THE END l เล่ห์รักเลอดาว [ สำนักพิมพ์ อรุณ ]

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 3...ซีนที่ 3-4 (80%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ต.ค. 58

ต่อเนื่อง

เลอดาวก้าวเท้ายาวๆมาถึงมุมตึกข้างหนึ่งที่รถของหล่อนจอดอยู่ไม่ไกลนัก กำลังควานหากุญแจในกระเป๋าสะพายใบจิ๋ว พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ค่อนข้างตกใจที่เห็นผู้ชายสองคนเดินป้วนเปี้ยนอยู่ข้างๆรถหล่อนอย่างมีพิรุธ ทำให้หล่อนต้องรีบจ้ำเท้าให้เร็วขึ้น แต่ยังไม่ทันถึงรถ สองคนนั้นก็หลบฉากหายไปอีกทางหนึ่งเห็นแต่หลังไวๆ

ชะเง้อมองก็คิดว่าคงตามไม่ทันและไม่รู้ว่าสองคนนั้นมีเจตนาอันใด กระทั่งเตรียมไขกุญแจรถ จึงสังเกตว่าด้านหลังของรถมันยวบลงผิดปกติ จึงก้มๆเงยๆดูพบความผิดปกติที่ยางรถทั้งสองข้าง มันถูกปล่อยลมยางออกจนแบนติดพื้น ทำให้หล่อนฉิวปนฉุน หัวเสียจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่รู้จะไประบายอารมณ์ใส่ใคร

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ทำกับฉันไม่ได้ก็มาทำกับรถของฉัน!

หล่อนไม่รู้หรอกว่าเป็นฝีมือใคร รู้แต่ว่าตอนนี้หล่อนกำลังโดนภัยคุกคามจากคนแปลกหน้า แถมยังใช้วิธีสกปรกมากลั่นแกล้ง นึกหวั่นหวาดอยู่เหมือนกันว่านี่เป็นเพียงการเตือนเบาะๆหรือไม่ แล้วถ้าเกิดผู้ประสงค์ร้ายคิดจะกระทำการอุกอาจมากกว่านี้เล่า หล่อนจะรับมือและตั้งตัวอย่างไรได้ทัน ในเมื่อหล่อนก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ต่อให้ร้ายกาจหรือมีเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจอยู่บ้าง แต่หล่อนก็ไม่เคยใช้วิธีสกปรกอย่างที่พูดให้ปานสีฟังนับครั้งไม่ถ้วน

คิดดังนั้นเลอดาวจึงหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาปานสีทันที

“ปาน...รถของพี่โดนปล่อยลมยางสองข้าง ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”

พูดไม่ทันขาดคำ เสียงของปานสีก็แหลมแสบแก้วหูขึ้นมา “ตายๆแล้ว มีคนคิดร้ายกับพี่ใช่ไหมฮ้า พี่ดาวต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะฮ้า อย่าลืมพกอาวุธติดตัวเอาไว้บ้าง ใครกันนะที่คิดแผนสกปรกลอบกัดแบบนี้ ปานว่าต้องเป็นฝีมือนังใกล้ร่วงใกล้โลงนั่นแน่เลย อีแก่นังเหี่ยวเอ๊ย!

เลอดาวรีบตัดบท มิเช่นนั้นปานสีคงจะคันปากยิบๆแล้วด่าใกล้รุ่งไม่ยั้งปาก

“เอาเถอะ ทีใครก็ทีมัน ว่าแต่ตอนนี้ปานเป็นธุระติดต่อช่างที่อู่มาจัดการเรื่องรถให้พี่หน่อยสิ พี่ไม่อยากรอให้เสียเวลา จะไม่ทันนัดกับลูกค้า ถ้ายังไงเดี๋ยวพี่จะนั่งแท็กซี่ไปเอง ทางนี้ฝากปานจัดการให้เรียบร้อยด้วยละ”

พอสั่งธุระปะปังเสร็จ เลอดาวก็เปิดท้ายรถหยิบซองเอกสารสำคัญที่จะไปคุยกับลูกค้า แล้วเดินไปทางหน้าโรงพยาบาลเพื่อจะเรียกแท็กซี่ แต่ระหว่างที่กำลังจะข้ามถนนแยกเล็กด้านใน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน หล่อนจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วกดรับสายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นดุจเดือน

“มีอะไรรึเปล่าคะพี่เดือน พอดี...”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค หล่อนก็ได้ยินเสียงเบรกรถพร้อมกับเสียงคนละแวกนั้นร้องเสียงหลง มารู้อีกทีร่างของหล่อนก็โดนรถคันหนึ่งเฉี่ยวจนล้มลงไปก้นจ้ำเบ้าเสียแล้ว!

หล่อนนั่งกองกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า ซองเอกสารในมือกระจัดกระจายไม่ห่างจากโทรศัพท์ที่หล่นอยู่ใกล้ๆ ครั้นพอหยิบมันขึ้นมาก็พบว่าหน้าจอแตกยับ นาทีนั้นก็มีไทยมุงเข้ามาออพร้อมกับเจ้าของรถคันที่ชนก้าวพรวดมาถึงตัว พอเงยหน้าขึ้นมอง เสียงของหล่อนที่เปล่งออกไปก็เบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน

“นี่คุณเองเหรอ”

//////////////////////////////////////

เขาคนนั้น เอ่ยปากขอโทษเป็นสิบครั้งติดกัน...

“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ พอดีฉันมัวแต่คุยโทรศัพท์เลยไม่ทันได้ดูทาง”

ชายหนุ่มผู้นั้นพยุงร่างของหล่อนให้ลุกขึ้น แสดงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน “ไปหาหมอดูอาการสักหน่อยดีกว่าครับว่าเจ็บตรงไหนบ้าง”

“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันก็แค่ตกอกตกใจนิดหน่อย แล้วก็ไม่ได้เจ็บตรงไหนมากมาย”

ทว่าตอนที่หล่อนก้มลงสำรวจตัวเองอีกที จึงพบว่าหัวเข่าถลอก ตามโคนขามีเลือดไหลซิบๆ พอเขามองตามสายตาของหล่อนเห็นบาดแผลพวกนั้น เขาก็ยิ่งคะยั้นคะยอให้หล่อนไปทำแผล

“แต่ผมว่าไปล้างแผลใส่ยาสักหน่อยเถอะครับ”

หล่อนยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นความเอาใจใส่ของเขา นึกขันอยู่ในใจว่าผู้ชายคนนี้ดูจะห่วงหล่อนจนออกนอกหน้าทั้งที่แผลนั้นก็ไม่ได้หนักหนาอะไร แต่พอหล่อนยืนกรานคำเดิม เขาก็เลยตามใจโดยที่มีข้อแม้ขอไปส่งหล่อนยังจุดหมายที่ต้องการจะไป ซึ่งหล่อนก็เห็นว่าไม่เสียหายอะไรจึงเก็บของที่ตกหล่นแล้วขึ้นรถไปพร้อมกับเขา

ชายหนุ่มหันมามองหล่อนเป็นระยะขณะที่รถวิ่งฉิวอยู่บนท้องถนน สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่เดาได้ไม่ยาก ผู้หญิงอย่างหล่อนมีสัญชาตญาณของดอกไม้ที่สวยและหวานหอม หล่อนรู้ว่าภมรยามอยากดื่มด่ำเกสรดอกไม้ จะเข้ามาบินฉวัดเฉวียนอยู่โดยรอบเช่นไร เขาคนนี้ก็มีสายตาแบบนั้น

ซึ่งมองอย่างผิวเผิน เท่าที่พูดคุยกันระหว่างทาง เขาก็มีรูปสมบัติครบถ้วนต้องตาต้องใจอยู่ไม่น้อย ติดแค่ว่าอายุอานามของเขาน่าจะเท่ากันหรือไม่ก็อ่อนกว่าหล่อนสักสองถึงสามปีจากการคาดคะเนเอาเอง

“ต้องขอโทษเรื่องเมื่อวานด้วยนะคะที่เสียมารยาททิ้งคุณเอาไว้ทั้งที่ยังคุยกันอยู่”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่าคุณคงมีธุระด่วน”

หล่อนจึงพยักหน้ารับ แล้วเล่าคร่าวๆ “พอดีพี่สาวกับหลานของฉันประสบอุบัติเหตุน่ะค่ะ”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”

“ปลอดภัยทั้งคู่ค่ะ แต่หลานฉันยังต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล”

เขาซักถึงอาการหลานสาวของหล่อนอีกไม่กี่คำ หล่อนก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปซักถามเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง เพราะหล่อนยังมีเรื่องติดใจบางอย่างเกี่ยวกับเมื่อวาน

“ว่าแต่ฉันสงสัยจังค่ะ คุณทำงานอะไรเกี่ยวกับการจัดงานเปิดตัวเครื่องสำอางเมื่อวานนี้หรือคะ คุณถึงต้องวิ่งโร่มาขอโทษฉัน”

“ผมเป็นลูกชายเจ้าของเครื่องสำอางครับ ผมชื่อก้าวไกล”

ทันทีที่เขาแนะนำตัวเองจบ ทำให้หล่อนต้องหันไปมองหน้าเขาเขม็ง จ้องอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังพินิจพิเคราะห์ว่าเขากำลังพูดจริงหรือเล่น

“คุณเป็นลูกชายคุณใกล้รุ่งอย่างนั้นหรือคะ”

เมื่อหล่อนถามย้ำและเขาก็ยืนยันด้วยการพยักหน้ารับกลายๆ ยิ่งทำให้หล่อนประหลาดใจ ตอนนี้ความคิดของหล่อนกำลังตีกันวุ่น ชักไม่แน่ใจว่าเขามีจุดประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหล่อนไม่เคยรู้ข่าวเลยว่าใกล้รุ่งมีลูกชายที่โตเป็นหนุ่มขนาดนี้

จะอย่างไรก็ดี ในเมื่อรู้แล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้คือลูกชายของคู่ปรับทางธุรกิจตัวฉกาจ แถมยังมีเรื่องบาดหมางใจกันในอดีตมาก่อนระหว่างใกล้รุ่งกับนภา นั่นทำให้หล่อนตั้งกำแพงในใจกับเขาทันที เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นจงเกลียดจงชังหล่อนเพียงไร

แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา...

บางทีชายหนุ่มผู้นี้อาจเป็นประโยชน์แก่หล่อนในวันข้างหน้าก็ได้!

//////////////////////////////////////

วางแผงแล้ววันนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

41 ความคิดเห็น