกัน”

คราวนี้มารดาของเขาเท้าสะเอวข้างหนึ่งเหมือนตัวอิจฉาในละครไม่มีผิด “ใครบอกแกว่าแค่เรื่องนั้นละ”

“มีเรื่องอะไรอีกครับ”

แล้วใกล้รุ่งก็พ่นคำบาดหูให้เขาได้ยิน...

“เพราะมันเป็นผู้หญิงสองผัวยังไงละ...ก๊กเหล่ามันก็ทำแต่เรื่องระยำ!

//////////////////////////////////////จบตอนที่ 3

วางแผงแล้ววันนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

41 ความคิดเห็น