♔ อริร้าย มายารัก {chanbaek} 。

ตอนที่ 9 : 梅花 ❀ กลีบที่ ๙

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    29 ต.ค. 57






梅花

เหมยฮวากลีบที่ 9

“สิ่งใดที่ถูกมือของเจ้าแตะต้องข้าไม่อยากได้!

 

            “ฮื่อ! ดอกไม้ในสวนนี่เบ่งบานดีเหลือเกิน~

 

          น้ำเสียงสดใสของบุรุษเพศร่างน้อยเอ่ยออกมาด้วยความชื่นชม เกศานุ่มสลวยเหยียดยาวถึงสะโพกกลมปลิวตามสายลมที่พัดผ่าน วันนี้ปั๋วเสวียนอยู่ในชุดสีหวานเชื่อมตามแบบของผู้สืบเชื้อสาย อาจแปลกหูแปลกตาต่อเหล่านางกำกัลต่างๆ ไปบ้าง แต่กลับเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจของเหล่าทหารเฝ้ายามตามตำหนักอยู่มากโข

 

            ก็ปกติปั๋วเสวียนจะสวมเสื้อผ้าแบบนี้เสียที่ไหน?

            เห็นทีไรก็สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์แต่งแต้มขอบชายผ้าด้วยสีสันอ่อนๆ เท่านั้น

 

            เพราะจื่อเทาหรอกนะที่ออดอ้อนแกมบังคับจนเขาอ่อนใจถึงได้ยอมทำตัวเป็นตุ๊กตาหน้าโต๊ะเครื่องแป้งให้คนขององค์ชายสองจับนั่นแต่งนี่เติมนู่นอยู่เป็นชั่วยาม ผลออกมาคือปั๋วเสวียนอยู่ในผ้าเนื้อดีสีชมพูอ่อน ปักลวดลายของดอกเหมยที่ตนชอบนักชอบหนา แต่สิ่งที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นใบหนาที่แต่งแต้มด้วยสีจากพืชพันธ์และปิ่นปักผมกับต่างหูอันใหม่ที่จื่อเทาให้เป็นของขวัญ

 

          ไม่อยากจะบอกหรอกว่าเขาไม่อยากได้เลยสักนิด

          แต่มิตรภาพอันดีก็ไม่ควรปฏิเสธแต่อย่างไร

 

            แต่อีกเหตุผลหนึ่งยอมจำนนต่อคำออดอ้อนของจื่อเทาก็คงเป็นเพราะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในรั้ววังหลวงแห่งนี้แล้ว การฝึกและการสอบคัดเลือกเข้าเป็นผู้สืบเชื้อสายเสร็จสิ้นไปเมื่อวาน วันนี้ก็เพียงแค่ให้ผู้สืบเชื้อสายทุกคนพักผ่อน เก็บของ รอฟังประกาศผลวันรุ่งขึ้น ใครได้เป็นผู้สืบเชื้อสายชั้นสูงก็ต้องย้ายตำหนักเรียนรู้เตรียมตัวเป็นพระชายาต่อ ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นผู้สืบเชื้อสายชั้นสูงก็กลับบ้านเข้างานหาคู่ประจำปีเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของบ้านเหล่าขุนนางหรือมหาเศรษฐี

 

            ซึ่งปั๋วเสวียนเองก็ไม่อยากแต่งเข้าบ้านใครสักนิด

            แต่ถ้าให้เลือกก็ไม่ขออยู่วังหลวงให้เจอขันธีใจร้ายผู้นั้นอีกเป็นพอ

 

            เมี้ยว~’ เสียงร้องเหมียวๆ ของเจ้าสี่ขาขนปุกปุยร้องขึ้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นายน้อยสกุลเปี้ยนยืนอยู่นัก ตาเรียวกวาดสายตามองหาแหล่งที่มาของเสียงอยู่ครู่หนึ่งก็พบกับเจ้าแมวตัวอวบอ้วนน่าฟัด

            “เจ้าเหมียวน้อย!” ปั๋วเสวียนร้องเสียงใสเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงน่ารักไม่ทราบเจ้าของ ร้องเรียกไม่ทันไรเจ้าขนปุยสีขาวสะอาดก็วิ่งร้องหง่าวๆ มาพันแข้งพันขาจนคนมองอดอุ้มขึ้นมาฟัดด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้

            “ฮื้อ~ เจ้าเหมียวน้อยขี้อ้อนของผู้ใดกันเล่า เจ้าของเจ้าคือใคร?” ยื่นหน้าเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตตรงหน้า เจ้าแมวน้อยเพศผู้แสนน่ารักย่นจมูกฟุดฟิดๆ ดอมดมผิวขาวใสระเรื่อทั่วใบหน้าจนปั๋วเสวียนถึงกับหัวเราะเพราะจั๊กจี๋ ไม่พอแค่นั้น อุ้งเท้านุ่มก็ยังตะปปใบหน้าหวานอย่างบางเบาราวกับสำรวจอะไรบางอย่าง

 

          เอ...หรือแมวน้อยเพศผู้ตัวนี้จะตกหลุมรักคุณชายตัวน้อยเสียแล้ว?

 

            “ลวนลามข้าหรือเจ้าเหมียวอ้วน?”

            “เมี้ยว~” ก็หาได้รู้ไม่ว่าสัตว์สี่เท้าตรงหน้าจะฟังออกหรือไม่แต่เจ้าตัวก็ร้องขานรับออกมาเสียอย่างนั้นจนคนฟังหลุดหัวเราะน้อยๆ ออกมาอีกครั้ง

            “อ้วนท้วนดีจริง เจ้าของเจ้าคงจะรักเจ้ามากสินะ ถึงได้ขุนเจ้าจนตัวหนักเช่นนี้น่ะ” หยอกล้ออยู่พักหนึ่งก็วางเจ้าขนปุยลง สัตว์เลี้ยงขี้อ้อนส่งเสียงแง้วๆ ให้เจ้าของชุดสีชมพูอ่อนหย่อนกายลงมา แต่พอนั่งลงไม่ทันไรเจ้าตัวดีก็วิ่งหนีหายไปจนจับแทบไม่ทัน

            “อ๊ะ...ไปไหนน่ะเจ้าเหมียวน้อย!” ร้องเรียกแล้วแต่เจ้าตัวก็ไม่วิ่งกลับมา ปั๋วเสวียนเป็นห่วงเจ้าแมวอ้วนเพราะกลัวว่าวิ่งเล่นอยู่ในวังอาจจะโดนใครทำร้ายได้เพราไม่มีเจ้าของ สองขาเรียวสาวเท้าวิ่งไปตามทางที่คิดว่าเหมียวน้อยตัวนั้นจะวิ่งไปจนเหนื่อยหอบ

 

            เมี้ยว~’ เสียงร้องเบาๆ ดังขึ้นทางด้านหลัง ปั๋วเสวียนรีบหันหลังก็เห็นหางเจ้าเหมียวน้อยไวๆ ไม่รอช้ารีบวิ่งตามไปทันที

            “เจ้าเหมียวน้อย!” ร้องตะโกนเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวปุกปุยวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไปหาใครบางคนที่นั่งยองหันหลังให้ตนอยู่ ที่ตกใจก็มิใช่เรื่องใด แค่กลัวว่าคนที่จับเจ้าเหมียวน้อยจะทำร้ายมันต่างหาก

            “ทะ ท่าน...ท่านอย่าทำอะไรเจ้าเหมียวน้อยของข้าเลยนะ” เพราะไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร น่ากลัวหรือไม่ ปั๋วเสวียนจึงทำได้แค่โป้ปดคำโตว่าเป็นแมวของตนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำอะไรเจ้าแมวน้อยน่ารักตัวนั้น

            “ของท่านงั้นหรือ...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นให้คนฟังแปลกใจเล่น น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก ไม่ทันได้สงสัยอะไรมากคนที่หันหลังให้ก็ช้อนตัวเจ้าตัวสีขาวไว้ในอุ้งมือแล้วยืนขึ้นก่อนจะหันหน้าหาคู่สนทนา

 

          “จะ เจ้า!

            ฉับพลันที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นหน้ากันต่างก็ต้องผงะกับสิ่งที่เห็น...ขันธีใจร้ายที่อยู่ในชุดลำลองสบายๆ ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบราชการ กับคุณชายหน้าหวานที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างที่ไม่เคยแต่งมาก่อน ปั๋วเสวียนมองขันธีนิสัยไม่ดีตั้งแต่หัวจรดเท้าก็อดคิดไม่ได้เลยว่า คนตรงหน้านั้นดูสง่างามเหลือเกินยามที่ไม่ต้องใส่เครื่องแบบสีเดิมๆ

 

            ซึ่งไม่ต่างอะไรกับองค์ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดพักผ่อนเท่าไรนัก เขาเองก็มองเหมยฮวาตัวน้อยของเขาอย่างพิศมัยเช่นกัน จากเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มธรรมดา แต่ยามที่แต่งหน้าแต่งตัวจะงดงามมากขึ้นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

           

          เมี้ยว~’ เสียงร้องจากเจ้าตัวน้อยในอ้อมอกแกร่งดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้ทั้งสองคนได้สติขึ้นจากอาการตกอยู่ในภวังค์ ปั๋วเสวียนกระพริบตาปริบๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาชื่นชมอีกฝ่ายสักนิด

 

          โกรธร้อยปี อย่ามาดีร้อยชาติ!

 

            “ปล่อยเจ้าเหมียวน้อยลงเดี๋ยวนี้นะ!” ใช้เสียงเล็กแหลมของตนออกแนวบังคับ แต่ใบหน้ากลับไม่มองคู่สนทนาเลยสักนิด ใบหน้าหวานผินออกมองนกมองไม้แทน

            “เหตุใดข้าจึงต้องปล่อย?” เอ่ยถามเสียงเรียบแม้ในใจจะเต้นระส่ำจนแทบจะหลุดออกมา เพราะตั้งแต่วันที่ปั๋วเสวียนเป็นลมล้มพับคาอกเขานั้น องค์ชายห้าก็ไม่ได้พบหน้าปั๋วเสวียนอีกเลย

 

          เพราะว่าเขาละอายใจที่ทำเกินไป

          แต่จะให้พูดขอโทษหรือก็ไม่ใช่ทาง...

 

            จึงทำได้แค่แอบมองอยู่ห่างๆ เพราะอยากให้ปั๋วเสวียนสบายใจที่ไม่ต้องทนเห็นหน้าตนแล้วจะพาลเกลียดขี้หน้ากันมากกว่าเดิมอีก

            “คนใจร้ายอย่างเจ้าน่ะ คงไม่คิดดีกับเจ้าเหมียวน้อยตัวนั้นแน่”

            “ข้าจะใจร้ายกับมันได้อย่างไร ในเมื่อนี่เป็นแมวของข้า”

            “ห้ะ!?” เผลอหันหน้ากลับมามองอริของตนด้วยใบหน้าที่แสนตกใจ พอสบเขากับหน่วยตาคมให้ใจเต้นแรงอีกครั้งก็รีบเบือนหน้าหนีตามเดิม

            “เจ้าเป็นแมวของข้าใช่ไหม?...เหมยหลง...”

          “เมี้ยว!~” แหน่ะ! ร้องเหมียวเอ่ยตอบเจ้านายตนอีก เจ้าเหมียวน้อยตัวดี ฉไนเลยจึงเป็นพวกของอริข้ากันล่ะ?...ปั๋วเสวียนบ่นในใจอย่างหงุดหงิดที่พลาดจนได้

            “ท่าน...”

            “...”

            “เอ่อ...ท่านสบายดีหรือเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างนุ่มนวลจนคนฟังถึงกับต้องเผลอสบสายตาผู้พูดไปเสี้ยววินาที...ก็คงถามเพราะอยากเย้ยที่ข้าถูกใช้งานหนักจนสาแก่ใจสินะ!

            “ยังไม่ตาย!” สะบัดหน้าหันไปกระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายเป็นคำตอบก่อนจะรีบหันหน้ากลับไปมองที่อื่นทันที เพราะปั๋วเสวียนไม่อยากเห็นหน้าคนใจไม้ไส้ระกำอย่างขันธีผู้นี้นัก

            องค์ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขารู้ว่าเขาเองก็ผิด แต่หลายครั้งที่พยายามจะเข้าหาแต่โดยดีก็มักจะถูกคำพูดร้ายกาจทำร้ายจิตใจเขาเช่นกัน...ปั๋วเสวียนไม่อ่อนข้อให้บ้างเลย...

            “เมี้ยว~” เจ้าแมวน้อยคงจะเห็นท่าไม่ดีจึงส่งเสียงร้องเหมียวๆ ออดอ้อนผู้เป็นนาย ชานเลี่ยเห็นว่าปั๋วเสวียนดูท่าทางสนใจเหมยหลงของตนเองมากนักจึงลองเอ่ยถามดูเพื่อความแน่ใจ

            “ท่านอยากจะอุ้มมันใช่หรือไม่ ข้าจะให้ท่านอุ้มนะขอรับ” ลูบคางเจ้าสัตว์ขนปุยขี้อ้นอแล้วสาวเท้าเข้าหาคนตัวเล็ก ปั๋วเสวียนมองอีกฝ่ายด้วยความสับสน

 

          ขันธีบ้านี่เกลียดข้าจะตาย ทำไมต้องแสดงท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้ด้วย?

           

            “เมี้ยว~” เจ้าขนปุยสีขาวจ้องมองมายังที่คุณชายตัวเล็กตาแป๋ว ระยะประชิดระหว่างคุณชายกับขันธีใจร้ายใกล้มากจนปั๋วเสวียนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวอีกฝ่าย

 

          แล้วเหตุใดหัวใจข้าจึงเต้นแรง!?

          ดูสิใบหน้าก็เห่อร้อนตอนขันธีบ้านี่พยายามจะส่องเจ้าเหมียวน้อยให้อีก!?

 

            อ๋อ! เป็นเพราะข้าเกลียดเขาอย่างไรล่ะ! ข้าเกลียดมากจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เกลียดมากจนใจสั่นอยากจะเล่นงานอีกฝ่ายซะให้หมอบ! ส่วนอาการหน้าร้อนก็เพราะว่าความโกรธของข้าหาที่ระบายไม่ได้อย่างไรล่ะ!

 

          ใช่! ต้องใช่แน่ๆ!

 

            “ไม่! ข้าไม่อยากได้อะไรจากเจ้า!” ตวาดลั่นจนแม้แต่เจ้าแมวน้อยเองก็สะดุ้งตกใจ ปั๋วเสวียนก้าวเท้าถอยหลังให้ห่างจากอีกฝ่าย

            “สิ่งใดที่ถูกมือของเจ้าแตะต้องข้าไม่อยากได้!พูดเช่นนั้นแล้วก็หมุนตัวสาวเท้าอย่างเร่งรีบกลับตำหนักของตนไป ทิ้งให้คนฟังที่เหมือนถูกตบหน้ายืนระงับอารมณ์อยู่ ชานเลี่ยโกรธมากที่ถูกปฏิเสธเช่นนี้ เขาเป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ ผู้คนต่างต้องนอบน้อมและเชื่อฟัง จะมีก็แต่คนตัวเล็กนี่เท่านั้นที่หักหาญน้ำใจเขามาหลายครั้งหลายหน

 

          ชานเลี่ยเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก

          สายเลือดมังกรทำให้เขาเคยชินกับการมีผู้คนเอาอกเอาใจ

          ผู้คนต่างเคารพ ยกย่องและก้มหัวให้โดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง

          ปั๋วเสวียนอาจไม่รู้ถึงนิสัยด้านมืดของเขา

            ...อยากได้อะไรก็ต้องได้...

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            วันนี้เป็นวันประกาศผลผู้สืบเชื้อสายใครชั้นสูง ปั๋วเสวียนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะสอบไม่ผ่านเพราะฝีมือของเขานั้นไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย และอีกเหตุผลหนึ่งคือเขาไม่อยากพบกับขันธีกับซั่งอี๋แสนใจร้ายนั่นอีก

            ตอนนี้เหล่าผู้สืบเชื้อสายทุกคนต่างก็คุกเข่ารอองค์จักรรดิ์เสด็จเข้ามาเพื่อประกาศผลผู้ที่จะได้พระชายาของบุตรชายของพระองค์ เบื้องหน้าของปั๋วเสวียนเป็นที่ประทับสีทองแสนโอ่อ่าขนาบข้างด้วยเก้าอี้สีทองที่ดูเล็กกว่าหน่อย ข้างซ้ายนั้นเป็นองค์ชายสองหรือพี่อี้ฝานคนใจดีของปั๋วเสวียนนั่งส่งยิ้มอ่อนโยนให้ตนอยู่ ไม่นานฮ่องเต้ก็เสด็จ ทุกคนลุกขึ้นถวายบังคมก่อนจะคุกเข่าก้มหน้าลงไปเหมือนเคย

            “ชานเลี่ยมาหรือยัง?” หลังจากที่กล่าวทักทายพอป็นพิธีแล้ว ผู้เป็นบิดาของแผ่นดินก็ถามลูกชายคนโตที่นั่งข้างๆ

            “ข้าบอกน้องแล้วพะยะค่ะเสด็จพ่อ หากไม่เบี้ยวก็คงกำลังมาถึง”

            “อืม...” พยักหน้าเป็นการตอบรับ แล้วพูดกับเหล่าผู้สืบเชื้อสายที่ก้มหน้าตามกฏมณเฑียรบาลอยู่

            “ผู้สืบเชื้อสายชั้นสูงมีความสำคัญมาก หากใครได้เป็นแล้วก็จงอย่าได้ทำตัวเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น ข้าตัดสินด้วยตัวข้าเอง จากผลคะแนนสอบ ปัญญา กริยา ท่าทาง และชาติตระกูลของพวกเจ้า”

            “...”

          “ข้าเลือกคุณชายปั๋วเสวียนจากสกุลเปี้ยน”

            “!!!” ปั๋วเสวียนแทบเผลอุทานแล้วมองพระพักต์ของฮ่องเต้ แต่ยังดีที่ยั้งใจไว้ทันมิเช่นนั้นคงหัวหลุดจากบ่าไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณบิดา คนตัวเล็กมีอาการสั่นเล็กน้อยเมื่อตกใจกับคำตัดสินที่ชี้ชะตาชีวิตของตน แทบร้องไห้ออกมาเสียตรงนั้นเมื่อคิดว่าตนต้องทนอยู่ในวังหลวงแห่งนี้อีกต่อไป

          “องค์ชายห้าเสด็จ...!เสียงนายทหารหน้าตำหนักตะโกนร้องถึงผู้มาใหม่ ไม่นานองค์ชายห้าที่ถูกพูดถึงก็เดินไปนั่งยังที่ของตน

            “ปั๋วเสวียน เจ้าคงไม่โกรธการตัดสินใจของข้าใช่หรือไม่?” รู้มาจากที่ปรึกษาคนสนิทที่เป็นบิดาของเด็กน้อยตรงหน้าว่าปั๋วเสวียนไม่อยากเป็นผู้สืบเชื้อสายมากเท่าใด

            “กระ กระหม่อมมิบังอาจ!” เอ่ยตอบเสียงสั่น เพราะในใจก็ทั้งกลัวและต่อต้าน แต่เขารู้ดีว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำต่อหน้าเจ้าของแผ่นดิน

            “ปีนี้มีหนุ่มน้อยเข้าตาพ่อของข้าเพียงคนเดียว เชิญผู้สืบเชื้อสายคนอื่นกลับไปได้” องค์ชายอี้ฝานเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ไม่นานนักผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ลุกออกไปหมด

            “พ่อของเจ้าคงจะภูมิใจไม่น้อย...”

          ‘แต่ข้าสิแสนปวดใจ!’ อยากตอบโต้เพียงใดแต่ก็ต้องเก็บไว้ในใจเพียงผู้เดียว

            “เอาล่ะ การจะแต่งงานเข้าวังนั้นเจ้าต้องเรียนรู้มากกว่าการเป็นผู้สืบเชื้อสายธรรมดา เดิมทีข้าจะให้อี้ฝานสอนเรื่องกฏการปรนนิบัติสามีของเจ้าที่ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจเลือก แต่เพราะอี้ฝานมีงานมากมายที่ต้องช่วยข้า เพราะฉะนั้นข้าจึงมอบหมายให้ชานเลี่ยเป็นผู้ฝึกเจ้าแทน...”

            “...”

            “เอาล่ะเงยหน้ามามองลูกชายของข้าที่จะเป็นอาจารย์ให้เจ้าเสียหน่อยสิ” ความจริงก็อยากจะขอร้องเช่นกันว่าอยากให้องค์ชายอี้ฝานเป็นคนสอน เพราะตนก็คุ้นเคยกับอยู่แล้ว ถ้าหากเป็นองค์ชายองค์อื่นเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องวางตัวอย่างไร แต่เมื่อเงยหน้ามองก็ถึงกับผงะ

         

          เจ้าขันธีบ้า! เกือบหลุดพูดอกมาให้ชีวิตสั้นเสียแล้ว ชานเลี่ยมองหน้าคนตัวเล็กที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่าหากปั๋วเสวียนรู้ฐานะที่แท้จริงของตนคงจะตกใจไม่น้อย

            ปั๋วเสวียนส่ายหน้าช้าๆ อย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเป็นคนหน้าเหมือนหรืออะไร แต่ที่แน่ๆ เขาคิดว่าคือคนๆ เดียวกัน ปั๋วเสวียนขมวดคิ้วส่งสายตาที่แสนผิดหวังให้กับองค์ชายห้าที่จะมาสอนตน

 

            เหตุใด...

            จึงต้องหลอกลวงแล้วรังแกกันเช่นนี้เล่า..?

 

❀❀❀❀❀❀❀❀XX%❀❀❀❀❀❀❀❀

           

                        ภายในห้องทรงอักษรของตำหนักองค์ชายองค์โปรดขององค์จักรพรรดิ หลังจากที่ทราบถึงฐานะที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ทำเอาคุณชายสกุลเปี้ยนเป็นใบ้ไปในชั่วขณะ จากนั้นก็ถูกพามาให้ทำความรู้จักกันในห้องทำงานของผู้เป็นอาจารย์

 

            ทำความรู้จักงั้นหรือ?

            เขารู้ไส้รู้พุงหมดแล้วว่าองค์ชายตรงหน้าน่ะใจร้ายแค่ไหน!

 

            ห้องทำงานขององค์ชายรูปงามเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม ตั้งแต่น้อมรับคำสั่งของบิดาให้พาว่าที่พระชายาในวังหลวงมาทำความรู้จัก ปั๋วเสวียนก็นิ่งเงียบซ้ำยังไม่ยอมแม้แต่มองหน้าของตน ชานเลี่ยจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ อยากจะรู้เสียเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะทนความเงียบได้นานแค่ไหน แต่ท้ายสุดแล้วก็เปนฝ่ายหมดความอดทนเสียก่อน จึงเอ่ยปากขึ้น

            “ปั๋วเสวียน...”

            “ท่านหลอกข้า!” ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดคนตัวเล็กก็ตวัดดวงตาเรียวเพ่งมองใบหน้าเขาอย่างขุ่นเคือง

            “ปั๋วเสวียนข้ามิได้...”

            “ท่านคือขันธีใจร้ายผู้นั้นใช่หรือไม่!?” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ...ขันธีใจร้าย...นี่เขากลายเป็นคนใจร้ายไปเสียตั้งแต่เมื่อไร?

            “...”

            “ตอบข้ามาสิ!

            “...” ยังคงมีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ ชานเลี่ยมองใบหน้าแสนสวยที่กำลังแสดงสีหน้าขุ่นเคืองและเสียใจ

            “องค์...” เมื่อทนการนิ่งเงียบของคนใจร้ายไม่ไหวปั๋วเสวียนจึงเตรียมตัวตวาดเสียงใส่ หากแต่อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาก่อน

            “ใช่”

            “!

            “ข้าคือคนๆ เดียวกับขันธีผู้นั้น” ตอบคำถามพลางถอนหายใจ เขาไม่ได้คิดเตรียมการและนึกถึงมาก่อนว่าจะต้องมานั่งสารภาพแบบนี้ เดิมทีก็แค่วางแผนอยากจะมาดูแลเหมยฮวาน้อยอย่างใกล้ชิด เพียงแต่เรื่องราวกับตาลปัตรกลายเป็นมีเรื่องผิดใจกับปั๋วเสวียนเสียได้

            “ทะ ท่าน!” แม้จะคาดคั้นเอาความจริงจากอีกฝ่าย แต่เมื่อได้รับฟังคำตอบแล้วก็กลับตั้งตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร จะทำสิ่งใด ในเมือขันธีใจร้ายที่ตนเกลียดแสนเกลียดเป็นถึงองค์ชายที่ไม่อาจแตะต้อง

 

            ใจรึก็อยากจะสับคนตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆ

            แต่ฐานะการเป็นองค์ชายนั้นค้ำคอจนเขาต้องกำมือแน่น

 

            “ท่านเป็นถึงองค์ชาย มีเลือดเนื้อเชื้อกษัตริย์ สูงส่งยิ่งนัก แต่เหตุใดใยต้องมารังแกไพร่ฟ้าเช่นข้า ท่านปลอมตัวเป็นขันธียังพอว่า แต่ท่านกลับล่วงเกินข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งร่างกายและจิตใจ ทำตัวไม่เหมาะสมกับเลือดกษัตริย์ยิ่งนัก!

            “!

            “ที่ข้าถูกทำโทษมาหลายครั้ง นั่นก็เพราะท่านเป็นคนสั่งใช่หรือไม่? จิตใจท่านทำด้วยอะไร แล้วข้าทำอะไรผิดท่านถึงต้องเพ่งเล็งที่ข้า รังแกข้าเช่นนี้! ท่านมันใจหยาบเสียจริง!

            “ปั๋วเสวียน!” ร่างสูงสง่าหยัดตัวขึ้นยืนหลังจากระเบิดเสียงใส่คนตัวเล็กจนเงียบไป ชานเลี่ยโกรธจนตัวสั่นที่ถูกต่อว่าโดนที่อีกฝ่ายไม่รู้อะไรเสียเลย

 

          ใครว่าเขารังแกปั๋วเสวียนกัน?

          ทั้งรักทั้งหวงแต่กลับถูกมองเป็นปรปักษ์คิดว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไร?

          เขาพยายามพูดดีๆ ด้วย แต่ก็เพราะปั๋วเสวียนเองมิใช่หรือที่ตั้งแง่ใส่?

          แล้วเขาจะสั่งสอนเด็กน้อยไม่รู้จักโตผู้นี้ไม่ได้เชียวหรือ?

 

          จะรู้หรือไม่เล่า ยามที่ตนทุกข์ใจเขาเองก็ทุกข์ใจไม่แพ้กัน...

 

            “ข้าพูดความจริงท่านจะทำไม คนอย่างท่านน่ะใจไม้ไส้ระกำ ให้คนบอบบางอย่างข้าทำงานหนักๆ หวังจะให้ข้าตายใช่หรือไม่? หากไมใช่แล้วมีเหตุผลอันใดที่ต้องรังแกข้า แล้วที่ท่านแตะเนื้อต้องตัวข้าก็เพราะว่าท่านอยากจะเหยียดหยามที่ข้าตกอับต้องผันตัวจากบุรุษเพศมาเป็นผู้สืบเชื้อสายใช่หรือไม่? คนใจร้ายเยี่ยงท่าน ข้าว่าสัตว์สี่เท้ายังดีกับข้ามากกว่าท่านเลย!

            “ปั๋วเสวียน!” ตวาดลั่นพร้อมส่งฝ่ามือหนาบีบแน่นที่ต้นแขนเล็กนั่นโดยโทสะ เขาเป็นคนสุขุมมากโดยตลอด หากแต่คำพูดคำจาของปั๋วเสวียนกลับเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีจนแทบทนไม่ไหว

          “สิ่งแรกที่เจ้าต้องเรียนรู้ก็คือข้าสามารถสั่งตัดหัวเจ้าได้!

            “!

            “หากเจ้ายังไม่หยุดพูดจาด่าทอข้าเช่นนี้ เห็นทีข้าคงต้องแสดงให้เจ้าเห็นเสียแล้วว่าข้า! ...ทำได้มากกว่าที่เจ้าเคยโดน! แววตาแข็งกร้าวและน้ำเสียงดุดันแบบที่ปั๋วเสวียนไม่เคยสัมผัสจากชายตรงหน้าทำเอาคนที่ไม่เคยถูกกระทำแบบนี้ถึงกับผงะ

 

            แววตาชานเลี่ยดุดันราวกับมัจจุราช

            แรงบีบที่ต้นแขนนั้นคล้ายกับจะทำให้แตกสลาย

 

            “เจ็บ...ข้า เจ็บ...” ร้องออกมาเสียงสั่นๆ เวลานี้แทบไม่กล้าสบสายตาขันธีจอมปลอมเลยสักนิด ได้แต่ก้มหน้าพยายามบิดเนื้อแขนตนเองออก แต่พละกำลังของคนอย่างเขาหรือจะสู้คนโตกว่าได้

            “ปล่อยข้านะ...” ลมหายใจอุ่นรดใกล้ใบหน้าจนปั๋วเสวียนรู้สึกคร้ามกลัว ไม่เคยถูกคนผู้นี้แสดงท่าทีจริงจัง แต่ท้ายสุดก็ทนแรงกดดันไร้เสียงของอีกฝ่ายไม่ไหวจนต้องหลุดสะอื้นไห้ออกมา

            “ฮึก...ข้ากลัวแล้ว...” กัดริมฝีปากล่างจนเลือดไหลซิบๆ เพราะได้กลิ่นคาวเลือดในปาก แต่กระนั้นแล้วก็ไม่อาจทำให้อีกฝ่ายลดแรงบีบรัดที่ต้นแขนลงได้เลย ปั๋วเสวียนจึงปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่อายใครหน้าไหนทั้งนั้น ดวงตาเรียวสั่นระริกพร้อมเอ่ยถ้อยคำแสนตัดพ้อ

            “ท่านสนุกกับการเห็นข้าโง่งมแสดงกิริยาล่วงเกินเชื้อพระวงศ์อย่างท่านมากหรือไร ฮึก...ข้าควรจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคนที่ทำให้ข้าเกลียดคือคนเดียวกับคนที่จะมาสอนข้า ข้าควรจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคนที่ข้าล่วงเกินด้วยกิริยาวาจาเป็นถึงผู้สูงศักดิ์...”

            “...”

            “ท่านมีสิทธิ์สั่งตัดหัวข้าได้ทุกเมื่อหากท่านไม่พอใจ ฮึก...แต่ท่านกลับทำให้ใจข้ามันปวดไปหมด ข้าผิดหวังที่คนที่รังแกข้าเป็นถึงองค์ชายชานเลี่ย...”

            “...”

            “ฮึก...ท่านทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวตลก ฮือ...” สิ่งที่ปั๋วเสวียนเกลียดที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของการล้อเล่นกับความรู้สึก ภาพลักษณ์ของคนในเชื้อพระวงศ์ที่ปั๋วเสวียนใฝ่ฝันอยากจะรับใช้คือบุคคลที่ใจดี มีเมตตา และเห็นใจราษฎร เขาวาดฝันเสียสวยหรูหากแต่สิ่งที่ประสบกลับกลายเป็นเหมือนของเล่นเสียอย่างนั้น

            ชานเลี่ยมองหยดน้ำตาที่ร่วงลงพื้นไม่ขาดสายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกโกรธตัวเองเหมือนกันที่เผลอพูดจาร้ายกาจออกมา บางครั้งก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนขาดความยับยั้งชั่งใจเสียเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้าเหมยฮวาน้อย

 

            เจ้าจะรู้หรือไม่ว่าข้าเองก็เจ็บปวดที่ทำให้เจ้าเสียใจ...

 

            “ฮึก...ข้าเจ็บไปหมดเลย ทำไมท่านต้องดุข้าด้วย ฮึก...สายตาของท่านน่ากลัวจนข้าสั่นไปหมดเลย ฮือ...” เมื่อถูกอีกฝ่ายปล่อยแขนแล้วก็มิวายพูดต่อว่าออกไปอย่างลืมตัว แต่อีกคนกลับมองว่าเป็นคำพูดช่างน่ารักเสียจริง

            ชานเลี่ยตัดสินใจทำตามความต้องการของตนโดยการแตะมือลงบนไหลบาง คนถูกแตะสะดุ้งกลัวเล็กน้อยแต่แล้วก็ต้องเบะปากร้องไห้ออกมาอีกระรอกใหญ่เมื่อถูกโอบกอดอยู่ภายใต้อกแกร่ง

 

          คนร้องไห้เพราะสั่นกลัว ถูกกอดปลอบเช่นนี้ใครเล่าจะหยุดน้ำตาไหว?

 

            แต่ปั๋วเสวียนก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมานั่งสนใจว่าถูกแตะต้องร่างกายแต่อย่างใด มีเพียงเสียงสะอื้นระบายความอัดแน่นในใจเพราะรู้สึกเสียใจและน้อยใจที่ถูกหลอกและถูกดุจนขวัญหนีดีฝ่อก็เท่านั้น

 

            ก็ไม่รู้ทำไม...
            ทั้งที่ควรจะโกรธจะเกลียดและผลักไส...

            แต่เมื่อยามที่ใบหน้าหวานอิงแอบอกอุ่นของคนใจร้าย...

            หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัว ความรู้สึกอบอุ่นก็ถาโถมอย่างหยุดไม่อยู่...

 

            นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน?

           

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

           

            เสียงจอกแจกจอแจดังขึ้นที่โรงเตี๊ยมสกุลเปี้ยนตั้งแต่เช้าตรู่ ลูกพี่ลูกน้องของคุณชายตัวน้อยวุ่นอยู่กับการช่วยครอบครัวต้อนรับลูกค้าจนมือเป็นระวิง พอคล้อยบ่ายลูกค้าถึงเริ่มบางตาลง ซื่อชุนรุดหน้ามาหาลู่หานถึงโรงเตี๊ยมชวนกันไปรอรับปั๋วเสวียนกลับจากวังที่หอสกุลเปี้ยน

            “ข้าตื่นเต้นจังเลยลู่หาน!” ร้องร่าดีใจพร้อมกับจับมือนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายเขย่าไปมา ลู่หานอมยิ้มนิดๆ แม้ว่าในอกจะเจ้นระส่ำ และใบหน้าจะเห่อร้อนเหนียมอายแค่ไหนที่ถูกแตะเนื้อต้องตัวก็ตาม

            “ข้าเห็นเกี้ยวจากวังทยอยส่งเหล่าผู้สืบเชื้อสายตามบ้านแล้ว ข้าชักจะรอพี่ปั๋วเสวียนไม่ไหวแล้วสิ”

            “พี่ปั๋วเสวียนก็คงดีใจเมื่อได้เจอเจ้า” แม้จะไม่จริงใจเท่าไรกับคำเยินยอ หากแต่สิ่งใดที่ทำให้ซื่อชุนมีความสุข ลู่หานก็เลือกที่จะทำ

            “ของมันแน่อยู่แล้ว!” ยืดอกรับคำอย่างมาดมั่น จนผู้เป็นบิดาของลู่หานที่มองเห็นอยู่กลายๆ ต้องส่ายหน้า

            “แต่นี่มันก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วนะ ข้าไม่เห็นเกี้ยวของผู้สืบเชื้อสายสกุลเปี้ยนมาเสียที” ซื่อชุนบ่นกระปอดกระแปดพร้อมใบหน้าที่งุ้มงอ ไม่นานก็มีเกี้ยวขบวนใหญ่มาถึง หากแต่ก็ไม่ใช่เกี้ยวของพี่ชายตัวเล็กเสียที แต่กลับเป็นเกี้ยวของที่ปรึกษาส่วนพระองค์อย่างท่านลุงเปี้ยนบิดาของคนที่ตนรัก

            “ท่านลุงขอรับ เมื่อไรพี่ปั๋วเสวียนจะกลับมางั้นหรือ?” ไม่รอให้เสียเวลามาก คนใจร้อนก็ปรี่เข้าไปถามไถ่ทันที

            “อะไรกัน ข้าเพิ่งกลับจากวังแท้ๆ แต่เจ้ากลับถามถึงลูกชายของข้า ช่างน่าน้อยใจเสียจริง”

            “โอ๊ะ ข้าขอโทษขอรับท่านลุง ข้าคิดถึงพี่ปั๋วเสวียนมากไปหน่อย” ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิดที่เผลอแสดงท่าทางเสียมารยาทกับคนเพิ่งมาเหนื่อยๆ

            “เอาเถอะ ข้าก็แค่ล้อเจ้าเล่นมิได้ถือสาอะไร นี่ก็คงมารอกันนานแล้วสิ?”

            “ขอรับ ข้ามารออยู่นานแล้วแต่ก็ไม่เห็นทีท่าว่าพี่ปั๋วเสวียนจะมา”

            “เจ้านี่ก็ดีนะ เทียวไล้เทียวขื่อลูกชายข้ามาตั้งแต่สมัยเริ่มพูดได้จนบัดนี้ก็มิได้เปลี่ยนใจไปไหน ช่างน่าเป็นคนที่ข้าไว้ใจให้แต่งงานกับปั๋วเสวียนจริงๆ”

            “ท่านลุงจะให้ข้าแต่งกับพี่ปั๋วเสวียนหรือไม่! ข้าพร้อมที่จะให้พ่อแม่ข้ามาสู่ขอนะขอรับ” วิ่งเข้าไปหาขุนนางเปี้ยนแล้วเกาะแขนผู้อาวุโสอย่างตื่นเต้น แต่คำตอบที่ได้รับก็ทำเอาซื่อุนห่อเหี่ยวลงไปทันที

            “เจ้าทำงานหาเงินได้แล้วงั้นหรือ? หากยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ลุงก็คงให้ปั๋วเสวียนแต่งกับเจ้าไม่ได้หรอกเจ้าเด็กแก่แดด” ว่าแล้วก็ใช้ด้ามพัดเคาะหัวเรียกสติเด็กหนุ่มให้ตื่นจากฝันเสียที ซื่อชุนได้แต่ฟึดฟัดัดใจนึกโทษโชคชะตาที่ดันเกิดช้ากว่าคนที่หมายปองอยู่อย่างนั้น

 

          ฮ่องเต้ทรงรับสั่ง...ตระกูลเปี้ยนรับราชโองการ...

 

            เสียงร้องตะโกนดังขึ้นจากทางด้านหน้าจากห้องรับรองแขกในหอสกุลเปี้ยน ขุนนางเปี้ยน บิดา มารดาของลู่หาน และลู่หานต่างก็รีบวิ่งออกไปเคารพต่อสาสน์จากองค์จักรพรรดิ์

            “สกุลเปี้ยนน้อมรับราชโองการ” เชื้อสายสกุลเปี้ยนทั้งสี่เอ่ยปากน้อมรับคำสั่ง พร้อมด้วยข้ารับใช้และซื่อชุน ผู้นำสารคลี่ผ้าเนื้อทองออกแล้วอ่านคำสั่งตามหน้าที่

          “ฮ่องเต้มีรับสั่งให้คุณชายปั๋วเสวียนแห่งสกุลเปี้ยนเลื่อนขั้นจากผู้สืบเชื้อสายเป็นผู้สืบเชื้อสายชั้นสูงจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถเดินทางออกจากวังหลวงได้จนกว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชายา...” เพียงเท่านี้ที่ได้ยินซื่อชุนก็รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้น

 

            พี่ปั๋วเสวียนกำลังจะได้เป็นพระชายา...

            เป็นภรรยาของคนอื่น...

            อยู่ในสถานที่ที่ยากต่อการพบหา...

 

            ฟ้าดินเล่นตลกอะไร!? แค่เขาไม่สามารถแต่งงานกับดวงใจของตนได้ก็เสียใจอยู่แล้ว แต่ยิ่งไปกันใหญ่เมื่อพี่ชายตัวเล็กต้องถูกแต่งเข้าวัง...วังหลวงที่ซึ่งเขาไม่สามารถเข้าออกได้เป็นว่าเล่น หากแต่งเข้าบ้านคนธรรมดายังพอจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบได้บ้าง...

 

            อยู่ในวังคนเดียวจะอึดอัดหรือไม่?

            จะมีคนกวนใจท่านไม่ให้เหงาเช่นข้าหรือเปล่า?

 

            ผู้ส่งสาส์นกลับไปแล้ว บิดา มารดาของลู่หานต่างก็แสดงความดีใจต่อขุนนางเปี้ยนที่โชคดีได้เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ ลู่หานได้ยินแว่วๆ ว่าพ่อของปั๋วเสวียนนั้นรับรู้อยู่ก่อนแล้วก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน จะเหลือก็เพียงแต่ซื่อชุนที่ซึมอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนจนต้องค่อยๆ พยุงคนที่ตนแอบรักไปหาที่นั่งพักใจ

            “ซื่อชุน...”

            “...”เอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าซื่อชุนนั่งเงียบมาเกือบชั่วยามแล้ว ที่ไม่ชวนคุยก่อนหน้านี้ก็เพราะว่ากลัวคนเจ้าอารมณ์จะตวาดใส่ตามนิสัย แต่เมื่อเห็นว่าชักจะเงียบเกินไปแล้วจึงได้ทำใจกล้าเอ่ยปากออกมา

            “ซื่อชุน...หากเจ้าเงียบไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาหรอกนะ หากเจ้าเห็นว่าข้าเป็นเพื่อนก็จงระบายความในใจที่อัดอั้นมาเสียเถิด แม้ข้าจะช่วยอะไรเจ้าไม่ได้แต่อย่างน้อยข้าก็พร้อมที่จะรับฟังเจ้าทุกอย่าง”

            “...”

            “ซื่อชุน...”

            “...”

            “ข้า...ข้าเป็นห่วงเจ้า...อ๊ะ!” เผลออุทานออกมาด้วยความตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกซื่อชุนดึงเข้าไปกอดรัดแน่น ไม่นานก็รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่าง

 

          ...ซื่อชุนกำลังร้องไห้...

 

            ลู่หานไม่รู้ว่าในเวลานี้ควรจะพูดสิ่งใดออกมาจึงทำได้แค่ยกมือลูบแผ่นหลังของคนโตกว่าเพื่อปลอบใจ ยิ่งถูกปลอบก็ยิ่งร้องหนักแม้จะไม่ส่งเสียงสะอื้นใดๆ นอกจากเสียงลมหายใจที่ติดขัด เรียวแขนโอบรัดคนในอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อหาความอบอุ่น

 

            ลู่หานรู้สึกใจเต้นรัวใบหน้าเห่อร้อนเพราะถูกโอบกอดเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา แอบรู้สึกดีกับการได้รับอ้อมกอดแต่ก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้ที่อ้อมกอดนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจของอีกฝ่าย เป็นเพียงอ้อมกอดที่มาจากความเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น

            “ลู่หาน...ในเมื่อเจ้าเป็นเพื่อนของข้า...ข้าทำอะไรเจ้าก็จะยินดีช่วยเหลือใช่หรือไม่”

            “ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้าก็ยินดีจะช่วย” ซื่อชุนยิ้มกับคำตอบที่แสนถูกใจ ยกมือหนาเช็ดน้ำตาลูกผู้ชายจนแห้งแล้วค่อยๆ ผละตัวออกสบสายตากับคนเป็นเพื่อน

            “ดี...”

            “...”

            “ข้าจะแอบเข้าวังหลวง...คืนนี้!

            “!!!

           

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

           

พูดคุยกับหมาน้อย 

เห็นบ่นองค์ชายกันในแท็กใหญ่เลยยยยย โอ๋เอ๋น้า~ น้องป๋ายเขาไม่ได้โกรธรุนแรงอะไรมากหรอก เค้าเป็นเด็กน่ารักโกรธง่ายหายเร็วค่ะ แค่ช่วงที่โกรธเค้าจะเหวี่ยงมากไปหน่อยแค่นั้นเอง ว่าแต่องค์ชายห้าเห็นป๋ายร้องกลัวแบบนี้จะเอาไงต่อล่ะ? จะเก๊ก จะวางมาด หรือจะเผยไต๋อะไรยังไงดี? อิ้อิ้

สอบเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขอบอกว่า Let it go ทันทีค่ะ 555555555 เอาเหมยฮวามาต่อให้ครบแล้วน้า ขอบคุณที่รออ่านกันค่ะ ไม่คิดว่าจะมีคนอ่านกันด้วย ฮืออออ ถือว่าเกินความคาดหมาย ขอบคุณมากๆ นะคะ มีความสุขมากๆ ที่ได้เห็นการแสดงตัวตนของคนอ่านในทุกรูปแบบ กำลังใจหาได้จากตรงนี้เลยจริงๆ

ปล.แจ้งนิดนึงคุณ what da' ได้คอมเม้นต์ให้หมาน้อยรึเปล่าค้า~ พอดีจะบอกว่าทุกเม้นต์ของคุณ what da' เลย ไม่ขึ้นความเห็นอะไรเลยค่ะ เป็นความเห็นโล่งๆ เลย ;__;

 

ใครสงสัยคนที่ทักเซฮุนให้มาสอบคัดเลือก...ตอนหน้ารู้กัน~  #อริร้ายชานแบค 

 

 

S Y D N E Y ` Tiny Hand Pink Bow Tie
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,947 ความคิดเห็น

  1. #2905 tenpeachyy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 01:21
    อือออ น้องชอบคิดด้านลบอ่ะแงๆ พี่ขานด้านดาร์กไซด์ก็รุนแรง
    #2,905
    0
  2. #2888 jwsnpy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 13:23
    ซื่อชุนอย่าเถิดดด อย่าคิดที่จะทำอะไรให้มันวุ่นวายกว่านี้เลย
    #2,888
    0
  3. #2868 ลู่ เเบคหมิน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 22:34
    ชานเลี่ยทำน้องร้องไห้กี่รอบเเล้ววว
    #2,868
    0
  4. #2820 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 18:03
    ยิ่งซื่อชุนทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ตอนนี้สถานของเหมยฮวาเป็นว่าที่พระชายาแล้ว ถ้าซื่อชุนทำอะไรยิ่งแย่
    #2,820
    0
  5. #2757 pim pimmi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 16:49
    เซฮุนพอเถอะ~~~~
    #2,757
    0
  6. #2656 Beebee ja (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 02:08
    อิฮุนอย่ามาชักใบให้เรือเสียสิ  เค้ากำลังจะดีกันแล้วนะเฟ้ย 
    #2,656
    0
  7. #2566 joylnr (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 22:50
    ชานเลี่ยเอ๊ยยยย แกดุแบคทำไมมมมม

    สงสารน้องอ่ะ

    เหมยฮวาน้อยเหมือนลูกแมวตัวน้อยเลย



    #2,566
    0
  8. #2528 Jammie-Lee (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 00:26
    ชานยอลคนปากแข็งงงงง ถถถถถถ
    #2,528
    0
  9. #2428 -{กวางลู่}- (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 09:18
    อยากหัวขาดหรือไงซื่อชุนน!! -___-
    #2,428
    0
  10. #1599 iambowwy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 21:32
    สงสารลู่หานจังเลยยยยย
    #1,599
    0
  11. #1575 Hztp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 17:43
    สงสารเซฮุนอยู่เหมือนกันนะคะ ขออนุญาติใช้เป็นชื่อเกาหลีเนอะ
    มันเขียนยากจริงๆค่ะ T  T  เซฮุนรักเดียวใจเดียวมาตลอดเลยนะเนี่ย
    #1,575
    0
  12. #1291 ENIMEENI :) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 17:07
    โอ้วววว ไม่นะซื่อชุน อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาดนะ OoO!!!
    #1,291
    0
  13. #783 Pins_99 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 18:40
    ซื่อชุน..................
    #783
    0
  14. #731 ✦ RIGOLO ✦ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 17:36
    ก็สงสารซือซุนแหละนะ แต่ซือซุนใจร้อนเกินไป เท่าที่อ่านมาซื่อซุนเป็นคนพูดมากแหละ สงสารลู่หานจัง
    #731
    0
  15. #576 Pawhale (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 12:45
    ซื่อซุน จะเข้าวังไปทำอะไรอะ
    #576
    0
  16. #409 BACON_BAEK (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 / 21:28
    ซื่อซุนอย่าเข้าไปนะ เดี๋ยวปั๋วเสี้ยนเดือนร้อนหรอก
    #409
    0
  17. #300 love38 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 / 01:02
    สงสารปั๋วเสวียน โดนหลอกแล้วยังมาเจอองค์ชายทำหน้ายักษ์ใส่อีก องค์ชายนี้ก็จะโมโหตลอดเลยใช่มั้ย//ตอบบบ รักเค้าก็พูดดีๆกะเค้าหน่อย ช่วยแสดงออกถึงความอ่อนโยนห่วงใยบ้างไรบ้างนะ
    #300
    0
  18. #289 J_sasitorn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 / 17:42
    หลงรักเค้าแล้วล่ะปั๋ว 5555555555555555 รีบมาอัพต่อนะอยากอ่านต่อมากเลย
    #289
    0
  19. #287 Suesue Sue (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 / 18:12
    สงสารซื่อชุนเลกน้อยยยย องค์ชายโมโหอยุ่นั่น ง้อบ้างไรบ้างง ปากแข็ง คุนหนูเปี้ยนก้อดื้อมากกกกกก จะคุยกันรุ้เรื่องไม๊เนี่ย
    #287
    0
  20. #234 Cbp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 23:54
    ฉันรักซื่อชุนจังแก #กอดแน่นๆ

    ทำไมนางถึงได้หนักแน่นขนาดนี้

    โอ้ย สงสาร แง้งงงงงงงงงง

    จะเอาอะไรไปสู้กับราชโองการได้ละ

    นี่ใจเด็ดถึงขั้นจะแอบเข้าวังอีกแน่ะ

    อหหหหหห อันนี้พี่ไม่เห็นด้วยว่ะ หาเรื่องมากอ่ะ

    มันจะซวยทั้งบางนะเว้ยยยยยยยยยยย
    #234
    0
  21. #220 yoowu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2557 / 18:44
    สงสารทุกคู่เลยเมื่อไรจะเผยความรู้สึกออกมาสักที รอมาอัพอีกนะครับ
    #220
    0
  22. #215 byunbaekbo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 21:33
    สงสารปั๋วเสวียนนะ แต่นางเหวี่ยงเกิ๊น5555

    สงสารซื่อซุนอยู่นะ แต่ก็สงสารลู่หานมากกว่า



    #215
    0
  23. #214 CB_Real (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 20:57
    งานใหญ่แล้ว ซื่อฮุนเอ๋ย มาอัพต่อนะฮะ
    #214
    0
  24. #213 TTOoM (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 00:06
    อ้าว อย่าบอกนะว่าจะไคฮุนเอ่าะ TT TT ฮุนฮานล่ะนายจ๋า?????
    #213
    0
  25. #212 ParkByun_2706 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 23:31
    องค์ชายทำปั๋วเสวียนร้องไห้อะ
    #212
    0